กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > ฟื้นวัด คืนเมือง
กลับหน้าแรก
 

ฟื้นวัด คืนเมือง
อรศรี งามวิทยาพงศ์ และคณะ
จัดพิมพ์โดย สถาบันอาศรมศิลป์
คำนำโดย พระไพศาล วิสาโล

คำนำ

ชีวิตที่ดีงามในทัศนะของพุทธศาสนา  คือชีวิตที่มีความปกติสุขทางกาย   มีปัจจัยสี่พอเพียง ไม่อดอยากยากแค้น ไร้โรคภัยไข้เจ็บ  มีความสัมพันธ์ราบรื่นกับผู้อื่น ปลอดพ้นจากการเอาเปรียบเบียดเบียน  มีความสุขทางใจ แจ่มใสเบิกบาน ไม่มีความกลัดกลุ้มคับแค้นใจ  ขณะเดียวกันก็มีปัญญาสามารถแก้ทุกข์ให้แก่ตนเองได้   กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นชีวิตที่เจริญงอกงามตามหลักภาวนา ๔ (กายภาวนา ศีลภาวนา จิตภาวนา และปัญญาภาวนา) 

แม้ว่าความเจริญงอกงามสูงสุดในพุทธศาสนา คือความเจริญงอกงามทางปัญญา อันได้แก่ความเข้าใจในธรรมดาของชีวิตจนเป็นอิสระจากความทุกข์สิ้นเชิง แต่จะเป็นไปได้ก็ต้องอาศัยความเจริญงอกงามอีก ๓ ด้านเป็นเครื่องรองรับสนับสนุน  หากผู้คนอดอยากหิวโหย อมโรค ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน  ถูกบีบคั้นด้วยความเครียด รู้สึกแปลกแยก ว่างเปล่า  รวมทั้งอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่วุ่นวายแก่งแย่งแข่งดีกัน  ก็ยากที่จะมีปัญญาเห็นธรรม หรือแม้แต่จะมีความตั้งมั่นในธรรมได้

ด้วยเหตุนี้วัดสมัยก่อนจึงมิได้เป็นสถานที่สำหรับการศึกษาและปฏิบัติธรรมเท่านั้น  หากยังมีบทบาทด้านอื่นด้วย ซึ่งทำให้วัดกลายเป็นศูนย์กลางของชุมชน  บทบาทดังกล่าวได้แก่  การเป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกสอนวิชาทางโลกเพื่อประกอบอาชีพ  อีกทั้งยังเป็นสถานพยาบาล สถานสงเคราะห์  แหล่งพบปะสังสรรค์ของชาวบ้าน สถานที่จัดงานมหรสพ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น ทั้งหมดนี้เรียกรวม ๆ ว่าบทบาททางสังคม หรือบทบาททางโลก  แม้ไม่ใช่เป็นบทบาททางธรรมโดยตรง  แต่ก็สอดคล้องหรือเอื้อต่อกายภาวนา ศีลภาวนา และจิตภาวนา อันเป็นบาทฐานของปัญญาภาวนา  พูดอย่างสมัยใหม่ก็คือ เป็นการส่งเสริมสุขภาวะทางกาย สังคม และจิต อันนำไปสู่สุขภาวะทางจิตวิญญาณ  ใช่แต่เท่านั้นกิจกรรมทางโลกดังกล่าว ยังสามารถเป็นสื่อหรือสะพานนำไปสู่ธรรมได้ด้วย  เพราะเมื่อผู้คนมาวัดแล้วก็ย่อมมีโอกาสสนทนาธรรมกับพระ หรือฟังเทศน์จากท่าน รวมทั้งได้ซึมซับธรรมะจากสื่อต่าง ๆ ในวัด เช่น จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์

อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงกระแสใหญ่ที่เกิดขึ้นในรอบร้อยปีที่ผ่านมา  อาทิ การพัฒนาประเทศให้ทันสมัย การขยายตัวของเมือง และการเติบใหญ่ของเศรษฐกิจแบบตลาด ได้ส่งผลอย่างมากต่อวัดต่าง ๆ ในเมืองไทย โดยเฉพาะในเขตเมือง ทำให้บทบาททางสังคมของวัดหดหายไป คงเหลือแต่บทบาททางธรรม ซึ่งมักถูกลดทอนให้เหลือเพียงเรื่องพิธีกรรม  ทั้งหมดนี้ไม่เพียงส่งผลให้ผู้คนเหินห่างจากวัดเท่านั้น  หากยังไกลจากธรรมะด้วย

แม้ว่าเราไม่สามารถทำให้วัดกลับมาเป็นศูนย์กลางของชีวิตผู้คนเหมือนเดิม  เนื่องจากบทบาททางสังคมที่วัดเคยทำในอดีตนั้น ปัจจุบันมีสถาบันของคฤหัสถ์ (อาทิ หน่วยงานรัฐ) ทำได้ดีกว่า  แต่ก็มีบทบาททางสังคมอย่างใหม่ที่วัดสามารถทำได้อีกมากมายเพราะเป็นสิ่งที่ยังขาดแคลนอยู่หรือยังมีไม่มากพอในปัจจุบัน  ดังวัดหลายแห่งได้สนับสนุนชาวบ้านในการจัดตั้งสัจจะสะสมทรัพย์ ซึ่งไม่เพียงเป็นแหล่งออมเงินของชาวบ้าน แต่ยังจัดหาสวัสดิการให้ในยามประสบเหตุร้ายด้วย  ขณะที่อีกหลายแห่งเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์ป่า อันเป็นคลังปัจจัยสี่ที่สำคัญของชาวบ้าน เป็นต้น

ที่สำคัญอันจะขาดไม่ได้ก็คือ บทบาทในทางธรรม อันเป็นภารกิจหลักอย่างหนึ่งของวัด  แม้เศรษฐกิจจะเติบโต เมืองจะพัฒนา และผู้คนจะร่ำรวยเพียงใด ก็หนีความทุกข์ไม่พ้น  ผู้คนทุกวันนี้แม้มีความสะดวกสบายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่กลับมีปัญหาทางจิตใจอย่างมาก จนเรียกว่าเกิดวิกฤตทางจิตวิญญาณ  โดยแสดงอาการออกมาหลายด้าน เช่น เครียดจัด ซึมเศร้า แปลกแยกกับตัวเอง หมกมุ่นกับเซ็กส์และยาเสพติด เข้าหาความรุนแรง รวมถึงการฆ่าตัวตายที่เพิ่มสูงขึ้น ยังไม่ต้องพูดถึงการทำลายทรัพยากรขนานใหญ่จนกลายเป็นวิกฤตไปทั้งโลก

ความทุกข์เหล่านี้ปรากฏเด่นชัดในหมู่คนเมือง  เป็นโจทย์ใหญ่ที่วัดน่าจะเป็นคำตอบให้ได้อย่างน้อยในระดับหนึ่ง  เหตุผลก็เพราะว่า การบรรเทาทุกข์ทางใจเป็นสิ่งที่วัดเคยทำได้ดีมาก่อน อีกทั้งศักยภาพดังกล่าวก็น่าจะยังมีอยู่ในวัดจำนวนไม่น้อย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่สถาบันอาศรมศิลป์ มีโครงการส่งเสริมวัดให้มีบทบาทในการสร้างสุขภาวะทางจิตวิญญาณแก่ผู้คนในเขตเมือง  โดยมีงานวิจัยเป็นตัวนำร่องเพื่อหาคำตอบว่ามีปัจจัยและเงื่อนไขอะไรบ้างที่เอื้อต่อการพัฒนาบทบาทด้านนี้ของวัดในเขตเมืองและกึ่งเมือง  และจะทำอย่างให้เพื่อให้ปัจจัยและเงื่อนไขดังกล่าวเกิดขึ้นได้และส่งผลในทางปฏิบัติ

งานวิจัยเกี่ยวกับบทบาททางสังคมของวัดโดยศึกษาเฉพาะกรณีนั้นมีมากมาย  แต่งานวิจัยที่ท่านจะได้อ่านนี้มีจุดเด่นอยู่ที่แนวคิดอันเกิดจากการสังเคราะห์ภาพรวม ซึ่งไม่ได้จำกัดที่วัดในเมืองไทยเท่านั้น หากยังรวมถึงสถาบันศาสนาทั่วโลก ทั้งพุทธ คริสต์ และอิสลาม  ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในเชิงระบบหรือโครงสร้างที่ส่งผลต่อบทบาทหน้าที่ของวัดในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเขตเมืองและกึ่งเมือง  นอกจากนั้นการวิจัยที่เจาะลึกโดยเลือกวัด ๔ แห่งเป็นกรณีศึกษา ไม่เพียงให้รายละเอียดที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น แต่ยังมีการถอดบทเรียนและสังเคราะห์เป็นข้อสรุปที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการฟื้นฟูบทบาทของวัดต่าง ๆ ในเขตเมืองและกึ่งเมืองได้เป็นอย่างดี

งานวิจัยดังกล่าวชี้ว่าวัดในเขตเมืองและกึ่งเมืองจะมีบทบาทเสริมสร้างความเจริญงอกงามทางจิตใจ (หรือสุขภาวะทางจิตวิญญาณ) ของผู้คนได้ ปัจจัยสำคัญมิได้อยู่ที่พระสงฆ์เท่านั้น คฤหัสถ์ก็มีความสำคัญไม่น้อย  นอกจากแรงสนับสนุนจากฝ่ายคฤหัสถ์แล้ว  การมีบทบาทเป็นผู้ร่วมคิดร่วมทำด้วย ย่อมช่วยให้กิจกรรมของวัดมีความยั่งยืนต่อเนื่อง นั่นหมายถึงการทำงานเป็นหมู่คณะโดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำ  

งานชิ้นนี้ยังชี้อีกว่า แกนนำพระสงฆ์และคฤหัสถ์นั้น จะต้องมีความเข้าใจในแก่นแท้ของพุทธศาสนา ขณะเดียวกันก็รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ (โดยเฉพาะวัฒนธรรมบริโภคนิยม ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน)  กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีมุมมองที่ลึก(ในทางธรรม) และกว้าง(ในทางสังคม)  นอกจากนั้นยังจำต้องมีความคิดสร้างสรรค์ คิดในเชิงยุทธศาสตร์ และมีทักษะในการประสานความร่วมมือและบริหารทรัพยากร เป็นต้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง  การพัฒนาบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการฟื้นฟูบทบาทของวัดให้มีความหมายต่อผู้คนในสังคมสมัยใหม่   บุคคลจะพัฒนาได้ก็เพราะการศึกษา  ดังนั้นการส่งเสริมการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ของพระสงฆ์ (และคฤหัสถ์) จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งควรมีความหมายมากกว่าการเรียนในห้องเรียนหรือจากคัมภีร์และตำราเท่านั้น   นี้คือสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ หากต้องการฟื้นฟูวัดให้เข้มแข็ง เพื่อให้พุทธศาสนามีความตั้งมั่น    วิธีการอย่างอื่น(รวมทั้งกฎหมายคุ้มครองพระสงฆ์หรือพุทธศาสนา) ย่อมไม่ช่วยให้พุทธศาสนามั่นคงได้เลย และอาจเกิดผลตรงข้ามด้วยซ้ำ  หากผู้คนยังคงละเลยการศึกษาและพัฒนาพระสงฆ์เพื่อเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในสังคมตามแนวทางที่กล่าวมาข้างต้น

ขออนุโมทนาอาจารย์อรศรี งามวิทยาพงศ์ และคณะผู้วิจัย ที่ได้สังเคราะห์ความรู้อันเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการฟื้นฟูวัดให้เป็นแหล่งเสริมสร้างความเจริญงอกงามทางจิตใจแก่ผู้คน  เชื่อว่าจะมีพระสงฆ์หลายรูปได้คำตอบ และมีวัดหลายวัดได้รับแรงบันดาลใจจากบทสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้  และหวังว่าหน่วยงานทั้งฝ่ายรัฐและคณะสงฆ์จะได้ข้อคิดจากงานวิจัยชิ้นนี้ด้วยเช่นกันเพื่อสนับสนุนพระสงฆ์ให้เป็นเสาหลักที่เข้มแข็งของพระศาสนาทั้งในปัจจุบันและอนาคต

พระไพศาล วิสาโล
๑ มกราคม ๒๕๕๙

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved