กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > บวชต้นไม้
กลับหน้าแรก
 

บวชต้นไม้
ผู้เขียน ซูซาน เอ็ม. คาร์ลิงตัน
ผู้แปล นัยนา นาควัชระ
คำนำโดย พระไพศาล วิสาโล

คำนำ

ในชุมชนไทยแต่โบราณวัดเป็นมากกว่าสถานประกอบพิธีกรรม  พระสงฆ์ไม่เพียงสอนธรรมและให้คำแนะนำทางจิตใจแก่ผู้คน หากยังเกื้อกูลญาติโยมทางโลกด้วย  นอกจากสอนหนังสือ วิชาช่างและศิลปะนานาชนิด (ไม่เว้นแม้กระทั่งดนตรีและกระบี่กระบอง) ซึ่งสามารถนำไปใช้ทำมาหากินได้แล้ว  ท่านยังเป็นหมอสมุนไพร และช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากในรูปแบบต่าง ๆ  เช่นสงเคราะห์คนชราหรือเด็กกำพร้า  บางครั้งก็นำชาวบ้านขุดบ่อ ตัดถนน สร้างสะพาน (ซึ่งสมัยนี้เรียกว่า “พัฒนาชุมชน”)  เวลาชาวบ้านทะเลาะเบาะแว้งกันก็มาหาท่านให้ช่วยไกล่เกลี่ย  แม้แต่วัวควายถูกขโมย ชาวบ้านก็หวังพึ่งท่าน  ด้วยเหตุนี้พระสงฆ์จึงไม่เพียงเป็นที่พึ่งทางใจ หากยังเป็นผู้นำทางโลกด้วย  ขณะเดียวกันวัดก็เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน ที่จัดหา “บริการทางสังคม”นานาชนิดให้แก่ชาวบ้าน  แม้กระทั่งมหรสพความบันเทิงก็หาได้จากวัด

ทั้งหมดนี้แปรเปลี่ยนไปเมื่อมีการพัฒนาประเทศให้ “ทันสมัย” ซึ่งเริ่มเมื่อกลางศตวรรษที่แล้ว  บริการทางสังคมนานาชนิดค่อย ๆ ถูกดึงออกจากวัด  โดยมีสถาบันอย่างใหม่ของรัฐมาทำหน้าที่แทน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์   ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น  กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงดึงชาวบ้านให้เหินห่างจากวัด หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของการแยก “โลก” ออกจาก “ธรรม”อย่างชัดเจน  ผลก็คือพระสงฆ์หรือวัดมีบทบาทสงเคราะห์โลกน้อยลง  คงเหลือแต่บทบาททางธรรม (ซึ่งถูกตีกรอบให้เหลือเพียงแค่เรื่อง “จิตใจ”)และการประกอบพิธีกรรม  แม้กระทั่งการศึกษาของพระซึ่งเคยมีทั้งวิชาทางธรรมและทางโลก ก็ถูกจำกัดให้เหลือเพียงแค่การศึกษาทางธรรม (โดยถูกจำกัดให้เหลือแค่ “ปริยัติ” ขณะที่การปฏิบัติหรือสมาธิภาวนากลับถูกละเลย)  สมัยหนึ่งแม้กระทั่งการเรียนภาษาอังกฤษก็เป็นของต้องห้ามสำหรับพระด้วยเหตุผลว่าเป็นวิชาทางโลก   ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจในสมัยหลังโดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมืองว่า พระไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก  รวมทั้งความเข้าใจว่าพระควรบวชเพื่อสละกิเลสหรือเพื่อความพ้นทุกข์เท่านั้น (ทั้ง ๆ ที่สมัยก่อนผู้คนบวชพระส่วนใหญ่ก็เพราะหวังมีความรู้ทางโลกเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตหลังจากสึกไปเป็นฆราวาส  กระทั่งปัจจุบันความคิดเช่นนี้ก็ยังมีอยู่)

อย่างไรก็ตามคงมีแต่พระในเมืองเท่านั้นที่เหลือแค่บทบาททางธรรม หรือยิ่งกว่านั้นคือเหลือแค่บทบาททางพิธีกรรม (ซึ่งภายหลังเน้นหนักพิธีไสยเพื่อสนองความต้องการทางโลกของผู้คน)  ส่วนในชนบทพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยยังคงมีบทบาททางโลกควบคู่กับบทบาททางธรรม  บทบาททางโลกดังกล่าวมิได้หมายถึงการแสวงหาประโยชน์ทางโลก แต่หมายถึงการสงเคราะห์ช่วยเหลือญาติโยมในเรื่องทางโลก   เช่น  ลดความยากจน  บรรเทาความเจ็บไข้ได้ป่วย ช่วยเหลือเด็กกำพร้า ฯลฯ รวมทั้งนำชาวบ้านพัฒนาหมู่บ้าน  ปรากฏการณ์ดังกล่าวพบเห็นได้ทั่วไปในชนบทที่หางไกลทุรกันดาร  โดยเฉพาะในภาคอีสาน

ท่านเหล่านั้นทำงานอย่างเงียบ ๆ ไม่เป็นที่รู้จักมานาน  บางท่านประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียง หลายท่านได้กลายเป็นแบบอย่างให้แก่พระสงฆ์ในที่อื่น ๆ  ขณะเดียวกันก็มีการริเริ่มสร้างสรรค์วิธีการต่าง ๆ ในการสงเคราะห์ชาวบ้าน  มีโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น ธนาคารข้าว ธนาคารควาย สหกรณ์ร้านค้า  เกษตรผสมผสาน สัจจะสะสมทรัพย์  รวมทั้งการฝึกอาชีพและเพิ่มรายได้ในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีการประยุกต์พิธีกรรมให้เกื้อกูลต่องานที่ท่านทำ เช่น ผ้าป่าหนังสือ ผ้าป่าข้าว    ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ไม่ใช่เพราะการเรียนรู้จากกันเท่านั้น สาเหตุสำคัญเป็นเพราะท่านเหล่านั้นต่างเผชิญปัญหาคล้าย ๆ กัน อันเป็นผลจากนโยบายพัฒนาของรัฐ ที่มุ่งส่งเสริมเมืองและภาคบริการกับอุตสาหกรรม โดยผลักภาระนานัปการแก่ชนบทและภาคการเกษตร  ปัญหาเหล่านี้ได้ทำให้พระสงฆ์จำนวนไม่น้อยในชนบท ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้าน ไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้  จึงต้องลุกขึ้นมาช่วยแหลือชาวบ้านในฐานะที่(ยัง)เป็นที่พึ่งทางจิตใจและสติปัญญาของชาวบ้าน   จะว่าไปแล้ว แม้ปัญหาที่ท่านเผชิญและตอบโต้จะเป็นปัญหาใหม่ วิธีการก็ใหม่ แต่บทบาทของท่านมิใช่เป็นของใหม่  หากแต่เป็นการสานต่อจากบทบาทตามประเพณีเดิมที่สืบทอดมานานหลายศตวรรษ 

กิจกรรมของของพระสงฆ์เหล่านั้นในช่วงแรกมุ่งเยียวยาและบรรเทาความยากจนของชาวบ้าน เนื่องจากเป็นปัญหาเด่นชัดที่สุดจากนโยบายพัฒนาของรัฐ  บางท่านเริ่มเมื่อเกือบ ๕๐ ปีที่แล้ว (เช่น ท่านเจ้าคุณพุทธพจน์วราภรณ์แห่งเชียงใหม่ และพระครูสาครสังวรกิจแห่งสมุทรสาคร)  แต่ในเวลาต่อมาปัญหาอื่น ๆ ก็เกิดขึ้นทยอยตามมา ที่เด่นชัด คือ ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน  ด้วยเหตุนี้ในช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐  จึงมีพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยลุกขึ้นมาปกป้องผืนป่าด้วยวิธีการต่าง ๆ กัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งเท่ากับบ่งบอกถึงขนาดของปัญหาอันเป็นผลจากนโยบายพัฒนาของรัฐที่สืบเนื่องมายาวนาน  การเคลื่อนไหวดังกล่าวส่วนใหญ่มีการเชื่อมโยงกันอย่างหลวม ๆ ในลักษณะของเครือข่าย   ซึ่งอาจเรียกรวม ๆ ว่า เครือข่ายพระสงฆ์เพื่อชุมชน

ลำพังการสงเคราะห์ชาวบ้านของพระสงฆ์ (ซึ่งในเวลาต่อมารียกขานว่า “พระนักพัฒนา”)  คนในเมืองจำนวนไม่น้อยก็ตั้งคำถามหรือถึงกับแสดงความไม่เห็นด้วย  (เพราะเห็นว่าพระสงฆ์ไม่ควรยุ่งเรื่องทางโลก ควรสนใจแต่เรื่องทางธรรม)  บางท่านถึงกับพูดชัดเจนว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ (ทั้ง ๆ ที่พระสงฆ์มีบทบาททำนองนี้มาช้านานแล้ว)  ดังนั้นเมื่อมีข่าวว่าพระหลายรูป (ซึ่งภายหลังถูกเรียกขานว่า “พระนักอนุรักษ์”) เคลื่อนไหวคัดค้านการตัดไม้ทำลายป่า   เสียงคัดค้านจึงเกิดขึ้นโดยเฉพาะจากเจ้าหน้าที่รัฐ  ยิ่งพบว่ามีการทำพิธี “บวชต้นไม้” โดยพระสงฆ์กลุ่มนี้ด้วยแล้ว  เสียงคัดค้านก็กลายเป็นการต่อต้านไปได้ไม่ยาก

ทุกวันนี้การบวชต้นไม้ กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว   หลายคนคงนึกไม่ถึงว่า กิจกรรมดังกล่าว ครั้งหนึ่งเคยถูกต่อต้านอย่างหนัก ถึงกับมีเสียงเรียกร้องให้สึกพระที่ทำพิธีดังกล่าว  อันที่จริงพิธีดังกล่าวคือการ "ทำบุญต้นไม้" (ในความหมายใกล้เคียงกับ "ทำบุญบ้าน") จุดมุ่งหมายคือเพื่อปกป้องต้นไม้ (และผืนป่า)โดยอาศัยพิธีกรรมที่สืบเนื่องในหมู่ชาวบ้านมาช้านาน นั่นคือการนำผ้ามาพันรอบต้นไม้เพื่อแสดงความเคารพหรือสักการะเทวดาอารักษ์ที่สิงสถิตอยู่ในต้นไม้  เป็นแต่ว่าการบวชต้นไม้ได้พัฒนาหรือต่อยอดไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือ ใช้ผ้าเหลืองหรือจีวรพันต้นไม้ และมีพระเป็นผู้ทำพิธี 

อันที่จริง เสียงวิพากษ์วิจารณ์คงไม่รุนแรงหากไม่เรียกพิธีนี้ว่า “บวชต้นไม้”   แม้คำ ๆ นี้จะมีปัญหาในตัวเองแต่ก็ส่งผลในทางบวกมิใช้น้อย  นอกจากจะติดปากคนอย่างรวดเร็วแล้ว  ยังสื่อนัยยะให้ผู้คนได้ตระหนักว่า ต้นไม้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่วัตถุที่มีขึ้นเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์  หรือเป็นเพียงท่อนซุงที่ยังไม่ได้ตัดไปขายเท่านั้น  แท้จริงต้นไม้ (รวมทั้งป่าหรือธรรมชาติซึ่งมีต้นไม้เป็นตัวแทน) มีคุณค่าที่ควรการเคารพของมนุษย์   นี้เป็นทัศนะที่คัดง้างโดยตรงกับความคิดแบบวัตถุนิยมหรือทุนนิยม ที่มองทุกอย่างเป็นเพียงสินค้าเท่านั้น  เมื่อเห็นต้นไม้หรือธรรมชาติเป็นเพียงสินค้าที่สนองความต้องการของมนุษย์  ผู้คนจึงตักตวงประโยชน์จากธรรมชาติอย่างไม่หยุดยั้งจนกลายเป็นการผลาญพร่าและทำลายล้าง ก่อให้เกิดผลร้ายแรงตามมามากมายถึงขั้นวิกฤต   พระสงฆ์และจีวรนั้นคนทั่วไปมองว่าเป็นของสูง  ส่วนบทสวดมนต์ที่ประกอบด้วยพุทธพจน์นั้น ก็ถือว่าเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง   เมื่อผนวกทั้งสามสิ่งเข้าด้วยกันในพิธีนี้โดยมีต้นไม้เป็นศูนย์กลาง  ก็เท่ากับบ่งชี้ว่า  ต้นไม้ไม่ใช่สิ่งสามานย์ (profane)หรือวัตถุที่เราจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ อันเราควรเคารพและปกป้อง

เป็นเพราะความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเริ่มเมื่อเกือบ ๓๐ ปีที่แล้ว ประกอบกับเสียงตอบรับทางบวกของคนทั่วไปที่มีต่อพิธีบวชต้นไม้  รวมทั้งผลที่ตามมาซึ่งมีส่วนในการอนุรักษ์ป่า ในที่สุดเสียงคัดค้านการบวชต้นไม้ก็สงบลง  ผู้ที่วิพากษ์การบวชต้นไม้ด้วยเหตุผลว่าไม่มีพิธีนี้มาก่อนคงตระหนักว่าพิธีต่าง ๆ ที่ผู้คนยอมรับในปัจจุบันครั้งหนึ่งก็เป็นของใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน  แต่เมื่อผู้คนยอมรับ มันก็กลายเป็นแบบแผนที่ทำกันเป็นปกติธรรมดา ขณะที่พิธีกรรมและประเพณีใหม่ ๆ ก็ยังคงเกิดขึ้นไม่หยุด (หนึ่งในนั้นคือ "สวดมนต์ข้ามปี")   จะเห็นด้วยกับพิธีกรรมใดหรือไม่ในมุมมองของชาวพุทธ   สิ่งสำคัญที่พึงพิจารณาน่าจะอยู่ที่จุดมุ่งหมายและวิธีการของพิธีกรรมนั้นว่าสอดคล้องกับธรรมหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่  มิใช่เพราะว่ามีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกหรือไม่

เมื่อเกือบ ๓๐ ปีที่แล้ว การบวชต้นไม้ในเมืองไทย ได้สร้างมิติใหม่ให้แก่วงการอนุรักษ์ธรรมชาติในระดับโลกก็ว่าได้  หลายคนที่สนใจการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้  เมื่อได้ยินเรื่อง “ขบวนการบวชต้นไม้”ในไทย  คงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงขบวนการชิปโก (แปลว่า “โอบกอด”)แห่งอินเดีย  ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการโอบกอดต้นไม้ไปทั่วโลก  แม้การบวชต้นไม้ของไทยจะไม่หวือหวาท้าทายเท่าการโอบกอดของอินเดีย ซึ่งเป็นการเอาตัวป้องกันต้นไม้จากเลื่อยหรือขวานที่กำลังจะกระหน่ำ  แต่ก็เป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่บันดาลใจผู้คนได้มากมาย  (อันที่จริง  สุนทรลาล พหุคุณา ผู้ริเริ่มขบวนการชิปโก เคยพบปะสนทนากับท่านพระครูมานัสนทีพิทักษ์ ผู้ริเริ่มการบวชต้นไม้ ที่วัดของท่านที่พะเยามาแล้วเมื่อปี ๒๕๓๒)

แม้การบวชต้นไม้เป็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติในไทย แต่มีการศึกษาวิจัยเรื่องนี้น้อยมาก  หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกก็ว่าได้ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด ทั้งประวัติความเป็นมา บริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง และผลกระทบ  รวมทั้งเสนอมุมมองทั้งในแง่มานุษยวิทยาและศาสนา  ผู้เขียนได้ติดตามการบวชต้นไม้ตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อเกือบ ๓๐ ปีที่แล้ว จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน  และได้เห็นความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การเป็นกิจกรรมทวนกระแสที่ถูกวิพากษ์อย่างหนัก จนกลายเป็นกิจกรรมที่ผู้คนให้การยอมรับ  จากพิธีกรรมที่ท้าทายจิตสำนึกของผู้คน กลายเป็นพิธีกรรมที่เหลือเพียงรูปแบบ หรือถูกใช้เพื่อสนองการค้าหรือบริโภคนิยม

อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าบทวิเคราะห์การบวชต้นไม้ในเมืองไทย  หากพูดถึงประเด็นที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งเป็นบริบทแวดล้อมการบวชต้นไม้ นั่นคือ การเคลื่อนไหวทางสังคมของพระสงฆ์ไทยโดยเฉพาะในชนบทในช่วง ๔-๕ ทศวรรษที่ผ่านมา     การเคลื่อนไหวดังกล่าวแม้มีความสืบเนื่องกับประเพณีหรือบทบาทดั้งเดิมของพระสงฆ์ในอดีต แต่ก็มีความโดดเด่นเฉพาะตัว เพราะเป็นการโต้ตอบหรือ "ต่อรอง"กับปัญหาและสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชนบทไทย    ผู้เขียนได้สืบสาวความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งปัจจัยทางสังคม และอุดมการณ์หรือความเชื่อ  ซึ่งส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวดังกล่าวของพระสงฆ์  ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการและพลวัตของเครือข่ายพระสงฆ์  จุดอ่อนและจุดแข็ง   อุปสรรคและภัยคุกคามที่เกิดกับท่าน รวมทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวที่ตามมา

การเคลื่อนไหวของเครือข่ายพระสงฆ์เพื่อชุมชนในช่วงดังกล่าว  ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของคณะสงฆ์ไทยไปแล้วอย่างมิอาจปฏิเสธได้   แต่นับวันประวัติศาสตร์ส่วนนี้กำลังจะถูกลืมเลือนไป  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้แผ่วเบาลง  สาเหตุนั้นมีหลายประการ อาทิ  นโยบายของรัฐบาลในช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรัฐบาลทักษิณ ซึ่งด้านหนึ่งนำโครงการประชานิยมลงสู่หมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากหวังพึ่งความช่วยเหลือจากรัฐมากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือการพยายามแก้ปัญหาชุมชนด้วยตนเองลดน้อยถอยลง  อีกด้านหนึ่งรัฐบาลมีความหวาดระแวงอย่างมากต่อโครงการและกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนท้องถิ่นที่ไม่อยู่ในการควบคุมของรัฐ  ทำให้กลุ่มชาวบ้านที่เป็นอิสระจากรัฐหรือคัดค้านโครงการของรัฐ (รวมทั้งเอ็นจีโอที่ทำงานร่วมกับชาวบ้าน) ถูกกดดันอย่างหนักจนทำงานได้ลำบาก (และยิ่งยากขึ้นในยุคคสช.)  ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้พระที่ทำงานพัฒนาและอนุรักษ์ในชนบทขาดการสนับสนุนจากชาวบ้านจึงไม่แข็งขันดังแต่ก่อน

ขณะเดียวกันพระที่เคยเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวดังกล่าว ก็มีอายุมากขึ้น  หลายท่านอ่อนแรงเพราะชราภาพ  จำนวนไม่น้อยได้รับสมณศักดิ์หรือได้รับตำแหน่งทางการปกครอง เช่น เป็นเจ้าคณะตำบล หรือเจ้าคณะอำเภอ  ภารกิจในราชการคณะสงฆ์ที่เพิ่มเข้ามาทำให้งานที่เคยทำกับชุมชนลดน้อยถอยลง   มาถึงวันนี้หลายท่านได้มรณภาพลง  โดยไม่มีพระรูปใดขึ้นมาสืบทอดงานของท่าน  (นี้เป็นจุดอ่อนประการหนึ่งของท่านเหล่านั้น ที่มักทำงานแบบผู้นำเดี่ยว ไม่ค่อยทำงานแบบหมู่คณะหรือส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะในการคิดและตัดสินใจ)  ผลก็คืองานของท่านยุติลงอย่างน่าเสียดาย

ที่ผ่านมามีหนังสือน้อยเล่มที่พูดถึงการเคลื่อนไหวของท่านเหล่านั้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะ  หนังสือเล่มนี้ของซูซาน ดาร์ลิงตัน เป็นเล่มแรกที่บันทึกการเคลื่อนไหวดังกล่าวของพระสงฆ์ไทยอย่างครอบคลุมและเป็นระบบมากที่สุด โดยถ่ายทอดผ่านชีวิตและงานของพระหลายรูปที่มีบทบาทสำคัญในช่วง ๔๐ ปีที่ผ่านมา  ขณะเดียวกันก็มีรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับกิจกรรมของพระอีกหลายรูปรวมทั้งกลุ่มพระสงฆ์ ที่หากไม่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ ก็คงจะเลือนหายไปตามกาลเวลา  หนังสือเล่มนี้จึงมิได้เป็นเพียงงานวิจัยทางมานุษยวิทยา หากยังเป็นบันทึกประวัติศาสตร์สังคมอีกด้วย    สำหรับผู้ที่สนใจบทบาททางสังคมของพระสงฆ์ไทย  หนังสือเล่มนี้ควรอ่านอย่างยิ่ง  และหากต้องการศึกษาประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาไทยในยุคปัจจุบันอย่างรอบด้าน  ประเด็นหนึ่งที่มิควรมองข้ามก็คือ เรื่องราวที่เป็นแก่นแกนของหนังสือเล่มนี้

หนังสือเล่มนี้นอกจากบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระสงฆ์ไทยในชนบทและบริบททางสังคมที่แวดล้อมตัวท่านแล้ว  ยังตั้งคำถามที่ชวนให้คิด และอาจหาคำตอบไม่ได้ง่าย ๆ  อาทิ อะไรคือตำแหน่งแห่งที่ของพระสงฆ์ในสังคมสมัยใหม่ บทบาทและจุดยืนของพุทธศาสนาท่ามกลางกระแสทุนนิยมอันเชี่ยวกราก ควรจะเป็นอย่างไร  "ธรรม" กับ "โลก" ควรมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร  คำตอบที่สังคมเห็นพ้องจะส่งผลอย่างมากต่อทิศทางของพุทธศาสนาและพระสงฆ์ไทยในอนาคต

พระไพศาล วิสาโล
๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved