กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > หัดธรรม
กลับหน้าแรก

หัดธรรม
เสียงธรรมสตรี สมัย ร.๕
โดย ธรรมกถิกาจารย์

บรรณาธิการ Martin Seeger & นริศ จรัสจรรยาวงศ์
คำนิยมโดย พระไพศาล วิสาโล

 

คำนิยม

หลายปีก่อนมีหนังสือเล่มหนึ่งที่พิมพ์เผยแพร่ในหมู่ผู้ใฝ่ธรรม นั่นคือ  “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ”  หลายคนเชื่อว่าเป็นบันทึกการสนทนาธรรมระหว่างหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต กับ พระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล)ผู้เป็นศิษย์   นี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้หนังสือเล่มนี้พิมพ์ซ้ำหลายครั้ง  เพิ่งปรากฏชัดเมื่อไม่นานมานี้เองว่า ผู้นิพนธ์คือ คุณหญิงดำรงธรรมสาร หรือคุณหญิงใหญ่ วิเศษศิริ    ดร.มาร์ติน ซีเกอร์ และคุณนริศ จรัสจรรยาวงศ์ ผู้ค้นพบความจริงดังกล่าว เรียกคุณหญิงใหญ่ว่า “นักปฏิบัติธรรมหญิงโดดเด่นที่ถูกลืม”

คุณหญิงใหญ่เป็นผู้ที่มีความรู้ทางธรรมอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งเป็นนักปฏิบัติที่ได้รับการยกย่องอย่างมากในแวดวงของท่าน  ท่านเป็นศิษย์ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) ซึ่งเป็นปราชญ์คนสำคัญในสมัยรัชกาลที่ ๗ ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสให้ความนับถืออย่างมาก  ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ พูดถึงคุณหญิงใหญ่ว่า เป็นผู้ “มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแต่ในปฐมวัยจนถึงมรณะ ท่องมหาสติปัฏฐานสูตรในหนังสือสวดมนตร์บาลี ๓๐ น่าครึ่ง แลท่องความแปลได้ตลอด แลจำโสฬสปัญหาได้ทั้ง ๑๖ ปัญหา ทั้งแปลด้วย แลธรรมอื่นอีก เวลาเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ บอกให้คนเขียนตามคำบอกตลอดเล่ม เสร็จแล้วนำมาให้ข้าพเจ้าช่วยตรวจ ข้าพเจ้าแก้นิดหน่อย”   ส่วนท่านเจ้าคุณเทพสุธี เจ้าอาวาสวัดสัตตนารถปริวัตร จังหวัดราชบุรี เคยพูดถึงคุณหญิงใหญ่ว่า แสดงธรรมได้ “อย่างละเอียดลึกซึ้ง” อีกทั้ง “ได้ทรงจำหลักธรรมได้มาก แม้คาถาในพระธรรมบททั้งแปดภาคก็สามารถท่องจำได้ตั้งแต่อายุยังอยู่วัยรุ่น”

เมื่อปีที่แล้วดร.มาร์ติน และคุณนริศไม่เพียงนำเรื่องราวของคุณหญิงใหญ่มาเปิดเผยในฐานะผู้นิพนธ์หนังสือเล่มสำคัญนี้  หากยังได้นำผลงานชิ้นอื่น ๆ ของท่านทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง มารวมพิมพ์เป็นเล่มอย่างสวยงาม และมีการทำเชิงอรรถอย่างละเอียด เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้สนใจธรรมทั้งในทางปริยัติและปฏิบัติ โดยตั้งชื่อหนังสือว่า “ดำรงธรรม”  ตอนนั้นเข้าใจกันว่างานเขียนในหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานทั้งหมดของท่านเท่าที่มีอยู่  แต่บัดนี้เชื่อว่ายังมีผลงานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของท่านที่ตกหล่นไป  นั่นคือ “หัดธรรม” ที่ผู้อ่านกำลังถืออยู่ในมือ

ต้นฉบับหนังสือ “หัดธรรม” ฉบับพิมพ์ครั้งแรก (เดิมชื่อว่า “หัดพูดธัมมะ”) จำนวน ๘ เล่มย่อย  ดร.มาร์ตินและคุณนริศพบเมื่อต้นปีนี้  แม้ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง  แต่จากข้อมูลและหลักฐานแวดล้อมชี้ว่า ผู้แต่งคือ คุณหญิงใหญ่ ซึ่งหากข้อสันนิษฐานดังกล่าวเป็นจริง ก็เท่ากับว่าบัดนี้งานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของท่าน ได้ถูกค้นพบและรื้อฟื้นขึ้นมาเพื่อส่องประกายแห่งธรรมให้แก่ผู้ใฝ่ธรรมในยุคปัจจุบันและอนาคต หลังจากที่ถูกลืมไปเกือบ ๘๐ ปี  ขณะเดียวกันก็ช่วยให้สาธุชนรุ่นหลังได้เห็นพัฒนาการในทางธรรมและการประพันธ์ของท่าน ผู้ได้ชื่อว่า “ธรรมกถิกาจารย์” (ผู้รู้ธรรมอย่างลึกซึ้ง) ซึ่งนับเป็นอุบาสิกาที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดผู้หนึ่งในรอบร้อยปีของไทย 

อย่างไรก็ตามถึงแม้ผู้เขียนหนังสือ “หัดธรรม” จะมิใช่คุณหญิงใหญ่  (ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมาก) หนังสือเล่มนี้ก็ยังคงมีความสำคัญอยู่นั่นเอง   เพราะตัวละครในหนังสือเล่มนี้ (ซึ่งเป็นผู้หญิงแทบทั้งหมด) รวมทั้งสถานที่ที่ใช้เป็นฉากสนทนา (ส่วนใหญ่เป็นบ้าน) ทำให้เชื่อได้ว่า ผู้เขียนเป็นผู้หญิงและเป็นผู้ครองเรือน  เพียงเท่านี้ก็นับว่าน่าสนใจอย่างมากแล้ว เพราะชี้ให้เห็นว่า ในสมัยรัชกาลที่ ๕  ฆราวาสหญิงที่มีความรู้ทางธรรมอย่างลึกซึ้งไม่น้อยไปกว่าพระนั้นมีอยู่และคงมีอยู่หลายคนด้วย  นี้เป็นสิ่งที่สวนทางกับความเข้าใจแต่เดิม(จนถึงเวลานี้)ว่า ในอดีตการศึกษาและปฏิบัติธรรมขั้นสูงเป็นเรื่องของพระและผู้ชายเท่านั้น  ส่วนผู้หญิงเพียงแต่ทำบุญให้ทานหรือปฏิบัติธรรมระดับพื้น ๆ เท่านั้น 

หนังสือเล่มนี้ (เช่นเดียวกับ “ดำรงธรรม”) เป็นเสมือนแสงสว่างที่เผยให้เราเห็นแวดวงของอุบาสิกาผู้ใฝ่ธรรมเมื่อร้อยปีก่อนแตกต่างไปจากเดิม (ถึงแม้อุบาสิกาผู้รู้ธรรมระดับสูงจะมีไม่มากและเป็นคนชั้นสูงก็ตาม)   ยิ่งไปกว่านั้นหากผู้เขียนคือคุณหญิงใหญ่ตามข้อสันนิษฐานของดร.มาร์ตินและคุณนริศ  ก็เป็นเรื่องที่น่าทึ่งหรือน่าอัศจรรย์มาก เพราะแสดงว่าคุณหญิงใหญ่เขียนหนังสือธรรมขั้นสูงระดับปรมัตถธรรมตั้งแต่อายุเพียง ๒๑ หรือ๒๒ ปีเท่านั้น

ความที่ “หัดธรรม” เขียนโดยฆราวาส  จึงมีวิธีการเรียบเรียงที่แตกต่างจากพระภิกษุส่วนใหญ่ในสมัยนั้น กล่าวคือ ไม่ได้แสดงธรรมแบบเทศนา หรือใช้เทศนาโวหาร   การที่ผู้เขียนเลือกสื่อธรรมด้วยวิธีปุจฉา-วิสัชนาหรือการสนทนาโต้ตอบไม่เพียงทำให้หนังสือเล่มนี้แตกต่างจากหนังสือธรรมส่วนใหญ่ในสมัยนั้น   หากยังทำให้ชวนอ่าน ไม่เคร่งเครียดเกินไป เพราะมีการสนทนาแบบสบาย ๆ หรือเล่าบรรยากาศการสนทนา แทรกเป็นระยะ ๆ  ความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ  ผู้เขียนพยายามเลี่ยงการใช้ศัพท์บาลีและการอ้างคัมภีร์หรือพระสูตรต่าง ๆ ตามธรรมเนียมของการแสดงธรรม  แต่ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย  เข้าใจว่าหลายคำหลายสำนวนเป็นภาษาเฉพาะตัวของผู้เขียน ซึ่งสามารถสื่อธรรมได้ดี

แม้ว่าปุจฉา-วิสัชนาในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนมุ่งหวัง “สำหรับเป็นบทเรียนพูดเรียนถาม” หรือเพื่อเป็นแบบอย่างสำหรับผู้อ่าน (ซึ่งเป็นฆราวาส)ในการซักถามและอธิบายธรรมะ   แต่ก็เป็นหนังสืออธิบายธรรมในพุทธศาสนาไปด้วยในตัว ประโยชน์ด้านนี้ดูจะสำคัญกว่าอย่างอื่น  การที่ผู้เขียนใช้วิธีปุจฉา-วิสัชนา ทำให้สามารถอธิบายธรรมได้หลายแง่หลายมุม โดยอาศัยตัวละครต่าง ๆ เป็นผู้ซักถามหรือโต้แย้ง เปิดโอกาสให้ผู้เขียนแจกแจงธรรมได้กระจ่างมากขึ้น  โดยที่ตัวละครทั้งหลายในหนังสือเล่มนี้  เป็นเสมือนตัวแทนของผู้ใฝ่ธรรมที่มีจริตหรือการปฏิบัติที่แตกต่างกัน  ทำให้ผู้อ่านเห็นมุมมองที่แตกต่างกันไปด้วย  แต่ทุกครั้งที่สนทนาจบก็จะได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันและครอบคลุมหลากหลายแง่มุม   อย่างไรก็ตามจะมองว่าตัวละครทั้งหลายเป็นปุคคลาธิษฐานของธรรมหรือสภาวธรรมต่าง ๆก็ได้  จึงมีนิสัยหรือพฤติกรรมแตกต่างกัน  แต่ทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็นประโยชน์ในการสื่อธรรมให้แก่ผู้อ่าน

หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วยธรรมะระดับพื้น ๆ เช่น ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ศรัทธา เมตตา และกรุณา  แต่หลังจากนั้นก็จะก้าวสู่ธรรมขั้นสูง จนถึงระดับปรมัตถธรรม ซึ่งคงไม่ง่ายที่ผู้อ่านทั่วไปจะเข้าใจได้  หากจำต้องมีความเข้าใจธรรมในระดับหนึ่งเป็นพื้นฐาน   แม้ว่าผู้เขียนจะพยายามอธิบายให้ง่ายแล้วก็ตาม  ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงข้อจำกัดทางด้านภาษาหรือสำนวนซึ่งมีอายุกว่าร้อยปี  คนรุ่นใหม่ที่ไม่คุ้นกับภาษายุคนั้น จำต้องใช้ความพยายามอยู่บ้าง  จึงจะเข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนพยายามสื่อ

แม้ผู้เขียนมุ่งสื่อธรรมให้แก่ผู้อ่าน  แต่ตลอดทั้งเล่ม ผู้เขียนจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับท่าทีในการซักถามและอธิบายธรรม รวมทั้งวิธีการฟัง  อาทิ  “เรื่องจะฟังอะไรก็ต้องตรองความของเขาให้เข้าใจแล้วจึงตอบจ้ะ .....เมื่อตนนิสัยเคยถนัดอย่างไร มีผู้มาพูดผิดกับนิสัยของตน ก็อย่าเพิ่งปัดเสีย ติว่าผิด ต้องฟังไปก่อนจนได้ครบ  เมื่อยังไม่ได้ความก็ซักไซ้ไปจนได้ความ เป็นคนอย่าดูหมิ่นคน”

ท่านได้แนะเรื่องการพูดว่า “ต่อไปทั้งสองคนครูจะเตือนไว้อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องจะโต้ตอบกับใคร ต้องระวังคำพูดของตัวให้จงหนัก...อย่าเบาความรู้ความประพฤติของตน ยกความรู้ความประพฤติของตนขึ้นเชิดชู ข่มความรู้ความประพฤติของผู้อื่น ต้องฟังเขาพูดบ้างว่า ความที่เขาพูดจะประสงค์เนื้อความอย่างไร”

อีกที่หนึ่ง ผู้เขียนได้แนะว่า “เราเปนคนธรรม ต้องระวังเมื่อพูด  พูดต้องหวังให้ผู้ฟังเข้าใจ  พูดแล้วต้องถามเขาว่าเข้าใจไหม  ถ้าเขาไม่เข้าใจ หรือเขาไม่เต็มใจฟัง ก็หาทางหยุดให้สนิท อย่าให้เขารู้ว่าเรากระดาก  พูดเพ้อจนเขาไม่อยากฟัง”

ผู้เขียนยังได้เตือนว่า จะพูดธรรมกับใคร ควรดูผู้ฟังด้วย  “ครูขอห้ามว่า อย่าได้ไปพูดกับใครเลยเป็นอันขาด  ถึงเข้าใจจริง แล้วก็ต้องดูคนที่ควรพูดจึงค่อยพูด ถ้าเหนไม่ควร ก็อย่าได้พูดเลย  พูดไปกับคนที่ไม่ควรพูด เหมือนผลักให้ตกเหวทีเดียว  ถ้าเขาตกเหว เขาคงเหนี่ยวเอาผู้พูดลงไปด้วย  ถึงผู้พูดจะไม่ลงเหวเพราะรู้จริง ชื่อก็คงลงไปในเหวเป็นแน่”

ท่าทีหรือแนวปฏิบัติดังกล่าว ยังใช้ได้แม้กระทั่งทุกวันนี้  อันที่จริงเป็นสิ่งจำเป็นด้วยสำหรับผู้ใฝ่ธรรม  เชื่อแน่ว่าหากชาวพุทธหรือผู้ใฝ่ธรรมมีท่าทีดังกล่าว  การกระทบกระทั่งหรือขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้ง เพราะมีความเห็นที่แตกต่างกันในทางธรรม  หรือเพราะเกิดความเข้าใจผิดเนื่องจากมีปัญหาในการสื่อสาร อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะเกิดขึ้นน้อยมาก

หนังสือเล่มนี้แม้เขียนมานานกว่าร้อยปีแล้ว จึงยังทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ว่าในฐานะที่เป็นหนังสือ “สำหรับหัดถาม หัดอธิบาย ในธัมมะ” หรือเป็นหนังสืออธิบายธรรมตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูง ที่ชาวพุทธในปัจจุบันควรให้ความสนใจและนำไปศึกษาปฏิบัติ

ขออนุโมทนาดร.มาร์ติน ซีเกอร์ และคุณนริศ จรัสจรรยาวงศ์ ที่มีความอุตสาหะ เปี่ยมด้วยฉันทะทั้งในทางธรรมและทางวิชาการ  จนค้นพบหนังสือเล่มนี้ แม้จะมีอุปสรรคมากมายเพียงใดก็ตาม อีกทั้งยังสืบสาวค้นคว้าประวัติความเป็นมาของหนังสืออย่างละเอียดเท่าที่จะทำได้  ใช่แต่เท่านั้นทั้งสองท่านยังดำเนินการจัดพิมพ์อย่างมีคุณภาพ ทำให้ธรรมนิพนธ์อันโดดเด่นอีกเล่มหนึ่งของยุคสมัยได้กลับคืนสู่บรรณพิภพไทยอีกครั้งหนึ่ง   เชื่อแน่ว่าการพิมพ์ครั้งนี้จะทำให้หนังสือเล่มนี้ดำรงคงอยู่คู่วงการพุทธศาสนาไทยไปอีกนาน   โดยที่ผู้อ่านคงจะเห็นพ้องกับทั้งสองท่านว่า “บุปผาดอกงามดอกนี้ย่อมควรได้กลับมาบานสะพรั่งในสวนอักษรพุทธธรรมเพื่ออำนวยความแช่มชื่นแด่สาธุชนหลังถูกทอดทิ้งห่างหายไปกว่าครึ่งค่อนศตวรรษ”

พระไพศาล วิสาโล
๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๐

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved