กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > พลังแห่งสันติวิธี
กลับหน้าแรก
 

พลังแห่งสันติวิธี: การยุติปัญหาความขัดแย้งในรอบศตวรรษ

ผู้แต่ง ปีเตอร์ แอ็คเคอร์แมน และ แจ็ค ดูวาลล์
แปลโดย ดรุณี แซ่ลิ่ว และ เนาวนิจ สิริผาติวิรัตน์
สำนักพิมพ์ สวนเงินมีมา

แบ่งปันบน facebook Share   
คำนำ

เยฮูดิ เมนูฮิน นักดนตรีนามอุโฆษชาวอังกฤษ เคยกล่าวถึงศตวรรษที่ ๒๐ ว่าเป็นศตวรรษที่ “ได้สร้างความหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยวาดหวังมา (ขณะเดียวกัน) มันก็ได้ทำลายมายาภาพและอุดมคติทั้งมวลจนหมดสิ้น” ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะศตวรรษที่แล้วเต็มไปด้วยสงครามและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในแทบทุกทวีป จำเพาะผู้ถูกสังหารมีไม่น้อยกว่า ๑๒๐ ล้านคน

แต่ศตวรรษที่ ๒๐ มิใช่เป็นแค่ศตวรรษเลือดเท่านั้น ในอีกด้านหนึ่งโลกยังได้ประจักษ์ถึงพลังของประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ทัดทานกับอำนาจรัฐที่ทรงพลังในประเทศแล้วประเทศเล่าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จนได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความยุติธรรม ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างสันติวิธี เป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นโดยประชาชนที่ไร้อาวุธ

ไม่ผิดหากจะกล่าวว่าศตวรรษที่ ๒๐ เป็นศตวรรษแห่งการต่อสู้ด้วยสันติวิธี แม้เป็นที่ยอมรับกันว่าในรอบร้อยปีที่ผ่านมาไม่มีขบวนการสันติวิธีใดที่โดดเด่นเท่ากับขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชซึ่งนำโดยมหาตมะ คานธี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีแต่ขบวนการของคานธีเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จด้วยสันติวิธี แท้จริงขบวนการสันติวิธีที่ประสบความสำเร็จนั้นมีเป็นจำนวนมาก และที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในประวัติศาสตร์ก็มีไม่น้อย อย่างไรก็ตามเรื่องราวของขบวนการดังกล่าวซึ่งผุดขึ้นมาทั่วโลก มักไม่เป็นที่รู้จัก แม้แต่เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์หลายเหตุการณ์ซึ่งเป็นที่รับรู้ของคนทั้งโลก อาทิ การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก ผู้คนก็ลืมไปว่า เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการต่อสู้ด้วยสันติวิธีของประชาชนเรือนแสนหรือเรือนล้าน

คงไม่มีหนังสือเล่มใดที่ถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ด้วยสันติวิธีของประชาชนทั่วโลกในศตวรรษที่ผ่านมาได้อย่างครอบคลุม รอบด้าน และละเอียดลออ เท่า “พลังแห่งสันติวิธี”ที่ท่านกำลังถืออยู่นี้ สิ่งหนึ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจนจากหนังสือเล่มนี้ก็คือ สันติวิธีมิใช่เป็นเรื่องของผู้ที่มีศรัทธามั่นคงในศาสนาอย่างมหาตมะคานธี เท่านั้น หากยังเป็นวิธีการที่ประชาชนคนธรรมดาทุกเพศทุกวัยสามารถใช้ได้และได้ใช้มาโดยตลอด แม้ว่าศาสนธรรมหรือเมตตาธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของขบวนการอหิงสาของคานธี แต่ขบวนการจำนวนไม่น้อยเลือกใช้สันติวิธีเพราะเหตุผลในเชิงปฏิบัติมากกว่า เช่น ไม่อยู่ในวิสัยที่จะใช้ความรุนแรงได้ หรือเพราะรู้ดีว่าไม่สามารถเอาชนะรัฐได้ด้วยวิธีรุนแรงเนื่องจากรัฐมีอาวุธในมือมากกว่าอย่างเทียบไม่ได้ หากจับอาวุธสู้กับรัฐก็เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย

ชัยชนะไม่จำเป็นต้องเกิดจากอาวุธที่เหนือกว่าหรือมากกว่าเสมอไป บทเรียนจากขบวนการสันติวิธีทั่วโลกได้ชี้ว่า แม้ประชาชนจะต่อสู้ด้วยมือเปล่าก็สามารถบีบบังคับให้รัฐบาลที่ทรงพลังต้องยินยอม โอนอ่อนผ่อนตาม หรือถึงกับสละอำนาจได้ ทั้งนี้เพราะถึงที่สุดแล้วทุกรัฐบาล ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลเผด็จการหรือผู้ปกครองอาณานิคม อยู่ได้ก็ด้วยความยินยอมของประชาชน รัฐบาลที่ถูกประชาชนปฏิเสธหรือคว่ำบาตรย่อมตั้งอยู่ไม่ได้

จริงอยู่ชัยชนะของขบวนการสันติวิธีบ่อยครั้งได้มาด้วยการสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนผู้ไร้อาวุธ นี้คือความจริงที่นักสันติวิธีพึงตระหนัก การต่อสู้ด้วยสันติวิธีมิได้เป็นหลักประกันว่าจะได้รับการปฏิบัติอย่างสันติจากผู้มีอำนาจ ผู้มีอาวุธย่อมได้เปรียบในการใช้ความรุนแรงต่อนักสันติวิธี แต่ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า ทันทีที่รัฐบาลใช้ความรุนแรงอย่างโหดเหี้ยมต่อประชาชนมือเปล่า รัฐบาลจะตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบหรือเพลี่ยงพล้ำในทางการเมืองทันที เพราะความชอบธรรมของรัฐบาลจะหดหายไปในสายตาของสาธารณชนหรือประชาคมโลก จนมิอาจตั้งอยู่ได้เลย

อย่างไรก็ตามความรุนแรงมิได้เป็นโทษต่อรัฐบาลเมื่อใช้สิ่งนั้นกับประชาชนที่ไร้อาวุธเท่านั้น หากยังสามารถเป็นอันตรายต่อประชาชนหากหันมาใช้สิ่งนั้นกับรัฐบาล เพราะทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการปราบปรามหรือบดขยี้ผู้ที่ลุกขึ้นท้าทายอำนาจรัฐบาล มีตัวอย่างมากมายในหนังสือเล่มนี้ที่ชี้ถึงความพ่ายแพ้ของขบวนการประชาชนเนื่องจากใช้ความรุนแรง แม้ว่าขบวนการดังกล่าวจะใช้สันติวิธีนานาประเภท เช่น ประท้วง หยุดงาน ไม่จ่ายภาษี ไม่ซื้อสินค้า แต่หากเป็นสันติวิธีแบบครึ่ง ๆ กลาง คือมีการใช้ความรุนแรงมาประกอบด้วย เช่น เผาทำลายทรัพย์สิน วางระเบิด ลอบยิงเจ้าหน้าที่รัฐ หรือแม้แต่ตอบโต้ด้วยก้อนหินและระเบิดขวด ก็ยากที่ขบวนการนั้นจะประสบความสำเร็จ ดังกรณีขบวนการอินติฟาดาของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งทันทีที่ใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่อิสราเอล ก็เท่ากับตกลงไปใน “กับดัก”ที่ฝ่ายตรงข้ามรออยู่แล้ว ผลคือความพ่ายแพ้ของขบวนการ

ด้วยเหตุนี้การยึดมั่นในสันติวิธีอย่างถึงที่สุดจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อชัยชนะของขบวนการประชาชน นั่นหมายถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกฝนและเตรียมการรับมือกับการยั่วยุและปราบปรามของฝ่ายรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความเป็นเอกภาพในขบวนการเพื่อมิให้พวกนิยมความรุนแรงเข้ามาผสมโรง บทเรียนจากความล้มเหลวเนื่องจากการใช้ความรุนแรงของขบวนการกรรมกรโปแลนด์ทศวรษ ๑๙๗๐ ทำให้ขบวนการโซลิดาริตีปฏิเสธที่จะใช้ความรุนแรงในการต่อสู้กับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ จนในที่สุด “สามารถเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของลัทธิคอมมิวนิสต์ได้สิ้นเชิงโดยไม่ต้องสูญเสียชีวิตของผู้นำคอมมิวนิสต์โปแลนด์แม้แต่คนเดียว” ดังหนังสือเล่มนี้ได้แจกแจงให้เห็นอย่างชัดเจน

“พลังแห่งสันติวิธี” ให้รายละเอียดเกี่ยวกับพลวัตและพัฒนาการของการต่อสู้ด้วยสันติวิธีเกือบ ๒๐ กรณี ซึ่งมีความแตกต่างทั้งในด้านยุทธวิธีและผลลัพธ์ ชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายของขบวนการสันติวิธี ขณะเดียวกันก็ได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จและความล้มเหลวของขบวนการเหล่านี้ จึงไม่เพียงช่วยให้เกิดความเข้าใจในความเป็นไปของโลกในศตวรรษที่แล้วเท่านั้น หากยังเป็นประโยชน์สำหรับผู้ปรารถนาขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองด้วยสันติวิธี

ควรกล่าวว่าการต่อสู้ด้วยสันติวิธีในหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของขบวนการสันติวิธีทั่วโลกซึ่งมีมากมายหลายระดับ ทั้งระดับบุคคล ชุมชน ประเทศ และระดับโลก อย่างไรก็ตามเกือบ ๒๐ กรณีในหนังสือเล่มนี้นับว่าเป็นตัวแทนของการต่อสู้สันติวิธีที่โดดเด่นที่สุดในรอบร้อยปีที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อแน่ว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักสันติวิธีทั่วโลกในศตวรรษนี้และศตวรรษต่อ ๆ ไปเป็นลูกโซ่ ดังที่ครั้งหนึ่ง บุคคลอย่างธอโร ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ตอลสตอย ขณะที่ตอลสตอยเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คานธี และคานธีเป็นแรงบันดาลใจให้แก่มาร์ติน ลูเธอร์คิง, เนลสัน แมนเดลา และผู้นำอีกหลายคนในเวลาต่อมา

ขอขอบคุณศูนย์สันติศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา ที่ร่วมกันสนับสนุนให้หนังสือที่ทรงคุณค่าเล่มนี้ได้เผยแพร่สู่ชาวไทย และขออนุโมทนาคุณดรุณี แซ่ลิ่ว และคุณเนาวนิจ สิริผาติวิรัตน์ ที่มีวิริยะในการแปลหนังสือเล่มนี้ โดยมีคุณสดใส ขันติวรพงศ์เป็นบรรณาธิการ หากปราศจากหน่วยงานและบุคคลที่เอ่ยนามมานี้ คนไทยเห็นจะต้องรออีกนานกว่าจะได้อ่านหนังสือดี ๆ อย่างนี้


พระไพศาล วิสาโล
๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved