เรื่องเล่าเช้าวันพระ > นิ่งได้ ไม่หวั่นไหว
กลับหน้าแรก

เรื่องเล่าเช้าวันพระ : นิ่งได้ ไม่หวั่นไหว
หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร
๒๖ เมษายน ๒๕๕๔
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   
 

ก่อนอุปสมบท หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำยายปริก เกาะสีชัง จ.ชลบุรีเคยเป็นชาวนาชาวไร่ ต่อมาได้ผันตัวมาเป็นพ่อค้า มีร้านเล็ก ๆ อยู่ที่อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เมื่ออายุได้ ๓๘ ปี ชะตาชีวิตก็พลิกผัน วันหนึ่งเกิดลุแก่โทสะ ขาดสติถึงกับฆ่าภรรยาตายคามือ เนื่องจากระแวงว่าเธอจ้างคนมาฆ่า เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ท่านถูกตัดสินจำคุก ๑๒ ปี หลังจากพ้นโทษ ท่านได้ตัดสินใจออกบวช และครองเพศบรรพชิตจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ชีวิตของท่านเป็นชีวิตที่โลดโผน มิใช่แต่ตอนเป็นฆราวาสเท่านั้น แม้ครองเพศสมณะแล้ว ก็ยังมีเหตุการณ์ร้าย ๆ หลายอย่างเกิดขึ้นกับท่านอย่างที่พระน้อยรูปจะได้รับ เช่น ถูกนักเลงท้องถิ่นรังควาน ทั้งด่าว่าและกลั่นแกล้ง ต่าง ๆ นานา เพราะอยากได้ที่ดินวัด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิม คือท่านมีความสงบนิ่งเพราะมีสติมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งที่มากระทบ แม้บางครั้งจะต้องเจอสิ่งที่สร้างความทุกขเวทนาให้อย่างมาก

ท่านเล่าว่าคราวหนึ่งถูก “พระนักเลง” ทำร้ายร่างกายด้วยไม้หน้าสาม ก่อนจะตีพระรูปนั้นถามว่า “ท่านแน่หรือ” ท่านไม่อยากมีเรื่องจึงตอบไปว่า “ผมไม่แน่” ขนาดยอมถึงอย่างนั้น พระรูปนั้นก็ยังเอาไม้หน้าสามมาตีท่านอย่างแรง แต่ท่านมีสติตามทัน ทันทีที่ถูกไม้ฟาดจนแผลแตกเลือดอาบก็พิจารณาว่า เนื้อหนังมังสาเป็นของเน่าเปื่อย ตอนนั้นไม่มีความคิดจะโต้ตอบกลับเลย ยืนนิ่งให้พระรูปนั้นฟาดกระหน่ำ แทนที่จะโกรธ ท่านกลับมองดูจีวรของท่านที่ชุ่มเลือด แล้วนึกในใจว่า “เออ ดีเหมือนกัน เอาเลือดเราออก จะได้ล้างธรณีสงฆ์”

สักพักโยมที่วัดก็มาเห็น จึงดึงพระรูปนั้นออกมา แล้วพาหลวงพ่อประสิทธิ์ไปส่งโรงพยาบาล ท่านถูกเย็บสิบเข็ม ส่วนพระรูปนั้นถูกจับสึก ภายหลังมาขอกราบเท้าท่าน ท่านไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองแต่อย่างใด ได้แต่บอกเขาไปว่า “ โยม เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร อาตมาไม่ถือโทษหรอก แต่กรรมมันย่อมสนองกรรมเป็นธรรมดานะ”

เวลาลูกศิษย์ลูกหา ไม่ว่าพระเณร แม่ชี หรือญาติโยมทะเลาะกัน ท่านก็ใช้หลักเดียวกันนี้ตักเตือนเพื่อให้หยุดทำร้ายกัน ท่านเคยพูดว่า “หากขัดแย้งกันเมื่อไร ลองถามกันดูซิว่า มึงต้องตายไหม แล้วถามตัวเองว่า กูต้องตายไหม ในเมื่อทั้งสองฝ่ายก็ต้องตายด้วยกันทั้งคู่ แล้วทะเลาะกันทำไม มันได้อะไรขึ้นมา คำพูดที่ด่ากันก็เป็นลมเป็นแล้งสูญสลายไปมดแล้ว แม้แต่ด่ากันอยู่เวลานั้น มันก็ดับทุกคราวที่พูดจบ”

คนส่วนใหญ่มักมีปฏิกิริยาต่อผู้คนหรือสิ่งต่าง ๆ สุดแท้แต่ว่าจะมีอะไรมากระทบ หากเขาด่ามา ก็ด่าไป เขาโกรธเรา เราก็โกรธเขากลับคืน พูดง่าย ๆ คือ แรงมา ก็แรงไป โดยไม่สนใจว่าปฏิกิริยาที่สะท้อนกลับไปนั้นจะก่อปัญหาหรือสร้างทุกข์แก่เราและผู้อื่นมากน้อยเพียงใด ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงมีชีวิตเสมือนตกอยู่ภายใต้การครอบงำกำหนดของสิ่งรอบตัว ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงเราสามารถเลือกได้ว่าเมื่อมีอะไรมากระทบ เราจะตอบโต้หรือนิ่งสงบ จะหวั่นไหวหรือเป็นปกติ จะโกรธหรือไม่โกรธ รวมทั้งจะทุกข์หรือสุข เราเลือกได้เพราะมีทั้งสติและปัญญา

ใช่หรือไม่ว่านี้คือสิ่งสำคัญที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved