หน้ารวมบทความ
   เรื่องเล่าเช้าวันพระ >
สัจธรรมจากเมล็ดข้าว
กลับหน้าแรก

เรื่องเล่าเช้าวันพระ : สัจธรรมจากเมล็ดข้าว
หลวงปู่ขาว อนาลโย

วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๙
พระไพศาล วิสาโล



บรรดาลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่มีชื่อเสียง เป็นที่เคารพสักการะของผู้คนทั้งประเทศ  แทบทั้งหมดเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่ยังหนุ่ม ไม่เคยผ่านชีวิตครอบครัว  ยกเว้นก็แต่หลวงปู่ขาว อานาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล จังหวัดอุดรธานี  ท่านออกบวชเมื่ออายุ ๓๑ ปี หลังจากมีคู่ครองนาน ๑๑ ปี

สาเหตุที่ท่านออกบวชก็เนื่องจากได้พบว่าภรรยามีชายอื่น   เรื่องของเรื่องก็คือเดิมท่านมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายวัวควาย คราวหนึ่งได้ต้อนวัวควายไปขายในที่ไกล แล้วหายไปนานไม่กลับบ้าน  ภรรยานึกว่าท่านตายจากไปแล้ว จึงมีสามีใหม่  เมื่อท่านกลับมาและพบความจริงก็โกรธแค้นมาก  ตั้งใจจะฆ่าทั้งสองคนให้ตายคามือ ถึงกับเงื้อมีดดาบเตรียมสังหารแล้ว  แต่ห้ามใจไว้ได้  เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ท่านสลดสังเวชใจ เบื่อหน่ายชีวิตทางโลก จึงสละเพศฆราวาสในที่สุด

ช่วง ๖ พรรษาแรก ท่านตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง แต่ก็รู้สึกขัดใจที่ครูบาอาจารย์และเพื่อนภิกษุสามเณร ประพฤติย่อหย่อน อีกทั้งยังเพลิดเพลินในลาภสักการะ ท่านจึงตัดสินใจออกธุดงค์เพื่อบำเพ็ญกรรมฐาน  แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านทั้งจากพระเณรและฆราวาส  บ้างก็ว่าการบำเพ็ญภาวนาทำให้คนเป็นบ้า ถ้าอยากเป็นคนดีเหมือนชาวบ้านเขา ก็ไม่ควรออกไปบำเพ็ญภาวนา  บ้างก็ว่าพระธุดงค์ที่ดำเนินตามคำสอนของพระพุทธองค์ทุกวันนี้ไม่มีแล้ว อย่าไปทำให้เสียเวลาและเหนื่อยเปล่าเลย  สู้อยู่อย่างนี้ก็สบายดีอยู่แล้ว  แม้กระนั้นท่านก็ยังยืนยันเจตนาเดิม

ระหว่างที่ออกธุดงค์ ท่านได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จึงได้ออกติดตามค้นหาจนได้พบพระอาจารย์ใหญ่ที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่  และได้อยู่ปฏิบัติกับท่านสมความตั้งใจ  ท่านได้ทำความเพียรอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันก็ถูกเคี่ยวกรำจากหลวงปู่มั่นอย่างหนัก จนการปฏิบัติเจริญก้าวหน้า  คราวหนึ่งหลวงปู่มั่นได้ทักท่านว่า “ท่านขาวนี้ภาวนาอย่างไร คืนนี้จิตจึงสว่างไสวมาก  ผิดกับที่เคยเป็นมาทุก ๆ คืน  นับแต่มาอยู่กับผม  ต้องอย่างนี้ซิจึงสมกับผู้มาแสวงธรรม”

บางช่วงท่านได้แยกจากครูบาอาจารย์และหมู่คณะออกธุดงค์ บำเพ็ญเพียรในป่า ซึ่งสมัยนั้นยังรกทึบเต็มไปด้วยอันตราย หลายครั้งท่านต้องเผชิญสัตว์ป่าที่ดุร้าย รวมทั้งช้างป่าที่ไม่เป็นมิตรกับคน  แต่ด้วยเมตตาและสติที่ตั้งมั่น ท่านจึงผ่านพ้นเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยดี  บางครั้งท่านถึงกับชวนช้างรับศีล  ซึ่งช้างก็ดูเหมือนจะรับรู้คำสอนของท่านและเชื่อฟังท่านโดยดุษณี  มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับประสบการณ์ของท่านในป่าลึกที่กล่าวขานในหมู่ศิษย์กระทั่งทุกวันนี้

นอกจากสัตว์ร้ายแล้ว โรคภัยไข้เจ็บมักเกิดกับพระธุดงค์ในป่าลึกเสมอ  แต่ทุกครั้งที่ป่วยไข้ หลวงปู่ขาวนิยมใช้ธรรมโอสถเป็นสำคัญ  ท่านเคยระงับไข้ด้วยสมาธิภาวนาหลายครั้ง ใช่แต่เท่านั้นท่านยังอาศัยความเจ็บไข้เป็นประโยชน์ในการภาวนาด้วย  คราวหนึ่งท่านเป็นไข้มาลาเรียเกือบตลอดพรรษา  แต่ท่านไม่ยอมแพ้ต่อความเจ็บป่วยเลย กลับระดมความเพียรเต็มที่ ท่านเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า

“ไข้ก็หนัก ความเพียรก็เอาการ ไม่มีใครย่อหย่อนอ่อนข้อต่อใคร การไข้ก็ไข้ตลอดพรรษา  การพิจารณาทุกขเวทนากับกายอันเป็นเรือนรังของทุกข์ก็ไม่ลดละท้อถ้อย   ไข้หนัก ทุกข์มากเท่าไร ยิ่งราวกับไสเชื้อเพลิงป้อนสติปัญญาให้แสดงลวดลายอย่างเต็มฝีมือ”  พอออกพรรษาไข้ก็ค่อย ๆ หายไปเอง

ประสบการณ์อันช่ำชองในการรับมือกับความเจ็บป่วย ทำให้ท่านได้ข้อสรุปว่า

“อันความอยากหายจากทุกขเวทนานั้น อย่าอยาก ยิ่งอยากให้หายเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มสมุทัยตัวผลิตทุกข์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น  แต่ให้อยากรู้อยากเห็นความจริงของทุกขเวทนาที่แสดงอยู่กับกายกับใจเท่านั้น  นั่นคือความอยากอันเป็นมรรคทางเหยียบย่ำกิเลส ซึ่งจะทำให้เกิดผล  คือการเห็นแจ้งตามความจริงของกาย เวทนา จิต ที่กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนั้น  ความอยากรู้จริงเห็นจริงนี้มีมากเท่าไร ความเพียรพยายามทุกด้านยิ่งมีกำลังมากเท่านั้น”

ประมาณปีพ.ศ. ๒๔๘๓ ตอนนั้นหลวงปู่ขาวมีอายุ ๕๒ ปีแล้ว  ระหว่างพำนักที่บ้านโหล่งขอด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่  เย็นวันหนึ่งท่านได้ออกไปสรงน้ำ  เหลือบมองเห็นรวงข้าวในไร่ชาวเขากำลังสุกเหลืองอร่าม   เกิดมีคำถามขึ้นมาในใจว่า “ข้าวมันงอกขึ้นมาเพราะมีอะไรเป็นเชื้อพาให้เกิด ใจที่พาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็น่าจะมีอะไรเป็นเชื้ออยู่ภายในเช่นเดียวกันกับเมล็ดข้าว” ท่านคิดต่อว่า เชื้อนั้นถ้าไม่ถูกทำลายที่ใจให้สิ้นไป ก็จะต้องพาให้เกิดและตายไม่หยุด  ท่านพิจารณาต่อก็พบว่า “อะไรเป็นเชื้อของใจเล่า ถ้าไม่ใช่กิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน”

จากนั้นท่านก็พิจารณาทบทวนไปมาโดยมีจุดเน้นที่ตัวอวิชชา  เป็นการพิจารณาทั้งอนุโลมและปฏิโลม  จากเหตุสู่ผล และย้อนจากผลไปหาเหตุ  ตั้งแต่หัวค่ำจนดึก ท่านก็ยังไม่ลดละการพิจารณา จนใกล้ฟ้าสางจึงเห็นแจ้งในธรรมชาติหรือความจริงแห่งอวิชชา วินาทีนั้นเองอวิชชาก็หลุดไปจากใจจนไม่เหลือ

ข้าวสุกย่อมมิอาจงอกได้อีกต่อไปฉันใด   เมื่อพิจารณาจิตจนอวิชชาดับ  กลายเป็นจิตสุก การก่อเกิดในภพต่าง ๆ ก็จบสิ้นฉันนั้น  หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เล่าถึงประสบการณ์ของหลวงปู่ขาวตอนนี้ว่า “ขณะที่จิตผ่านดงหนาป่ากิเลสวัฏฏ์ไปได้แล้ว เกิดความอัศจรรย์อยู่คนเดียว  ตอนสว่างพระอาทิตย์ก็เริ่มสว่างบนฟ้า ใจก็เริ่มสว่างจากอวิชชา ขึ้นสู่ธรรมอัศจรรย์  ถึงวิมุตติหลุดพ้นในเวลาเดียวกันกับพระอาทิตย์อุทัย   ช่างเป็นฤกษ์งามยามวิเศษจริง ๆ “

“นั่งอยู่ก็สบาย แม้ตายก็มีความสุข ปราศจากเครื่องร้อยรัดโดยประการทั้งปวง” คือคำอุทานในใจของหลวงปู่ขณะนั้น

เมื่อกิจส่วนตนจบสิ้นแล้ว หลวงปู่ก็เหลือแต่กิจส่วนรวม  ท่านได้เทศนาสั่งสอนพระเณรและญาติโยมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  ขณะเดียวก็ยังคงใช้ชีวิตเยี่ยงพระธุดงคกรรมฐาน  จนกระทั่งพบถ้ำกลองเพลในเทือกเขาภูพาน  ท่านเห็นว่าเป็นสถานที่วิเวกถูกอัธยาศัย จึงได้ปักหลักที่นั่นเรื่อยมาจนวาระสุดท้ายของท่าน

หลวงปู่ขาวละสังขารเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๒๖ หลังจากอัมพาตเป็นเวลา ๙ ปี และมีอาพาธต่อเนื่องในช่วง ๒ ปีหลัง  คืนสุดท้ายของหลวงปู่ขาว ท่านจำวัดเป็นปกติ  เช้ามืดเมื่อล้างหน้าเรียบร้อยแล้ว ท่านฉันอาหารเล็กน้อย จากนั้นพระเณรพยุงท่านเดินไปถึงเตียงเพื่อนอนพัก   หลวงปู่ลงนั่งแล้วก็นอนลง แล้วก็หยุดหายใจ เป็นการทิ้งสังขารที่ “ง่าย สบาย” ดังคำของหมออวย เกตุสิงห์ แพทย์ประจำตัวของท่าน

สิริรวมอายุของหลวงปู่ขาว อนาลโย ๙๕ ปี

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster