บทความจากธรรมเทศนาถึงหลวงพ่อ > พระสันติพงศ์ เขมปัญโญ
กลับหน้าแรก

 

การอาพาธและการละสังขารของหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ

พระสันติพงศ์ เขมปัญโญ
แสดงธรรม ณ ศาลาหอไตร วัดป่าสุคะโต
วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

 

 

ขอน้อมคารวะหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ กราบขอโอกาสพระอาจารย์ และขอโอกาสจากเพื่อนศาสนธรรมิก เจริญพรมายังแม่ชี อุบาสก อุบาสิกาที่มาอยู่ที่วัดป่าสุคะโต

เจ็ดเดือนเต็มๆ ตั้งแต่กลางเดือนมกราเป็นต้นมา ก็ขาดกิจวัตรปกติ จะเป็นบิณฑบาตก็ดี จะเป็นมาทำวัตรเช้าเย็นก็ดี เนื่องจากว่าต้องอยู่คอยช่วยหลวงพ่อในส่วนที่หลวงพ่อทำไม่ได้ ตั้งแต่ก่อนหลวงพ่อเข้าโรงพยาบาล

เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายๆ ปี  หลวงพ่อคำเขียนท่านแจ้งว่าท่านเจ็บคอ และกลืนอาหารไม่ค่อยสะดวก  ซึ่งก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดา เพราะปลายปีที่แล้วอากาศเปลี่ยน อากาศเย็นต่อเนื่องกันยาว คนป่วยกันเยอะ  ป่วยกับอากาศ  ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ เป็นเรื่องของความเจ็บป่วยในลำคอ เป็นหวัด  สิ่งที่หลวงพ่อบอกก็เป็นเรื่องธรรมดามากๆ  หลวงพ่อก็รู้จักดูแลตัวเองเรื่องหยูกยา ก็เป็นคำปรารภที่ท่านบอกให้เราฟัง เราก็ฟังไว้ แต่ตอนนั้นก็ไม่อยู่ ไปเดินธุดงค์อยู่ยังไม่ได้กลับเข้ามา

พอกลับเข้ามาต้นเดือนมกรา สถานการณ์ของความเจ็บคอก็มากขึ้น  ยาเม็ดที่เคยถวายให้หลวงพ่อฉันทุกเช้าก็ต้องย่อยให้เป็นเม็ดเล็กลงแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่แสดงว่าความเจ็บคอของหลวงพ่อก็มากขึ้น  ตอนนั้น ได้ถวายยาฟ้าทะลายโจรให้หลวงพ่อ  ปกติถ้าเจ็บคอ เอาฟ้าทะลายโจรกลั้วคอตอนกลางคืน ตอนเช้าก็จะหายหรืออย่างน้อยที่สุดก็เกือบๆ หาย  เรียกว่าเป็นยาแก้อักเสบที่ดีที่สุดสำหรับอาการเจ็บคอ  วิธีการก็คือ เราก็จะเอาใบฟ้าทะลายโจรใบสดสักสามใบ ใส่ลงในแก้ว แล้วเทน้ำร้อนลงไปประมาณหนึ่งในสามหรือครึ่งแก้ว พอน้ำอุ่นๆ ก็กลั้วคอแล้วกลืนลงไป  ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่จะแก้อาการเจ็บคอได้ดีที่สุด  แต่พอเราถวายยาหลวงพ่ออย่างนี้แล้ว หลวงพ่อก็ยังไม่หายเจ็บ  และเรายังพบปลอกยาฟ้าทะลายโจรหล่นๆ อยู่ตามพื้นที่ห้องพักของหลวงพ่อ ก่อนหน้าที่เราจะถวายหลวงพ่ออยู่บ้างแล้ว  หลวงพ่อก็ฉันอยู่แล้ว ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ

วันที่ ๗ มกรา เรามีนัดหมอตามวาระปกติ ๓ เดือนครั้ง  ไปหาหมอคราวนั้นหลวงพ่อก็ไม่ได้พูดถึงอาการเจ็บคอ  เราก็ลืมนึกไปที่จะปรึกษากับหมอ เพราะคราวนั้นไปหาด้วยเรื่องความดันที่ต้องไปทุก ๓ เดือน พอวันที่ ๙ หลวงพ่อก็กลืนยายากขึ้นอีก เห็นว่าสถานการณ์นี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เพราะหลวงพ่อเพิ่งไปมาสองวันกลับมาก็มีปัญหามากขนาดนี้  คิดว่าต้องปรึกษาไปทางคุณหมอโรคมะเร็งที่เคยดูแล  โยมพี่หมูจึงติดต่อไปและคุณหมอก็นัดให้ไปพบในวันที่ ๒๒ มกรา  หมอก็ตรวจตามขั้นตอนปกติทุกอย่าง เนื่องจากคุณหมอเป็นคุณหมอโรคเลือดที่ดูแลหลวงพ่อเรื่องมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในคราวที่แล้ว  ฉะนั้นสิ่งที่คุณหมอตรวจในเบื้องต้นก็คือ ต่อมน้ำเหลืองมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า  เท่าที่ดูสีหน้าท่าทางของคุณหมอก็ไม่มีอะไรที่ดูผิดปกติไป  พอจบการตรวจ คุณหมอก็ให้ขึ้นหาหมอหูคอจมูก เนื่องจากว่าตรงนี้ไม่พบอะไร  เราไปพบหมอหูคอจมูก หมอก็ส่องกล้องดู เป็นกล้องรูปกรวยเล็กๆ ส่องด้วยตาจากข้างนอก แต่ปลายทางก็ลงไปถึงลำคอ  คุณหมอไม่ได้บอกเราแต่รายงานให้คุณหมอเจ้าของไข้ว่ามีตุ่มเกิดขึ้นมาใกล้ๆ กับต่อมไทรอยด์  เรากลับลงไปพบคุณหมออีกครั้ง  คุณหมอก็ให้เรานัดทำ PET Scan ซึ่งเป็นการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ละเอียดพิเศษอันหนึ่ง เราก็นัดทันที ได้นัดวันที่ ๒๗ มกรา 

เมื่อทำ PET Scan แล้วต้องอ่านผลโดยผู้เชี่ยวชาญ ตอนนั้นติดตรุษจีน คุณหมอก็นัดให้มาดูผลในวันที่ ๓ กุมภา ปรากฎว่าผลของ PET Scan ก็คล้ายๆ ว่ามีสัญญาณของโรคมะเร็งเกิดขึ้น  คุณหมอยังไม่ได้บอกอะไร เราเพียงแต่อ่านในใบตรวจคร่าวๆ เท่าที่พอจะอ่านได้ เหมือนกับจะมีสัญญาณเกิดขึ้น  คุณหมอก็นัดมาส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารอีกในวันรุ่งขึ้น วันที่ ๔ กุมภา จึงให้งดน้ำงดอาหาร หลวงพ่อพูดกับพวกเราว่าน่าจะมีทางแก้ไข

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หลวงพ่อก็ยังขึ้นทำวัตรตามปกติ เทศน์สุดท้ายของหลวงพ่อดูเหมือนจะเป็นวันที่ ๒๑ มกรา ก่อนที่สายๆ วันนั้นเราจะเข้ากรุงเทพฯ  หลวงพ่อก็ขึ้นมาเทศน์ หลวงพ่อยังทำหน้าที่ของหลวงพ่อเป็นปกติมากๆ  ส่วนเรื่องฉันอาหาร หลวงพ่อกลืนอาหารยากขึ้นๆ  ในวันที่ ๒๑ หลวงพ่อรับนิมนต์ไปฉันเพล คุณหมอประสาทสังเกตุว่าหลวงพ่อกลืนอาหารดังเอื๊อก...บางคำ  คำว่ากลืนอาหารดังเอื๊อกก็คือ หลวงพ่อฉันข้าวต้ม ซึ่งไม่ได้กลืนยากอะไรแต่หลวงพ่อก็กลืนยากจนเราได้ยิน  วันที่ ๒๒ ตรวจเสร็จ หลวงพ่อกลับสุคะโตและไปใหม่วันที่ ๒๕ หลวงพ่อปกติจะไปล่วงหน้าวันเดียว ตรวจเสร็จแล้วกลับเลย คุณหมอประสาทก็นิมนต์ฉันเพลวันที่ ๒๕ มกรา คุณหมอประสาทก็สังเกตอาการ บอกพวกเราว่าหลวงพ่อกลืนอาหารดังเอื๊อก...มากขึ้นเกือบทุกคำ  คราวก่อนนั้นบางคำดังเอื๊อก คราวนี้กลืนน้ำก็ดังเอื๊อก น้ำก็กลืนลำบากขึ้น จากวันนั้นเราก็ไม่ได้กลับสุคะโตอีกเพราะหลวงพ่อดูอ่อนแรง

ในช่วงก่อนที่จะถึงวันที่ ๔ กุมภา หลวงพ่อฉันอาหารได้น้อยลงมากๆ  หลวงพ่อบอกว่าสงสัยคอหลวงพ่อจะเหลือช่องอยู่แค่ประมาณเม็ดข้าวสาร หลวงพ่อบอกอย่างนั้น  หลวงพ่อก็ขอให้พวกเราจัดโจ๊กถวาย เพราะหลวงพ่อกลืนอาหารได้น้อยมากๆ แม้ผลไม้ก็ไม่ได้  ในช่วงการฉันเช้า ปกติที่หลวงพ่อเคยฉันเป็นอาหารหลักก็ฉันได้ไม่เท่าไหร่  ตอนเย็นก็ต้องมีอาหารถวายหลวงพ่อซึ่งช่วงนั้นก็เหลือเป็นโจ๊กอย่างเดียว  หลวงพ่อก็จะตักนิดๆ คำเล็กๆ  ถ้าใหญ่กว่านั้นก็จะสำลัก ซึ่งแค่คำเล็กๆ เวลากลืนก็จะมีการกระแอมกระไอ นิดๆ หน่อยๆ  แต่ความที่หลวงพ่อมีสติกับการตัก การกลืนอะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็ทำให้หลวงพ่อไม่ค่อยสำลักอะไร ก็มีแค่กระแอมกระไอนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น  นั่นคืออาการที่หลวงพ่อบอกว่าคอ หรือหลอดอาหารมีช่องอยู่ประมาณซักเม็ดข้าวสาร

เช้าวันที่ ๔ กุมภา เราก็ไม่ทราบว่าหลวงพ่อกลืนอะไรไม่ได้อีกแล้ว  เพราะหมอสั่งว่าวันนี้จะส่องกล้อง ก็งดน้ำงดอาหาร  เวลาส่องกล้องก็เป็นเวลาประมาณสิบโมงเช้า เราเห็นเป็นเวลาสมควรที่หลวงพ่อจะได้ฉันยาความดัน หลวงพ่อบอกว่ามีอาการความดันสูง ถามคุณหมอก็บอกว่าฉันได้ โยมพี่หมูจึงจัดยาให้หลวงพ่อ  ยาเม็ดความดันเป็นยาเม็ดเล็กๆ ก็ย่อยเป็น ๘ ซีก เม็ดเล็กนิดเดียว หลวงพ่อยังบอกว่าเล็กกว่านั้นอีกๆ  ก็จัดให้ตามที่หลวงพ่อบอก  หลวงพ่อก็ยังกลืนไม่ลง อมน้ำอยู่นานก็กลืนไม่ลง หลวงพ่อพยายามกลืนก็กลืนไม่ลง ก็ถึงเวลาที่เราเข้าไปส่องกล้องตรวจพอดี ที่ห้องส่องกล้องพออ้าปากจะส่องกล้องตรวจ หมอก็พบยาที่ค้างอยู่ที่คอด้านล่างต่ำกว่าลิ้นไก่ลงไปอีกหน่อย นั่นก็เป็นสิ่งที่หมอเห็นว่าลำคอไม่สามารถจะใช้กลืนอาหารได้อีก หมอเลือกกล้องที่ใหญ่หน่อยก็หาช่องใส่ไม่ได้ ก็อีหลุกขลุกขลักอยู่ระยะหนึ่ง ท้ายที่สุดก็ไปหากล้องเล็กๆ มาพยายามสอดใส่ ท้ายสุดก็ใส่ได้  พอผ่านจุดที่ตันตรงหลอดอาหารนั้นไป  คุณหมอก็พูดขึ้นว่าข้างล่างไม่เห็นมีอะไร มีการพยายามตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่อุดตัน พยายามอยู่นาน หลวงพ่อให้ความร่วมมือดีมาก ท้ายสุด ตัดครั้งที่สาม ดูท่าหมอที่ตัดไม่ค่อยพอใจ เพราะการตันทำให้ตัดยากมาก แต่หมออีกท่านว่าน่าจะพอได้  คุณหมอหันมาถามว่า จะต้องใส่สายยางสำหรับให้อาหาร จะให้ใส่เลยไหม เพราะมีกล้องส่องเป็นไกด์อยู่แล้ว  เราเห็นว่ากลืนอาหารไม่ได้ก็ใส่เลย ไม่เช่นนั้นก็ลำบากหลวงพ่ออีก  คุณหมอจึงใส่สายยางทางจมูกจะได้ให้อาหารทางสายยาง  หลวงพ่อก็แอดมิทที่โรงพยาบาลจุฬาฯ  การกลืนอาหารของหลวงพ่อก็จบลง และต้องใช้สายยางตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาเป็นต้นมา  แล้วก็เป็นคนไข้ประจำโรงพยาบาลโดยไม่ทันได้เตรียมตัว แต่ความเป็นพระก็สะดวก เพราะเราไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าจีวร สังฆาฏิซึ่งติดตัวพร้อมอยู่แล้ว  ทำให้การเข้าพักในโรงพยาบาลของพระก็ง่าย  หลวงพ่ออยู่ที่โรงพยาบาลและต้องมีสายยางประกอบการให้อาหารตั้งแต่นั้นจนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย

ร่างกายของหลวงพ่อน่าจะมีโรคมะเร็งก่อตัวขึ้นมาอีกครั้งตั้งแต่ช่วงนั้น  อย่างที่บอกว่าวันที่ ๒๒ เป็นตุ่มเล็กๆ ที่แสดงขึ้นมา อาการตรงนี้เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่  ตลอด ๗ เดือนที่ผ่านมา มะเร็งก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นๆ  ในช่วงต้นๆ เราไม่ค่อยเห็นความก้าวหน้าของตัวโรคอะไรมากนัก อาการที่จะปรากฎออกมาด้านนอกก็น้อย ต่อมน้ำเหลืองที่ใต้หู ปรากฎขึ้นมาประมาณสัก ๒ เดือนหลังจากนั้น เมื่อกลับมาอยู่ที่วัดแล้ว เพราะเราไปอยู่ที่โรงพยาบาลราวๆ ๒ เดือน  วันที่ ๒๖ มีนาก็กลับมา ต่อมน้ำเหลืองที่จุดตรงนี้ก็โต  ตั้งแต่เห็นโตมาก็โตๆ ยุบๆ เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวไม่เห็น มาเรื่อยๆ แต่มีก้อนเนื้อบริเวณลำคอมีขนาดโตขึ้นมาๆ  จนกระทั่งเช้าตรู่วันที่ ๒๓ สิงหาคืนนั้นหลวงพ่อต้องใช้ออกซิเจน ย้อนกลับไปเมื่อสองเดือนก่อน ถือว่าการหายใจดีมาก คือก่อนหน้าที่จะถึงสองเดือนสุดท้าย บางครั้งหลวงพ่อมีอาการหายใจลำบากมาก ต้องใช้ออกซิเจนต่อเนื่องกันถึง ๔ วัน  บางทีก็ ๒๔ ชั่วโมง บางทีก็เว้นนิดๆ หน่อยๆ แต่สองเดือนย้อนกลับไป หลวงพ่อก็หายใจได้ค่อนข้างดีมากๆ  มีอยู่คืนหนึ่งที่หลวงพ่อไม่ขอรับออกซิเจน เนื่องจากตัวก้อนรอบๆ คอขยายใหญ่ขึ้นมาก เวลาที่เราสัมผัสด้วยการใช้สายเชือกที่จะรัดอุปกรณ์รอบคอหลวงพ่อ เพื่อจะเอาตัวหน้ากากออกซิเจนครอบไปที่เจาะคอ หลวงพ่อก็เจ็บและก็ปฏิเสธ  อีกคืนถัดมาหลวงพ่อก็ได้รับยาจากคุณหมอแผนปัจจุบันที่หันไปทำแพทย์ทางเลือกที่เรียกว่าโฮมีโอพาธี่ (Homeopathy)  หลวงพ่อได้รับยาตอนบ่าย คืนนั้นเราขอโอกาสหลวงพ่อให้ออกซิเจนตามที่เราเห็นว่าหลวงพ่อสบายขึ้นถ้าได้รับ หลวงพ่อปฏิเสธไม่เอา  ก็นึกอยู่ในใจว่าหลวงพ่อคงเจ็บ  บอกพระอาจารย์โน้สว่าต้องขอรบกวนหลวงพ่ออีกครั้งดีกว่า ขอหลวงพ่อว่ายังไงก็จะยืนยันให้ออกซิเจน หลวงพ่อก็เขียนหนังสือบอกเราว่า วันนี้หายใจโล่ง  ตั้งแต่นั้นมาหลวงพ่อก็ไม่ได้ขอออกซิเจนมาเกือบตลอดช่วงสองเดือน

วันที่ ๒๔ กุมภา หลวงพ่อต้องเจาะคอช่วยหายใจอีกอันหนึ่ง  เนื่องจากตัวก้อนไปเบียดหลอดลมทำให้หายใจไม่ได้  นาทีนั้นจำได้ว่า หลังจากตรวจ คุณหมอก็ออกมาบอกเราว่าต้องเจาะคอช่วยหายใจด่วน  ถามคุณหมอว่าด่วนน่ะ ด่วนแค่ไหน คุณหมอบอกว่าต้องเดี๋ยวนี้  ถามว่าทำไมต้องเดี๋ยวนี้ คุณหมอบอกว่า ถ้าไม่เจาะเดี๋ยวนี้ ก็ไม่รู้ว่าหลวงพ่อจะหยุดหายใจตอนไหน  นาทีนั้น ทุกคนก็พยักหน้าว่าเจาะก็เจาะ เราก็ไม่รู้ว่าเจาะแล้วจะมีผลอะไร แค่ไหน อย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุดหลวงพ่อก็ยังได้หายใจ  หลวงพ่อต้องให้อาหารทางสายยาง และต้องใช้หลอดคอช่วยหายใจทั้งสองส่วน ตั้งแต่กลางดึกวันที่ ๒๔ กุมภาเป็นต้นมา  ข้างบนไม่ว่าจะเป็นปากก็ดี จะเป็นจมูกก็ดี ก็ใช้ไม่ได้อีกแล้ว คือจมูกก็ไม่สามารถหายใจได้เลย ปากก็ไม่สามารถกลืนได้เลย น้ำลายก็กลืนไม่ได้ตั้งแต่บัดนั้น  หลวงพ่อบอกว่าบททวัตติงที่เป็นบทอาการ ๓๒  ต้องเพิ่มเข้าไปอีก ๒ รายการ รายการที่ ๑ เป็นสายยางให้อาหาร อีกรายการเป็นหลอดคอที่เพิ่มเข้ามาช่วยหายใจ เป็นอาการ ๓๔ แทน  ก็เป็นสิ่งที่หลวงพ่อยังอยู่กับโรคภัยไข้เจ็บ อย่างที่ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นทุกข์เป็นโศกอะไร

วันที่ ๒๓ สิงหาคม ตีสี่ หลวงพ่อขอพลิกตัว  เวลาที่ให้ออกซิเจนจะมีสายยางยาวๆ อันหนึ่งที่ต่อกับหน้ากากครอบหลอดหายใจ  เมื่อหลวงพ่อจะพลิกตัวก็จะบอกเรา เพราะบางทีสายจะหลุด พระอาจารย์โน้สก็เข้าไป  สิ่งที่เห็นคือเช้าวันนี้ หลอดหายใจของหลวงพ่อถูกดันออกมาประมาณ ๒ นิ้ว เกือบจะหลุด  ในสายตาของพวกเราถือว่าเป็นอันตรายมากๆ  เพราะเมื่อ ๒ อาทิตย์ที่แล้ว หลวงพ่อเคยหยุดหายใจครั้งหนึ่งด้วยเหตุการณ์แบบนี้ เพราะหลอดหายใจถูกก้อนเนื้อดันออกมาแล้วไม่สามารถดันกลับเข้าที่ไปได้  หลวงพ่อหยุดหายใจไปประมาณ ๒ – ๓ นาที  คราวนี้สถานการณ์ที่เห็น พระอาจารย์โน้สที่เป็นหัวหน้าทีมดูแลหลวงพ่อก็บอกให้ท่านอั๋นไปบดยา Dexa  ซึ่งเป็นยาลดอาการบวม  เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว ยานี้ช่วยให้อาการบวมของหลวงพ่อลดลงภายในเวลาประมาณ ๒๐ นาที จึงดันหลอดคอกลับเข้าที่ไปได้ และหลวงพ่อก็อยู่ต่อมาได้ถึงวันที่ ๒๓ อย่างดี  วันนี้ก็เหมือนกัน พระอาจารย์โน้สก็สั่งท่านอั๋นให้ไปบดยา ในขณะที่พระอาจารย์โน้สเตรียมฉีดยา Dexa เข้าสะโพก เพราะนอกจากกินก็ต้องฉีดด้วย สถานการณ์นั้นดูไม่ค่อยดีเลย 

พระอาจารย์โน้สให้ผมดูแลเรื่องการให้ออกซิเจน และดูแลเรื่องการช่วยหลวงพ่อหายใจด้วยออกซิเจน ตั้งแต่ตีสี่จนกระทั่งตีห้าก็ได้ทำหน้าที่นี้อย่างเดียว คือเอาออกซิเจนจ่อตรงทิวบ์ช่วยหายใจของหลวงพ่อ  ท่านอั๋นก็กรอกยาใส่สายทางหน้าท้องหลวงพ่อ พระอาจารย์โน้สก็ฉีดยาหลวงพ่อ ถ้าเป็นภาพ คนหนึ่งกำลังจ่อท่อหายใจ อีกคนให้ยาทางข้างหน้า อีกคนฉีดยาที่สะโพก  ภาพตอนนั้นแต่ละคนทำงานกันชุลมุนวุ่นวาย เนื่องจากถ้าไม่ทำอย่างนี้หลวงพ่อก็อาจจะหยุดหายใจได้ ยังมีท่านอัจลาด้วย  ๔ รูปก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ  ประมาณครึ่งชั่วโมงผ่านไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น  จำได้ว่าตอนที่พยายามกดท่อให้เข้าที่  หลวงพ่อมีสีหน้าที่บอกเราว่ามากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะว่าเจ็บ พอออกแรงกด หลวงพ่อจะจับตรงประมาณลิ้นปี่ ทำหน้าตาบอกเราว่าเจ็บ

หลวงพ่อพูดไม่ได้ตั้งแต่เจาะคอเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภา ก็ใช้วิธีการสื่อสารผ่านการเขียน หรือไม่ก็ใช้มือ ใช้สีหน้าท่าทางบอก  ครึ่งชั่วโมงผ่านไปหลวงพ่อก็ปัดๆ มือพวกเราหน่อยหนึ่ง  แล้วขอเข้าห้องน้ำ ก็ลุกขึ้นมา เดินเข้าห้องน้ำ  เวลาลุก เวลานั่ง หลวงพ่อจะลุกนั่งแบบรู้สึกตัว  มีสติกับการลุกการนั่งดีมากๆ   หลวงพ่อลุกขึ้นแล้วประคองตัวด้วยการจับฝา ไม่มีการพรวดพราดเดิน แล้วค่อยๆ เดินเข้าห้องน้ำ  พวกเราแต่ละคนก็ทำหน้าที่กัน ตัวผมเองก็เอาออกซิเจนคอยจ่อไม่ให้พ้นจากท่อหายใจ ท่านอั๋นช่วยเข็นเครื่อง สองสามคนนี้ก็ช่วยกันเพื่อให้หลวงพ่อเข้าห้องน้ำได้โดยไม่ขาดออกซิเจน  พวกเราก็ทำหน้าที่ล้อมหน้าล้อมหลัง หลวงพ่อก็เดินเข้าห้องน้ำเป็นปกติมาก  หลังจากอึหลังจากฉี่ ซึ่งพวกเราก็อยู่ตรงนั้น หลวงพ่อก็ลุกขึ้นจากโถ มาล้างหน้าล้างตา ล้างมือเรียบร้อย เดินกลับมาที่เตียง กลับมานอนอีกครั้ง  หลวงพ่อนอนตะแคงด้านขวา เหมือนสีหไสยาสน์  หลวงพ่อก็ตะแคงด้านขวาเป็นปกติ ช่วงนั้นเราก็ไม่รู้สึกว่าเป็นอะไร  พระอาจารย์โน้สบอกให้วัดออกซิเจน วัดความดัน เนื่องจากการเคลื่อนไหวอาจจะทำให้หลวงพ่อมีอาการผิดปกติ เพื่อที่จะได้รายงานไปที่คุณหมอตอง  ตอนนั้นคุณหมอตองยังมาไม่ถึง พระอาจารย์โน้สก็ใช้วิธีโทรศัพท์ปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดี

สิบห้านาทีสุดท้ายก่อนตีห้า วัดออกซิเจนที่นิ้วหลวงพ่อ ก็พบว่าออกซิเจนในเลือดมีอยู่ ๙๘  แสดงว่าการหายใจของหลวงพ่อยังมีคุณภาพดีมากๆ  ออกซิเจนในเลือดสูงมากๆ  แต่สิ่งที่ผิดไปหน่อยหนึ่งก็คือชีพจรสูง ๑๐๒  ก่อนหน้านี้ ตอนช่วงตีสี่ ออกซิเจนได้ ๙๗ ส่วนชีพจรได้ ๗๐ ก็ถือว่าดีมาก  นั่นเป็นตอนที่พวกเราเห็นว่าวิกฤติเกิดขึ้นแล้ว ตอนนั้นหลวงพ่อก็หายใจดี และชีพจรก็ดีมากๆ  ตรงนี้พวกเราแต่ละคนก็ทำหน้าที่ของตัวเอง พระอาจารย์โน้สก็ปรึกษาหารือแล้วดูว่าจะทำอย่างไรดี  ผมเองก็ทำหน้าที่จ่อท่อออกซิเจนที่คอหลวงพ่อ  

อีกประมาณไม่ถึง ๕ นาที หลังจากวัดว่าออกซิเจนในเลือด เสียงหายใจของหลวงพ่อก็เปลี่ยนไป ได้ยินชัดเจนเพราะหน้าหลวงพ่อกับหน้าเราก็ห่างกันนิดเดียว  พอเสียงหายใจเปลี่ยนไปก็หันหน้าไปมองพระอาจารย์โน้ส บอกพระอาจารย์โน้สว่าเสียงหายใจหลวงพ่อเปลี่ยน  พอหันกลับมาหลวงพ่อก็ทำไม้ทำมือบอกว่าขอกระดาษ ขอดินสอเขียน ก็ยื่นกระดาษ ดินสอให้หลวงพ่อ  หลวงพ่อก็เขียนขยุกขยิกอยู่สักระยะแล้วส่งให้พระอาจารย์โน้ส  พระอาจารย์โน้สบอกว่าอ่านไม่ออกแล้ววางไว้  ขณะที่หลวงพ่อส่งกระดาษให้ แล้วหลวงพ่อก็วางปากกา หลวงพ่อก็ยกมือไหว้พวกเรา แล้วนอนลืมตาสบายๆ เหมือนกับว่าไม่มีอะไร ก็ให้พวกเราอ่านตรงนั้น 

หลวงพ่อทำหน้าที่ของตัวเองด้วยการเขียนหนังสือเสร็จ ก็นอนลืมตาสบายๆ  อีกแป๊บนึง ก็ได้ยินเสียงลมหายใจของหลวงพ่อหยุดลง  ขณะที่พระอาจารย์โน้สหยิบกระดาษไปอ่าน ผมก็คอยฟังเสียงลมหายใจของหลวงพ่อ คอยสังเกตใบหน้าท่าทางของหลวงพ่ออยู่ ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกหลังจากที่บอกว่าหายใจไม่สะดวก  เสียงลมหายใจก็ดังขึ้นๆ  เหมือนกับหลวงพ่อหายใจได้ยากขึ้น แล้วเสียงลมหายใจก็หยุดลง  เมื่อกี้เสียงลมหายใจได้ยินชัดๆ ตอนนี้ไม่ได้ยินอีกแล้ว  พอลมหายใจหยุดลง แป๊บเดียวเท่านั้นก็มองเห็นตาหลวงพ่อที่ลืมอยู่สบายๆ เหมือนจะแข็งนิดนึง  แล้วหลวงพ่อก็หลับตาลง  ผมมองหน้าพระอาจารย์โน้ส เหมือนกับสงสัยเราหมดหวังแล้ว ในใจส่งสายตาบอกพระอาจารย์โน้สอย่างนั้น  หันกลับมาที่หลวงพ่ออีกที ขณะที่นอนตะแคงอยู่คอก็พับลง หมดแรงฝืน น้ำมูกก็ไหล น้ำลายก็ไหล อีกเดี๋ยวหลวงพ่อก็ฉี่ราดกางเกง สัญญาณตรงนั้นเป็นสัญญาณสุดท้าย  ไม่ทันที่พระอาจารย์ไพศาลจะไปถึง  พระอาจารย์โน้สบอกให้เมี่ยวฉือมารอบอกพระอาจารย์ไพศาลขึ้นไปกราบหลวงพ่อในนาทีสุดท้าย แต่หลวงพ่อก็หมดลมหายใจก่อน สังเกตร่างกายของหลวงพ่อตอนนั้น ไมมีปฏิกริยาอะไรที่จะแสดงถึงสัญญาณของความมีชีวิต  หลังจากที่หลวงพ่อคอพับไป ก็มีอาการเบาๆ เล็กๆ อีกสักสองครั้ง น้อยๆ

พอพระอาจารย์ไพศาลขึ้นไปกราบเรียบร้อย พวกเราก็พลิกหลวงพ่อกลับมาเพื่อจะได้จัดการแต่งเนื้อแต่งตัว ทำความสะอาดร่างกายหลวงพ่อ พระอาจารย์โน้สเป็นคนพลิก  ผมบอกพระอาจารย์โน้สว่าตามที่หลวงพ่อเคยบอก  พระอาจารย์โน้สดูใบหน้า จัดให้หลวงพ่อด้วย ดูให้เรียบร้อย  ในขณะที่บอกก็มองไปที่หน้าหลวงพ่อที่หงายกลับออกมาให้อยู่ในท่านอนหงายก็เรียบร้อยทุกอย่าง เราไม่ต้องทำอะไร  ตาท่านปิดเบาๆ สบายๆ ปากก็ปิดเรียบร้อย อาจจะมีรอยเลอะของน้ำลายบ้างแต่ไม่ได้บูดเบี้ยวอะไร อยู่ในสภาพที่เราไม่ต้องจัดแต่งอะไร มือไม้หลวงพ่อก็วางอยู่ในตำแหน่งที่สบายๆ เท้าก็ดี ก็อยู่ในอาการที่ไม่ได้กลัว ไม่ได้เกร็ง ไม่ได้ฝืน  ไม่ได้เห็นว่าอาการที่จะหายใจไม่ได้ตรงนั้นจะเป็นอาการที่ยิ่งใหญ่อะไรมากมาย

ถ้าหากพวกเราจะมองว่า ๑๕ นาทีสุดท้าย เป็น ๑๕ นาทีที่หลวงพ่อหายใจยาก  หลวงพ่อก็คงไม่ได้ว่าหายใจยาก หายใจได้อย่างนั้นก็ยอมรับ หรือนาทีที่ลมหายใจไม่สามารถหายใจต่อไปได้เนื่องจากถูกอุดตัน หลวงพ่อเองก็หยุดหายใจ ที่บอกว่ามีตาที่แข็งนิดนึง แป๊บเดียว เสี้ยววินาทีเล็กๆ แล้วก็หลับตาลง  เป็นปกติมากๆ  ไม่ได้รู้สึกว่านาทีนั้นเป็นนาทีของความตายหรือนาทีของอะไรที่ผิดปกติไป  อาการของหลวงพ่อตรงนั้นช่วยให้พวกเราที่ดูแลอยู่ไม่ได้ลุกลี้ลุกลนอะไรมาก ก็ยอมรับสภาพ แต่อาการของการดับไป ดับไม่เหลือของหลวงพ่อก็ปรากฎให้เราเห็น

เหตุการณ์ก็จบลงตรงนี้  พวกเราก็เตรียมแต่งเนื้อแต่งตัวหลวงพ่อ ก็กระทำตามที่หลวงพ่อต้องการ คือย้ายร่างหลวงพ่อไปที่วัดภูเขาทอง แล้วเรื่องราวก็ดำเนินการต่อมาจนกระทั่งถึงนาทีนี้

กราบหลวงพ่อคำเขียนอีกครั้ง พวกเรากราบลาพร้อมกัน 

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved