กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > ชวนอ่านและวิจารณ์หนังสือต่าง ๆ
กลับหน้าแรก

ชวนอ่านและวิจารณ์หนังสือต่าง ๆ

โดย ส.ศิวรักษ์
พระไพศาล วิสาโล คำนิยม
สำนักพิมพ์ เคล็ดไทย

 

ย้อนรำลึก ชวนอ่านและวิจารณ์หนังสือต่าง ๆส.ศิวรักษ์

ทุกครั้งที่ถูกถามถึงหนังสือที่มีอิทธิพลต่อชีวิต    หนึ่งในสิบเล่มแรกที่ข้าพเจ้านึกถึงอยู่เสมอ คือ ชวนอ่านและวิจารณ์หนังสือต่าง ๆ ของ ส.ศิวรักษ์

ข้าพเจ้าอ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกเมื่ออายุ ๑๕ ปี ขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ (พ.ศ.๒๕๑๕)  อ่านแล้วก็รู้สึกติดใจในงานเขียนของส.ศิวรักษ์มาก  ทำให้ติดตามอ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ของท่านที่มีอยู่ในห้องสมุดของโรงเรียนอัสสัมชัญ  ไม่ว่า ลายสือสยาม ความคิดความอ่าน  คุยคนเดียว และ ห้าปีจากปริทัศน์   ทั้งหมดนี้เป็นสะพานให้ข้าพเจ้าหันมาสนใจวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์  ซึ่งท่านเคยเป็นบรรณาธิการ แต่ตอนนั้นได้มาอยู่ในความดูแลของสุชาติ สวัสดิ์ศรีแล้ว  เป็นเหตุให้เกิดความตื่นตัวเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมือง  โดยเฉพาะสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับ “ภัยเหลือง”  ได้เปิดเผยให้เห็นถึงการเอาเปรียบทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอย่างไม่เคยนึกมาก่อน  หนังสือเหล่านี้รวมทั้งเล่มอื่น ๆ ที่ตามมาเปิดตาข้าพเจ้าให้รับรู้ถึงปัญหาอีกมากมายที่เกิดขึ้นในเมืองไทย รวมทั้งความยากจนในชนบทและช่องว่างทางสังคมที่ถ่างกว้างขึ้น  จึงปลุกใจข้าพเจ้าให้เกิดสำนึกทางสังคม รู้สึกเป็นห่วงใยบ้านเมือง  นำไปสู่การเกิดสำนึกทางการเมืองในเวลาต่อมา ปรารถนาให้บ้านเมืองพ้นจากเงื้อมมือของเผด็จการทหารซึ่งกำลังครองอำนาจในเวลานั้น    ผลก็คือวิถีชีวิตของข้าพเจ้าเปลี่ยนแปลงไป จากเด็กที่เอาแต่เรียน หันมาทำกิจกรรมเพื่อสังคม เริ่มจากงานออกค่าย  ไปจนถึงการร่วมชุมนุมทางการเมืองที่นำไปสู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคมในเวลาต่อมา

อันที่จริงข้าพเจ้าคุ้นชื่อส.ศิวรักษ์ มานานก่อนจะหยิบชวนอ่านและวิจารณ์หนังสือต่าง ๆ มาอ่าน  เนื่องจากท่านเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนอัสสัมชัญ หรือที่เราเรียกว่า “อัสสัมชนิก”  ท่านได้รับเชิญมาบรรยายให้แก่นักเรียนอัสสัมชัญอยู่เป็นครั้งคราว อีกทั้งมีบทความของท่านตีพิมพ์ในอุโฆษสาร อันเป็นหนังสือประจำปีของโรงเรียนติดต่อกันแทบทุกปี ข้อเขียนของท่านที่ข้าพเจ้าอ่านอย่างจริงจัง ก็คือ ประวัติของฟ.ฮีแลร์ ซึ่งถึงแก่มรณกรรมเมื่อปี ๒๕๑๑  ตอนนั้นข้าพเจ้าอยู่ชั้นประถม ๖  แม้เป็นข้อเขียนขนาดยาว แต่ข้าพเจ้าก็อ่านจนจบ  ทำให้ความรู้สึกต่อภราดา(หรือบราเดอร์)ผู้ชราท่านนี้ ที่เห็นมาตั้งแต่ประถม ๑เปลี่ยนไป เกิดความรู้สึกซาบซึ้งประทับใจท่านยิ่งกว่าเดิม   ขณะเดียวก็อดชมผู้เขียนไม่ได้ว่า ค้นคว้าหาข้อมูลมาถ่ายทอดได้อย่างละเอียดกินใจ  ยังเผลอคิดไปว่าผู้เขียนคงมีอายุมากแล้ว จึงเขียนประวัติของภราดาผู้เป็นสดมภ์หลักของอัสสัมชัญนานกว่าครึ่งศตวรรษได้อย่างละเอียดละออ

ชื่อของส.ศิวรักษ์มาอยู่ในความสนใจของข้าพเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ก็เมื่อได้อ่านหนังสือชุดฟื้นความหลัง ของพระยาอนุมานราชธน ซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากจากนามปากกา “เสฐียรโกเศศ”  หนังสือชุดนี้ส.ศิวรักษ์เป็นผู้กระตุ้นชักชวนให้เกิดมีขึ้น ซึ่งต่อมาก็มี สัมภาษณ์เสฐียรโกเศศ โดย ส.ศิวรักษ์ ตามมาไล่ ๆ กัน  ตอนนั้นแม้ยังเป็นนักเรียนชั้นประถม แต่ข้าพเจ้ามีความสนใจประวัติศาสตร์และเรื่องเก่า ๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งพระยาอนุมานราชธนก็เป็นอัสสัมชนิกที่มีความหลังวัยเด็กผูกพันใกล้ชิดกับท้องที่ละแวกอัสสัมชัญด้วย  จึงสนใจหนังสือชุดนี้แต่ก็ไม่ถึงกับอ่านอย่างจริงจัง 

อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าไม่ได้ประทับใจส.ศิวรักษ์ในฐานะนักเขียนมากนัก เหตุผลสำคัญก็เพราะแม้ในห้องสมุดโรงเรียน มีหนังสือของท่านมากมายหลายเล่ม แต่ก็ล้วนเป็นหนังสือรวมบทความชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากกว่า  ตอนนั้นข้าพเจ้ามีความเข้าใจอย่างเด็ก ๆ ว่า นักเขียนที่มีความสามารถคือคนที่เขียนหนังสือได้เป็นเล่ม ๆ  หารู้ไม่ว่านักเขียนความเรียง (essayist)ที่เก่งนั้น ความสามารถไม่ได้ด้อยไปกว่านักเขียนประเภทแรกเลย  ด้วยเหตุนี้ในบรรดานักเขียนที่เป็นอัสสัมชนิก  ข้าพเจ้าจึงรู้สึกภาคภูมิใจมากกว่ากับบุคคลอย่าง พระยาอนุมานราชธน พระยาศราภัยพิพัฒ   อุทธรณ์ พลกุล  รวมทั้งอัสสัมชนิกที่ไม่ได้เป็นนักเขียนอาชีพ แต่มีงานเขียนพิมพ์เป็นเล่ม เช่น ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช  สุกิจ นิมมานเหมินท์ และดิเรก ชัยนาม เป็นต้น

คงเพราะความสนใจเรื่องหนังสือหนังหา  ชื่อของ ชวนอ่านและวิจารณ์หนังสือต่าง ๆ จึงดึงดูดใจให้ข้าพเจ้าหยิบมาอ่าน  ในหนังสือเล่มนี้ส.ศิวรักษ์ได้เล่าถึงวรรณกรรมทั้งเก่าและใหม่ ทั้งไทยและเทศ ได้อย่างน่าสนใจ มีแง่มุมชวนคิด อีกทั้งมีลีลาการเขียนที่น่าติดตาม โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์ที่ตรงไปตรงมา ถูกใจวัยรุ่นอย่างข้าพเจ้า เป็นเหตุให้ติดใจอยากอ่านหนังสือเล่มอื่นของท่าน  โดยเฉพาะคุยคนเดียว ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์สังคมและการบ้านการเมืองมากกว่าเล่มอื่น  ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความสนใจเรื่องบ้านเมืองและสังคมรอบตัวมากขึ้น นอกเหนือจากเรื่องศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม จริยธรรม และพุทธศาสนา ซึ่งเป็นประเด็นที่ส.ศิวรักษ์พูดถึงมากในข้อเขียนของท่าน

กล่าวโดยสรุปชวนอ่านและวิจารณ์หนังสือต่าง ๆ เป็นเสมือนประตูที่เปิดให้ข้าพเจ้าเห็นโลกกว้าง ไม่จำกัดอยู่แค่ห้องเรียนหรือตำรับตำรา  ทำให้เกิดความรู้สึกห่วงใยในบ้านเมือง พร้อม ๆ กับการตั้งคำถามเกี่ยวกับจุดหมายของชีวิต  งานเขียนของส.ศิวรักษ์ ไม่เพียงให้ความรู้และแง่คิด  หากยังจุด “ไฟ” ให้ลุกโพลงขึ้นในใจ ไม่เพียงกระตุ้นให้ข้าพเจ้าอยากทำอะไรเพื่อสังคมเท่านั้น  หากยังเกิดแรงบันดาลใจอยากคิดอยากเขียนอย่างส.ศิวรักษ์บ้าง

ชวนอ่านและวิจารณ์หนังสือต่าง ๆ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิตของข้าพเจ้า  เช่น มีมุมมองต่อชีวิตไม่เหมือนเดิม  เห็นว่าชีวิตควรมีจุดมุ่งหมายมากกว่าการทำมาหากินและการสร้างความสำเร็จส่วนตัวเท่านั้น  จากเดิมที่สนใจแต่วิทยาศาสตร์ ก็หันมาสนใจสังคมศาสตร์และพุทธศาสนามากขึ้น ใช่แต่เท่านั้นทัศนคติของข้าพเจ้าต่อส.ศิวรักษ์ก็เปลี่ยนไปด้วย คือ ไม่ได้มองว่าเป็นนักเขียนธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นปัญญาชนชั้นนำที่ไม่เพียงรู้ร้อบแต่ยังมีสติปัญญาที่ลุ่มลึก ชนิดที่น้อยคนในเมืองไทยจะเทียบเท่าได้  ที่สำคัญก็คือมีความกล้าหาญทางจริยธรม  ไม่สยบยอมต่ออำนาจอันรวมไปถึงเผด็จการทหารที่ครองบ้านครองเมืองอยู่ในเวลานั้น  ส.ศิวรักษ์จึงกลายเป็นไอดอลของข้าพเจ้าไปอย่างรวดเร็ว และเป็นอัสสัมชนิกที่ข้าพเจ้ารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ภายหลังเมื่อได้รู้จักเป็นส่วนตัว  ข้าพเจ้าก็นับถือท่านเป็นอาจารย์ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของข้าพเจ้าในเวลาต่อมา  แม้เมื่อข้าพเจ้ามาครองผ้ากาวพัสตร์แล้ว สาเหตุที่บวชได้นาน ส่วนหนึ่งก็เพราะคุณูปการของท่านด้วย

เมื่อหนังสือของส.ศิวรักษ์ในห้องสมุดผ่านตาข้าพเจ้าหมดแล้ว  ข้าพเจ้าก็เริ่มหาซื้อเล่มอื่นที่ไม่มีในห้องสมุด ทั้งเก่าและใหม่  เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ก็เริ่มนึกถึงหนังสือเล่มเก่า ๆ ที่เคยอ่านจากห้องสมุด  อยากเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว   แต่ก็หมดจากท้องตลาดแล้ว   บางเล่มมีการพิมพ์ซ้ำ เช่น มาพูดภาษาไทยกันดีกว่า  แต่อีกหลายเล่ม ก็ต้องไปค้นหาเอาจากร้านหนังสือเก่า ถ้าโชคดีก็เจอ  แต่เล่มที่ข้าพเจ้านึกถึงเป็นพิเศษและไม่เคยพบอีกเลยในร้านหนังสือเก่า ก็คือ ชวนอ่านและวิจารณ์หนังสือต่าง ๆ   ยังดีที่ในเวลาต่อมา (พ.ศ.๒๕๓๑)ได้มีการนำเอาหลายบทความในหนังสือเล่มนี้มารวมพิมพ์ในหนังสือเรื่อง คันฉ่องส่องวรรณกรรม ข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสกลับมาอ่านหลายบทความที่เคยประทับใจในวัยเด็ก เป็นเสมือนการฟื้นความหลังกลาย ๆ

เป็นข่าวดีสำหรับข้าพเจ้า และเชื่อว่าคงเป็นข่าวดีสำหรับนักอ่านที่เป็นแฟนส.ศิวรักษ์ เมื่อได้ทราบว่า หนังสือเล่มนี้ กำลังจะได้รับการพิมพ์ซ้ำหลังจากผ่านไปเกือบครึ่งศตวรรษ  แม้บริบทแวดล้อมหนังสือเล่มนี้ในการพิมพ์ครั้งแรกจะแปรเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่เชื่อว่าเนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ก็ยังทรงคุณค่า อีกทั้งยังเป็นกระจกส่องให้เห็นถึงตัวตนส่วนหนึ่งของส.ศิวรักษ์ในวัยหนุ่ม ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนรุ่นใหม่เมื่อ๔๐ กว่าปีที่แล้ว แม้หนังสือเล่มนี้จะไม่ใช่ตัวแทนที่ดีที่สุดของท่านก็ตาม

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved