กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > บนเส้นทางการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง
กลับหน้าแรก
 

บนเส้นทางการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง

ผู้เขียน รศ.ดร. โคทม อารียา
จัดพิมพ์โดย กลุ่มเพื่อนโคทม อารียา

คำนิยมโดย พระไพศาล วิสาโล

 

สี่ทศวรรษกับโคทม อารียา
พระไพศาล วิสาโล

ข้าพเจ้าได้ยินชื่ออาจารย์โคทมเป็นครั้งแรกหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ฯ ไม่นาน  ได้ยินครั้งแรกก็จำได้ เพราะชื่อของอาจารย์นั้นไม่เหมือนใคร  ดูเหมือนว่าตอนนั้นกำลังมีการก่อตั้งสหภาพเพื่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน (สสส.) โดยมีอาจารย์โคทมเป็นตัวตั้งตัวตีผู้หนึ่งด้วย 

หลังจากนั้นประมาณปีเศษ คือต้นปี ๒๕๑๘  ข้าพเจ้าก็มีโอกาสพบอาจารย์โคทมเป็นครั้งแรก  ตอนนั้นอาจารย์เป็นแกนนำของกลุ่มสันติวิธี ซึ่งมีผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านมาร่วมด้วย  เช่น อาจารย์ระวี ภาวิไล อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์  คุณหญิงสุมาลี จาติกวณิช (ต่อมาได้เลื่อนเป็นท่านผู้หญิง)   นอกจากนั้นยังมีคนรุ่นใหม่(ในเวลานั้น)อีกหลายท่าน รวมถึง คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ซึ่งตอนนั้นยังทำงานอยู่ธนาคารแห่งประเทศไทย  อาจารย์โคทมช่วงนั้นดูเหมือนจะเป็นเลขาธิการสภาคณาจารย์ของจุฬา ฯ  (ภายหลังได้รับเลือกเป็นประธานสภาคณาจารย์) มีสำนักงานอยู่ใต้ถุนศาลาพระเกี้ยว  การประชุมของกลุ่มสันติวิธีจึงจัดที่นั่นเป็นประจำ

กิจกรรมส่วนหนึ่งของกลุ่มสันติวิธีคือ การจัดบรรยายเกี่ยวกับสันติวิธี คราวหนึ่งจัดที่สภาการศึกษาแห่งชาติ ถนนสุโขทัย  วิทยากร คือ นิโคลัส เบนเนตต์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษากระทรวงศึกษาธิการ  จำได้ว่าอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก็มาร่วมด้วย  หลังจากนั้นกลุ่มสันติวิธีก็ได้จัดงานใหญ่ เป็นงานสัมนาระดมสมองเพื่อหาทางออกให้แก่บ้านเมืองด้วยสันติวิธี เพราะตอนนั้นมีความรุนแรงเกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพ ฯ และต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการลอบฆ่าผู้นำนักศึกษาประชาชนหลายคน  การสัมนาครั้งนั้นมีผู้คนหลายฝ่ายมาร่วม ทั้งซ้ายและขวา แต่ก็ยังมิวายถูกก่อกวนโดยกลุ่มกระทิงแดง ซึ่งมาแจกใบปลิวโจมตีผู้จัดงาน  ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะมีการเชิญอาจารย์ป๋วยมาแสดงปาฐกถา  ตอนนั้นท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าขบวนการฝ่ายซ้าย   กิจกรรมใดที่มีท่านเกี่ยวข้องจึงพลอยถูกมองด้วยสายตาหวาดระแวง

กิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีอาจารย์โคทมเป็นแกนหลัก  ส่วนข้าพเจ้า ซึ่งยังเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ปี ๑  ได้แต่เป็นมือไม้คอยช่วยเหลือเป็นเรื่อง ๆ ไป   การทำงานของกลุ่มสันติวิธียุติลงเมื่อเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙  พูดให้ถูกกว่านั้นก็คือ กลุ่มสันติวิธีสลายตัวไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตามไม่ทันข้ามปีข้าพเจ้ากับอาจารย์โคทมก็ได้มาร่วมงานกันอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ใกล้ชิดกว่าเดิมและต่อเนื่องยืนยาวหลายปี

องค์กรที่อาจารย์โคทมกับข้าพเจ้ามาทำงานร่วมกันนั้น คือ กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.)   กลุ่มนี้ก่อตั้งเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๑๙ โดยผู้นำฝ่ายพุทธ ได้แก่ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์  ส่วนผู้นำฝ่ายคริสต์ ได้แก่ สังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์  และอาจารย์โกศล ศรีสังข์ ซึ่งตอนนั้นเป็นเลขาธิการสภาคริสตจักรในประเทศไทย  กลุ่มนี้ก็เช่นเดียวกับกลุ่มสันติวิธี  ต้องการเสนอสันติวิธีเป็นทางออกให้แก่สังคมไทย แต่ยังไม่ทันจะทำอะไรได้มาก ก็เกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ ตามมาด้วยการรัฐประหาร พาบ้านเมืองคืนสู่ระบอบเผด็จการ  ทีแรกนั้นดูเหมือนว่ากศส. จะสลายตัวเช่นเดียวกับกลุ่มสันติวิธี  แต่มีหลายคนเห็นว่าน่าจะฟื้นกลุ่มนี้ขึ้นมาเพื่อทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เพราะตอนนั้นมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างหนักทั่วประเทศ  มีการจับกุมคุมขังผู้คนนับหมื่น ๆ คน (รวมทั้งผู้ที่ถูกจับกุมที่ธรรมศาสตร์ ในวันที่ ๖ ตุลา กว่า ๓,๐๐๐ คน)  พวกเรามองว่า หากการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย  มีโอกาสมากที่บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ และเกิดสงครามกลางเมือง ระหว่างฝ่ายขวา ซึ่งนำโดยทหาร กับ ฝ่ายซ้าย ซึ่งมีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) เป็นแกนนำ

ในช่วงที่มีการพยายามฟื้นกศส. ขึ้นมา พวกเรานึกถึงอาจารย์โคทม  จึงไปทาบทามอาจารย์มาร่วมงานนี้  คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้ คือ พระประชา ปสันนธมโม (หรือ ประชา หุตานุวัตรในภายหลัง) และพระสันติสุข สันติสุโข (หรือ สันติสุข โสภณสิริในเวลาต่อมา) ส่วนข้าพเจ้านั้นแค่ติดสอยห้อยตามมากกว่า  พวกเราไปหาอาจารย์โคทมที่คณะวิศวะ จุฬา ฯ  ทีแรกอาจารย์โคทมลังเล คงเพราะเห็นว่าความเชื่อและภาพลักษณ์ของตนนั้นไม่ได้สอดคล้องกับชื่อกลุ่มนี้เลย แม้จะมีความเห็นตรงกันในเรื่องสันติวิธีและสิทธิมนุษยชนก็ตาม  แต่พระประชาก็ไม่ยอมแพ้ พยายามชักชวนโดยชักแม่น้ำทั้งห้า  สุดท้ายอาจารย์โคทมก็ตกลงมาร่วมเป็นกรรมการของกลุ่มนี้  การตัดสินใจเช่นนี้ต้องถือเป็นความกล้าหาญของอาจารย์โคทม เพราะตอนนั้นแทบไม่มีใครกล้ากระดิกตัวทำอะไรเลย เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายแข็งกร้าวกับผู้เห็นแย้ง  การจับคนเข้าคุกนั้นทำได้ง่ายมาก  จะว่าไปแล้วแค่การพูดคุยกับอาจารย์โคทมในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลในห้องพักรวมของอาจารย์ ก็นับว่าเป็นเรื่องเสี่ยงอยู่ไม่น้อย  เพราะตอนนั้นไม่รู้ว่าใครเป็นใครกันบ้าง  แต่อาจารย์โคทมก็ดูไม่วิตกเลย

นับแต่นั้นมากศส. ก็มีกิจกรรมเยี่ยมนักโทษคดีการเมือง  โดยเฉพาะผู้ที่ถูกจองจำจากเหตุการณ์ ๖ ตุลา รวมทั้งคนที่ถูกคุมขังด้วยข้อหา “ภัยสังคม” ซึ่งมีมากมายทั่วประเทศ ภายหลังก็มีการรณรงค์เพื่อนิรโทษกรรมคดี ๖ ตุลา และการยกเลิกกฎหมายภัยสังคม  ยังไม่นับการติดตามคดีคอมมิวนิสต์ที่มีการขึ้นศาลไล่ ๆ กันหลายคดี  ทั้งหมดนี้อาจารย์โคทมมีส่วนร่วมอย่างสำคัญ ไม่ใช่แค่ร่วมคิดเท่านั้น หากยังร่วมทำ  (รวมทั้งลงมือเขียนแถลงการณ์หรือจดหมายเปิดผนึกด้วยตนเอง ตรงนี้น่ากล่าวแทรกด้วยว่า แถลงการณ์ที่อาจารย์โคทมเขียนให้แก่องค์กรต่าง ๆ ในช่วง ๒๐ ปีหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา  ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีมากมายจนสามารถรวมพิมพ์เป็นเล่มได้เลยทีเดียว)

ในช่วงปี ๒๕๒๐ กศส. แทบจะเป็นกลุ่มเดียวที่ทำงานอย่างเปิดเผยในเรื่องสิทธิมนุษยชน  นอกจากช่วยเหลือผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาลแล้ว ยังเป็นแหล่งข้อมูลให้แก่องค์กรสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแสกดดันอย่างหนักต่อรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร  ดังนั้นจึงไม่ค่อยเป็นที่สบอารมณ์ของรัฐบาลเท่าใดนัก  กรรมการหลายคนถูกติดตาม ถูกดักฟังโทรศัพท์ รวมทั้งถูกกดดัน มีการปล่อยข่าวลือว่าเป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์ จนบางท่านเช่น อาจารย์โกศล ศรีสังข์ ต้องลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาคริสตจักร ฯ  แต่ท่านก็ไม่ยอมลาออกจากการเป็นกรรมการกศส. เป็นแต่ขอให้สังฆราชบุญเลื่อนมาเป็นประธานกศส. แทนท่าน 

เชื่อว่าอาจารย์โคทมก็ตกอยู่ภายใต้การกดดันทำนองนี้เช่นเดียวกัน  ยังไม่ต้องพูดถึงความวิตกกังวลของคนในครอบครัว ซึ่งห่วงว่าอาจารย์อาจมีอันเป็นไป เพราะการทำงานให้แก่กศส. นั้นไม่ต่างจากการยื่นเท้าข้างหนึ่งอยู่ในคุก  ใช่แต่เท่านั้น อาจารย์โคทมในช่วงนั้นทำงานหนักมาก จึงมีเวลาให้แก่ครอบครัวน้อยลง ขณะเดียวกันก็ต้องเจอกับความขัดแย้งภายในกศส. เป็นระยะ ๆ   เพราะอาจารย์โคทมมีวิธีการทำงานแตกที่ต่างจากผู้ปฏิบัติงานกศส. (ซึ่งข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในนั้น) และกรรมการบางท่าน โดยเฉพาะนิโคลัส เบนเนตต์ ซึ่งใกล้ชิดกับผู้ปฏิบัติงานมากกว่า  (นิโคลัสตอนนั้น นอกจากเป็นหลักฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ที่แข็งขันแล้ว ยังทำงานประหนึ่งผู้จัดการกศส. ก็ว่าได้ เพราะทุกวันอาทิตย์พวกเราจะไปประชุมกันที่บ้านของเขา  ขณะที่อาจารย์โคทมเจอพวกเราพร้อมหน้าก็ต่อเมื่อมีการประชุมประจำเดือนของกรรมการเท่านั้น)

อย่างไรก็ตามเป็นเพราะความอดทนและความหนักแน่น ซึ่งอาจารย์โคทมมีเกินพิกัด สมกับเป็นผู้เชื่อมั่นในสันติวิธี อาจารย์จึงไม่เคยโกรธเคืองหรือคิดตีจากพวกเรา กลับร่วมหัวจมท้ายกับพวกเรามาโดยตลอด นับว่าเป็น “ผู้ใหญ่” ที่หาได้ยาก  ที่พูดเช่นนี้เพราะตอนนั้นคนระดับอาจารย์ หรือคนที่มีสถานะสูงกว่า ล้วนแต่คิดเอาตัวรอด ถือคติ “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง” กันแทบทั้งนั้น   ใช่แต่เท่านั้นกับนิโคลัส แม้มีความแตกต่างกันอย่างไร อาจารย์โคทมก็คบหาอย่างคุ้นเคยจนกลายเป็นเพื่อนสนิท แม้เขาจะย้ายไปทำงานต่างประเทศ (พร้อมกับมองตาเน็ท ผู้เป็นภรรยา)ในเวลาต่อมา  อาจารย์ (และคุณพรทิพย์) ก็ไปเยี่ยมเยือนไม่ขาด จนเขาละโลกนี้ไปเมื่อปี ๒๕๕๓

เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น  การละเมิดสิทธิมนุษยชนน้อยลง ขณะเดียวกันประชาธิปไตยก็เริ่มคืนกลับมา  กศส. จึงมีงานด้านสิทธิมนุษยชนน้อยลง แต่ขยายงานด้านอื่นแทน  มีโครงการใหม่ ๆ เช่น สื่อชาวบ้าน แด่น้องผู้หิวโหย  อาจารย์โคทมก็ยังมาดูแลงานเหล่านี้  ซึ่งใช้เวลาไม่น้อย  ใช่แต่เท่านั้นอาจารย์โคทมยังไปมีบทบาทในแวดวงอื่นหรือกลุ่มอื่นอีกด้วย  เช่น สหภาพเพื่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน (ภายหลังเปลี่ยนสถานะเป็นสมาคม) กลุ่มส่งเสริมสถานภาพสตรี   โครงการสื่อเพื่อการพัฒนาเด็ก  โครงการหลังนั้นภายหลังได้รวมกับโครงการอื่น ๆ เช่น โครงการแด่น้องผู้หิวโหย กลายเป็น มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ซึ่งเพิ่งฉลองอายุครบ ๓๕ ปีเมื่อไม่นานมานี้ 

ส่วนกศส. นั้นหลังจากที่ยืนระยะมาได้ ๒๐ ปี ก็ยุบตัวลง  แต่งานของอาจารย์โคทมก็ไม่ได้ลดลงเลย  กลับมีมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ  เพราะนอกจากจะเป็นตัวตั้งตัวตีในกลุ่มต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นแล้ว  ยังมีอีกหลายกลุ่มที่อาจารย์เป็นแกนหลัก ซึ่งมีมากมายเกินกว่าจะพูดให้หมดในที่นี้ จำเพาะที่เด่น ๆ ก็คือ  คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ซึ่งภายหลังเป็นแกนนำในการชุมนุมต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคณะรสช. ซึ่งมีพลเอก สุจินดา  คราประยูรเป็นแกนนำ จนเกิดเหตุการณ์นองเลือดพฤษภา ๓๕   นอกจากนั้นอาจารย์ยังเป็นกำลังสำคัญขององค์กรกลางเพื่อการเลือกตั้งสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน  และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) อันเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐

ข้าพเจ้าเองหลังจากที่ได้อุปสมบทในปี ๒๕๒๖  ก็ไม่ได้กลับไปเป็นผู้ปฏิบัติงานกศส. อีกเลย  จึงทำงานใกล้ชิดกับอาจารย์โคทมน้อยลง  แม้ภายหลังจะได้เลื่อนสถานะเป็นกรรมการกศส. เช่นเดียวกับอาจารย์โคทมก็ตาม  แต่ถึงกระนั้นก็มีกิจทำงานร่วมกับอาจารย์โคทมอยู่เป็นระยะ ๆ ในกิจกรรมด้านอื่น หรือกับกลุ่มอื่น  ที่ใกล้ชิดและค่อนข้างต่อเนื่องอยู่พักใหญ่ก็ตอนที่ข้าพเจ้าได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เช่นเดียวกับอาจารย์โคทมระหว่างปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙

การสนทนาในระหว่างประชุมกอส. นั้นเองที่ข้าพเจ้าได้ทราบว่า อาจารย์โคทมมีความสนใจในการเจริญสติเป็นอย่างมาก  ดังได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าโสมพนัส ของพระอาจารย์สุริยา มหาปญฺโญ อยู่เนือง ๆ  เชื่อว่าอานิสงส์ของการเจริญสตินั้นช่วยให้อาจารย์ได้พบกับความสงบเย็นแม้มีกิจกรรมมากมาย  ได้รับประโยชน์ตนพร้อมกับบำเพ็ญประโยชน์ท่านไปด้วย

สำหรับข้าพเจ้า อาจารย์โคทมเป็นกัลยาณมิตรที่ประเสริฐ ที่มีแต่ความจริงใจและความเกื้อกูล คุณสมบัติดังกล่าวมิได้มีกับข้าพเจ้าเท่านั้น หากยังมีกับทุกคนที่อาจารย์เกี่ยวข้องด้วย   แต่คงมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มองไม่เห็นคุณธรรมดังกล่าวของอาจารย์  จึงหวาดระแวง หรือถึงกับมุ่งร้ายหมายเบียดเบียน  โดยเฉพาะในช่วง ๔-๕ ปีหลัง  ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสี อาจารย์โคทมถูกโจมตีใส่ร้ายจากคนทั้งสองฝ่าย เพียงเพราะอาจารย์มีความเห็นไม่ตรงกับเขา  แต่อาจารย์ก็ยังมั่นคงในวิถีทางของตน ไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือถ้อยคำที่รุนแรง  มีแต่สัจจะและความจริงใจให้แก่คนเหล่านั้น  ในแง่นี้อาจารย์จึงเป็นแบบอย่างของผู้เชื่อมั่นในสันติวิธี  ที่น่ายกย่อง  แม้ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นคุณค่าของบุคคลอย่างนี้ แต่เชื่อว่าในอนาคตคุณธรรมของอาจารย์โคทมจะเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนมากขึ้น

ตลอดสี่สิบปีที่ได้รู้จักอาจารย์โคทม  กล่าวได้ว่าอาจารย์โคทมเป็นผู้ที่มีความคงเส้นคงวาที่สุดผู้หนึ่ง ทั้งในด้านการประพฤติตน  การปฏิบัติต่อผู้อื่น รวมทั้งอารมณ์ และความมั่นคงในอุดมคติ   ตลอดชีวิตของอาจารย์โคทม  มีอย่างน้อยสามสิ่งที่อาจารย์ใส่ใจและทุ่มเทอย่างมาก ได้แก่ สันติวิธี สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย  แม้อายุจะล่วงเลยมามาก  แต่อาจารย์ก็ยังคงทุ่มเทกำลังกายและกำลังปัญญาเพื่อคุณค่าดังกล่าว  บางคราวถึงกับทำในสิ่งที่คนทั่วไปไม่คิดจะทำกัน นั่นคือเดินเท้าจากกรุงเทพ ฯ ไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเสริมสร้างพลังสันติภาพ  ยิ่งบ้านเมืองตอนนี้คุณค่าดังกล่าวถูกท้าทาย  ก็คงยากที่จะได้เห็นอาจารย์โคทมวางมือเพื่อพักผ่อนในบั้นปลายชีวิต

ดูเหมือนว่าเพิ่งผ่านไม่กี่ปีมานี้เองที่ข้าพเจ้าได้เขียนคำอุทิศแก่อาจารย์โคทมในหนังสือเล่มหนึ่งของข้าพเจ้า ในวาระที่อาจารย์โคทมมีอายุครบ ๖๐ ปี  เผลอประเดี๋ยวเดียวอาจารย์โคทมมีอายุครบ ๗๒ ปีแล้ว  หวังว่าข้าพเจ้าจะมีโอกาสเขียนถึงอาจารย์โคทมอีกในวาระที่อาจารย์มีอายุครบ ๘๔ ปีหรือ ๗ รอบนักษัตร  ก่อนจะถึงวันนั้นก็ขออวยพรให้อาจารย์โคทมมีพลานามัย  ไกลจากโรคภัย  กายและใจมั่นคงประหนึ่งไทรใหญ่ที่ให้ความร่มเย็นแก่เพื่อนมนุษย์นานเท่านาน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved