หน้ารวมบทความ
   เรื่องเล่าเช้าวันพระ >
ตามหาพุทโธ
กลับหน้าแรก

 

เรื่องเล่าเช้าวันพระ : ตามหาพุทโธ
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๘
พระไพศาล วิสาโล



เมืองไทยเมื่อ ๗๐-๘๐ ปีก่อนเต็มไปด้วยป่ารกชัฏ  นอกจากเป็นที่อาศัยของสิงสาราสัตว์นานาชนิดแล้ว ยังมีชุมชนเล็กเล็กชุมชนน้อยซุกซ่อนกระจัดกระจาย ไกลสุดหล้า แทบจะตัดขาดจากสังคมเมือง  แต่ก็ไม่ไกลเกินกว่าพระธุดงค์จะเข้าถึง

คราวหนึ่งหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต กับศิษย์คือพระอาจารย์เทศก์ เทสรังสี ได้ธุดงค์บนดอยแห่งหนึ่งในเชียงใหม่  ท่านเห็นว่าเป็นภูมิประเทศที่สงบสงัด อีกทั้งไม่ไกลจากหมู่บ้านชาวเขา  พอที่จะบิณฑบาตได้ไม่ยากนัก   จึงแวะพักที่นั่น

ชาวเขาเหล่านี้ไม่ค่อยเห็นพระสงฆ์  เมื่อเห็นพระอุ้มบาตรเข้ามาในหมู่บ้าน ก็ไม่เข้าใจว่ามาทำอะไร  ครั้นท่านตอบว่ามาบิณฑบาตข้าว  เขาก็ถามว่าข้าวสุกหรือข้าวสาร  ท่านตอบว่าข้าวสุก  เขาก็พากันหาข้าวสุกมาใส่บาตร  ทั้งสองท่านจึงฉันแต่ข้าวเปล่า ๆ อยู่นาน

อย่างไรก็ตามชาวบ้านหลายคนมีความหวาดระแวงท่าน ลือกันว่าท่านทั้งสองเป็นเสือเย็น แปลงตัวมาเพื่อจับชาวบ้านกินเป็นอาหาร จึงมีการประชุมชาวบ้าน และมีข้อตกลงกันว่าห้ามไม่ให้เด็กและผู้หญิงเข้าไปในบริเวณที่ท่านพักแรม   แม้ผู้ชายหากจะเข้าไปก็ควรมีเพื่อนไปด้วย พร้อมอาวุธ หากไปคนเดียวและไปตัวเปล่า อาจถูกเสือเย็นสองตัวกินได้  ขณะเดียวกันหัวหน้าชาวเขาก็ส่งคนไปแอบดูพฤติกรรมของท่านทั้งวัน

หลวงปู่มั่นทราบเรื่องนี้ตลอด แต่ก็ไม่มีความวิตกกังวลแต่อย่างใด  ยังคงบำเพ็ญความเพียรตลอดทั้งวัน    ส่วนชาวเขาหลังจากเฝ้าดูพฤติการณ์ของท่านอยู่หลายวัน ไม่เห็นท่านทำตนเป็นภัยแต่อย่างใด ก็คลายความหวาดกลัว แต่มีความแปลกใจมาแทนที่เพราะเห็นท่านหลับตานิ่ง ๆ และเดินจงกรมครั้งละนาน ๆ  วันหนึ่งจึงพากันเข้ามาหาท่านเพื่อสอบถาม  ผู้เป็นหัวหน้าสงสัยว่า ตุ๊เจ้ากำลังหาอะไรเพราะเห็นเดินกลับไปกลับมาทั้งวัน  หลวงปู่มั่นตอบว่า “เราเดินหาพุทโธ” เขาถามต่อว่า พุทโธเป็นอย่างไร  พวกเราจะช่วยตุ๊เจ้าหาได้ไหม  ท่านตอบว่า  “พุทโธเป็นดวงแก้วอันประเสริฐ ....ถ้าสูจะช่วยเราหาก็ยิ่งดีมาก”

ชายผู้นั้นสนใจพุทโธ จึงถามต่อว่า พุทโธเป็นดวงแก้วใหญ่ไหม  ท่านตอบว่า ไม่ใหญ่ไม่เล็ก พอดีกับเราและพวกสู  เขาถามต่อว่า มองเห็นนรกสวรรค์ได้ไหม ท่านตอบว่า มองเห็นสิ ถ้าไม่เห็นจะว่าประเสริฐได้อย่างไร   หลังจากสอบถามคุณสมบัติของพุทโธอยู่พักใหญ่  เขาก็ถามว่าจะหาพุทโธเจอได้อย่างไร  ท่านตอบว่า เวลาเดินก็ให้นึกในใจว่า พุทโธ ๆ เท่านั้น  เขาสงสัยต่อไปอีกว่า ต้องเดินหาพุทโธนานเท่าไรจึงจะพบ  ท่านตอบว่า ให้เดิน ๑๕ ถึง ๒๐ นาที

ชาวเขาเหล่านี้เมื่อกลับบ้าน ก็เล่าให้เพื่อน ๆ ฟังเรื่องพุทโธ  ปรากฏว่าชาวเขาสนใจกันมาก  พากันหาพุทโธกันทั้งหมู่บ้าน

หัวหน้าชาวเขาเมื่อทำตามที่ท่านแนะนำ ไม่นานก็พบความสุขสงบในจิตใจ อีกทั้งยังฝันว่าท่านนำความสว่างมาให้เขา  จึงมาเล่าให้ท่านฟัง  ท่านจึงแนะนำวิธีการเพิ่มเติม  ไม่นานเขาก็พบว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษ คือรู้ใจผู้อื่นได้ว่าเศร้าหมองและผ่องใส  เมื่อเรื่องนี้กระจายไปทั่วหมู่บ้าน  คนทั้งหมู่บ้านก็พากันภาวนาพุทโธ ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก  นับแต่นั้นความหวาดระแวงสงสัยในตัวท่านก็หมดไป มีแต่ความเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่าน  พากันขอขมาโทษท่านที่เคยนึกระแวงในตัวท่านกับศิษย์

ทีแรกท่านและศิษย์ตั้งใจจะพำนักบนดอยนั้นชั่วคราว  สุดท้ายก็อยู่ต่อนานปีกว่า รวมทั้งจำพรรษาที่นั่นด้วย  ส่วนชาวเขาก็ภาวนาพุทโธอย่างจริงจังจนเห็นผลหลายคน  จึงหันมาถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ

หลวงปู่มั่นสามารถน้อมใจชาวเขาให้มาสนใจพุทธศาสนาได้ ด้วยการสร้างศรัทธาเป็นเบื้องแรก มิใช่ศรัทธาที่เกิดจากคำสอนที่ชวนให้คล้อยตาม แต่เป็นศรัทธาที่เกิดจากการปฏิบัติจนเห็นผลด้วยตนเอง  ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ  ทั้ง ๆ ที่หัวหน้าชาวเขาไม่รู้ว่าตนกำลังทำสมาธิภาวนา  คิดแต่ว่ากำลังตามหาพุทโธให้หลวงปู่มั่น  แต่เมื่อวางใจได้ถูกต้อง ก็เห็นผลคือความสงบเย็นในจิตใจ  นั่นเป็นเพราะอานิสงส์ของสมาธิภาวนาหรือกรรมฐานนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับศรัทธา  ถึงแม้ไม่รู้พุทธศาสนา หรือไม่รู้จักการปฏิบัติธรรมเลย  แต่หากปฏิบัติถูกก็ย่อมได้รับผลแห่งการปฏิบัตินั้น ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีความคาดหวังในผลดังกล่าวเลยด้วยซ้ำ  ตรงกันข้ามหากปฏิบัติผิด วางใจไม่ถูก แม้อ่านตำรามามาก ทรงจำได้เยอะ และคาดหวังสูง   ก็ไม่เกิดผลแต่อย่างใด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster