กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > การสื่อสารอย่างสันติ
กลับหน้าแรก
 

การสื่อสารอย่างสันติ
คู่มือสื่อสารเพื่อสานสัมพันธ์ และแก้ไขความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์

แปลและเีรียบเรียง ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์
พิมพ์ครั้งที่ ๒ ๒๕๕๓

แบ่งปันบน facebook Share   
คำนำ

ความขัดแย้งเป็นธรรมดาของชีวิต ไม่มีใครหลีกหนีความขัดแย้งพ้น ดังนั้นแทนที่จะถามว่า เราจะอยู่โดยไร้ความขัดแย้งได้อย่างไร คำถามที่เราควรใส่ใจมากกว่าก็คือ เราจะจัดการกับความขัดแย้งอย่างไร ความขัดแย้งนั้นจะเป็นคุณหรือโทษ อยู่ที่การกระทำของเราเป็นสำคัญ หาได้ขึ้นอยู่กับอีกฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งไม่ หากเรามีท่าทีที่ถูกต้อง ความขัดแย้งนั้นก็สามารถก่อผลที่สร้างสรรค์ได้ ดังที่หนังสือเล่มนี้ได้ชี้ให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่า ความขัดแย้งนั้นสามารถเป็นสะพานพาเราเข้าไปนั่งในใจของผู้อื่น จนเกิดความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ อันนำไปสู่การสานสัมพันธ์ที่กระชับแน่นและเปี่ยมด้วยความเป็นมิตร แต่จะทำเช่นนั้นได้ต่อเมื่อเรามีสติรับมือกับความขัดแย้ง โดยเปิดใจรับรู้ความเป็นจริงด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ตัดสิน เท่าทันความรู้สึกของตนเอง และใส่ใจกับความรู้สึกของคู่กรณีด้วย

ความขัดแย้งไม่ว่ามีสาเหตุจากอะไร พัฒนาการของมันล้วนขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี และปฏิสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อความขัดแย้ง ได้แก่การสื่อสารระหว่างคู่กรณี การสื่อสารที่เต็มไปด้วยอารมณ์และอคติย่อมทำให้ความขัดแย้งลุกลามขยายตัวจนกลายเป็นความรุนแรง ในทางตรงกันข้ามการสื่อสารที่อิงอยู่กับข้อเท็จจริงและเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย รวมทั้งตระหนักชัดในความต้องการของตนเอง ย่อมช่วยให้เกิดการหันหน้าเข้าหากันและร่วมมือกันในที่สุด

การจัดการความขัดแย้งด้วยการสื่อสารระหว่างคู่กรณีนั้นทำได้หลายวิธี หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอวิธีการที่น่าสนใจ คือ การสื่อสารอย่างสันติ ซึ่งแตกต่างจากการเจรจาแบบต่าง ๆ ที่ผู้อ่านอาจเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ความแตกต่างอย่างสำคัญอยู่ตรงที่ การสื่อสารอย่างสันติมุ่งที่การสานสัมพันธ์ มากกว่าการบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม (เช่น การขึ้นค่าแรง) ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับความรู้สึกในส่วนลึกของคู่กรณี นอกเหนือจากเหตุผลที่นำเสนอ “การฟังอย่างเข้าใจ” จึงเป็นจุดเน้นของการสื่อสารอย่างสันติ ขณะที่การเจรจาระงับความขัดแย้งนั้นเน้นที่ “การฟังอย่างตั้งใจ”

การฟังอย่างเข้าใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายโดยเฉพาะในยามที่เกิดความขัดแย้ง แต่หากเรามีสติรู้ทันความขุ่นเคืองใจที่เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งไม่พึงประสงค์มากระทบ เมื่อนั้นก็เป็นไปได้ที่เราจะปลดความขุ่นเคืองออกจากใจ แล้วหันมาใส่ใจกับคำพูดและความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลังคำพูดของอีกฝ่าย แทนที่จะตอบโต้ด้วยความขุ่นเคือง ซึ่งมีแต่จะกระตุ้นความรู้สึกด้านลบของอีกฝ่ายขึ้นมาปะทะกัน การฟังและการสื่อสารอย่างเข้าใจของเราสามารถดึงเอาความรู้สึกด้านบวกของเขาออกมา และช่วยให้เขาเปิดใจรับฟังเราได้มากขึ้น

มนุษย์ทุกคนย่อมมีความดีอยู่ในจิตใจ แต่บ่อยครั้งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้ความรู้สึกด้านลบหรือความเห็นแก่ตัว(อัตตา)ขึ้นมาครองใจ พร้อมกับสรรหาเหตุผลต่าง ๆ มาสนับสนุนความรู้สึกและความต้องการดังกล่าว แต่หากว่าอีกฝ่ายเปิดใจฟังเขา พยายามเข้าใจเขา มีความเป็นมิตรกับเขา หรือเคารพความเป็นมนุษย์ในตัวเขา ความรู้สึกฝ่ายบวกหรือเมตตากรุณาในใจเขาก็จะได้รับการเสริมพลังจนสามารถมีชัยชนะเหนือความรู้สึกฝ่ายลบหรือความเห็นแก่ตัวได้ จะว่าไปแล้วผลดีไม่ได้เกิดกับเขาเท่านั้น อีกฝ่ายซึ่งเปิดใจเพื่อเข้าใจเขา ก็จะได้รับอานิสงส์แห่งการกระทำดังกล่าวด้วย เพราะเมื่อใดที่เราเคารพความเป็นมนุษย์ในตัวผู้อื่น ความเป็นมนุษย์ในตัวเราก็เจริญงอกงามด้วยเช่นกัน

การสื่อสารแห่งสันติ เป็นสิ่งสำคัญมากโดยเฉพาะในยามนี้ที่เกิดความขัดแย้งจนแตกแยกในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับประเทศ ท่ามกลางความโกรธ เกลียด กลัว ที่แพร่สะพัดและติดต่อกันอย่างรวดเร็ว สิ่งที่จะช่วยให้เมืองไทยผ่านพ้นวิกฤตได้อย่างสันติ นอกจากความยุติธรรม ความเป็นธรรมในสังคม และการเคารพในศักดิ์ศรีของกันและกันแล้ว สิ่งนั้นได้แก่ ความเข้าใจกันและกันในฐานะมนุษย์ที่รักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกับเรา และพร้อมจะสื่อสารต่อกันด้วยความเข้าใจกัน

ขออนุโมทนาคุณไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ ที่ได้เรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ออกมา โดยมีคุณกัญญา ลิขนสุทธิ์ และคุณพูลฉวี เรืองวิชาธร เป็นบรรณาธิการ ซึ่งได้นำเอาประสบการณ์จากการอบรมและการทำงานเพื่อสร้างสันติ มาเสริมเพิ่มเติมในการพิมพ์ครั้งที่สอง ทำให้หนังสือเล่มนี้เหมาะเป็นคู่มือสำหรับคนไทยในยามนี้เพื่อสานสัมพันธ์และแก้ไขความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์

พระไพศาล วิสาโล
๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๓

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved