กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้
กลับหน้าแรก
 
องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้

รวมแนวคิดหลากมุมมอง
องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้

ผู้แต่ง ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ
จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ส่องศยาม
พิมพ์ครั้งแรก ๒๕๕๔

 

 

แบ่งปันบน facebook Share   
คำนิยม

ความรู้มีอยู่กับกับมนุษย์มาช้านาน เมื่อรู้จักคิด ความรู้ก็เกิดขึ้น เป็นเพราะรู้จักใช้ความรู้และแสวงหาความรู้อยู่เสมอ มนุษย์จึงไม่เพียงเอาตัวรอด หากยังสามารถคิดค้นเทคโนโลยี สร้างอารยธรรมและพัฒนาตนมาจนถึงพ.ศ.นี้ได้ “การจัดการความรู้” จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำมาตลอดก่อนที่จะมีคำ ๆ นี้เสียอีก

อย่างไรก็ตามในยุคนี้ ความรู้ดูจะมีความสำคัญยิ่งกว่ายุคใดสมัยใด ส่วนหนึ่งเพราะมันได้กลายเป็น “ทุน”ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากมายมหาศาลยิ่งกว่าทุนชนิดใด ๆ ไม่ว่าเงิน เครื่องจักร หรือทรัพยากรธรรมชาติ ดังเห็นได้ชัดว่าประเทศที่มีความเจริญมั่นคงในทางเศรษฐกิจนั้นได้แก่ประเทศที่ลงทุนในเรื่องความรู้อย่างจริงจัง ในขณะที่ประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยบางประเทศถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยากจนด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้การจัดการความรู้จึงได้รับความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน แต่สำหรับประเทศไทย ความเข้าใจในด้านนี้ยังมีน้อย แม้จะมีการพูดถึงอย่างมากในหลายวงการ (ไม่ต่างจากคำว่า re-engineering เมื่อ ๒๐ ปีก่อน ซึ่งบัดนี้คนส่วนใหญ่คงจะลืมไปแล้ว) เมื่อไม่เข้าใจเรื่องนี้ชัดเจน จึงมักลงเอยด้วยการหาซื้อคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศนานาชนิดมาติดตั้งในหน่วยงานกันเป็นการใหญ่

การจัดการความรู้เป็นเรื่องของวิธีคิด ซึ่งยากจะเกิดขึ้นได้ในวัฒนธรรมหรือองค์กรที่เน้นการแก้ปัญหาด้วยเงินและอำนาจ ซึ่งกำลังแพร่หลายอย่างมากในสังคมไทย นั่นเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เมืองไทยต้องเผชิญกับวิกฤตในหลายด้านจนประสบภาวะชะงักงัน แต่มองในอีกแง่หนึ่ง วิกฤตเหล่านี้ได้ชี้ให้เห็นถึงความอับจนของวิธีแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ ซึ่งในที่สุดย่อมบีบคั้นให้ต้องแสวงหาทางออกใหม่ที่ใช้ความรู้เป็นพลังขับเคลื่อน

รู้กันมานานแล้วว่าความรู้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับบุคคล แต่ที่ยังตระหนักกันน้อยก็คือ ความรู้มีความสำคัญสำหรับองค์กรด้วย นี้เป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้ชี้ว่าองค์กรนั้นก็เช่นเดียวกับบุคคล สามารถเรียนรู้ได้ รวมทั้งสามารถสร้างความใฝ่รู้ให้เป็นวัฒนธรรมขององค์กรได้ด้วย ประโยชน์ที่เกิดขึ้นมิได้หมายถึงผลประกอบการที่ดี(และกำไรที่เพิ่มขึ้น)เท่านั้น หากยังรวมถึงความสุข และความสามัคคีของคนในองค์กรด้วย

ความรู้เมื่อเกิดแก่ผู้ใด ย่อมทำให้เกิดความสุขแก่ผู้นั้น แต่ผู้เขียนยังชี้ต่อไปว่า กระบวนการสร้างความรู้ หรือแบ่งปันความรู้นั้น ก็สามารถสร้างสุขให้เกิดแก่คนในองค์กรได้ด้วย อีกทั้งยังสร้างสัมพันธภาพหรือมิตรภาพให้เกิดขึ้น ซึ่งนำไปสู่การแสวงหาหรือสร้างความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น จะทำเช่นนั้นได้ผู้นำย่อมมีความสำคัญมาก แต่ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับคนในองค์กร หรือโครงสร้างในองค์กรด้วย หากเป็นความสัมพันธ์แบบราชการ ที่เน้นการสั่งการจากบนลงล่าง ก็ยากที่จะสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ หรือทำให้การจัดการความรู้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรได้ เพราะองค์กรเช่นนี้จะถนัดกับการใช้อำนาจยิ่งกว่าอะไรอื่น

น่าสังเกตว่าแนวคิดที่ผู้เขียนใช้อธิบายเรื่ององค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้นั้น ใกล้เคียงกับหลักธรรมในพุทธศาสนาหลายประการ เช่น อิทธิบาท ๔ อันเป็นหลักธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จ เริ่มต้นจาก ฉันทะ (ความมีใจรักในงานที่ทำ) วิริยะ (ความเพียร) จิตตะ (ความแน่วแน่ใส่ใจในงาน) และ วิมังสา (การใคร่ครวญตรวจตราเพื่อทำให้ดีขึ้น) นอกจากนั้นการชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง งาน ความสุข ความรู้ และคุณธรรม(หรือคุณภาพจิต เช่น สติ ขันติ เมตตา การลดละอัตตา) ก็ตรงกับแนวคิดทางพุทธศาสนา ดังท่านอาจารย์พุทธทาสได้สรุปเป็นข้อคิดสั้น ๆ ว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” หรือ “สุขแท้มีอยู่แต่ในงาน”

อย่างไรก็ตาม ความรู้ที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ ความรู้ในระดับปัญญา คือความรู้ความเข้าใจในชีวิตและโลก ที่ช่วยแก้ปัญหาชีวิตหรือทำให้พ้นทุกข์ได้ มิใช่เพียงแค่ความรู้ที่ทำให้งานสำเร็จตามจุดมุ่งหมายเท่านั้น การจัดการความรู้ประเภทหลังแม้จะมีความสำคัญในการประกอบอาชีพ แต่เราก็ไม่ควรละเลยการจัดการความรู้ประเภทแรก ซึ่งจะช่วยให้ชีวิตมีความทุกข์น้อยลง มีใจอิสระโปร่งเบามากขึ้น เพราะไม่ถูกกิเลสครอบงำ และไม่หลงยึดติดถือมั่นในสิ่งต่าง ๆ ซึ่งหาความจิรังยั่งยืนไม่ได้ การจัดการความรู้ประเภทแรกจะทำให้เราตระหนักชัดว่าอะไรเป็นความสุขที่แท้ ไม่หลงยึดเงินทอง ชื่อเสียง และเกียรติยศเป็นสรณะ

ขออนุโมทนาคุณมงคลชัย วิริยะพินิจ ที่ไม่เพียงนำความรู้ที่เป็นประโยชน์มาเผยแพร่แก่ลูกศิษย์ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ด้วยฉันทะอันมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม หากยังมีวิริยะในการถ่ายทอดสิ่งดี ๆ ให้แก่ประชาชนทั่วไปในรูปบทความ ซึ่งบัดนี้ได้รวมพิมพ์เป็นเล่มแล้ว เชื่อแน่ว่าสาระประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้การจัดการความรู้มิใช่สิ่งแปลกแยกสำหรับผู้อ่านอีกต่อไป หากกลายเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตและการทำงานของท่านได้มากขึ้น

พระไพศาล วิสาโล
๒๐ เมษายน ๒๕๕๔

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved