กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > อุดมคติ ป๋วย อึ๊งภากรณ์
กลับหน้าแรก
 

อุดมคติ ป๋วย อึ๊งภากรณ์

จัดพิมพ์โดย มูลนิธิโกมล คีมทอง
คำนำโดย พระไพศาล วิสาโล

คำนำ

ปาฐกถาโกมลคีมทอง เป็นปาฐกถาประจำปีที่ได้จัดต่อเนื่องมาจนถึงครั้งที่ ๔๒ แล้ว  นับเป็นปาฐกถาเกียรติยศที่จัดต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประเทศไทย  แต่น้อยคนที่รู้ว่าผู้แสดงปาฐกถาครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๑๗ คือ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดยประเดิมด้วยเรื่อง “อุดมคติ”               

ปาฐกถาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ฯ ผ่านไปเพียง ๔ เดือน  ช่วงนั้นอาจารย์ป๋วยกำลังได้รับได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักศึกษาปัญญาชน เพราะท่านเป็นผู้ที่มีความโดดเด่นอย่างมากในการคัดค้านรัฐประหารของจอมพลถนอมเมื่อปี ๒๕๑๔ และเป็นปากเสียงเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยไม่หวั่นเกรงต่อภยันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตน   “จดหมายนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึงผู้ใหญ่ทำนุ เกียรติก้อง”ที่ท่านเขียนเมื่อต้นปี ๒๕๑๕ เป็นที่กล่าวขานกันอย่างแพร่หลาย  (และยังเล่าสืบมาจนทุกวันนี้)  ดังนั้นเมื่อประชาธิปไตยกลับมาเบ่งบานอีกครั้งหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ฯ ท่านจึงถูกคาดหวังว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อการเลือกตั้งมาถึง  ทั้ง ๆ ที่ท่านปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า  เพราะ “ความทะเยอทะยาน”ของท่าน คือการเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เนื่องจากท่านเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตของประเทศ และเป็นสิ่งท้าทายอย่างยิ่งสำหรับท่าน

ในช่วงนั้นผู้คนทั้งประเทศมีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน ผู้คนมองอนาคตอย่างมีความหวัง  แนวคิดทางการเมืองที่เคยถูกกดห้าม เช่น สังคมนิยม หรือแม้กระทั่งคอมมิวนิสต์ ได้รับความสนใจจากผู้คนมากขึ้น   ความแตกต่างทางอุดมการณ์ได้ปรากฏชัดเจนขึ้น นำไปสู่การปะทะกันทางความคิด โดยเฉพาะระหว่าง “ขวา” กับ “ซ้าย” ในเวลาต่อมา  อาจารย์ป๋วยเองก็ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งดังกล่าวไม่น้อย เพราะถูกมอง(และถูกป้ายสี)ว่าเป็นหัวหน้าคอมมิวนิสต์โดยมีธรรมศาสตร์เป็นฐานใหญ่

สำหรับอาจารย์ป๋วย ใครจะนับถืออุดมการณ์อย่างไรไม่สำคัญ  สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การมีอุดมคติ ซึ่งหมายถึงการมีใจใฝ่ในความจริง ความงาม และความดี  โดยมุ่งประโยชน์สุขของส่วนรวมเป็นสำคัญ อุดมคติดังกล่าวย่อมช่วยให้อุดมการณ์ทางการเมืองทั้งหลายที่แต่ละบุคคลยึดถือ นำไปสู่การอุทิศตนเพื่อส่วนรวม ยิ่งกว่าการสนองประโยชน์หรือปรนเปรอกิเลสในใจตน

แม้ปาฐกถาดังกล่าวจะผ่านมากว่า ๔๐ปีแล้ว ก็ยังเหมาะกับเวลานี้ ซึ่งมีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเข้มข้นรุนแรง  หากทุกฝ่ายเชื่อในความจริง ความดี และความงาม กล่าวคือ รักสัจจะ ไม่ใส่ร้าย หรือบิดเบือนข้อมูล ใช้วิธีการที่ดีงาม ยุติธรรมต่อทุกฝ่าย  ที่สำคัญคือ เชิดชูเสรีภาพ อันเป็นประเด็นที่อาจารย์ป๋วยได้เน้นย้ำในปาฐกถา กล่าวคือ  เสริมสร้างบรรยากาศแห่งเสรีภาพให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง  และนอกจากปกป้องเสรีภาพของตนเท่านั้น ยังอนุญาตให้ผู้อื่นใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นที่ต่างจากตนด้วย ก็เชื่อได้ว่าบ้านเมืองจะผ่านพ้นความขัดแย้งได้อย่างสันติ

กล่าวในทางส่วนตัวแล้ว นับเป็นโชคของข้าพเจ้าที่ได้มีโอกาสฟังปาฐกถาอันทรงคุณค่าดังกล่าวด้วยตนเอง  ประสบการณ์ครั้งนั้นได้ให้แง่คิดและแรงบันดาลใจอย่างมากแก่ข้าพเจ้าซึ่งเวลานั้นยังเป็นนักเรียนมัธยม บางประโยคบางข้อความของท่านยังประทับอยู่ในใจกระทั่งทุกวันนี้  ไม่ต้องกล่าวก็คงรู้ได้ว่าสาระของปาฐกถาดังกล่าวนับว่าทรงพลังมากเพราะมาจากบุคคลซึ่งเป็นตัวแทนแห่งอุดมคติที่สัมผัสได้  สิ่งที่ท่านพูดในวันนั้นไม่ได้ออกมาจากความคิดเท่านั้น แต่ออกมาจากด้านในอันลุ่มลึกของท่าน อีกทั้งยังปรากฏเป็นการกระทำที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและกล้าหาญ

ถึงแม้เราไม่มีโอกาสพบอาจารย์ป๋วยอีกแล้ว แต่การได้อ่านข้อเขียนของท่าน รวมทั้งปาฐกถาชิ้นนี้ย่อมเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งต่อตนเอง

พระไพศาล วิสาโล
๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved