กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ
กลับหน้าแรก
 

เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ
(Money Sex War Karma: Notes for a Buddhist Revolution)

เขียน เดวิด อาร์ ลอย/ David R. Loy
แปล พรรณงาม เง่าธรรมสาร
บรรณาธิการ พินทุสร ติวุตานนท์ และ พจนา จันทรสันติ
สนพ. สวนเงินมีมา

คำแนะนำหนังสือโดย พระไพศาล วิสาโล

 

แบ่งปันบน facebook Share   
คำนิยม

เดวิด ลอย เป็นนักวิชาการด้านศาสนาและปรัชญา ที่มีความรู้ลึกและรู้รอบในภูมิปัญญาตะวันตก ในเวลาเดียวกันประสบการณ์ทางสมาธิภาวนาเขาก็มีมากระดับอาจารย์เซน ดังนั้นจึงสามารถเห็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของภูมิปัญญาตะวันตกและคำสอนทางพุทธศาสนาที่ถ่ายทอดจากตะวันออก ประสบการณ์อันยาวนานทำให้เขาสรุปอย่างมั่นใจว่า “ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการกันและกัน แต่ละฝ่ายต่างก็มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้มากมายจากอีกฝ่าย พอ ๆ กับที่จะมอบให้กัน”

เมื่อสิบปีที่แล้วเขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ A Buddhist History of the West เป็นการมองประวัติศาสตร์และอารยธรรมตะวันตกโดยอาศัยแนวคิดแบบพุทธ ชื่อรองของหนังสือเล่มนี้คือ A Study of Lack เขาได้ชี้ว่า ความรู้สึก “พร่อง” หรือ “ขาด” เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของตะวันตก ความรู้สึก พร่องดังกล่าวโดยพื้นฐานแล้วเป็นปัญหาในระดับจิตไร้สำนึก (หรือจะเรียกว่าระดับ “จิตวิญญาณ” ก็ได้) ที่รบกวนมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย เพราะในส่วนลึกของเราทุกคนล้วนมีความสงสัยหรือไม่แน่ใจว่า “ตัวฉัน” นั้นมีจริงหรือ แต่คนเรานั้นไม่สามารถยอมรับความรู้สึกดังกล่าวได้ เพราะสั่นคลอนจิตใจอย่างลึกซึ้ง จึงพยายามกดข่มมันเอาไว้ในจิตไร้สำนึก แต่ความรู้สึกนี้มิได้หายไปไหน หากปรากฏออกมาในรูปของความรู้สึกพร่อง ซึ่งทำให้ผู้คนพยายามหาสิ่งต่าง ๆ มาเติมเต็มจิตใจ ไม่ว่าเงินทอง ชื่อเสียง อำนาจ แต่ไม่ว่าจะแสวงหามามากเพียงใด ความรู้สึกเติมเต็มในจิตใจส่วนลึกก็หาได้เกิดขึ้นไม่ เพราะปัญหาที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การปฏิเสธที่จะยอมรับว่า “ตัวฉัน” นั้นไม่มีอยู่จริง หากเป็นเพียงสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาและยึดติดถือมั่นด้วยความหลง

แนวความคิดเรื่องความรู้สึกพร่องของเดวิด ลอย มีพื้นฐานมาจากคำสอนทางพุทธศาสนาเรื่อง “อนัตตา” นั่นเอง แต่เขาก็ได้อาศัยแนวคิดทางด้านจิตวิทยาตะวันตก โดยเฉพาะเรื่องจิตไร้สำนึก มาเสริมขยาย ซึ่งช่วยให้สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดเราจึงอยากได้อยากมีโดยไม่รู้จักพอ ไม่ว่ารูปธรรมและนามธรรม ทำไมจึงไม่มีอะไรมาสนอง ตัณหา มานะ ทิฐิ ได้จนพอใจเต็มอิ่มเสียทีไม่ว่าจะมากเท่าใดก็ตาม แม้กระนั้นผู้คนก็ยังหยุดไม่ได้ที่จะแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มาไว้ในครอบครอง คำตอบก็คือ เพราะผู้คนพากันคิดและหวังว่าสิ่งเหล่านั้นจะบรรเทาความรู้สึกพร่อง ช่วยทำให้จิตใจรู้สึกเติมเต็ม และยืนยันจนมั่นใจว่า “ตัวฉัน” นั้นมีจริง ไม่ใช่สิ่งที่นึกหรือทึกทักขึ้นเอง แต่ความจริงนั้นมีอยู่ว่า ตัวฉันนั้นหามีไม่ ดังนั้นไม่ว่าจะดิ้นรนพยายามเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้รู้สึกมั่นใจอย่างไร้ข้อกังขาว่าตัวฉันนั้นมีอยู่จริง สิ่งที่ไม่มีจริงนั้น ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็มีจริงไม่ได้ หากไม่เห็นความจริงข้อนี้อย่างแจ่มแจ้งหรือยอมรับอย่างเต็มใจ ก็ยังต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อหนีความจริงและอยู่กับความลวงต่อไป ความรู้สึกพร่องดังกล่าวมิใช่ปัญหาระดับบุคคลเท่านั้น แต่ผนึกกันเป็นความรู้สึกพร่องแบบรวมหมู่ที่ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งและกว้างขวางทั่วทั้งสังคม โดยเฉพาะเมื่อตะวันตกปฏิเสธศาสนาซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่บรรเทาความรู้สึกพร่องดังกล่าวไม่มากก็น้อย

ในหนังสือเรื่อง เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม เดวิด ลอยได้นำแนวคิดเดียวกันนี้มาใช้ในการมองสังคมตะวันตกยุคสมัยใหม่ โดยเลือกพิจารณาประเด็นปัญหาสำคัญ ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสังคมปัจจุบัน ในด้านหนึ่งเขาชี้ให้เห็นว่า ปัญหาและปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในโลกสมัยใหม่นั้น ถึงที่สุดแล้วมีรากเหง้ามาจากความรู้สึกพร่องซึ่งหลอกหลอนผู้คนอยู่ในเวลานี้ ไม่ว่าปัญหานั้นจะได้แก่ ความลุ่มหลงในบริโภคนิยม การมุ่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่มีขีดจำกัดตามแนวคิดทุนนิยม การทำลายธรรมชาติแวดล้อมอย่างไม่บันยะบันยัง และความหลงใหลในสงคราม หากปฏิเสธเรื่องนี้ ก็ยากที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ลุล่วงไปได้ จะว่าไปแล้วในทัศนะของเขา แม้แต่จะเข้าใจสังคมปัจจุบันก็เป็นไปได้ยากเสียแล้วหากไม่เข้าใจหรือยอมรับเรื่องความรู้สึกพร่อง

ในอีกด้านหนึ่งเขาได้ชี้ให้เห็นว่า การนำคำสอนทางพุทธศาสนามาใช้อย่างที่เป็นมานั้น เห็นจะไม่เพียงพอเสียแล้ว นั่นคือการนำมาใช้ในระดับบุคคลหรือเพื่อฝึกฝนตนให้มีชีวิตที่ดีงาม โดยไม่เกี่ยวข้องกับสังคม เพราะทุกวันนี้โลภ โกรธ หลง มิได้ก่อตัวในจิตใจของผู้คนเท่านั้น หากยังก่อรูปเป็นสถาบันหรือระบบขนาดใหญ่ ที่กระตุ้นให้กิเลสเฟื่องฟูในจิตใจของคนทั้งโลก รวมทั้งก่อความเดือดร้อนแก่ผู้คนนานัปการ นี้คือ “ทุกข์ร่วม” หรือทุกข์ของสังคม ที่ชาวพุทธควรใส่ใจไม่น้อยกว่าทุกข์ของปัจเจก นั่นหมายความว่าการชำระจิตใจให้ปลอดจากกิเลสจึงควรทำควบคู่ไปกับการทำให้สถาบันและระบบต่าง ๆ ในสังคมหลุดพ้นจากการครอบงำของกิเลส และเกื้อกูลต่อชีวิตและจิตใจของผู้คนมากขึ้น

ในหนังสือเล่มนี้เดวิด ลอย ชี้ให้เห็นว่าพุทธศาสนาสามารถมีคุณูปการอย่างมากต่อโลกสมัยใหม่ ชาวพุทธจึงควรที่จะออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับโลกสมัยใหม่ โดยการนำเอาหลักธรรมไปใช้ประโยชน์ในการทำความเข้าใจประเด็นปัญหาหรือปรากฏการณ์ร่วมสมัย รวมทั้งมีส่วนร่วมในขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์แก่โลกสมัยใหม่แล้ว ยังจะเป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนาเอง เพราะทำให้พุทธศาสนามีการปรับตัวอย่างสอดคล้องกับยุคสมัยและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น แทนที่จะนำเอาคำสอนเดิม ๆ ที่เกิดขึ้นในบริบทเก่าเมื่อหลายศตวรรษที่แล้วมาผลิตซ้ำและถ่ายทอดอย่างไม่มีความเปลี่ยนแปลง ทั้ง ๆ ที่โลกหาได้หยุดนิ่งไม่

แม้สังคมสมัยใหม่ที่กล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้จะเป็นสังคมตะวันตก แต่ก็มีประโยชน์ไม่น้อยสำหรับคนไทย ขณะเดียวกันแม้ข้อเสนอเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่จะได้อ่านต่อไปนี้มาจากมุมมองของชาวพุทธอเมริกัน แต่ก็มีหลายอย่างที่ชาวพุทธไทยสามารถเรียนรู้ได้มาก ขณะเดียวกันเนื้อหาที่เข้มข้นทั้งแง่มุมทางสังคมและพุทธศาสนา ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งสำหรับผู้สนใจปัญหาสังคมแต่ห่างไกลจากคำสอนทางพุทธศาสนา และสำหรับชาวพุทธที่มองข้ามประเด็นปัญหาทางสังคม แม้ว่าหนังสือเล่มนี้อ่านไม่ง่ายนักเพราะแปลยาก แต่ก็เชื่อว่าหากตั้งใจอ่าน ก็จะช่วยให้เข้าใจตนเองและโลกรอบตัวเราได้ลุ่มลึกขึ้น

พระไพศาล วิสาโล
๒๕ มกราคม ๒๕๕๕

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved