เรื่องเล่าเช้าวันพระ > ตายเป็นตาย
กลับหน้าแรก

เรื่องเล่าเช้าวันพระ : ตายเป็นตาย
หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท
๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๔
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   
 

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท เป็นศิษย์ที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ให้สมญานามว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” เพราะอากัปกิริยาภายนอกของท่านดูคล้ายนักเลง พูดจาโผงผาง มีคำว่า “กู –มึง”เป็นปกติ แต่จิตใจของท่านงดงาม เคร่งครัดในการปฏิบัติ และมีปัญญาเข้าถึงธรรมอันลึกซึ้ง

ท่านเป็นลูกจีนแห่งเมืองจันทบุรี ตอนเด็ก ๆ มีนิสัยดื้อรั้น และชอบเป็นหัวโจกของเพื่อน ไม่กลัวใคร พร้อมต่อยตีกับผู้คนเมื่อเห็นความไม่ถูกต้อง จนได้ชื่อว่า “ไอ้ตัวแสบ” เมื่อท่านอายุ ๒๑ ได้พบรักกับสาวข้างบ้าน อยากแต่งงานด้วย จึงแจ้งความประสงค์กับบิดามารดาว่า จะขอบวช ๑ พรรษา จากนั้นก็จะสึกมาแต่งงาน

ใครที่รู้ข่าวนี้ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไอ้ตัวแสบ”บวชไม่ถึงพรรษา ก็ต้องแหกผ้าเหลืองอย่างแน่นอน แต่เป็นโชคดีหรือบุญวาสนาของท่านก็ว่าได้ ช่วงที่เตรียมตัวเป็นนาคนั้น ท่านได้หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เป็นอาจารย์ วันหนึ่งระหว่างที่ภาวนาและนั่งฟังหลวงปู่กงมาแสดงธรรม ท่านเกิดประสบการณ์ธรรมเป็นครั้งแรก ทำให้ท่านเกิดปีติและศรัทธาในธรรม ดังท่านเล่าว่า “ พอเรานั่งภาวนา ฟังไปๆจิตอยู่กับคำบริกรรม หูก็ได้ยินเสียงเทศน์ไป คือจิตทำหน้าที่ของมัน หูก็ทำหน้าที่ของมัน มันเกิดเป็นสมาธิ แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันเป็นสมาธิ มันรวมจนกระทั่งว่าไม่มีตัว ไม่มีตน ตัวตนหายหมด แล้วก็ปรากฏภาพนิมิต ที่ตัวเองนี้มาปรากฏหมอบลงไปฟุบกับกองทรายที่เป็นทรายขาวอยู่ในบริเวณวัดนั้นอย่างชัดเจน”

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ท่านมีจิตมุ่งมั่นในการบวช ตั้งใจเจริญสมาธิภาวนาอย่างเต็มที่ แต่พอบวชได้แค่เดือนสองเดือน ความเพียรก็ลดลง ความเกียจคร้านเริ่มครอบงำ ตกบ่ายก็เผลอเอนนอน พอท่านรู้ตัว ก็ตั้งปณิธานว่าระหว่างที่อยู่ในบวรพุทธศาสนาจะไม่ทำให้ผ้าเหลืองมัวหมอง จะตั้งใจปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุด แล้วท่านก็อธิษฐานว่าจะไม่นอนกลางวัน จะภาวนาอย่างเต็มที่ จนจิตดื่มด่ำในการปฏิบัติ ผลก็คือ เมื่อครบหนึ่งพรรษา ท่านตัดสินใจไม่สึก ทิ้งเรื่องแต่งงาน กลับมุ่งหน้าปฏิบัติภาวนาเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมอีก เป็นที่ประหลาดใจของชาวบ้านอย่างยิ่ง

ในพรรษาที่สองนั้น ท่านถึงกับอธิษฐานโดยมีพระรัตนตรัยและเทวดาเป็นพยานว่า จะถือเนสัชชิก คือไม่เอนกายลงนอนตลอดทั้งพรรษา “แม้ว่าข้าพเจ้าไม่ทำตามสัจจะอันนั้น 1. ขอให้ฟ้าผ่าตาย 2. ขอให้แผ่นดินสูบตาย 3. ขอให้ไฟไหม้ตาย 4. ขอให้น้ำท่วมตาย พุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ ถ้าทำอย่างนั้นไม่ได้... เอ้า... ให้สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นมาเลย”

พรรษานั้นทั้งพรรษาท่านต้องสู้กับตัวเอง เกือบจะพ่ายแพ้ก็หลายครั้ง แต่ทุกครั้งท่านได้บอกกับตัวเองว่า “เอ้า... ตายเป็นตาย แต่จะให้สัจจะที่ตั้งไว้ขาดไม่ได้” ในที่สุดท่านก็ทำตามที่อธิษฐานได้ตลอดพรรษา

หลวงปู่เจี๊ยะเล่าว่า ตอนบวชพรรษาแรก ๆ ท่านก็เหมือนคนหนุ่มทั่วไปที่ถูกกิเลสครอบงำอยู่บ่อย ๆ ทำให้เกียจคร้านในการปฏิบัติ แต่ท่านเป็นคนจริง ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อกิเลสง่าย ๆ เวลานึกจะทำตามกิเลส ก็ตำหนิต่อว่าตนเองแรง ๆ เช่น “มึงเป็นพระให้เขากราบไหว้ แล้วมึงภาวนานั่งสู้ญาติโยมแก่ๆ ไม่ได้ แล้วมึงจะมาบวชทำไม” หรือไม่ก็ด่าตนเองว่า “กูบวชมากินข้าวชาวบ้านแล้วยังพาลมาขี้เกียจอีก”

เวลานึกได้เช่นนี้ก็รู้สึกละอายใจตนเอง ถึงกับต้องตั้งสัจจะอธิษฐานกับตัวเองว่า “ถ้ามึงภาวนาไม่ได้ให้มึงตายซะ ถ้ามึงไม่มีสัจจะในตน ขอให้ฟ้าผ่า แผ่นดินสูบ น้ำท่วมตายซะ อย่ามีหน้ามาอยู่ดูโลกกนี้อีกเลย” พออธิษฐานเช่นนี้ ใจจะคึกคักขึ้นมาทันที เกิดความแกล้วกล้า พร้อมภาวนาแบบสู้ตายถวายชีวิต เดินจงกรมได้ทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ต้องนอน จนจิตสงบนิ่งเหมือนตัวลอยหรือเหาะได้อยู่บ่อยๆ จนเพื่อนพระด้วยกันแปลกใจถึงกับพูดว่า “เอ๊ะ... พระองค์นั้นมันเดินจงกรมยังไงวะ... แผ่นดินนี้แหลกไปหมดเลย... เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ยังไม่เคยเห็นใครเดินจงกรมอย่างนี้เลย”

ความใจถึงจนดูเหมือนกล้าบ้าบิ่นของหลวงปู่เจี๊ยะนั้น แม้แต่พระอาจารย์ลี ธัมมธโร หรือท่านพ่อลีแห่งวัดอโศการามถึงกับออกปากว่า “ท่านเจี๊ยะนี่ใครไปยุ่งกับมันไม่ได้ เดี๋ยวมันฮึด ไม่ว่าเทวดา มันเอาหมด มันสู้หมด”

ท่านได้ทำความเพียรเช่นนี้มาตลอด จึงประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมอย่างรวดเร็ว ว่ากันว่า เมื่อท่านบวชได้ ๑๒ พรรษา อายุ ๓๓ ปี ก็สามารถเอาชนะกิเลสและอวิชชา หลุดพ้นจากวัฏสงสารที่ยืดยาวจนนับชาติภพไม่ถ้วนได้ในที่สุด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved