หน้ารวมบทความ
   เรื่องเล่าเช้าวันพระ >
อารมณ์ขันของสมเด็จ ฯ
กลับหน้าแรก

เรื่องเล่าเช้าวันพระ : อารมณ์ขันของสมเด็จ ฯ
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตฺโต)

วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๙
พระไพศาล วิสาโล



ในสมัยรัชกาลที่ ๗ มีสมเด็จพระราชาคณะ ๒ องค์ที่นอกจากเกิดปีเดียวกันแล้ว ยังได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะในปีเดียวกัน อีกทั้งได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคม บัญชาการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระสังฆราชเจ้าในปีเดียวกันอีกด้วย แต่อุปนิสัยของทั้ง ๒ องค์กลับแตกต่างอย่างมาก จนมีคนตั้งฉายาคล้องจองกันว่า “พูดเล่นไม่มี พูดดีไม่เป็น”

องค์แรกนั้นคือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) แห่งวัดเทพศิรินทร์ เป็นคนพูดจาเรียบร้อยและนุ่มนวล ไม่ชอบพูดเล่น อีกองค์นั้นคือ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตฺโต) แห่งวัดบวรนิเวศ ซึ่งภายหลังได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงมีอุปนิสัยพูดจาโผงผาง ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม และมีอารมณ์ขัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เป็นผู้ใฝ่ธรรม มีเมตตา อยู่อย่างสมถะ และไม่ติดในยศฐาบรรดาศักดิ์

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้หนึ่งที่รู้จักสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ตั้งแต่เล็ก เล่าว่าคราวหนึ่งนำแกงที่บิดาชอบไปถวายสมเด็จ ฯ ท่านรับประเคนแล้วก็ยังเฉยอยู่ จึงทูลว่า

“ต้องขอแรงเป็นพิเศษ ฉันแกงสักช้อนหนึ่งเถิด จะได้กรวดน้ำไปให้พ่อได้กิน เพราะพ่อชอบกินแกงอย่างนี้”

“อ๋อ” สมเด็จ ฯ ตอบ “เอ็งเห็นพระเป็นตู้ไปรษณีย์หรือ?”
“ใช่ ฉันให้หน่อยเถอะน่า จะได้สบายใจ”
ได้ยินเช่นนั้น ท่านก็ยอมฉันให้

อีกคราวหนึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นำด้วงโสนไปถวายท่าน เนื่องจากเป็นอาหารโปรดของมารดาท่าน ด้วงโสนนั้นยาวขนาดนิ้วก้อย เกิดในต้นโสน มองเผิน ๆ เหมือนหนอนตัวโต ๆ
เมื่อท่านรับประเคนแล้ว ก็มองดูด้วงในชาม ครั้นเห็นแล้วก็หดมือ ถามว่า
“นั่นอะไร?”
“ด้วงโสน”
“ไม่กินว่ะ ใครจะไปกินหนอน”
“เอาหน่อยน่า แม่ชอบกิน” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์รบเร้า
“วันนี้ ไปรษณีย์ปิดโว้ย” สมเด็จ ฯ ว่า “กันกินไม่เป็น เห็นเข้าก็คลื่นไส้ ใครจะไปกินลง”
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ”
“เอ็งกินเข้าไปเองก็แล้วกัน”
“มันก็ไม่ถึงแม่นะซี” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์แย้ง
“นั่นแหละ ดีกว่าอะไรทั้งหมด" สมเด็จ ฯ ว่า “พ่อแม่นั้นรักลูกยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น พ่อแม่ยอมอดเพื่อให้ลูกได้กิน ถ้าแม่เอ็งรู้ว่าเอ็งได้กินสิ่งที่เขาชอบ เขาก็คงดีใจมาก ทำให้พ่อแม่ได้ยินดี มีความสุขใจนั้น เป็นบุญหนักหนาอยู่แล้ว”

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เล่าว่า “ผมเอาฝาชามปิดด้วงโสน แล้วถอนออกมาวางไว้ห่าง ก้มลงกราบสมเด็จ ฯ น้ำตากลบลูกตา
ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัว ไม่เคยได้กินด้วงโสนอะไรอร่อยเท่าวันนั้น”

อีกคราวหนึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ยินสมเด็จ ฯ คุยกับหม่อมเจ้าพระองค์หนึ่ง หม่อมเจ้านั้นรับสั่งว่า “งานวันเกิด....เอ๊ย ! วันประสูติสมเด็จ ฯ นั้นจะมีอะไรกันบ้าง?”
“วันเกิดก็ดีแล้ว” สมเด็จ ฯ ว่า “ ประสูติแปลว่าไหลออกมา อะไร ๆ มันก็ไหลออกมาได้ แต่เกิดมันเป็นคนละเรื่อง เรียกว่าวันเกิดดีกว่า เกิดมาแล้วก็มีแต่ทุกข์ เขาฉลอง...วันเกิดกันทำไมก็ไม่รู้ ไปรับสั่งถามคนอื่นเขาดูเถิด อาตมาไม่รู้”

นอกจากไม่ติดในพิธีรีตองแล้ว สมเด็จ ฯ ยังเป็นคนที่ไม่เสแสร้ง รู้สึกอย่างไรก็พูด โดยไม่สนใจเรื่องภาพลักษณ์ คราวหนึ่งท่านอาพาธ ถึงขั้นผ่าท้อง ตัดลำไส้ ระหว่างที่พักฟื้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ไปเยี่ยมท่าน ทูลถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านตอบว่า “รู้อยู่แล้วว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ รู้อยู่แล้วว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน และเป็นทุกข์ แต่ทั้งรู้อย่างนั้นมันก็ยังเจ็บจริงโว้ย”

ประมาณปี ๒๔๙๐ ท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งตอนนั้นเป็นภิกษุหนุ่มวัย ๔๑ ได้แสดงปาฐกถาเรื่อง “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” ที่พุทธสมาคม กรุงเทพ ฯ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงตามมา จนท่านถูกกล่าวหาว่ารับแผนของคอมมิวนิสต์มาทำลายศาสนา เมื่อเรื่องราวทำท่าจะบานปลาย พระศาสนโสภณ วัดราชาธิวาส ได้ช่วยเหลือด้วยการนำท่านพุทธทาสมาเข้าเฝ้าสมเด็จ ฯ ซึ่งตอนนั้นได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าแล้ว หลังจากที่ท่านพุทธทาสอธิบายกราบทูลจนกระจ่างแล้ว ก็ทรงมีมติว่า ท่านพุทธทาสไม่มีความผิดแต่อย่างใด

ก่อนที่ท่านพุทธทาสจะทูลลา สมเด็จ ฯ ได้รับสั่งว่า “กันอยากไปอยู่กับแกที่สวนโมกข์เสียแล้ว ที่นี่มันยุ่งจริง ๆ”

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster