หน้ารวมบทความ
   เรื่องเล่าเช้าวันพระ >
ของดีที่แท้จริง
กลับหน้าแรก

เรื่องเล่าเช้าวันพระ : ของดีที่แท้จริง
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๘
พระไพศาล วิสาโล



ในวัยหนุ่มหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ นิยมเดินธุดงค์และปลีกวิเวกอยู่ตามป่าเขาเถื่อนถ้ำต่าง ๆ  แต่ครึ่งชีวิตหลังของท่าน ซึ่งยาวนานถึง ๔๓ ปี ท่านแทบไม่ได้ออกไปไหนเลย  พำนักอยู่แต่ในวัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  กิจวัตรประจำวันคือนั่งรับแขกหน้ากุฏิตั้งแต่เช้าจรดค่ำ 

แม้ชรามากแล้วท่านก็ไม่เคยทิ้งกิจวัตรดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อช่วยคลายความทุกข์ของญาติโยมที่มาจากทุกสารทิศ  หลายคนมาหาท่านเพื่อขอหวยเพราะอยากรวยทางลัด  จำนวนไม่น้อยอยากให้ท่านรดน้ำมนต์เป่าหัวจะได้หายจากความเจ็บป่วย  ไม่มีใครที่ถูกท่านปฏิเสธ  แต่ใช่ว่าท่านจะสนองความต้องการของญาติโยมในทุกกรณีก็หาไม่  บางครั้งท่านก็ให้ของที่ดีกว่านั้น

คราวหนึ่งเกิดไฟไหม้ที่วัดสะแก  บริเวณตรงข้ามกุฏิของหลวงปู่ถูกเพลิงเผาพินาศ แต่กุฏิของท่านไม่เป็นอะไร  เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้คนทั่วไป   โยมผู้หนึ่งเชื่อว่าหลวงปู่มีพระดีเป็นแน่  จึงไปหาหลวงปู่
“หลวงปู่ครับ ผมขอพระดีที่กันไฟได้หน่อยครับ”
หลวงปู่ยิ้มก่อนตอบว่า “พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ไตรสรณคมน์นี่แหละ พระดี”
“ไม่ใช่ครับ ผมขอพระเป็นองค์ ๆ อย่างพระสมเด็จน่ะครับ”
หลวงปู่กล่าวย้ำว่า “ก็พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นี่แหละ มีแค่นี้ล่ะ ภาวนาให้ดี”
เป็นอันว่าหลวงปู่มิได้ให้อะไรเขา  เมื่อโยมผู้นั้นกลับไป  หลวงปู่จึงได้ปรารภกับศิษย์ว่า “คนเรานี่ก็แปลก ข้าให้ของจริงกลับไม่เอา จะเอาของปลอม”

ท่านเคยพูดถึงพระเครื่อง ซึ่งใคร ๆ อยากได้เพื่อบูชา โดยเฉพาะพระสมเด็จวัดระฆัง ว่า  การนับถือพระเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่เป็นดีภายนอก  มิใช่ดีภายใน  แล้วท่านแนะว่า “ให้หาพระเก่าให้พบ นี่ซิของแท้ของดีจริง”

เมื่อศิษย์ถามท่านว่าพระเก่าหมายถึงอะไร   หลวงปู่ตอบว่า “ก็หมายถึงพระพุทธเจ้าน่ะซิ  นั่นท่านเป็นพระเก่า พระโบราณ พระองค์แรกที่สุด”

นอกจากวัตถุมงคลแล้ว  อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้คนปรารถนาและเสาะแสวงหาก็คือ ความมั่งคั่งร่ำรวย  โดยไม่ตระหนักว่ามีสิ่งอื่นที่ดีกว่า ประเสริฐกว่า นั่นคือบุญกุศล คุณธรรมความดี  ประเสริฐสูงสุดคือนิพพาน ความพ้นทุกข์

มีเรื่องเล่าว่า พระรูปหนึ่งมาบวชที่วัดสะแกอยู่พักใหญ่  ก่อนจะลาสิกขาก็มาหาหลวงปู่เพื่อขอให้ท่านพรมน้ำมนต์และให้พร  ขณะที่หลวงปู่พรมน้ำมนต์ให้  พระรูปนั้นก็อธิษฐานในใจว่า “ขอความร่ำรวยมหาศาล ขอลาภขอผลพูนทวี มีกินมีใช้ ไม่รู้หมด จะได้แบ่งไปทำบุญมาก ๆ”

พอท่านอธิษฐานเสร็จ หลวงปู่ก็มองหน้าพร้อมกับพูดว่า “ท่าน...ที่ท่านคิดน่ะมันต่ำ  คิดให้มันสูงไว้ไม่ดีหรือ แล้วเรื่องที่ท่านคิดน่ะจะตามมาทีหลัง”

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนที่มาขอโชคลาภหรือวัตถุมงคลจากท่าน จำนวนไม่น้อยมาหาท่านเพื่อสนทนาธรรม  มีคนหนึ่งถามท่านว่า เขาขี้เกียจปฏิบัติธรรม จะทำอย่างไรดี  คำตอบของท่านคือ  “หมั่นทำเข้าไว้....ถ้าขี้เกียจให้นึกถึงข้า ข้าทำมา ๕๐ ปี อุปัชฌาย์ข้าเคยสอนไว้ว่า ถ้าวันไหนยังกินข้าวอยู่ ก็ต้องทำ  วันไหนเลิกกินข้าว....นั่นแหละถึงไม่ต้องทำ”

หลวงปู่พูดเสมอว่า “ผู้ปฏิบัติต้องหมั่นตามดูจิต รักษาจิต”  เคยมีผู้ปฏิบัติตามหลวงปู่ว่า “หลวงปู่ครับ ขอธรรมะสั้น ๆ ในเรื่องวิธีปฏิบัติเพื่อให้กิเลส ๓ ตัว คือ โกรธ โลภ หลง หมดไปจากใจเรา จะทำได้อย่างไรครับ”  หลวงปู่ตอบเสียงดังฟังชัดว่า “สติ”

คืนที่ท่านจะมรณภาพนั้นมีคณะศิษย์มากราบท่าน  หลวงปู่ได้เล่าให้ญาติโยมกลุ่มนี้ด้วยสีหน้าปกติว่า “ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดในร่างกายข้าที่ไม่เจ็บปวดเลย  ถ้าเป็นคนอื่นคงเข้าห้องไอซียูไปนานแล้ว”  แล้วท่านก็กล่าวต่อว่า “ข้าจะไปแล้วนะ”   ไม่มีใครคาดคิดว่าท่านจะจากไปเพราะท่านไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยให้เห็น  ท่านทิ้งท้ายว่า “ถึงอย่างไรก็ขออย่าได้ทิ้งการปฏิบัติ ก็เหมือนนักมวยขึ้นเวทีแล้วต้องชก อย่ามัวแต่ตั้งท่าเงอะ ๆ งะ ๆ”

ตี ๕ คืนนั้นหลวงปู่ได้ละสังขารอย่างสงบด้วยโรคหัวใจในกุฏิของท่าน สิริอายุได้ ๘๕ ปี

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster