กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > พลังแห่งความเมตตา
กลับหน้าแรก

THE POWER OF KINDNESS
พลังแห่งความเมตตา

โดย Piero Ferrucci
แปลและเรียบเรียง ผศ. ดร.จรญิต แก้วกังวาล
สำนักพิมพ์ หมอชาวบ้าน

คำนิยมโดย พระไพศาล วิสาโล

 

แบ่งปันบน facebook Share   

คำนิยม

มนุษย์ทุกคนแม้จะมีความเห็นแก่ตัว แต่ความเมตตาก็เป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของเรา   เมื่อทารกเห็นหรือได้ยินทารกด้วยกันร้องไห้ ก็จะร้องไห้ตามไปด้วยราวกับว่ารู้สึกเป็นทุกข์แทนเขา และหากคลานได้ ก็จะพยายามเข้าไปคลายทุกข์ให้เพื่อน   ถ้าโตกว่านี้  ก็จะร้องไห้น้อยลง แต่อยากช่วยเหลือเขามากกว่าเดิม

ความเมตตาส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะเราสามารถรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่นได้  เมื่อเห็นใครเป็นทุกข์ เราจึงพลอยทุกข์ไปด้วย และอยากช่วยเหลือให้เขาได้รับความสุข   ความเมตตาจึงไม่เพียงเป็นคุณต่อผู้อื่นเท่านั้น หากยังเป็นผลดีต่อเราด้วย   เพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มของเขา เราก็มีความสุขแล้ว เป็นความสุขใจที่ส่งผลถึงความสุขกายด้วย  มีการศึกษามากมาย (รวมทั้งที่หนังสือเล่มนี้เอ่ยถึง) ยืนยันว่า ผู้มีเมตตาจิต ชอบช่วยเหลือผู้อื่นเป็นนิจ มักมีสุขภาพกายดี เสี่ยงต่อโรคร้ายน้อยกว่าคนกลุ่มอื่น

เมตตาจิตนั้น แม้ทำให้เราอยู่เฉยไม่ได้เมื่อเห็นผู้อื่นมีความทุกข์ แต่ก็ทำให้เรามีความสุขได้ง่ายขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะช่วยลดความเห็นแก่ตัวในใจเรา   ใช่หรือไม่ว่า ยิ่งมีความเห็นแก่ตัวมากเท่าใด ก็ยิ่งมีความสุขยากมากเท่านั้น  เพราะเสียนิดเสียหน่อย ก็ทนไม่ได้  มีอะไรมากระทบแม้เล็กน้อย ก็กลุ้มใจ  ครั้นได้อะไรมา ก็ไม่มีความสุข เพราะรู้สึกว่าได้น้อยไป อยากได้มากกว่านั้น เพียงแค่เห็นคนอื่นมีความสุขหรือได้ดี ก็อิจฉา  แต่อาการเหล่านี้จะบรรเทาเบาบางลงเมื่อเรามีเมตตาจิต เราจะนึกถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง ความทุกข์ของเราจะเป็นเรื่องเล็กเพราะรู้สึกว่าคนอื่นทุกข์หนักกว่าเรา

หลายคนพบว่าเมื่อได้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นแล้ว  ชีวิตจิตใจของตนเองเปลี่ยนไป   เช่น ใจเย็นมากขึ้น อดกลั้นหนักแน่นกว่าเดิม  เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น  ทำตามอารมณ์น้อยลง  นั่นเป็นเพราะเมื่อเราตั้งใจช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ เราจะเอาตนเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง และให้ความสำคัญแก่ผู้อื่นมากขึ้น  นี้เป็นวิธีการลดละตัวตนอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ต่างจากการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่น

ตามคำสอนของพุทธศาสนา  เมตตา เป็นคุณภาพจิตอย่างหนึ่ง อยู่ในหมวดที่ชื่อว่า “พรหมวิหาร”  ซึ่งคนไทยรู้จักดี แต่มักลืมไปว่ามีธรรมอีกหมวดที่คู่กัน นั่นคือ “สังคหวัตถุ”  พรหมวิหารนั้น  เป็นเรื่องของการพัฒนาจิตให้มีคุณภาพ (เรียกง่าย ๆ ว่า “ทำจิต”  ส่วน สังคหวัตถุ เป็นเรื่องของการกระทำเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น (หรือ “ทำกิจ”)   นั่นหมายความว่า เมื่อมีเมตตากรุณาแล้ว ก็ต้องลงมือกระทำด้วย เริ่มจาก การแบ่งปันสิ่งของ (ทาน) การพูดด้วยคำสุภาพเกื้อกูล (ปิยวาจา) การขวนขวายช่วยเหลือ (อัตถจริยา) และการปฏิบัติกับผู้คนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย (สมานัตตตา)  หากทำเต็มที่แล้ว ไม่สามารถช่วยเหลือเขาให้พ้นทุกข์ได้ จึงค่อยทำใจปล่อยวาง เป็นอุเบกขา อันเป็นข้อสุดท้ายของพรหมวิหารธรรม

เมตตาที่แท้จะกระตุ้นให้เราออกไปช่วยเหลือผู้อื่น  ถ้าเพียงแต่นั่งแผ่เมตตาเฉย ๆ  ในห้องนอน ยังไม่อาจเรียกว่าเป็นเมตตาที่แท้ หรือเป็นเมตตาที่มากพอ จึงไม่ช่วยลดละตัวตนได้มากนัก   ดังนั้นถ้าเราต้องการบ่มเพาะเมตตาให้เจริญงอกงาม จึงต้องทำมากกว่าการแผ่เมตตา  จะทำอะไรได้บ้างเพื่อเสริมสร้างเมตตาให้งอกงามในใจเรา  หนังสือเล่มนี้ให้คำตอบได้เป็นอย่างดี

พลังแห่งความเมตตา  ได้พูดถึงเมตตาที่มากไปกว่าการแผ่ความปรารถนาดีอยู่คนเดียวในห้อง แต่เป็นเมตตาที่กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา  โดยเฉพาะในความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าคนใกล้หรือคนไกล  ผู้เขียนชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมตตานั้นต้องมีความจริงใจเป็นพื้นฐาน  แสดงออกด้วยการให้อภัย ไว้ใจผู้อื่น และรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้คนทั้งหลาย  เมตตาหมายถึงความใส่ใจกับผู้อื่นที่อยู่เบื้องหน้าเรา  มีความอ่อนน้อมถ่อมตน และรู้สึกชื่นชมเห็นคุณค่าของทุกสิ่ง  ยิ่งมีสำนึกรู้คุณมากเท่าใด ความเมตตาปรารถนาดีก็จะท่วมท้นใจมากเท่านั้น

หนังสือเล่มนี้ย้ำว่า ความเมตตาต่อคนอื่น กับความเมตตาต่อตนเอง เป็นเรื่องเดียวกัน  พูดอีกอย่าง ถ้าเรารักตนเอง เราก็ควรรักผู้อื่นด้วย  เพราะความสุขและสิ่งดีงามต่าง ๆ ที่เรามอบให้แก่ผู้อื่นนั้น ในที่สุดก็จะย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง  ในทางตรงข้ามการเอาเปรียบผู้อื่นก็คือการทำร้ายตนเอง  เพราะสิ่งเลวร้ายที่เรากระทำแก่ผู้อื่นนั้น ไม่ช้าก็เร็วจะย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง  เช่น ปรุงจิตของเราให้เป็นคนมักโกรธ หยาบกระด้าง  และทำให้สุขภาพเราย่ำแย่ลง ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอื่น ๆ ที่จะตามมา

พุทธศาสนานั้นสอนว่า เรากับผู้อื่นไม่ได้แยกขาดจากกัน ต่างเชื่อมโยงผูกพันกันทั้งในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์ และเพื่อนร่วมโลกในเครือข่ายความสัมพันธ์อันซับซ้อน ที่ต่างส่งผลต่อกันและกันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ตามหลักอิทัปปัจจยตา (“เพราะสิ่งนั้นมี สิ่งนี้จึงมี”)  ดังนั้นความสุขของเรา กับความสุขของผู้อื่นจึงแยกจากกันไม่ออก  ถ้าเราอยากมีความสุข ก็ต้องช่วยให้ผู้อื่นมีความสุขด้วย  และยิ่งเราช่วยผู้อื่นโดยไม่ปรารถนาผลตอบแทนเลย  เรายิ่งมีความสุขได้ง่ายขึ้น เพราะนั่นแสดงว่าเรานึกถึงตัวเองหรือมีความยึดติดถือมั่นในตัวตนน้อยมาก  ดังที่หนังสือเล่มนี้ได้สรุปในตอนท้ายว่า เราจะมีความสุขอย่างยิ่งหากเราปลดปล่อยตัวเอง คือไม่ยึดติดถือมั่นหรือหวงแหนในสิ่งใดว่าเป็นของเราเลย

สำหรับชาวพุทธ  หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เข้าใจหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาหลายประการได้แจ่มชัดขึ้น ไม่จำเพาะเมตตาธรรมเท่านั้น  แต่ถึงแม้ท่านจะไม่นับถือพุทธศาสนาหรือศาสนาใดเลย  หนังสือเล่มนี้ก็มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะช่วยให้เห็นศักยภาพหรือพลังบวกที่มีอยู่แล้วในใจท่าน  ศักยภาพดังกล่าวไม่ควรถูกปล่อยทิ้งให้สูญเปล่า แต่ควรพัฒนาให้งอกงาม เพราะล้วนเป็นกุญแจเปิดใจเราให้พบกับความสุขซึ่งมีอยู่แล้วในตัวเรา  เป็นเพราะผู้คนเป็นอันมากละเลิกเพิกเฉยศักยภาพดังกล่าว จึงอยู่อย่างมีความทุกข์ อับจนความสุข แม้รวยทรัพย์ก็ตาม

ขออนุโมทนาคุณจรณิต แก้วกังวาล ที่นำหนังสือเล่มนี้ของเปียโร เฟอร์รุชชี่มาแปลเป็นไทยได้อย่างน่าอ่าน ทั้งนี้ด้วยมีฉันทะและเมตตาต่อผู้อ่านชาวไทยเป็นที่ตั้ง  และขออนุโมทนาสำนักพิมพ์หมอชาวบ้านที่พิมพ์หนังสือดี ๆ อย่างนี้ให้เผยแพร่กว้างขวาง 

พระไพศาล วิสาโล
๒๐ กันยายน ๒๕๕๖

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved