หน้ารวมบทความ
   เรื่องเล่าเช้าวันพระ >
รอดได้เพราะธรรม
กลับหน้าแรก

เรื่องเล่าเช้าวันพระ : รอดได้เพราะธรรม
หลวงปู่ขาว อนาลโย

วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๘
พระไพศาล วิสาโล



พระกรรมฐานกับการออกธุดงค์เป็นของคู่กันก็ว่าได้ โดยเฉพาะสมัยก่อนซึ่งยังมีป่าเขามากมาย  อันที่จริงคำว่า “ธุดงค์” หมายถึงข้อปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเสล ส่งเสริมความมักน้อยและสันโดษ  มีทั้งหมด ๑๓ ข้อ  หนึ่งในนั้นคือ การอยู่ป่าเป็นวัตร  แต่จะไม่ถือข้อนี้ก็ได้  เช่น บางท่านฉันวันละมื้อ  ฉันในบาตร อยู่ป่าช้า  ไม่นอน  ข้อวัตรเหล่านั้นก็ถือเป็นธุดงค์เช่นกัน  อย่างไรก็ตามหลายท่านเห็นความสำคัญของการจาริกไปอยู่ป่าเพื่อบำเพ็ญธุดงควัตรข้ออื่น ๆ ให้เข้มงวดขึ้น    เมื่อทำจนกลายเป็นประเพณี  คำว่า “ธุดงค์”จึงมีความหมายหดแคบลงจนกลายเป็นการเดินจาริกในป่า หรือจาริกไปในที่ต่าง ๆ ที่ลำบาก

สมัยก่อนการธุดงค์ในป่าเต็มไปด้วยภยันตราย  ทั้งจากสัตว์ป่า เช่น ช้าง เสือ งูพิษ  และจากเชื้อโรคนานาชนิด โดยเฉพาะมาลาเรีย  มีพระจำนวนไม่น้อยที่ทิ้งชีวิตไว้ในป่า  ส่วนที่รอดมาได้ก็มักมีเรื่องเล่าที่น่ากลัวชวนครั่นคร้าม  แต่ก็มิอาจสกัดกั้นพระกรรมฐานที่มุ่งบำเพ็ญเพียรโดยพร้อมเอาชีวิตเข้าแลก   หลายท่านได้ประสบพบภัยต่าง ๆ อย่างไม่คาดคิด  แต่ก็ได้อาศัยเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นเครื่องฝึกฝนจิต ช่วยเสริมสร้างบารมีธรรมของท่านให้กล้าแกร่งขึ้น

หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ที่นิยมจาริกในป่าแต่ผู้เดียว  คืนหนึ่งขณะที่ท่านเดินจงกรมในป่าจังหวัดลำปาง  ได้ยินเสียงช้างร้องดังสนั่นและหักกิ่งไม้มาตลอดทาง ตรงมายังท่าน    ท่านจึงรีบออกจากทางจงกรม และจุดเทียนปักรอบ ๆ ทางจงกรม เผื่อจะช่วยยับยั้งช้างไม่ให้มาทำร้ายท่าน  จากนั้นท่านก็ตั้งจิตอธิษฐาน ขออำนาจพระรัตนตรัยคุ้มครองท่านให้ปลอดภัย

เมื่อช้างป่ามาถึง  ท่านเดินจงกรม จิตกำหนดอยู่กับพุทโธอย่างเดียว ไม่สนใจช้าง  ตอนนั้นท่านเตือนใจตนเองว่า “ขอเพียงให้ใจเราอยู่กับพุทโธเป็นพอ  เมื่อเวลาจิตจะดับด้วยถูกช้างกระทืบ  จะได้ไปสู่สุคติ หรือไม่ก็บรรลุนิพพานไปเลย”

ช้างป่าเห็นท่านเดินจงกรมอย่างสงบ ก็ยืนนิ่ง ไม่เข้ามาทำอะไรท่าน   ครั้นแสงเทียนเริ่มดับไปทีละดวง ช้างป่าก็หันกลับไปทางเก่า แล้วไม่หวนกลับมาอีก  ส่วนหลวงปู่ขาวก็ยังคงเดินจงกรม  จิตเป็นหนึ่งเดียวกับพุทโธ  พักใหญ่ท่านก็ออกจากสมาธิ 

หลวงปู่ขาวได้พูดถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “ได้เห็นความอัศจรรย์ของจิตและพุทโธ  ประจักษ์ในคราวนั้นอย่างลึกซึ้งมาก  นับจากนั้นมาแล้วทำให้เกิดความมั่นใจขึ้นว่า ถึงจะเป็นเรื่องอะไร เหตุการณ์ใดก็ตามที  ถ้าจิตกับพุทโธได้เข้ากันสนิทสนมกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยหลักธรรมชาติแล้ว  อะไรก็ไม่สามารถที่จะมาทำอันตรายเราได้อย่างแน่นอน”

หลวงปู่บุดดา ถาวโร เป็นพระกรรมฐานรุ่นเดียวกับหลวงปู่ขาว  และนิยมการธุดงค์ในป่าเช่นกัน  เมื่อครั้งยังเป็นพระหนุ่ม วันหนึ่งขณะบำเพ็ญสมาธิภาวนาในถ้ำ ท่านได้กลิ่นสาบแปลก ๆ   เกิดความกลัวขึ้นมา ไม่กล้าลืมตาดูว่าอะไรอยู่ข้างหน้า ตอนนั้น เหงื่อแตกจนชุ่มตัว  ต้องตั้งสติอยู่นานจนจิตเริ่มสงบ  แล้วบอกกับตัวเองว่า “สิ่งที่ไม่เคยเห็น ก็เมื่อจะได้เห็น ทำไมกลับจะกลัวอะไรเล่า  เอาเถอะถ้าจะตาย  ถึงไม่ลืมตาดูก็ต้องตายเหมือนกัน  หนีไม่พ้นแน่  ถ้ำแคบ ๆ อย่างนี้ถึงหลับตาก็วุ่นวายใจ สู้ดูให้รู้แก่ตาเสียเถิด”

แล้วหลวงปู่ก็ลืมตาดู   สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ “งูใหญ่ตัวยาวหลายวา  หัวขนาดเกือบเท่าลูกมะพร้าว  นัยน์ตาแดงฉาน แลบลิ้นแปลบ ๆ ชูดคอจ้องอยู่เบื้องหน้าแค่วาเดียว”

หลวงปู่ตกตะลึง นั่งตัวแข็ง เพราะคาดไม่ถึงว่าจะเจองูยักษ์  ขณะที่ท่านคิดหาทางออกอยู่นั้น ก็พลันระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย  สติกลับคืนมา  แล้วก็หลับตา  ตั้งใจว่าพร้อมอุทิศร่างนี้ให้แก่งูยักษ์  จิตจึงปล่อยวาง  ไม่มีความอาลัยในชีวิตนี้ต่อไป  งูยักษ์นิ่งอยู่พักใหญ่  ไม่ทำอะไรท่าน     เมื่อท่านลืมตา  งูยักษ์ก็หายไปแล้ว

ในยามที่อันตรายมาประชิดตัว   หากตื่นตระหนก ลืมตัว คิดแต่จะต่อสู้ปกป้องชีวิต  กลับเป็นผลร้ายแก่ตัวเอง  ยามนี้ดีที่สุดคือ  การตั้งสติ ทำกายและใจให้สงบนิ่ง แนบแน่นในพระรัตนตรัย พร้อมตาย ไม่หวงแหนชีวิต ปล่อยวางทุกสิ่ง

บ่อยครั้ง ความกลัวตายกลับเร่งความตายให้มาถึงเร็วเข้า  แต่ทันทีที่พร้อมตาย  กลับรอดพ้นจากความตาย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster