กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > Life Lessons ชีวิตสอนอะไรเราบ้าง
กลับหน้าแรก

Life Lessons ชีวิตสอนอะไรเราบ้าง

ผู้เขียน เอลิซาเบธ คืบเบลอร์-รอสส์ (Elisabeth Kubler-Ross)และเดวิด เคสเลอร์ (David Kessler)
ผู้แปล นุชจรีย์ ชลคุป
คำนำโดย พระไพศาล วิสาโล

 

คำนำ

หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้ใกล้ตายหรือผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์เจียนตาย  แต่เนื้อหาทั้งหมดล้วนเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิตและบทเรียนในการดำเนินชีวิต จะเรียกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือในการ “อยู่ให้เป็น” ก็ย่อมได้

บทเรียนชีวิตนั้นเราสามารถเรียนรู้ได้จากหลายแหล่ง  แต่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เลือกที่จะถอดบทเรียนชีวิตจากประสบการณ์ของผู้ใกล้ตาย  ทั้งนี้ก็เพราะตระหนักว่าคนที่อยู่ปลายสุดของชีวิตนั้นย่อมเห็นชีวิตได้แจ่มชัดมากที่สุด เขาไม่เพียงแต่ประจักษ์แก่ใจว่าว่าชีวิตนั้นไม่เที่ยง  หากยังเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงของชีวิต สำหรับคนที่ยังไกลโรคไกลความตาย แม้จะ “รู้” ว่าชีวิตนั้นมีระยะที่จำกัด แต่นั่นก็เป็นแค่ “ความคิด”  ยังไม่ “รู้สึก” หรือรู้ซึ้งถึงใจ และบ่อยครั้งก็อาจจะหลงลืมเพราะมัวเพลิดเพลินกับความสุขสนุกสนาน  หาไม่ก็ง่วนอยู่กับการแสวงหาทรัพย์สมบัติ  ชื่อเสียง และอำนาจ  เพราะคิดว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต   ต่อเมื่อใกล้ตายจึงรู้ความจริงว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเป็นที่พึ่งที่แท้จริงได้ คนที่ใกล้ตายนั้นไม่มีใครเลยสักคนที่ร้องว่า “ขอให้ฉันเป็นผู้จัดการ(หรือรัฐมนตรี)นานกว่านี้” หรือ “ขอให้ฉันถูกรางวัลที่ ๑ สักครั้งเถิด”

เรามักคิดว่าชีวิตนั้นผัดผ่อนได้ อีกทั้งยังฝากความหวังไว้กับวันพรุ่งนี้ว่าฉันจะมีความสุขกว่านี้แน่ถ้ามีเงินมากกว่านี้หรือมีบ้านหลังใหญ่กว่าเดิม   แต่คนใกล้ตายนั้นรู้ดีว่าชีวิตนั้นผัดผ่อนไม่ได้อีกแล้ว  และไม่สามารถฝากความหวังไว้กับอนาคต  ถ้าต้องการความสุขและชีวิตที่ไพบูลย์ก็ต้องหาจากปัจจุบัน เดี๋ยวนี้และตรงนี้  นั่นหมายถึงการเปลี่ยนมุมมองจนเห็นแง่งามหรือคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่และเป็นอยู่ ซึ่งแต่เดิมถูกมองข้ามไปเพราะไปจดจ่ออยู่กับสิ่งนอกตัว หรือคอยคาดหวังว่าจะมีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ข้างหน้า

ความตายนอกจากจะบังคับให้เราหยุดไล่ล่าอนาคต และหันมาเผชิญหน้ากับปัจจุบันแล้ว ยังอาจทำให้เราตื่นจากความหลง และพบว่าสิ่งพื้น ๆ สามัญนั้นทรงคุณค่าอย่างยิ่ง  เช่น  ความดี ความรัก ความเอื้ออาทร รวมทั้งการรู้จักตัวเอง  เมื่อภาวะแตกดับใกล้มาถึง สิ่งเหล่านี้สามารถนำพาชีวิตที่เหลืออยู่ให้พบกับความสุข และประคองใจให้ไปถึงที่สุดอย่างสงบ

ไม่มีอะไรที่ทำให้คนเราประจักษ์แจ้งถึงสัจธรรมได้ดีกว่าความตายและความพลัดพรากสูญเสีย  ดังผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าในมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่าชีวิต   หลักสูตรสำคัญที่สุดก็คือความพลัดพรากสูญเสีย  ผู้ที่ผ่านหลักสูตรนี้ได้ย่อมเรียกว่า “บัณฑิต” ได้โดยแท้  แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านหลักสูตรนี้ได้เพราะไม่สามารถเรียนรู้อะไรเลยจากความพลัดพรากสูญเสีย   ต่อเมื่อความตายมาประชิดตัวจึงค่อยเห็นสัจธรรมและเข้าใจบทเรียนชีวิต

เราไม่จำเป็นต้องรอให้ความตายมาถึงตัวจึงค่อยเกิดปัญญา  เราสามารถเรียนรู้สัจธรรมและบทเรียนชีวิตโดยหมั่นสดับฟังคำสอนจากผู้รู้  หนึ่งในบรรดาผู้รู้ก็คีอผู้ใกล้ตายนั่นเอง   เขาเหล่านั้นเป็นครูที่สอนบทเรียนชีวิตที่ดีที่สุดแก่เรา และบทเรียนอย่างหนึ่งที่ทรงคุณค่ายิ่งก็คือความจริงที่ว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด  เราสามารถค้นพบสิ่งประเสริฐที่สุดในตัวเรา  สิ่งประเสริฐที่สุดในตัวเรา ซึ่งทางพุทธศาสนาเรียกว่า สติ ปัญญา สมาธิ เมตตา นี้แหละที่สามารถนำพาเราผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี แม้วิกฤตนั้นจะหมายถึงที่สุดของความพลัดพรากอันได้แก่ความตายก็ตาม

ความตายและความพลัดพรากสูญเสียจึงมิใช่สิ่งที่น่ากลัว  หากเป็นสิ่งที่เราควรทำความเข้าใจตามความเป็นจริง และรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น  แน่นอนว่าด่านแรกที่ต้องเอาชนะให้ได้คือความกลัว  แม้แต่ความตายก็ไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวตาย   เรากลัวเพราะเราไม่รู้ และเราไม่รู้ก็เพราะเราไม่กล้าออกไปเผชิญ   การออกไปเผชิญกับสิ่งที่เรากลัวคือการเอาชนะความกลัว  ชนะเพราะรู้ มิใช่ชนะเพราะขจัดสิ่งที่เรากลัวออกไป  ความตายและความพลัดพรากไม่มีใครหนีพ้น  แต่เราสามารถเอาชนะได้ด้วยการกล้าเผชิญจนรู้และเข้าใจตามความจริง ไม่กลัวและไม่ทุกข์เพราะมันอีกต่อไป

หนังสือเล่มนี้เชิญชวนให้เรามารู้จักความตายและความพลัดพรากสูญเสีย โดยผ่านประสบการณ์ของผู้ใกล้ตายหรือผู้ที่ประสบความสูญเสียครั้งสำคัญในชีวิต  เรื่องราวเหล่านี้ไม่เพียงเตีอนใจให้เราย้อนกลับมามองตัวเอง  ตั้งคำถามกับตัวเอง และเห็นคุณค่าของตัวเอง เท่านั้น   หากยังจะช่วยให้เราอ่อนโยนต่อคนรอบข้างและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น  อีกทั้งยังจะเปลี่ยนมุมมองต่อโลกรอบตัว  เห็นท้องฟ้าดวงดารา และสายน้ำต่างไปจากเดิม     โลกจะงดงาม ชีวิตจะมีค่าควรแก่การดำรงอยู่และทนุถนอม เมื่อเรารู้จักความตายดีขึ้น

ผู้เขียนหนังสีอเล่มนี้ทั้งสองคนเป็นผู้รู้ในเรื่องความตายและเชี่ยวชาญในการช่วยเหลือผู้ใกล้ตาย  โดยเฉพาะ Elizabet Kubler Ross  ถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกวิชาการด้านความตายและภาวะใกล้ตาย จนเป็นที่ยอมรับของวงการแพทย์และพยาบาลทั่วโลก หนังสือเล่มแรกของเธอ คือ On Death and Dying ได้กลายเป็นหนังสือคลาสสิกทางด้านนี้ไปแล้ว แม้เล่มนี้จะมีการแปลเป็นภาษาไทยมาหลายปีแล้ว แต่หลังจากนั้นก็แทบจะไม่มีงานของเธอแปลออกมาอีกเลย จึงน่ายินดีที่บัดนี้บรรณพิภพของไทยได้มีโอกาสต้อนรับชีวิตสอนอะไร จากการแปลของนุจรีย์ ชลคุป ซึ่งมีงานแปลดี ๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอตลอดหลายปีที่ผ่านมา

แม้หนังสือเล่มนี้จะไม่ถือว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดของ Elizabeth Kubler Ross  ในด้านที่เกี่ยวกับความตาย แต่ก็ได้นำเสนอทัศนะของเธอเกี่ยวกับชีวิตได้อย่างลึกซึ้งและครอบคลุมที่สุดเท่าที่มี จัดว่าเป็นหนังสือที่สรุปบทเรียนชีวิตจากประสบการณ์ช่วยเหลือผู้ใกล้ตายที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งของเธอ  หวังว่าเราจะได้เห็นผลงานเล่มอื่น ๆ ของเธออีกในโอกาสต่อไป

พระไพศาล วิสาโล
๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved