กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > หน้าที่แห่งชีวิต
กลับหน้าแรก
 

หน้าที่แห่งชีวิต

ผู้เขียน : นิโคลัส เบนเนตต์
ผู้แปล : โคทม อารียา
บรรณาธิการ : ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์,ใจสิริ วรธรรมเนียม
จัดพิมพ์โดย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม. มหิดล

 

แบ่งปันบน facebook Share   

คำนิยม

เมื่อราว ๔๐ ปีก่อน เมืองไทยมีผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศผู้หนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน บุคคลผู้นั้นคือ นิโคลัส เบนเนตต์  ความพิเศษของเขานั้นเห็นได้ตั้งแต่รูปลักษณ์ โดยเฉพาะผมที่ยาวหยิกและฟูราวกับกระเซิง แม้เขาจะแต่งกายสุภาพแต่ก็แทบไม่มีใครเห็นเขาสวมสูทเลยตลอด ๙ ปีที่เขาทำงานในเมืองไทย  เมื่อรู้จักเขาใกล้ชิดขึ้น ก็จะพบว่าเขามีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากฝรั่งทั่วไป  นอกจากนับถือพุทธศาสนาและสนใจสมาธิภาวนาแล้ว เขายังเล่นโยคะเป็นประจำกับภรรยา ในสมัยที่ผู้คนยังมองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องคร่ำครึ ยังไม่ต้องพูดถึงการงดอาหารซึ่งเขาทำอาทิตย์ละครั้ง ก่อนที่วิธีการ “ดีท็อกซ์” จะเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

แต่ที่พิเศษกว่านั้นก็คือ ทัศนะอันแปลกแหวกแนวของเขา ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของยูเนสโก เขาได้นำเสนอแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่ล้ำหน้า  เขาตั้งคำถามกับการศึกษาเพื่อชนชั้นนำที่มุ่งตอบสนองความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันได้ผลักดันการศึกษาเพื่อมวลชน ที่ส่งเสริมความเป็นไททางสติปัญญา ควบคู่ไปกับการมีจิตสำนึกรักชุมชนและเสียสละเพื่อส่วนรวม   ไม่ผิดหากจะกล่าวว่าเขามีบทบาทสำคัญในการจุดกระแสปฏิรูปการศึกษาของไทยเมื่อ ๔ ทศวรรษก่อน

ความแหวกแนวของเขายังรวมไปถึงทัศนะทางการเมืองที่ไม่สยบยอมต่ออำนาจรัฐ (เขาเคยแนะนำตัวเองว่าเป็น authoritarian anarchist) ยิ่งเผด็จการด้วยแล้ว เขายอมรับไม่ได้เอาเลย ดังนั้นแม้จะเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ แต่เขาก็พร้อมที่จะแสดงความเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาลซึ่งเป็นเผด็จการทหารอยู่เวลานั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เขามีมิตรสหายหลายคนที่เป็นนักคิดนักเขียนหัวก้าวหน้ารวมทั้งผู้นำนักศึกษา ซึ่งภายหลังได้เป็นแกนนำในการประท้วงรัฐบาลทหารจนเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา  ๑๖  เมื่อเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา  ในสามปีต่อมา เขาได้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการคัดค้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายโดยเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้รัฐบาลเผด็จการ  ทุกวันหลังจากทำงานให้แก่กระทรวงศึกษาธิการอย่างคร่ำเคร่งจนถึงเย็น ตอนค่ำเขาจะทำงานให้แก่กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม ซึ่งเขาเป็นกรรมการคนหนึ่ง เพื่อรณรงค์ร่วมกับเครือข่ายสิทธิมนุษยชนทั่วโลกในการสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลไทยยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งให้มีนิรโทษกรรมผู้ต้องหากรณี ๖ ตุลา (งานส่วนหลังสำเร็จในปี ๒๕๒๑)  กล่าวได้ว่าไม่มีผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศคนใดทั้งในอดีตและปัจจุบันของไทยจะมีความกล้าหาญในการคัดง้างรัฐบาลได้ถึงเพียงนี้

ข้าพเจ้ารู้จักนิโคลัสเมื่อปี ๒๕๑๗ เมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนมัธยม โดยเขามาบรรยายให้นักเรียนนักศึกษากลุ่มเล็ก ๆ ที่โรงเรียนอัสสัมชัญในช่วงวันหยุด  อันที่จริงข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ของเขาก่อนหน้านั้นแล้ว จากงานเขียนของเขาหลายชิ้น ทั้งในวารสาร ศูนย์ศึกษา ปาจารยสาร และ วิทยาสาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานวิพากษ์การศึกษาไทย  กล่าวได้ว่าในช่วงนั้นคนที่สนใจการปฏิรูปการศึกษา ไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อนิโคลัส  แต่ว่าวันนั้นเขาไม่ได้มาพูดเรื่องการศึกษา แต่บรรยายเรื่องพลังของสันติวิธี   นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้เห็นความแหวกแนวอีกประการหนึ่งของนิโคลัส ซึ่งสวนทางกับความเชื่อของนักคิดนักเขียนหัวก้าวหน้าในเวลานั้นที่ยึดเอาความรุนแรงเป็นคำตอบ  การบรรยายของเขาครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้ข้าพเจ้าหันมาสนใจสันติวิธีอย่างจริงจังในฐานะเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งมีพลังทางการเมืองไม่น้อยกว่าพลังทางศีลธรรม

เหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ ทำให้ข้าพเจ้าได้มาใกล้ชิดกับนิโคลัส ไม่ใช่แค่ทำงานด้วยกันเท่านั้น แต่บางครั้งก็ยังกินนอนที่บ้านเขาด้วย ช่วงเวลาเกือบสามปีที่ได้ทำงานกับเขาในฐานะเจ้าหน้าที่กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม เป็นช่วงเวลาแห่งการศึกษาที่สำคัญของข้าพเจ้า และมีคุณค่ายิ่งกว่าการเรียนมหาวิทยาลัยในตอนนั้น (ซึ่งข้าพเจ้าไม่ค่อยได้เข้าเรียนเท่าใดนัก) เพราะได้มีโอกาสเรียนรู้จากเขาหลายด้าน ทั้งวิธีคิด การทำงาน และการดำเนินชีวิต   ความเมตตาของเขา พร้อมจะให้กำลังใจ และอดทนต่อความผิดพลาด ไม่เพียงทำให้ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ เกิดความมั่นใจในตนเองและกล้าที่จะลองผิดลองถูกเท่านั้น แต่ยังรู้จักที่จะให้โอกาสแก่ผู้อื่นได้ลองผิดลองถูกเพื่อค้นพบวิถีทางของตัวเองด้วย  แม้นิโคลัสจะมีอายุมากกว่าข้าพเจ้า ๑๕ ปี แต่ก็ไม่ทำตัวเหมือน “ผู้ใหญ่” หากวางตัวเสมือน “เพื่อน” ที่พร้อมจะรับฟังเราทุกเรื่องอย่างเป็นกันเอง มากกว่าที่คิดแต่จะแนะนำสั่งสอน

ความพิเศษอีกประการหนึ่งของนิโคลัส คือ ความฉลาด มีไหวพริบปฏิภาณ และจับประเด็นแม่น  อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เคยเล่าเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อนว่า  ในบรรดาผู้คนในเมืองไทยที่ท่านรู้จักมา   มีสามคนที่จับประเด็นได้แม่นยำและรวดเร็ว คือ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์  เจ้าคุณราชวรมุนี (หรือพระพรหมคุณาภรณ์ในปัจจุบัน) และนิโคลัส เบนเนตต์   น่าสนใจก็ตรงที่ทั้งสามท่าน นอกจากมีสติปัญญาเป็นเลิศแล้ว  ยังมีคุณสมบัติด้านอื่นที่เหมือนกัน คือ มีเมตตากรุณา สุภาพอ่อนโยน ใจกว้าง พร้อมจะฟังและเรียนรู้จากผู้อื่นอยู่เสมอ

นิโคลัส มีภูมิหลังจากการเป็นนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์  ช่วงที่เขาเป็นนักศึกษาในอังกฤษนั้น  เขามีประสบการณ์การประท้วงรัฐบาลอย่างโชกโชน โดยเคยทำงานร่วมกับเบอร์ทรันด์ รัสเซล นักปรัชญาชื่อก้องโลกที่หันมาทำงานด้านสันติภาพจนได้รับรางวัลโนเบล  (น่าเสียดายที่เขาเล่าประวัติส่วนนี้ไว้น้อยมากในหนังสือเล่มนี้) แต่เขาก็ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ หากพัฒนาแนวคิดและโลกทัศน์อย่างต่อเนื่อง โดยมีใจเปิดกว้างพร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ  นี้คือเหตุผลที่เขาหันมาสนใจพุทธศาสนาและภูมิปัญญาตะวันออก ต่างจากปัญญาชนและนักวิชาการตะวันตกกระแสหลัก  แต่เขาไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้  ถึงจุดหนึ่งเขาก็ตั้งคำถามกับการทำงานในห้องแอร์ วางแผนจากเมืองหลวง หรือเอาแต่คิดและเขียน  ช่วงปีสุดท้ายที่เมืองไทย เขาได้เปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยออกชนบทมากขึ้น พาทีมงานขึ้นเขาลงห้วยไปตามหมู่บ้านชาวเขาที่ห่างไกล และใช้เวลาอยู่ที่สำนักงานในกรุงเทพ ฯ น้อยลง

นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของนิโคลัส เพราะหลังจากนั้น (หากไม่นับช่วงที่อยู่กรุงวอชิงตันสองปีแล้ว) ชีวิตการทำงานส่วนใหญ่ของเขาไม่เพียงวนเวียนอยู่ในประเทศยากจนนับสิบประเทศ (เช่น เนปาล กานา คาเมรูน และเอธิโอเปียแล้ว) พื้นที่ทำงานส่วนใหญ่ของเขาคือ หมู่บ้านในชนบท ที่กันดารและไกลโพ้น   งานคิดงานเขียนที่เขาผลิตมากมายขณะอยู่เมืองไทย (บางชิ้นกลายเป็นของต้องห้ามโดยรัฐบาลเผด็จการ) เขาแทบวางมือไปเลยก็ว่าได้ตลอด ๒๐ ปีสุดท้ายของการทำงาน   ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีเวลา แต่เพราะเขาเห็นว่า การลงมือทำนั้นสำคัญกว่าการคิดและเขียน   แทนที่จะวางแผนในห้องแอร์ เขาเห็นว่ามีประโยชน์มากกว่าหากไปสัมผัสกับความจริงและพัฒนาแผนขึ้นมาจากประสบการณ์ของชาวบ้าน  เขาจึงเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารโลกที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

น่าเสียดายที่เขาเจ็บป่วยด้วยโรค ALS  ซึ่งสืบทอดพันธุกรรมและไม่มียารักษาให้หาย โรคนี้ทำลายระบบประสาทอย่างต่อเนื่อง จนเป็นอัมพาตและถึงแก่ความตายในที่สุด   การกำเริบของโรคนี้ทำให้เขาไม่อาจทำงานได้ไม่เหมือนเก่า ในที่สุดก็ต้องลาออกมารักษาตัว  แต่ข้อดีก็คือ โรคนี้ทำให้เขามีเวลาเขียนบันทึกเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตและการทำงานของตน จนเกิดเป็นหนังสือเล่มนี้ขึ้น

หนังสือเล่มนี้เป็นทั้งอัตชีวประวัติและแนวคิดที่กลั่นมาจากประสบการณ์อันยาวนานและโชกโชนของเขา  น้อยคนที่จะมีชีวิตน่าสนใจอย่างเขา ว่าจำเพาะประสบการณ์ส่วนตัว เขาได้พบเห็นชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของผู้คนที่หลากหลายมาก บางส่วนก็ซุกซ่อนอยู่ในพื้นที่อันห่างไกลที่แม้แต่เจ้าของประเทศส่วนใหญ่ก็ไม่มีโอกาสสัมผัส  ใช่แต่เท่านั้นเขายังได้เป็นประจักษ์พยานหรือรับรู้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของหลายประเทศ ไม่ว่าไทย เนปาล หรือแอฟริกา รวมทั้งได้พบปะผู้นำประเทศมากมาย (ไม่เว้นแม้แต่อีดี้ อามิน) ขณะเดียวกันประสบการณ์ของเขาก็เป็นบทวิพากษ์การพัฒนากระแสหลักไปในตัว โดยชี้ให้เห็นว่าประชาชนผู้ยากไร้หาได้ประโยชน์ไม่จากการพัฒนาทั้งหลาย มิหนำซ้ำกลับได้รับผลเสีย ในขณะที่ผลประโยชน์มหาศาลเกิดกับคนกลุ่มน้อย 

หนังสือเล่มนี้นำเสนอแนวทางการพัฒนาโดยเอาประชาชนผู้ยากไร้เป็นศูนย์กลาง  ซึ่งไม่ได้เกิดจากการคิดหรือการอ่าน แต่เกิดจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับความเป็นจริงของชาวบ้านอย่างต่อเนื่องมาหลายปี  มองจากสายตาของนักพัฒนากระแสหลัก ข้อเสนอของนิโคลัสบางข้อดูเหมือนสุดโต่ง  แต่ถ้ามองจากประโยชน์ของชาวบ้านหรือคนส่วนใหญ่แล้ว ข้อเสนอเหล่านี้มีเหตุผลที่น่ารับฟังมาก

วิถีชีวิตของนิโคลัสกับความคิดและการทำงานของเขานั้น มีช่องว่างน้อยมาก  ใครที่รู้จักเขาเป็นส่วนตัว ย่อมปฏิเสธความข้อนี้ได้ยาก  แต่สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักเขา หนังสือเล่มนี้ย่อมชี้ให้เห็นเป็นอย่างดีว่า วิถีชีวิตและการงาน  ตลอดจนประสบการณ์และแนวคิดของเขานั้นแยกจากกันไม่ออก ต่างร้อยรัดเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น  เป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ใฝ่ชีวิตดีงามและผู้ทำงานเพื่อสังคม

น่าเสียดายที่โรคร้ายคร่าชีวิตเขาไปก่อนวัยอันควร  นิโคลัสเสียชีวิตเมื่อปี ๒๕๕๓ ที่ประเทศปอร์ตุเกส    คงมีคนไทยน้อยคนที่ตระหนักว่าเมืองไทยได้สูญเสียมิตรที่สำคัญคนหนึ่งไป  เพราะว่าหลังจากที่จากเมืองไทยไปในปี ๒๕๒๒  เขาก็ไม่ค่อยมีบทบาทสาธารณะในเมืองไทยอีกเลย นอกจากมาแวะเยี่ยมเยียนมิตรสหายชาวไทยเป็นครั้งคราว และมาพักร้อนที่เมืองไทยทุกปีในช่วงปลายอายุขัย  จึงมีคนรุ่นใหม่น้อยคนที่เคยได้ยินชื่อเขา แต่เชื่อว่าการแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยจะช่วยให้คนไทยรุ่นหลังไม่เพียงรู้จักเขามากขึ้น หากยังได้รับแรงบันดาลใจจากเขาในด้านการอุทิศตนเพื่อเพื่อนมนุษย์ รวมทั้งได้แง่คิดจากบทสรุปและประสบการณ์การทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ของเขา

ขออนุโมทนาอาจารย์โคทม อารียา มิตรผู้ใกล้ชิดของนิโคลัส ที่ได้พากเพียรแปลหนังสือเล่มนี้ออกมาได้อย่างน่าอ่าน  ช่วยให้มรดกแห่งชีวิตและงานของเขาเป็นที่รับรู้ของคนไทย  นับเป็นของขวัญล้ำค่าสำหรับเมืองไทย อันเป็นดินแดนที่เขาผูกพันประทับใจอย่างต่อเนื่องยาวนาน

พระไพศาล วิสาโล
๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved