หน้ารวมบทความ
   เรื่องเล่าเช้าวันพระ >
บทเรียนจากหลวงพ่อชา
กลับหน้าแรก

เรื่องเล่าเช้าวันพระ : บทเรียนจากหลวงพ่อชา
หลวงพ่อชา สุภัทโท

วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๘
พระไพศาล วิสาโล



พูดถึงวุฒิการศึกษาทางโลก หลวงพ่อชา สุภัทโทจบแค่ชั้นป.๑ เท่านั้น แต่ท่านมีลูกศิษย์ที่จบปริญญามากมาย ที่เป็นดอกเตอร์ก็มิใช่น้อย  ยิ่งกว่านั้นยังมีชาวต่างประเทศ ความรู้สูง มาบวชกับท่านเป็นจำนวนมาก

เรื่องหนึ่งที่ผู้คนสอบถามท่านเสมอก็คือท่านสอนฝรั่งได้อย่างไรในเมื่อท่านไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย  คำตอบของท่านก็คือ “ที่บ้านโยมมีสัตว์เลี้ยงไหม  อย่างหมาแมว หรือวัวควายอย่างนี้  เวลาพูดกับมัน โยมต้องรู้ภาษาของมันด้วยหรือเปล่า?”

สำหรับหลวงพ่อชา การสอนที่สำคัญมิใช่การพูด แต่อยู่ที่การทำให้ดูและชวนให้ทำ ซึ่งใคร ๆ สามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องอาศัยภาษาใด ๆ

“พาเขาทำเอาเลย  ทำดีได้ดี ถ้าทำไม่ดีก็ได้ของไม่ดี  พาเขาทำดู  เมื่อทำจริง ๆ ก็เลยได้ดี เขาก็เลยเชื่อ ไม่ใช่มาอ่านหนังสือเท่านั้นนะ  ทำจริง ๆ นี่แหละ  สิ่งใดไม่ดีก็ละมัน อันไหนไม่ดีก็เลิกมันเสีย  มันก็เป็นความดีขึ้นมา”

การเรียนรู้จากการทำนั้นให้ผลที่ยั่งยืนกว่า  เช่นเดียวกับการเรียนรู้จากประสบการณ์   ไม่ว่าประสบการณ์นั้นจะดีหรือไม่ดี  ก็สามารถสอนใจเราได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะรู้จักมองหรือเก็บเกี่ยวบทเรียนหรือไม่

พระอาจารย์สุเมโธ   ซึ่งเป็นชาวอเมริกันและเป็นพระฝรั่งรูปแรกที่มาอยู่กับหลวงพ่อชาเล่าว่า มีคราวหนึ่งหลวงพ่อชาสั่งให้ท่านขึ้นเทศน์ ๓ ชั่วโมงโดยไม่ทันได้เตรียมตัว  ทั้งกำชับว่าห้ามลงก่อนหมดเวลา  ช่วงแรก ๆ ท่านก็เทศน์ได้เรื่อย ๆ เพราะมีเรื่องพูด  แต่เมื่อเทศน์นานเข้า ก็ไม่รู้ว่าจะเทศน์อะไร ต้องพูดวนไปเวียนมา ตอนนั้นภาษาไทยก็ไม่คล่อง ผลก็คือคนฟังนั่งหลับเป็นส่วนใหญ่

ใครที่เจอประสบการณ์แบบนี้ ย่อมรู้สึกแย่ และอาจถึงกับสูญเสียความมั่นใจในการพูด  ตามมาด้วยความหงุดหงิดขัดเคืองใจ  แต่สำหรับพระอาจารย์สุเมโธ ประสบการณ์ครั้งนั้นมีประโยชน์มาก  เพราะช่วย “แก้กิเลส” หรือลดอัตตาของท่านได้ดี    “นิสัยของชาวอเมริกันเรามีอัตตาสูง ความเชื่อมั่นในตัวเองมีมาก เวลาขึ้นธรรมาสน์ก็อยากจะเทศน์ให้น่าฟัง อยากจะให้ทุกคนฟังด้วยความตั้งใจ  แต่ถ้าเห็นใครง่วงนอนหรือไม่ตั้งใจฟังก็อยากจะหยุดพูดทันที เป็นเพราะจิตใจเรายังมีความหวั่นไหวกับโลกธรรมอยู่”

ยิ่งมีอัตตา ก็ยิ่งจำเป็นต้องถูกถอนอัตตา  ในทำนองเดียวกัน ยิ่งกลัวความล้มเหลว ไม่อยากได้คำตำหนิ   ก็ยิ่งจำเป็นต้องเจอความล้มเหลวและคำตำหนิ    จิตใจจะได้มั่นคงไม่หวั่นไหวกับสิ่งนั้น นี้เป็นหลักการสอนข้อหนึ่งของหลวงพ่อชาก็ว่าได้

พระฝรั่งอีกรูปหนึ่งที่ได้บทเรียนดังกล่าวจากหลวงพ่อชา ก็คือพระอาจารย์ญาณธัมโม ชาวออสเตรเลีย 

วันหนึ่งท่านมีเรื่องขัดใจกับพระรูปหนึ่งที่วัด  รู้สึกหงุดหงิดตลอดทั้งวัน  วันรุ่งขึ้นระหว่างเดินบิณฑบาตก็ครุ่นคิดอยู่กับเรื่องนั้นตลอดทาง  พอกลับเข้าวัดก็เห็นหลวงพ่อชาเดินสวนมา  ท่านยิ้มให้และทักทายเป็นภาษาอังกฤษว่า กู๊ดมอร์นิ่ง  เพียงเท่านั้นอารมณ์ของพระญาณธัมโมก็เปลี่ยนไปทันที   ความหงุดหงิดขุ่นมัวหายไปเป็นปลิดทิ้ง  มีความปลื้มปีติมาแทนที่

ตกเย็นหลวงพ่อชาสั่งให้ท่านเข้าไปถวายการนวดที่กุฏิเป็นการส่วนตัว  ท่านรู้สึกตื่นเต้นดีใจมากเพราะโอกาสที่จะได้อยู่ใกล้ชิดสองต่อสองเช่นนั้นหาได้ยากมาก เพราะท่านยังเป็นพระใหม่     ท่านถวายการนวดอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยความปลื้มปีติ   แต่จู่ ๆ โดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว  “หลวงพ่อชาก็ถีบเปรี้ยงเข้าที่ยอดอก ซึ่งกำลังพองโตด้วยความรู้สึกภาคภูมิของอาตมา  จนล้มก้นกระแทก”

ความตกใจและมึนงงว่าเกิดอะไรขึ้นหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้ยินคำตำหนิของหลวงพ่อชาว่า “จิตใจไม่มั่นคง พอไม่ได้ดังใจก็ขัดเคือง หงุดหงิด  เมื่อได้ตามปรารถนาก็ฟูฟ่อง”

เพียงเท่านั้นพระญาณธัมโมถึงกับร้องไห้  ไม่ใช่เสียใจเพราะถูกด่า แต่เพราะซาบซึ้งในบุญคุณของท่าน “หลวงพ่อเมตตามากที่ชี้กิเลสของเรา ไม่เช่นนั้นเราก็คงมืดบอดมองไม่เห็น คงเป็นคนหลงอารมณ์ไปอีกนาน”

นี้เป็นบทเรียนสอนใจให้มั่นคงจากหลวงพ่อชาที่พระอาจารย์ญาณธัมโมไม่เคยลืมเลือน

การเรียนรู้ที่ดีนั้นต้องเกิดจากการเจอ “ของจริง”   แม้เป็นของจริงที่ไม่พึงปรารถนา  แต่มันก็สามารถสอนใจและฝึกใจเราได้มาก   จะว่าไปแล้วคนเราเรียนรู้จากสิ่งที่ขัดใจได้มากกว่าสิ่งที่ถูกใจด้วยซ้ำ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster