หน้ารวมบทความ
   เรื่องเล่าเช้าวันพระ >
ภาวนาเพื่อละ
กลับหน้าแรก

เรื่องเล่าเช้าวันพระ : ภาวนาเพื่อละ
หลวงพ่อเฟื่อง โชติโก

วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๘
พระไพศาล วิสาโล



หลวงพ่อเฟื่อง โชติโก (หรือ “ท่านพ่อเฟื่อง”) เป็นศิษย์ผู้ใกล้ชิดของพระอาจารย์ลี ธัมมธโร  ผู้ก่อตั้งวัดอโศการาม ท่านเป็นชาวจันทบุรี  เมื่อบวชได้ ๒ พรรษา ก็ได้พบพระอาจารย์ลี  (ซึ่งลูกศิษย์นิยมเรียกว่า “ท่านพ่อลี”) เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงติดตามพระอาจารย์ลีออกธุดงค์ตามแนวเขตป่าจันทบุรีและตราด   มีช่วงหนึ่งท่านได้แยกไปธุดงค์ทางภาคเหนือ  นอกจากได้พบหลวงปู่มั่นแล้ว ยังได้ไปศึกษาและปฏิบัติกับศิษย์คนสำคัญของหลวงปู่มั่นหลายท่าน อาทิ หลวงปู่สิม และหลวงปู่อ่อนสา

ช่วงที่ได้อยู่กับหลวงปู่มั่นที่อำเภอพร้าวนั้น ท่านได้เรียนรู้พระธรรมวินัยมากมาย  อีกทั้งยังได้เห็นปฏิปทาของหลวงปู่มั่นและอุบายการสอนของท่านด้วย   ซึ่งมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับลูกศิษย์แต่ละคน  อาทิเช่น  หากมีพระรูปใดป่วยแล้วขอยา  หลวงปู่มั่นจะตำหนิว่า “นี่เอาอะไรเป็นสรณะที่พึ่ง เอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง หรือเอายาเป็นที่พึ่ง  ถือศาสนาพุทธหรือถือศาสนายากันแน่”  แต่หากพระรูปไหนป่วยแล้วไม่ยอมฉันยา  ท่านก็ติเตือนอีกว่า “ยามี ทำไมไม่ยอมฉัน  ทำไมทำตัวเป็นคนเลี้ยงยาก” 

ภายหลังท่านได้กลับมาปฏิบัติอยู่กับพระอาจารย์ลี ที่วัดคลองกุ้ง จังหวัดจันทบุรี  เมื่อพระอาจารย์ลีมรณภาพ ท่านได้ไปจำพรรษาที่วัดมกุฏกษัตริยาราม และสอนกรรมฐานให้แก่พระเณรที่นั่น แม้ภายหลังท่านไปเป็นเจ้าอาวาสวัดธรรมสถิต อำเภอเมือง จังหวัดระยอง  แต่ท่านก็ยังไปสอนกรรมฐานที่วัดมกุฎกษัตริยารามอยู่เป็นประจำ  ต่อมาได้รับนิมนต์ไปสอนกรรมฐานในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ฮ่องกง จนไปมรณภาพที่นั่นเมื่อปี ๒๕๒๙  สิริรวมอายุ ๗๑ ปี

หลวงพ่อเฟื่องเป็นผู้ที่พูดน้อย เว้นแต่มีเหตุที่ควรพูดยาว ท่านก็จะขยายความ  ทั้งนี้เพราะท่านถือตามคติพระอาจารย์ลีว่า “ถ้าจะสอนธรรมะให้เขาฟัง  แต่เขาไม่ตั้งใจฟัง หรือไม่พร้อมที่จะรับ  ธรรมะที่พูดไปนั้น ถึงจะดี วิเศษวิโสแค่ไหน ก็ยังนับว่าเป็นคำเพ้อเจ้ออยู่ เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไร”

แม้ท่านจะประหยัดคำพูด แต่ถ้อยคำของท่านก็มีความลุ่มลึก ตรงถึงใจของญาติโยม  ลูกศิษย์ของท่านผู้หนึ่งเล่าถึงประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้พบท่าน  ท่านถามว่า “เคยทำบุญที่ไหนบ้าง”  เขาตอบว่า เคยไปช่วยสร้างพระพุทธรูปที่วัดนั้น ช่วยสร้างเมรุที่วัดนี้  ช่วยทำที่นั่นที่โน่นอีกหลายแห่ง  พูดจบ ท่านก็ถามต่อว่า “ทำไมไม่ทำที่ใจล่ะ”

ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งทำอย่างที่ท่านแนะนำ คือทำสมาธิภาวนา  แต่ทำมาหลายปีก็รู้สึกว่าอยู่กับที่  จึงบ่นให้ท่านว่า ฝึกภาวนามาหลายปีแล้ว แต่ไม่เห็นได้อะไรขึ้นมาเลย  ท่านตอบทันทีว่า “เขาภาวนาเพื่อให้ละ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้เอา”

อีกคนหนึ่งนั่งภาวนาหลังจากทำงานที่วัด รู้สึกเพลียมากแต่ก็ฝืนใจภาวนาเพราะเกรงใจท่าน   นั่งไปได้ไม่นานรู้สึกว่าใจเหลืออยู่นิดเดียว กลัวใจจะขาด  ท่านเดินผ่านมาพอดีจึงพูดขึ้นว่า “ตายเตย ไม่ต้องกลัว คนเราก็ตายอยู่แล้วทุกลมหายใจ เข้า-ออก” ลูกศิษย์ได้ฟังก็เกิดกำลังใจที่จะนั่งต่อสู้ความเพลีย  อีกคราวหนึ่งท่านได้กล่าวเตือนสติลูกศิษย์ว่า “การภาวนาก็คือการฝึกตาย เพื่อเราจะได้ตายเป็น” ท่านยังกล่าวอีกว่า “ไม่ต้องกลัวหรอกการตาย  ให้กลัวการเกิดดีกว่า”

กับพระภิกษุก็เช่นกัน หลวงพ่อพูดตรงและมีความหมายลึกซึ้ง  มีพระรูปหนึ่งอยู่กับท่านมาหลายปี  วันหนึ่งเข้าไปหาท่านเพื่อขอพรวันเกิด  ท่านให้พรสั้น ๆ ว่า “ให้ตายเร็ว ๆ”   พระรูปนั้นฟังแล้วก็ใจหาย  ต่อเมื่อพิจารณาถ้อยคำดังกล่าวอยู่หลายวัน  จึงเข้าใจว่าท่านไม่ได้แช่ง แต่ให้พรจริง ๆ เป็นพรที่ประเสริฐด้วย  นั่นคือการตายจากกิเลส หรือมีปัญญาแจ่มแจ้งจน “ตัวกู” ดับ

“ถึงความเห็นของเราจะถูก แต่ถ้าเรายึดเข้าไว้มันก็ผิด”  เป็นคำสอนของท่านอีกข้อหนึ่ง ที่มีความหมายลึกซึ้ง และเตือนใจให้เราตระหนักถึงโทษของความยึดมั่นถือมั่นในความคิดที่ดี หรือยึดติดในความดีของตน  เพราะความจริงแล้วไม่มีอะไรที่เราสามารถยึดติดถือมั่นได้แม้แต่อย่างเดียว  ใช่แต่เท่านั้นการยึดมั่นในความดียังทำให้เกิดทุกข์และอาจนำไปสู่การกระทำที่ผิดก็ได้

อย่างไรก็ตามในเรื่องพระวินัย ท่านเห็นเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจอยู่เสมอ “อย่าเห็นว่าข้อวินัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเรื่องไม่สำคัญ  ท่านอาจารย์มั่นเคยบอกว่า ไม้ทั้งท่อนไม่เคยเข้าตาใครหรอก  แต่ขี้ผงเล็ก ๆ นั่นแหละ เข้าตาง่าย ทำให้ตาบอดได้”

ท่านมีความเห็นเกี่ยวกับพระวินัยที่น่าสนใจ  คราวหนึ่งพระต่างชาติที่มาบวชกับท่านได้กลับไปเยี่ยมบ้าน โยมแม่เลี้ยงเป็นชาวคริสต์ เมื่อเห็นพระลูกชายก็อยากกอด เพราะไม่ได้พบกันมานานหลายปี  แต่พระลูกชายไม่ยอมให้กอด   เธอจึงโกรธมาก หาว่าพุทธศาสนาสอนให้รังเกียจผู้หญิง  เมื่อเรื่องนี้ถึงหูท่าน ท่านก็อธิบายว่า

“ที่พระพุทธเจ้าไม่ให้พระจับต้องผู้หญิงนั้น ไม่ใช่ว่าเพราะผู้หญิงไม่ดี แต่เป็นเพราะพระไม่ดีต่างหาก เพราะพระยังมีกิเลส จึงจับต้องกันไม่ได้”

คำอธิบายตรงไปตรงมาแบบนี้น้อยคนจะได้ฟังจากปากของพระทั่วไป  เหตุผลสำคัญคงเป็นเพราะไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของพระวินัยว่าเป็นเครื่องฝึกฝนตนและขัดเกลาจิตใจสำหรับบุคคลที่ยังมีกิเลส   ส่วนท่านที่พ้นกิเลสแล้วยังรักษาพระวินัยก็เพื่อเป็นแบบอย่างแก่บุคคลทั้งหลายที่ยังต้องฝึกฝนตน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster