คิดถึงหลวงพ่อ >
รำลึกถึงคำสอนหลวงพ่อคำเขียน
กลับหน้าแรก

รำลึกถึงคำสอนหลวงพ่อคำเขียน
สุวิดา ธรรมมณีวงศ์
กลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม

ยามนี้การรำลึกถึงหลวงพ่อคำเขียน ก็คงด้วยการทบทวนสิ่งที่ หลวงพ่อสอนและสิ่งที่หลวงพ่อทำให้ดูอยู่ให้เห็น แม้วาระป่วยไข้และวาระสุดท้ายที่ท่านละสังขาร ยิ่งทำให้รู้สึกว่าหลวงพ่อยืนหยัดในธรรมที่สอน แม้ท่านจะละสังขารไปแล้ว แต่หลวงพ่อก็ได้แสดงธรรมผ่านการละสังขาร และทิ้งธรรมไว้ให้เรายึดถือปฏิบัติ 

เมื่อวันที่ ๒๓ ก.พ. ๒๕๔๐ ไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสุคะโต หลวงพ่อบอกว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องการพบเห็น ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยคำพูด “การปฏิบัติธรรมไม่เหมือนอย่างอื่น การปฏิบัติเป็นภาษาของการพบเห็น บางทีสิ่งที่พบเห็น พูดเป็นสมมติบัญญัติ ไม่ใช่ปรมัตถ์สัจจะเช่น มรรคคือภาวะที่ดู ที่เข้าไปเห็น พอมีอาการเห็นก็มีมรรค มีนิโรธอยู่ในลักษณะเดียวกัน แต่ถ้าเราสาธยายก็จะยาว เป็นคนละเรื่อง”

“แม้แต่เรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา พูดแบบภาษาพูด มันก็ต้องมีศีลก่อน ต้องมีสมาธิ ต้องมีปัญญา...นี้เป็นภาษาที่สมมติ แต่ถ้าเป็นภาษาของการสัมผัส ถ้าจะว่าแล้วศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี เป็นเรื่องของสติ เป็นเรื่องของความรู้สึกตัว เมื่อเรามีสติ มันก็ละความชั่ว มันก็ทำความดี จิตมันก็บริสุทธิ์ นี่เป็นภาษาของการสัมผัสไม่ใช่ภาษาพูด”

หลวงพ่อทำให้เราเชื่อมั่นในอานิสงส์ของความรู้สึกตัว ว่าจะช่วยให้เผชิญกับอะไรๆ โดยไม่หวั่นไหว (เหมือนที่หลวงพ่อเทียนสอนว่าอยู่ที่นี่ ไม่หนี ไม่สู้)  ท่านได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้เจองูเห่าตัวใหญ่ว่า  “ถ้าสติรับรู้อย่างว่องไว เห็นงู ก็นั่งสร้างจังหวะ ตาก็ไม่หลับ งูเห่าตัวใหญ่ กระแตมันไล่งูเห่ามา มาใกล้หลวงพ่อ มันจะเข้ามาในเตียง หลวงพ่อมีกุฏิเป็นเตียง หลวงพ่อไปอยู่บนเตียงนั้น มันจะเลื้อยมาใต้เตียง หลวงพ่อเห็นกล่องไม้ขีด ก็จับมาทิ้งใส่ถูกหัวงูเห่าพอดี มีสตินะ  พอหลวงพ่อโยนกล่องไม้ขีดใส่หัว งูเห่าก็ชูคอขึ้นแผ่พังพานขู่  หลวงพ่อค่อยๆ เอาผ้าจีวรมาอย่างมีสติกลัวงูจะพ่นพิษ ก็ยิ้มแย้มไม่ได้กลัวไม่ได้สะทกสะท้านอะไร  หรือมันจะกระโดดเข้ามาก็จะเอาผ้าจีวรคลุมหัวมัน มันคงกัดเราไม่ได้ มันก็ไม่ทำอะไร พอขู่ไปไม่นานเท่าไหร่ มันก็เลื้อยเข้ากอไผ่ไป นั่นมีสติ ไม่ได้หนี ไม่ได้ไปไหน ใช้ได้ทั้งนั้น ถ้าไม่มีสติมันหลงไป เกิดความกลัวขึ้น ต้องหลงไปถึงไหน ถึงไหนก็ไม่รู้”

ช่วงที่พวกเราปฏิบัติธรรมมักจะมีอาการต่างๆ หลวงพ่อก็จะให้ข้อคิดกับพวกเราทั้งกับผู้ปฏิบัติใหม่และผู้ที่เคยปฏิบัติ ให้ทำความรู้สึกตัวไปเรื่อยๆ “การปฏิบัติธรรม บางทีก็มีความง่วง บางทีก็มีความคิด บางทีก็เกิดนิมิต บางทีก็นั่งน้ำตาไหล สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดา ถ้าเราดู เราดูอะไรมันต้องมีอะไรที่ให้เห็น” “ขอให้เราสร้างภาวะที่เห็น ดูไปก่อน คือตัวสตินี่แหละ ตั้งต้นตรงนี้จะเรื่องอะไรก็ตาม หน้าที่ของเราก็คือพยายามรู้สึกตัวเอาไว้ก่อน เอาไว้เป็นหลัก  มีสติรู้สึกตัวเป็นหลักไปก่อน อย่าเพิ่งไปเอาผิดเอาถูก อย่าเพิ่งไปเอาได้เอาเสีย  อย่าเพิ่งใช้เหตุผลเข้าไปเกี่ยวข้อง ให้เป็นหน้าที่ของสติตรงๆ อย่าด่วนเกินไป ให้เป็นเรื่องของสติตรงๆ ไปก่อน คุณภาพของสติเมื่อมันแก่กล้าขึ้นมาก็เป็นไปเอง”

“ถ้ารู้สึกว่าเคลื่อนไหวก็รู้ ก็ใช้ได้แล้ว อย่าไปเอาตรงไหน ตรงมือวางลง หรือตรงเวลาเดิน เวลาเหยียบดิน เหยียบพื้น ไม่ต้องไปหารายละเอียดขนาดนั้น รู้ก็ใช้ได้ รู้แบบอิสระ ถ้าเรารู้ไปเห็นไป เห็นสิ่งที่มันมาให้เห็นนี้ ทีแรกเห็นก็เห็นเป็นกายธรรมดาไม่เห็นแปลกอะไร  ถ้าสติมันแก่กล้า เห็นบ่อยๆ ก็จะเกิดญาณสร้างความเห็น ทำให้เข้าไปใช้ความเห็นนี้ เห็นเป็นรูป แต่ก่อนเราก็เห็นเป็นกายธรรมดาพอดูไปๆ เห็นเป็นรูป ก็แตกฉานแล้วบัดนี้ เป็นเรื่องที่แตกฉานในเรื่องของรูป พอเห็นรูปก็เห็นนามเพราะมันอยู่ด้วยกัน คล้ายกับว่าได้หลักฐานของตัวเรา  ก็ตามหลักนี้ไป บางอย่างไปตกอยู่ในความไม่เที่ยง ในความเป็นทุกข์ ในความไม่ใช่ตัวตนที่เกิดขึ้นกับรูปก็อยู่ในสภาพแบบนี้ ที่เกิดขึ้นกับนามที่มันผ่านมาให้เห็นก็เป็นสภาพแบบนี้ สติในเมื่อเห็นเข้าไป มันก็เฉลยได้  เราก็หลุดออกจากสภาพที่เห็นนั้น”


รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved