กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > กลยุทธ์ ฟื้นวัด คืนธรรม นำเมือง
กลับหน้าแรก

กลยุทธ์ ฟื้นวัด คืนธรรม นำเมือง
อรศรี งามวิทยาพงศ์และคณะ
คำตามโดย พระไพศาล วิสาโล

 

คำตาม

สำหรับผู้ที่ห่วงใยในพระศาสนา  หนังสือเล่มนี้ให้ทั้งความรู้และความหวัง  เป็นเสมือนหน้าต่างที่เปิดให้เราเห็นแสงเทียนสว่างไสวหลายเล่มที่โดดเด่นท่ามกลางความมืดมิด  ในยามที่ผู้คนจำนวนมากตั้งข้อกังขาหรือถึงกับเสื่อมศรัทธาในพระสงฆ์  หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เราเห็นว่า ยังมีพระและวัดจำนวนไม่น้อยที่ทำคุณประโยชน์อย่างมากแก่สังคม ช่วยเหลือเกื้อกูลประชาชนในด้านต่าง ๆ โดยไม่ทิ้งบทบาทหลัก คือการพัฒนาด้านจิตวิญญาณ เพื่อให้เข้าถึงความสุขที่แท้ อันเป็นจุดมุ่งหมายของพุทธศาสนา

แม้ห้าวัดที่หนังสือเล่มนี้ศึกษาอย่างเจาะลึก มิใช่จำนวนที่มาก  แต่ก็เป็นตัวแทนที่ดีของวัดอีกมากมายที่กำลังฟื้นฟูบทบาทที่เลือนหายไปให้กลับคืนมา นั่นคือ การเป็นผู้นำและแบบอย่างด้านจิตวิญญาณ  วัดเหล่านี้ทำงานอย่างเงียบ ๆ แม้เป็นที่รู้จักในหมู่ญาติโยมจำนวนหนึ่ง แต่ไม่เป็นที่รับรู้ของสังคมวงกว้าง  จะว่าไปแล้วหากหนังสือเล่มนี้ไม่ได้รับการตีพิมพ์  ในบรรดาวัดทั้งห้า คงมีเพียงบางวัดเท่านั้นที่คนทั่วไปรู้จักหรือได้ยินชื่อ

วัดเหล่านี้เป็นแบบอย่างของการปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอันกว้างใหญ่ไพศาลในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา  ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลอย่างไรต่อวัด พระสงฆ์ และพุทธศาสนา  เห็นได้ไม่ยากจากสภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  จากเดิมที่เคยเป็นศูนย์กลางของชุมชน  วัดจำนวนมากมายถูกผลักหรือถอยร่นมาอยู่ชายขอบของสังคม  ไม่สัมพันธ์กับชุมชนหรือชีวิตของผู้คน  จำนวนไม่น้อยพยายามดึงคนเข้าวัดด้วยการเอาโชคลาภมาล่อ เอาวัตถุมงคลและอิทธิปาฏิหาริย์มาดึงดูด ซึ่งเท่ากับกระตุ้นกิเลสและส่งเสริมความหลงของผู้คน  แทนที่จะลดความโลภหรือสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นเพื่อออกจากทุกข์  วัดจำนวนมากกลายเป็นผู้นำทางด้านวัตถุนิยม แทนที่จะชักชวนให้ญาติโยมเข้าถึงความสุขจากชีวิตที่เรียบง่ายและอิ่มเอมด้วยความดี   สภาพดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่าวัดจะอยู่อย่างมีคุณค่าและทำหน้าที่อย่างสมสมัยในฐานะแรงบันดาลใจทางจิตวิญญาณได้หรือไม่ในสังคมสมัยใหม่   คำตอบจากวัดทั้งห้า คือ “ได้”

วัดเหล่านี้ปรับตัวให้มีคุณค่าต่อจิตวิญญาณของผู้คนได้อย่างไร  คำตอบมีอยู่ในหนังสือเล่มนี้เช่นกัน  ข้อค้นพบที่ได้จากการศึกษาเชิงลึกดังกล่าว มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะชี้ให้เห็นว่า “ความสำเร็จ”(หากจะใช้คำนี้)ของวัดเหล่านี้มิใช่เป็นผลของปัจจัยเฉพาะตัวเท่านั้น  หากยังมีปัจจัยร่วมอีกมากมาย ซึ่งมีอยู่ในวัดอื่น ๆ  หรือสามารถทำให้เกิดขึ้นในที่อื่นได้ด้วย  อย่างน้อย ๆ ปัจจัยหนึ่งซึ่งมีอยู่ในแทบทุกวัดหรือกับพระแทบทุกรูป ก็คือ ศรัทธาของญาติโยม  นี้เป็นทุนทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งในสังคมไทย ที่แม้จะลดน้อยถอยลงไปพอสมควร แต่ศรัทธาที่เหลืออยู่ก็ยังมากพอที่จะเกื้อกูลอำนวยประโยชน์แก่วัดที่ต้องการฟื้นฟูบทบาทให้มีคุณค่าในสังคมสมัยใหม่  ขณะเดียวกันก็สามารถเพิ่มพูนต่อยอดได้ด้วย  เพียงแต่พระสงฆ์บำเพ็ญตนอยู่ในพระธรรมวินัย  อยู่อย่างเรียบง่าย เกื้อกูลญาติโยม แม้จะยังไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม ก็สามารถเพิ่มพูนศรัทธาและหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของญาติโยมได้ไม่น้อย 

อย่างไรก็ตามหากจะทำงาน “เชิงรุก” มิใช่เป็นฝ่ายตั้งรับการรุกรานแผ่ขยายของลัทธิบริโภคนิยมหรือวัตถุนิยม พระสงฆ์ควรทำมากกว่านั้น กล่าวคือนอกจากตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัยแล้ว  ควรมีความรู้ความเข้าใจในทางโลก  สามารถเอามาใช้ประโยชน์ทางธรรม ขณะเดียวกันก็เห็นข้อจำกัดและโทษของมัน ไม่คล้อยตามจนถูกครอบงำไปได้ง่าย ๆ  นอกจากนั้นควรมีทักษะในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่ญาติโยมทั้งทางธรรมและทางโลก  หนังสือเล่มนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารคนและจัดการทรัพยากร ทั้งเพื่อให้งานลุล่วงและเพื่อให้คนมีพัฒนาการ  การทำงานอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน มีการกระจายอำนาจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ล้วนมีความสำคัญ  ซึ่งพระสมัยใหม่ควรเรียนรู้และมีทักษะเหล่านั้นด้วย

ข้อที่น่าพิจารณาประการหนึ่งก็คือ  แม้การพัฒนาจิตวิญญาณของผู้คน เป็นจุดมุ่งหมายของวัด  แต่มิได้หมายความว่าวัดควรมีบทบาทแต่ด้านธรรมะ เช่น การเทศน์ การอบรมกรรมฐาน เท่านั้น  หลายวัดในหนังสือเล่มนี้ ยังมีกิจกรรมทางสังคมอีกด้วย โดยเฉพาะการสงเคราะห์ชาวบ้าน อาทิ การรักษาสุขภาพ อบรมอาชีพ หรือให้ทุนการศึกษา  กล่าวอีกนัยหนึ่ง วัดเหล่านี้เชื่อมโยงบทบาททางธรรมกับบทบาททางสังคมเข้าด้วยกัน  ในทำนองเดียวกัน ก็มีการเชื่อมประสานระหว่างพระกับฆราวาส  กล่าวคือให้ฆราวาสมามีส่วนร่วมในงานของวัด รวมทั้งมีการตัดสินใจร่วมกันระหว่างพระกับฆราวาส   อันที่จริง นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่  เพราะสมัยก่อนวัดก็เป็นของชุมชน ไม่ใช่เป็นของพระ  อีกทั้งวัดก็มีกิจกรรมทั้งทางธรรมควบคู่กับทางสังคม(หรือทางโลก)มาโดยตลอดจนขาดช่วงเมื่อเกือบร้อยปีมานี้

คงกล่าวไม่ได้ว่าวัดทั้งห้าในหนังสือเล่มนี้ เป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบแล้ว  ยังมีอีกหลายก้าวที่จะต้องเดินต่อไป และมีปัญหาอีกหลายประการที่จะต้องแก้ไขให้ลุล่วง  กิจกรรมของวัดเหล่านี้มิใช่สิ่งที่วัดอื่นสมควรจะเลียนแบบ แต่เป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และนำมาปรับใช้ให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของตน  แต่ก็ไม่ต้องถึงกับคลำทางหรือเริ่มจากศูนย์ เนื่องจากผู้วิจัยได้จัดทำหลักสูตรการอบรมเพื่อให้พระสงฆ์ (รวมทั้งฆราวาส)มีความรู้และทักษะ อันจะเป็นประโยชน์ในการฟื้นฟูบทบาทวัดของท่านให้เป็นศูนย์รวมหรือแรงบันดาลใจทางจิตวิญญาณแก่ผู้คน

สิ่งหนึ่งที่พึงสังเกตได้จากตัวอย่างของวัดทั้งห้า ก็คือ ความสำเร็จของวัดเหล่านี้เป็นผลจากการร่วมมือระหว่างพระสงฆ์ในวัดกับฆราวาสญาติโยมทั้งใกล้และไกล  แต่องค์ประกอบหนึ่งที่ไม่ปรากฏชัดก็คือ การสนับสนุนของคณะสงฆ์   ทั้ง ๆ ที่นี้เป็นงานสำคัญอย่างหนึ่งที่คณะสงฆ์ควรให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากคณะสงฆ์ให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง สนับสนุนและส่งเสริมให้วัดทั้งประเทศ ปรับตัวเพื่อเป็นแบบอย่างทางจิตวิญญาณ โดยเรียนรู้จากวัดทั้งห้า หรืออาศัยประโยชน์จากข้อค้นพบในหนังสือเล่มนี้ เชื่อแน่ว่าพุทธศาสนาไทยจะมีอนาคตสดใสอย่างแน่นอน

เป็นเวลากว่าสองปีที่คณะวิจัยชุดนี้ซึ่งมี อาจารย์อรศรี งามวิทยาพงศ์ เป็นหัวหน้าคณะ ได้ศึกษาค้นคว้าอย่างเจาะลึก ซึ่งไม่ค่อยปรากฏในงานวิจัยเกี่ยวกับวัดและพระสงฆ์ซึ่งมีอยู่นับร้อยนับพันชิ้น  ใช่แต่เท่านั้นยังสังเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่มากมายเพื่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงปฏิบัติ  งานวิจัยชิ้นนี้และก่อนหน้านี้ (“ฟื้นวัด คืนเมือง” ซึ่งศึกษาสี่วัดในเขตเมืองและกึ่งเมือง) นับเป็นงานที่มีคุณค่า เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยให้พระสงฆ์หลายท่านเห็นแนวทางและมีความหวังในฟื้นฟูบทบาทของวัดของท่าน  ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ฆราวาสเห็นชัดขึ้นว่าจะส่งเสริมสนับสนุนพระสงฆ์อย่างไรเพื่อให้ท่านเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาในวันหน้า

พระไพศาล วิสาโล
๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๐

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved