บทความจากธรรมเทศนาถึงหลวงพ่อ > พระสุทธิศาสตร์ ปญฺญาปทีโป
กลับหน้าแรก

หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ผู้เป็นสมณะ

พระสุทธิศาสตร์ ปญฺญาปทีโป
แสดงธรรมงานละสังขารหลวงพ่อคำเขียน
วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ ณ วัดภูเขาทอง

 

 

ขอนอบน้อมพระรัตนตรัย คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ กราบขอโอกาสพระอาจารย์ไพศาล พระเถรานุเถระ เพื่อนสหธรรมมิก ขอเจริญในธรรมแม่ชี และญาติโยมทุกคน นั่งกันตามสบาย

เป็นจังหวะที่ได้แสดงธรรม ที่จริงก็ไม่ค่อยอยากจะแสดงเท่าไหร่ ถ้ามีพระเถระผู้ใหญ่มา อยากให้ท่านได้แสดง แต่ที่จริงหลวงพ่อก็เคยบอกไว้ตั้งแต่ตอนก่อนหลวงพ่อจะเสีย หลวงพ่อบอกให้อาจารย์ไพศาลแสดงธรรมบ้าง ให้อาจารย์โน้สแสดงธรรมบ้าง ให้อาจารย์ตุ้มแสดงธรรมบ้าง ให้อาจารย์ทรงศิลป์แสดงธรรมบ้าง คล้ายๆ เอาแบบง่ายๆ ก็แสดงธรรมบ้างก็ได้เหมือนกัน ก็คิดว่าจะเล่าในส่วนที่ได้รู้จักกับหลวงพ่อบ้าง อุปัฏฐากหลวงพ่อในช่วงที่หลวงพ่อเจ็บป่วยบ้าง เป็นธรรมะที่ได้เรียนรู้จากหลวงพ่อ

ตัวกระผมเองหรือว่าอาตมารู้จักหลวงพ่อจากการที่คิดจะมาบวช บวชแล้วก็อยากจะมาอยู่ที่วัดป่าสุคะโต ประมาณปี ๒๕๔๑ เคยมาสำรวจค่าย ออกค่ายแถบจังหวัดชัยภูมิ ก็ขึ้นมาบนหลังเขานี้ มีพัฒนากรขอตามมา ผ่านแถบหน้าวัดสุคะโตแต่ไม่ได้เข้าวัด เคยได้ยินชื่อเสียงของพระอาจารย์ไพศาล รู้ว่าท่านอยู่ที่วัดป่าสุคะโต ได้ผ่านก็จำได้ พัฒนากรซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้จักพระอาจารย์ไพศาล แต่รู้จักหลวงพ่อคำเขียน ก็บอกว่าที่วัดป่าสุคะโตมีหลวงพ่อคำเขียนอยู่ที่วัด เป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อาตมาก็คิดว่า

“อ้อ สุคะโตนี่ดีเนาะ มีทั้งหลวงพ่อคำเขียน มีทั้งพระอาจารย์ไพศาล ถ้าเราจะบวช เราจะมาอยู่ที่วัดป่าสุคะโตนี้”

เมื่อตอนปี ๔๓ หรือ ๑๔ ปีที่แล้ว ก่อนที่จะบวชก็เลยพาญาติโยมมาดูวัด มากราบหลวงพ่อ มากราบพระอาจารย์ แต่วันนั้นพระอาจารย์ไม่อยู่ ก็ได้ดูวัดที่วัดป่าสุคะโต ได้มากราบหลวงพ่อที่กุฏิที่วัดภูเขาทอง กุฏิตรงนี้ หลังที่ตั้งสรีระหลวงพ่อนี่แหละ แต่ก่อนยังไม่มีการขยายด้านหน้า ยังไม่ได้ขยายด้านข้าง มากราบหลวงพ่อและได้คุยกับท่าน รู้สึกถึงความใจดี รู้สึกอบอุ่น เหมือนท่านเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ถามท่านว่าจะบวชจากข้างล่างแล้วขึ้นมาอยู่วัดป่าสุคะโตได้ไหม หลวงพ่อก็บอกว่า ได้ๆ ดีๆ มาอยู่ด้วยกัน มาช่วยกัน ก็ยังจำสิ่งที่หลวงพ่อพูดได้ตั้งแต่ ๑๔ ปีก่อน ท่านบอกว่า "ได้ๆ มาอยู่ด้วยกัน มาช่วยกัน” ไม่คาดคิดว่าจะได้มาอยู่กับท่านนานขนาดนี้ หรือได้ช่วยท่านบ้าง ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้ทำเช่นนี้ แต่จะว่าไปไม่ได้ช่วยท่านอะไรมากหรอก ที่จริงท่านแหละเป็นคนช่วยผมหรือช่วยอาตมามากกว่า เพราะว่าถ้าไม่ได้มาอยู่ปฏิบัติที่วัดป่าสุคะโตก็จะไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้สึกตัว” คิดว่าหลวงพ่อสอนให้เราได้รู้จักกับความรู้สึกตัว รู้จักกับตัวเอง แต่ก่อนไปเที่ยวตามหาความหมายของชีวิต ตามหาความหมายแห่งตัวตนจริงๆ แต่ที่จริงมันหาความหมายจากความคิด อ่านหนังสือแล้วก็คิด ก็คิดว่าตัวเองเข้าใจ แต่พอเจอปัญหาก็เหมือนเดิม แต่พอมาทำความรู้สึกตัว มาฝึกสติ การรู้ตัวที่จริงตัวเราก็มีอยู่แล้ว มีกาย มีใจ มีอยู่แล้ว แต่เราไม่เคยรู้กายรู้ใจของเราเลย เราไปอยู่ในโลกของความคิด คิดโน่น คิดนี่ สุขๆ ทุกข์ๆ อยู่ร่ำไป แต่ความรู้สึกตัว มันทำให้เราอยู่เป็นผู้ดู ดูกายเขาเคลื่อนไหว ดูใจเขาคิดนึก เมื่อได้รู้จักกับความรู้สึกตัว รู้สึกมันเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ทำให้คิดว่าธรรมะมีอะไรดีมากมาย น่าจะศึกษาเรื่อยๆ ศึกษามาเรื่อยๆ มาหลายปีแล้วก็สนุกดี ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะอยู่ตรงนี้ได้นานขนาดนี้ แต่ที่จริงก็คิดว่าสุคะโตได้ให้อะไร และมีอะไรที่เราสามารถทำได้ ช่วยทำบ้าง การงานที่วัดบ้าง หรือว่างานดูแลหลวงพ่อบ้าง

แต่ที่จริงเรื่องการดูแลหลวงพ่อนี้ ถ้าปกติ ถ้าท่านแข็งแรงดี อย่าได้หวังว่าจะได้ช่วยท่าน เพราะท่านจะทำเองทุกอย่าง ทำงานทำการท่านไม่เรียกใครมาช่วยนะ ถ้าเป็นงานที่ท่านพอทำได้ ท่านทำเองทั้งหมดแหละ จะรดน้ำต้นไม้ จะปลูกต้นไม้ จะขุดดิน จำได้เลย ปี ๔๔ ถมพื้นที่ศาลาหน้าวัดป่าสุคะโต ยกพื้นศาลาขึ้น สั่งดินมาถม ท่านก็โกยดิน เกลี่ยดินของท่านเอง ก็จะเห็นภาพตรงนี้ เห็นภาพที่ท่านทำ

ส่วนใหญ่อาตมาเองก็อยู่ที่สุคะโต ก็อาศัยการสังเกต เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบถามครูบาอาจารย์ ก็ฟังธรรมะของท่านทุกวันก็พอจะเข้าใจบ้างจากการฟังการปฏิบัติ ไม่ค่อยถามครูบาอาจารย์ อยู่กับท่านมาร่วม ๑๔ ปี ก็ไม่เคยถามธรรมะกันเลยนะ เพราะไม่รู้จะถามอะไรเพราะหลวงพ่อท่านก็เทศน์ทุกครั้ง เชื่อว่าเทศน์ทุกครั้งครบตั้งแต่ต้น เริ่มต้น ท่ามกลาง และก็ที่สุด มันอยู่ที่ว่าเราจะเดินไปถึงที่สุดได้อย่างที่ท่านสอนหรือเปล่า ก็เลยเชื่อว่าที่ท่านสอนมันครบอยู่แล้ว เหลือแต่การกระทำของเรานี่แหละ จะทำได้อย่างที่ท่านสอนหรือเปล่า ก็คิดอย่างนี้นะ เลยไม่ได้ถามอะไรท่าน ก็ฟังที่ท่านสอนและเราก็พยายามตั้งใจสอนตัวเราเองจากสิ่งที่ท่านสอนนั้นแหละ แต่บางทีก็สังเกตจากตัวท่านนั่นแหละ สังเกตจากการกระทำของท่าน รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ชัดเจนมาก

อย่างความรู้สึกตัวของผมหรืออาตมาเองมันชัดเจนมากว่า หลวงพ่อเป็นสมณะจริงๆ สมณะที่แปลว่าผู้มักน้อย ผู้สันโดษ หลวงพ่อใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย สันโดษมาก ได้ยินเรื่องราวบางทีหลวงพ่อนอนใต้ต้นไม้ กุฏิไม่ค่อยอยู่ อยู่ศาลาบ้าง ใต้ต้นไม้บ้าง หรือนอนตาม เรียกว่า เล้าไก่ก็เคยนอน ตรงศาลาไก่มีเล้าไก่ บางทีหลวงพ่อก็นอนที่เล้าไก่ แต่จำได้ดีเลยปี ๔๓ ที่เห็นหลวงพ่อนานๆ หน่อย ตอนช่วงเดินธรรมยาตราครั้งที่ ๑ หลวงพ่อก็ไปร่วมธรรมยาตราด้วย ก็ดูสังเกตหลวงพ่อนอนที่ไหนหนอ ไม่เห็นหลวงพ่อกางเต็นท์ หลวงพ่อนอนอยู่บนรถ ๗ วัน ๘ วัน นอนบนรถอีซูสุสีขาวที่อยู่วัดภูเขาทองนี่แหละ เปิดหน้าต่างนิดนึง เอาผ้าคล้ายๆ มุ้งมาบังตรงหน้าต่าง ท่านนอนอย่างนี้อยู่บนรถ “โอ๊ย ทำไมหลวงพ่อนอนง่ายจัง” ก็คิดอยู่ ท่านใช้ชีวิตแบบง่ายๆ กินก็ง่ายๆ นอนก็ง่ายๆ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายมาก รู้สึกถึงความเป็นสมณะ ความเป็นสมถะ ความสงบของท่านชัดเจนมาก แต่ในความง่ายของท่าน มันเห็นความงามนะ เห็นความงามในกริยาของท่าน สังเกตได้ ถ้าใครเห็นหลวงพ่อในขณะที่เดิน เดินแบบช้าง เดินแบบมั่นคง ไม่หวั่นไหว และเดินแบบสงบ ไม่รีบร้อน ไม่รีบ ไม่เร่ง และมั่นคง สังเกตได้จากการทำงานก็ดี หลวงพ่อทำอะไรก็จังหวะพอดีๆ จะขุดดินก็จังหวะพอดี จะเลื่อยไม้ จะทำอะไรก็พอดีๆ รู้สึกมันงาม กริยาของท่านในความเรียบง่ายก็ดี ในความงดงามก็ดี ความสงบในใจของท่าน ท่านทำไม่รีบร้อน และสงบ หรือในสถานการณ์ที่เจออะไรก็แล้วแต่ ก็รู้สึกว่าท่านเป็นผู้ที่สงบนิ่ง ได้เคยได้ยินคนกล่าวถึงว่า ท่านก็โดนใส่ร้ายป้ายสี โดนเรื่องอะไรไม่ดีกับชีวิตมาพอสมควร ผู้คนก็เล่าว่าท่านก็เฉยๆ ท่านไม่ไปตอแย ไม่ไปอะไร อยู่กับท่าน ไม่เคยได้ยินท่านพูดถึงคนอื่นในทางไม่ดี ไม่มีนะ ไม่เคย ถ้าภาษาอิสานเรียกว่า บ่เคยขึ้งคนอื่นบ่เคย ไม่เคยกล่าวถึงคนอื่นในทางไม่ดี ถ้าจะกล่าวถึง ก็กล่าวถึงแต่ด้านดีของคนนี้ นี่ก็เป็นความสงบของวาจา ไม่ใช่สงบแต่เรื่องของกิริยา วาจาท่านไม่เสียดสี ไม่ประทุษร้ายต่อคนอื่น พูดถึงเขาแต่เรื่องดีทั้งนั้น คิดถึงก็คิดถึงแต่เรื่องดีๆ นี่คือสิ่งที่ได้เห็นจากหลวงพ่อ ได้เรียนรู้จากหลวงพ่อ

ถ้าจะพูดถึงบุคลิกหรือสิ่งที่ประทับใจต่อหลวงพ่อ มีมากอาจจะไม่มีเวลาพูด แต่สิ่งที่ทำให้ได้ใกล้ชิดท่านมากขึ้นก็ตอนที่ ท่านเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าท่านไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ก็อย่างที่บอกว่าเราไม่ค่อยได้ช่วยอะไรท่านมากหรอก ท่านจะช่วยตัวของท่านเองตลอด พับผ้า กวาดกุฏิ ทำอะไรต่างๆ ท่านทำเองทั้งหมด

แต่ตอนที่ท่านป่วย ตั้งแต่ปี ๔๙ ตอนที่ท่านป่วยครั้งแรก ตัวของผม อาตมาเองก็ทราบข่าวช้า ท่านเข้าโรงพยาบาลรักษาให้คีโมมาร่วม ๒ – ๓ เดือนแล้วถึงได้ทราบข่าว ตอนนั้นก็ไปธุดงค์อยู่ ไม่มีโทรศัพท์ ไม่ได้ติดต่อใคร มีครั้งหนึ่งก็ติดต่อกลับไปที่บ้าน โยมแม่ก็เลยบอกว่า หลวงพ่อป่วยหนักอยู่ใน ICU แต่ที่จริง ออกจาก ICU มาแล้ว แต่โยมตกข่าว มันช้า หลวงพ่อออกมารักษาข้างนอก กำลังให้คีโมอยู่ ก็โทรมาถามโยมหมูหรืออาจารย์ตุ้มก็จำไม่ได้ ถามอาการของหลวงพ่อ ดูแล้ว ดูท่าทางคนดูแลคงเหนื่อย คือเราคิดอยู่ว่า พอฟังแล้วก็ทราบว่าหลวงพ่อก็ดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ท่าทางคนดูแลคงเหนื่อย เพราะว่าการดูแลผู้ป่วย ไม่ใช่ดูแลเฉพาะผู้ป่วยนะ หลวงพ่อเองมีคนรู้จักเยอะ ต้องรับแขก ต้องอธิบายอาการ ต้องทำนั่น ทำนี่ หลายอย่าง ตอนนั้นอาจารย์ตุ้มอยู่คนเดียว โยมหมูช่วยเรื่องอย่างอื่นที่เป็นจิปาถะภายนอก ก็อยู่กัน ๒ คน ก็เลย... เออ เราก็กลับมาดีกว่า ไปธุดงค์อยู่ ๕ – ๖ เดือนแล้ว กลับมาดูแลหลวงพ่อดีกว่า ถ้าไม่รู้ข่าวก็คงธุดงค์ต่อยาว แต่รู้ข่าวก็เลยต้องกลับมา ก็เลยได้ดูแลหลวงพ่อตอนปี ๔๙ จนกระทั่งท่านหายป่วย เป็นปกติ ก็ได้เห็นอาการตรงนั้น ใกล้ชิดอยู่

แต่ในปี ๕๗ นี้ ปีนี้ก็เป็นช่วงที่อาตมาเองก็ไปธุดงค์อีกเหมือนกัน ธุดงค์แต่ก็ได้ข่าวจากพระอาจารย์ตุ้ม หลวงพ่ออาการไม่ค่อยดี กลืนอาหารลำบาก กลืนน้ำลำบาก ก็ยังคิดว่าตอนเดินธรรมยาตราปีที่แล้ว หลวงพ่อยังไปร่วมกับพวกเราแทบตลอดเวลาเลย นั่นก็ยังดูแข็งแรงดี แต่พอต้นปี กลืนไม่ค่อยได้ แล้วพอไปทำเพทสแกนดู หมอบอกอาการไม่ค่อยดี มีโอกาสที่มีชิ้นเนื้อร้าย พอหลวงพ่อแอดมิทที่โรงพยาบาล วันที่ ๔ กุมภาฯ อาจารย์ตุ้มก็ส่งข่าวว่า หลวงพ่อแอดมิทแล้วนะ กลืนอาหารไม่ได้ สอดท่อใส่ทางจมูก วันที่ ๔ กุมภาฯ หลวงพ่อสอดท่อทางจมูก ใส่สายยาง ไม่สามารถจะกลืนน้ำ กลืนอาหารได้แล้ว ก็เลยตัดสินใจลงมา มาดูหลวงพ่อ ช่วยกับอาจารย์ตุ้ม ช่วยกับพี่หมูที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ผลการวินิจฉัยโรค อย่างที่พวกเราทราบกันว่า ท่านก็เป็นมะเร็ง และที่โรงพยาบาลจุฬาแนะนำการรักษาคือ การฉายแสง อาจจะเล่าอาการคร่าวๆ เผื่อบางคนไม่ทราบ อาการคร่าวๆ ของหลวงพ่อ หมอประชุมกันว่าจะฉายแสงให้หลวงพ่อ คิดว่าถ้าฉายแสงถึงประมาณ ๓๕ ครั้ง น่าจะหาย แต่ถ้าไม่สามารถฉายแสงได้ขนาดนั้น คงไม่หายขาด แต่ก็น่าจะทำให้ก้อนมันชะลอตัว หรือไม่ขยายตัวได้ พิจารณากันทั้งข้อดี ข้อเสีย ถึงผลที่ได้รับ หรือผลของอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น ก็สรุปกันว่า มีทางเลือกเดียว ผ่าตัดก็ไม่ได้ คีโมก็ไม่ได้ ก็ฉายแสงแล้วกัน แต่ปรากฏว่า ฉายแสงประมาณปลายเดือนกุมภาฯ ก็ฉายแสงแค่ ๔ ครั้ง หลวงพ่อก็หายใจไม่ค่อยสะดวก เสาร์อาทิตย์นั้น หลวงพ่อขอออกมาพักที่มูลนิธิหลวงพ่อเทียน หมอถามว่าอยู่โรงพยาบาลจุฬาขาดเหลืออะไรไหมหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกว่า ขาดต้นไม้ ขาดอากาศบริสุทธิ์ ขอมาพักข้างนอกสัก ๒ – ๓ วัน ได้ไหมก่อนฉายแสง หลวงพ่อก็ขอมาพักที่มูลนิธิหลวงพ่อเทียน แต่ปรากฏว่า เสียงหลวงพ่อเริ่มเปลี่ยนไปในวันเสาร์ การหายใจของหลวงพ่อเริ่มผิดปกติในวันอาทิตย์ พอกลับมาโรงพยาบาลในวันจันทร์ หมอก็เลยตรวจยกใหญ่ ส่องกล้องไปดูอีกที ปรากฏว่า หลอดลมที่เป็นส่วนในการหายใจมันโดนเบียด ถ้าเราคิดถึงหลอดอาหาร หลอดกาแฟที่เราดูด แล้วหลอดมันเล็กลงมา มันจะดูดยาก การหายใจตอนนั้นก็เหมือนกัน มันโดนก้อนเนื้อเบียด อาจจะโดนก้อนเนื้อเบียด หรือเกิดการอักเสบจากการฉายแสงก็ตาม ทำให้หายใจไม่ได้ ก็ไม่เชิงหายใจไม่ได้หรอก หายใจลำบาก เอายังไงดีล่ะ หมอก็แนะนำให้เจาะคอ แต่หลวงพ่อเองอาจจะมีภาพที่ติดตากับคนที่เจาะคอ เพราะว่าอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อคือ เจ้าคุณสีหนาถ จ.เลย ท่านก็เจาะคอ ท่านไม่สบายท่านก็เจาะคอ ท่านก็เล่าให้ฟังว่า มีวันหนึ่งเจ้าคุณสีหนาถ ท่านก็คล้ายๆ ท่านอาพาธนาน ผ้ามันทับตรงหลอดหายใจ ก็ตายในท่านั้น หลวงพ่อก็เห็นว่าอุปัชฌาย์ของท่านเจาะคอและก็ตาย ทานก็คงไม่อยากที่จะให้ร่างกายของท่านเป็นเช่นนั้น แต่ตอนนั้นทางเลือกในการรักษามันไม่มี หมอบอกว่า ถ้าหลวงพ่อไม่เจาะคอ อาจอยู่ได้ไม่กี่วันหรอก อย่างมากก็ ๓ วัน ๗ วัน ก็พยากรณ์ยาก แต่ถ้าท่านไม่เจาะคอ ตอนนั้นไปไม่เกิน ๗ วันประมาณนั้น อาจจะ ๓ วัน หรืออาจจะวัน ๒ วันก็ได้ เพราะหายใจไม่ได้ หมอก็เลยเสนอหลวงพ่อว่าควรจะเจาะคอ แต่หมอก็ไม่บังคับนะ หมอบอกว่า ถ้าเจาะคอมีข้อเสียคือ อาจจะพูดไม่ได้นะ หลวงพ่อจะเลือกแบบไหน เลือกการหายใจ หรือการพูด หลวงพ่อก็ถามความเห็นพวกเรา มีอาตมา อาจารย์ตุ้ม โยมหมู คุณหมอที่อยู่ตอนนั้นกับหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ถามความเห็นพวกเราว่ายังไง พวกเราก็ว่า

“ก็ดีนะครับ ถ้าไม่เจาะคอ หลวงพ่อหายใจไม่ได้ ถ้าหลวงพ่อไปในตอนนั้น ลูกศิษย์ลูกหาที่เหลือ เขาอาจจะยังทำใจไม่ได้นะ”

อันนี้อาตมาก็พูดอย่างนี้กับหลวงพ่อตอนนั้นนะ เพราะว่า ดูท่าทีหลวงพ่อตอนนั้นก็เหมือนไม่ค่อยอยากจะเจาะคอเท่าไหร่ แต่ก็คิดว่า ถ้าไม่กล่าวกับหลวงพ่อเช่นนี้ บางทีก็อยากให้หลวงพ่อคิดถึงคนอื่นที่เขาไม่ทันได้เตรียมตัว เตรียมใจกับการอาพาธหรือการจากไปของหลวงพ่ออย่างรวดเร็วก็กล่าวเช่นนั้น แต่ก็เป็นการสรุปจากหลวงพ่อเองแหละ ก็ยอมรับและให้หมอได้ไปเจาะคอใส่ท่อช่วยหายใจ ทั้งๆ ที่มันสร้างความลำบากทุกข์ทรมานให้กับหลวงพ่อ แม้จะทำให้ชีวิตของหลวงพ่อยาวมากขึ้น แต่เราก็เห็นร่างกายของหลวงพ่อเหนื่อย เพราะว่าพอมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปที่คอ มันไอมาก ไอเพื่อขับเสมหะ ทิชชูนี่ เช็ดวันหนึ่งนี่หลายกล่องเลยนะ เพื่อเช็ดเสมหะออกมา ดีแต่ไม่ต้องดูดเสมหะออก แบบนั้นเคยทำอยู่บ้าง ๓ – ๔ ครั้ง บางทีดูดเสมหะครั้งหนึ่งหลวงพ่อไอทีเป็นครึ่งชั่วโมง เห็นอาการเหนื่อย เห็นอาการทุกข์ของรูปขันธ์หลวงพ่อเป็นอย่างมาก แต่ท่านไม่ได้โวยวาย ไม่ได้บ่นอะไรนะ ท่านก็ทำไปแล้วก็ยอมรับมันอย่างดีที่สุด

พอคิดว่า ร่างกายก็เหนื่อยขนาดนี้แล้ว ฉายแสงก็ไม่ไหว ทำไงดี คงรักษาไม่ได้แล้วมั้ง หลวงพ่อก็ตัดสินใจ ไม่ต้องฉายแสงหรอก กลับมาอยู่ที่วัดของเราดีกว่า หลวงพ่อคิดถึงวัดภูเขาทองมากนะ อยากมานอนที่วัดภูเขาทอง อยากมาดูต้นนิโครธ อยากมาดูศาลาน้ำใส อยากมาให้ญาติโยมชาวบ้านได้เห็นท่านบ้าง อาตมาว่า ท่านรู้สึกเป็นความผูกพันนะ แต่ไม่ใช่การยึดติด ความผูกพันก็คือ สิ่งที่ท่านคุ้นเคย สิ่งที่ท่านอยู่แล้วรู้สึกว่าสบาย อาตมาเห็นเช่นนั้นนะ หลวงพ่อเองกลับมาภูเขาทองก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้น แม้การรักษาจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็ยังอยู่กับพวกเราได้นานหลายเดือน ท่านก็อยู่กับพวกเรา รักษาแบบทางเลือกบ้าง รักษาแบบแผนปัจจุบันบ้าง ควบคู่กันไป คุณหมอเองก็เต็มที่ทั้งหมอแผนปัจจุบัน ทั้งหมอทางเลือก ญาติโยมเองก็เต็มที่ หายา ญาติโยมหลายคนที่เป็นลูกศิษย์ลูกหา หายาที่ดีที่สุดทั่วทุกมุมโลกมาให้หลวงพ่อ ยาแพงขนาดไหน อาหารเสริมดีขนาดไหนก็หามาให้หลวงพ่อ หรือบางคนก็อุปัฏฐาก ช่วยงานนั้นงานนี่ให้กับหลวงพ่อ ก็เห็นมันเป็นช่วงในการตอบแทนบุญคุณให้กับหลวงพ่อ ตัวเองก็คิดว่าสิ่งที่ทำก็ไม่ใช่อะไรพิเศษ คือแค่รู้สึกถึงบุญคุณที่ท่านได้ทำกับเรา ก็เพียงแค่ตอนแทนบุญคุณท่านเท่านั้น แต่มีโอกาสเพียงแค่ดูท่าน ได้ใกล้ชิดบ้าง ก็เห็นความเป็นไปที่ท่านได้สอนธรรมะ แม้ช่วงหลังที่ท่านพูดไม่ได้ แต่ก็รู้สึกว่าธรรมะที่ท่านแสดงตอนพูดไม่ได้ ชัดเจน มันชัดเจนเพราะว่าไม่ใช่ชัดเจนผ่านคำพูด แต่ชัดเจนที่กริยาและอาการ กริยาอาการของกายหลวงพ่อ แม้ไอเยอะๆ แม้ทุกข์หนักๆ ท่านก็พยายามช่วยตัวเองให้.. เรียกว่า นอน ช่วยตัวเองให้มันให้ได้ ช่วยตัวเองให้เรียกว่าไม่สร้างความลำบากให้กับผู้ดูแล หลวงพ่อเป็นภิกษุอาพาธถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนคือ  ไม่ทำให้ผู้ดูแลลำบาก ท่านดูแลตัวเองได้ดี แต่การป่วยครั้งนี้ ท่านคงรู้แล้วมั้งว่า น่าจะเป็นการป่วยครั้งสุดท้ายของท่าน มีการรักษาวิธีไหน ท่านก็ยอมรับ แต่ท่านก็จะเตือน จะบอกพวกเราว่า อย่าหวังมากเกินไปนะ ท่านบอกว่า ตายแน่ๆ ล่ะ จะรักษาอย่างไรก็ตายแน่ๆ พวกเราเห็นว่าการรักษาแบบนี้น่าจะดี แม้ไม่หายแต่ก็น่าจะดี ท่านก็ยอมนะ ยอมให้รักษา ยอมให้ฉีดยา ยอมให้กินยา สารพัด ท่านก็ยอมอนุเคราะห์เมตตาพวกเรา ท่านแม้เหนื่อยล้าขนาดไหน แต่ทุกเช้าท่านก็ยังบริหารร่างกาย เหนื่อย อาตมาก็เห็น บางทีนอนสลบไสล แต่ตื่นขึ้นมาก็พยายามบริหารตัวเองให้แข็งแรงขึ้น บริหารปอดให้หายใจลึกๆ หายใจออกยาวๆ หมอบอกว่าปอดจะได้ไม่ติดเชื้อ ดูแลตัวเองอย่างดี เราทำแผลอะไรต่างๆ ท่านก็ร่วมมืออย่างดี แผลจะได้สะอาด หลวงพ่อเป็นภิกษุอาพาธที่ดูแลได้ง่าย ดูแลง่ายอะไร เราไม่ต้องดูแลจิตใจของท่านเลย เรื่องจิตใจมีแต่ท่านช่วยผู้ดูแล ช่วยคนที่มาเยี่ยม

“มาห่วงหลวงพ่อทำไม ให้ห่วงตัวเองดีกว่า”

ท่านพูดอย่างนี้กับหลายๆ คนตอนท่านพูดได้ ท่านเขียนได้ ท่านบอก

“ไม่ต้องห่วงหลวงพ่อ ให้ห่วงตัวเอง ยังทุกข์อยู่หรือเปล่า เรายังหลงหรือเปล่า ยังโกรธอยู่หรือเปล่า ให้ห่วงตัวเราเอง ไม่ต้องห่วงหลวงพ่อ”

เรื่องใจของหลวงพ่อเราไม่ต้องช่วย เรื่องกายก็ช่วยแต่ช่วยไม่มากหรอก หลวงพ่อช่วยตัวเองได้เยอะอยู่ ก็ช่วยให้อาหารบ้าง ให้ยาบ้าง ดูแล ดูนั่นดูนี่บ้าง ไม่ถือว่าเป็นงานหนักมาก แต่ก็ได้เห็นว่าท่านวางใจกับสังขารร่างกายท่านได้ดีมาก ท่านไม่แสดงอาการเครียด หรือกระวนกระวาย หรือทุกข์ใจให้เห็น แต่มีบ้างแสดงอาการทุกข์กาย มันก็มีนะ ช่วงที่ทุกข์กายหนักๆ ท่านก็แสดงให้เห็นชัดเจนอยู่ แต่บางทีทุกข์ขนาดไหน หมายถึงทุกข์กายนะ หมอถามว่าจะเอายาแก้ปวดไหม เกือบจะ ๑๐๐% ประมาณ ๙๙% ท่านบอกไม่เอา มีแต่ตอนหลังผ่าตัดใหม่ๆ ที่มันเจ็บมาก ก็เอายาแก้ปวดบ้าง จนหมอเองก็คาดว่า ถ้าคนเป็นขนาดนี้ต้องปวดมากแล้วล่ะ หมอก็หวังดีว่า อยากให้ยาแก้ปวดกับหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อก็บอกว่า ปวดขนาดนี้หลวงพ่อทนได้ ไม่เป็นไร ยังไม่ต้องก็ได้ ไม่ต้องพึ่งยา ก็เห็นว่าความอดทนของท่านมีสูงจริงๆ ท่านอาจไม่ได้แค่อดทน แต่ท่านเป็นผู้ดูกายเขาทุกข์ ไม่ได้เป็นกายที่ทุกข์ เป็นผู้ดูกายที่ทุกข์ ไม่ใช่เป็นผู้เป็น สิ่งที่ท่านฝึกตัวนี้ ท่านก็บอกสิ่งที่ได้เรียนรู้กับหลวงพ่อเทียน มันคือวันนี้ของท่าน มันใช้ได้จริง คืออาการที่ไม่ทุกข์ใจ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในรูป ไม่ยึดมั่นถือมั่นในนาม ท่านมักจะบอกว่า หลวงพ่อเทียนสอนให้เราเห็นอาการเกิดดับของนามรูป ถ้าใครเห็นอาการเกิดดับของนามรูป จะไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งต่างๆ ลูกศิษย์หลวงพ่อเทียน ถ้าทำได้เช่นนี้ ได้ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเทียนจริงๆ อาตมาก็เชื่อว่า หลวงพ่อคำเขียนเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเทียนจริงๆ ท่านเห็นอาการเช่นนี้แล้วไม่ยึดมั่นถือมั่นในรูปในนามตรงนี้

ท่านแสดงให้เราเห็นผ่านการที่ท่านป่วยหนักๆ ยิ่งเห็นชัดเลย ๘ เดือนที่ท่านป่วย ท่านแสดงให้เห็นชัดเจนมาก โดยเฉพาะวันสุดท้ายของท่านจะละสังขาร อาการเจ็บป่วยของท่าน แต่ท่านก็ยังดำรงสติสัมปชัญญะได้ทุกอิริยาบถ ในขณะที่นอนป่วยก่อนที่จะเสียชีวิต อย่างเช่นในคืนสุดท้าย ท่านก็นอนป่วย นอนให้ออกซิเจนตั้งแต่ ๔ ทุ่มจนถึงตี ๔ นอนตะแคงด้านเดียว นอนตะแคงซ้ายตั้งแต่ ๔ ทุ่มถึงตี ๔ ท่านก็กดกริ่งเรียกเรา ท่านจะพลิกตัวทางขวา ให้พวกเราดูออกซิเจน ดูสายออกซิเจนว่ามันจะบิด มันจะหลุดหรือเปล่า เราก็ไปช่วยดู ปรากฏว่าช่วงตี ๔ เห็นว่าท่อหายใจมันถูกก้อนเนื้อดันออกมาครึ่งหนึ่ง ไม่ได้หลุดนะ ดันออกมาครึ่งหนึ่ง เบี้ยวไปทางขวา เราก็เห็นว่า ก้อนเนื้อมันโตเร็วเนาะ เพราะว่าที่จริง ตอนเย็น อาตมาเองยังรัดซะแน่นเลย สอดนิ้วเข้าได้แค่ ๒ นิ้ว สายที่รัดก็ไม่ใช่สายยืดหยุ่น ตอนเที่ยงคืนก็ยังสังเกตดูเลย มันก็ไม่ได้ดันออกมามาก ดันออกมานิดหน่อย ตอนตี ๔ ทำไมมันดันออกมาเยอะขนาดนี้ ก็พอดีอาจารย์ตุ้มกลับมาจากกรุงเทพฯ พอดี ท่านไปกรุงเทพฯ กลับมา และก็มีท่านอั๋นอีกคนหนึ่งอยู่ด้วยกัน ๓ คน ช่วยกันในตอนต้น บอกท่านอั๋นไปบดยา Dexa มา อาตมาเองก็ไปเตรียมยาฉีด ฉีดยาให้หลวงพ่อ อาจารย์ตุ้มก็ไปดูออกซิเจนนะ แบ่งหน้าที่กัน ประคองออกซิเจนให้กับหลวงพ่อ ค่อยฉีดยา ค่อยฟีดยาให้กับหลวงพ่อ ก็สังเกตดูอาการยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ พ่นยาขยายหลอดลมเข้าไปด้วย ทั้งให้ออกซิเจนด้วย ทั้งพ่นยาขยายหลอดลมด้วย พยายามจะรัดสายเข้าไปสักหน่อย เอ๊ะ ไม่เข้า หา Dexa มาฉีดอีก ตอนแรกกะว่าจะฉีดเข้าเส้นเลือด ก็ไม่ค่อยแน่ใจเพราะว่าเส้นเลือดหลวงพ่อเองค่อนข้างเปราะ และหาเส้นยาก จึงฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ฉีดจนเรียกว่ายาสูงในพิกัดที่หมอบอกว่าเป็นโด๊สที่สูงแล้ว งั้นก็พอ เราก็คิดว่า รอไปสักพัก ก้อนมันจะยุบลงไป เราจะได้รัดสายเข้าไปให้มันมากขึ้น มันจะได้ไม่หลุดออกมาอีก แต่หลวงพ่อเองก็เริ่มหายใจแบบกระสับกระส่ายนิดนึง ก้อนเนื้อมันคงไปกวนๆ ตรงปลายท่อ ถ้าเราลองคิดถึงมัน เราเคยดูดเฉาก๊วยในน้ำ ถ้าปลายมันติดเนื้อเฉาก๊วยในน้ำ เราจะดูดไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่ คิดว่าการหายใจของหลวงพ่อคงลำบากแบบนี้ คิดว่ามีก้อนเนื้ออยู่ข้างล่างทำให้หายใจลำบาก มันดันออกมาแต่หลวงพ่อก็ยังประคองอาการต่างๆ ของท่านได้บ้าง

จนกระทั่งท่านรู้สึกดีในระดับหนึ่งก็ขอเข้าห้องน้ำ ขอไปถ่ายอุจจาระ ท่านสามารถเดินเข้าห้องน้ำได้เองนะ เดินเข้าไปเอง อาตมาก็แค่ประคอง คล้ายๆ ท่านจะเซหรือเปล่า แค่ประคองไม่ได้ไปจับท่าน แค่ประคองเฉยๆ ท่านก็จับราวเดินเข้าไปเอง ท่านอั๋น อาจารย์ตุ้มตอนนั้นก็มีท่านอัจลามาช่วยแล้ว จูงลากสายออกซิเจนเข้าไปในห้องน้ำ เครื่องออกซิเจนเข้าไปในห้องน้ำ ตัวอาตมาเองก็นั่งอยู่ในห้องน้ำกับหลวงพ่อ ดูท่านถ่าย ไม่ได้ดูที่ข้างล่าง ดูที่ข้างบน ก็เห็นท่านหายใจเสียงดัง ฟืดฟาดๆ เสียงดัง แต่สังเกตหน้าตาท่านนิ่งมาก หน้าตาท่านไม่ได้แสดงอาการกระวันกระวายทุกข์ใจ หน้าที่ตอนนั้นคือถ่ายอุจจาระ ไม่ใช่มากังวลเรื่องหายใจไม่ได้ ท่านก็หายใจแบบนี้ ก็ไม่เป็นไร ท่านก็ถ่ายอุจจาระ ใช้สายชำระฉีดล้าง ก็ทำเอง ทำความสะอาดตัวเองให้เรียบร้อย เราก็แค่ดูอาการ มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ถ่ายเสร็จ ล้างก้นเสร็จ ท่านก็มาล้างมือ มาล้างหน้าอย่างดี เช็ดมือ เดินกลับมาที่เตียงของท่านเอง เราก็ประคองสายออกซิเจน ประคองเครื่องออกซิเจนมา หลวงพ่อกลับมานอน หลวงพ่อยังคุกเข่าขึ้นเตรียงได้เองแบบมีแรง คุกเข่าขึ้นมานอนตะแคงขวา แต่ก็คาดว่าการเดิน การเคลื่อน การนั่ง มันก็มีส่วนทำให้มันดันท่อออกไปสักหน่อยพอสมควร เราพยายามจะเอาสายเข้าสักหน่อยก็เข้าไม่ค่อยได้ อาตมาเป็นคนดันเองแหละ เป็นคนดันสาย เป็นคนดันท่อบ้าง อาจารย์ตุ้มเป็นคนจ่อออกซิเจน ท่านอั๋น ท่านอัจลาก็ดูถังออกซิเจนใหม่ เข้ามาดู เข้ามาช่วย มาเตรียมพร้อม มีโยมนิด ก็มาทำความสะอาด เก็บนั่น เก็บนี่ด้วย มีแม่ชีเมี่ยวฉือก็มาช่วยด้วย อาตมาก็บอกแม่ชีเมี่ยวฉือ พระอาจารย์ไพศาลทำวัตรเสร็จ เดินผ่านมาเมื่อไหร่ เรียกอาจารย์เข้ามาหน่อยนะ ดูอาการไม่ค่อยดีแล้ว แม่ชีเมี่ยวฉือก็ช่วยดูกัน ตอนนั้นมีประมาณ ๖ คน ก็ช่วยดูกัน โทรติดต่อคนอื่นบ้าง แต่ก็ติดต่อไม่ได้ ก็ไม่คิดว่าช่วงตรงนั้นจะเป็นช่วงวาระสุดท้ายของหลวงพ่อนะ ไม่คิดว่าคนที่ตื่นเข้าห้องน้ำได้ด้วยตัวของท่านเอง ขับถ่ายได้เอง จะจากไปในอีก ๑๕ นาทีต่อมา

ท่านลงมานอนที่เตียงนอนไปได้สักพัก การหายใจก็เสียงดังมากขึ้น เพราะว่าท่อมันหลุดออกมาสักหน่อย ประมาณครึ่งหนึ่งนี่ล่ะ แต่มันไม่สามารถจะดันเข้าไปได้อีก ท่านก็หายใจลำบากหน่อย เราก็ให้ออกซิเจน พ่นยาแล้วก็ยังไม่ได้ ก็บอกท่านอั๋นโทรถามหมอว่าจะให้ยาเพิ่มอีกได้หรือเปล่า ขณะนั้นเอง ท่านก็ขอกระดาษ ขอปากกา ขอมาเขียน ท่านก็เขียนไป ตัวอาตมาเองก็อยู่บนหัวตรงตำแหน่งที่มองว่าท่านเขียนว่าอะไร อ่านไม่ค่อยออก อ่านได้แต่บรรทัดสุดท้ายว่าตาย แต่ ๒ บรรทัดก่อนนั้นอ่านไม่ค่อยออก คลับคล้ายคลับคลาว่า “พวกเรา” แล้วบรรทัดที่ ๒ อ่านไม่ค่อยชัด แล้วบรรทัดสุดท้ายอ่านว่า ตาย หลวงพ่อเขียนอะไรก็ไม่รู้นะ ไม่ต้องสนใจหรอก ช่วยหลวงพ่อก่อนเถอะ ก็บอกกัน ก็ช่วยหลวงพ่อกันต่อ แล้วพอหลวงพ่อเขียนเสร็จ หลวงพ่อไหว้พวกเรา พนมมือไหว้พวกเรา มองพวกเราแบบมองจริงๆ พวกเราก็คิดว่าหลวงพ่อไหว้ขอบคุณ ปกติของหลวงพ่อถ้าเราทำอะไรให้กับท่าน ท่านก็จะขอบคุณพวกเรา หรือบางทีเราไม่ทันจะไหว้ท่าน ท่านก็ไหว้เราก่อน ครั้งนี้ก็คิดว่าเหมือนกันนะ เราพาท่านเข้าห้องน้ำ ช่วยท่านนั่นนี่ คิดว่าท่านไหว้ขอบคุณพวกเรา คิดว่าท่านดีขึ้นพอสมควรถึงเขียนได้ และไหว้ขอบคุณพวกเรา แต่หารู้ไม่ เป็นการไหว้สั่งลา เพราะว่าในจดหมายที่ท่านเขียนฉบับสุดท้าย ท่านเขียนแบบนี้นะ
บรรทัดที่๑ พวกเรา 
บรรทัดที่ ๒ ขอให้หลวงพ่อ
บรรทัดที่ ๓  ตาย

คล้ายๆ ความหมายประมาณว่า ขอให้หลวงพ่อตายเถอะเนาะ พวกเราช่วยหลวงพ่อเต็มที่แล้ว ธาตุขันธ์ของหลวงพ่อคงเกินการเยียวยารักษาแล้วล่ะ พอได้แล้ว พอสมควรได้แล้ว น่าจะความหมายประมาณนี้นะ ก็เขียนสั้นๆ ประมาณ “พวกเรา ขอให้หลวงพ่อ ตาย” ประมาณนี้

ก็ไม่คิดว่าเป็นการเขียนลาครั้งสุดท้าย เพราะบางทีบางคืนหลวงพ่อก็เคยกล่าวเช่นนี้นะ เคยกล่าว ไม่รู้จะพ้นคืนนี้หรือเปล่า อาจจะตายคืนนี้ก็ได้นะ แต่การเขียนคืนนี้ เป็นการเขียนที่เรียกว่า เขียนอย่างผู้มีสติเต็มที่ คือท่านรู้ว่าธาตุขันธ์ของท่านเกินการรักษาแล้วมั้ง การที่มันอุจจาระ มันคงอยากระบาย ธาตุขันธ์คงใกล้จะแตกดับ แต่ท่านก็ยังมีสติประคองกาย พากายไปชำระล้างสิ่งปกปรกออกจากร่างกายได้ กลับมาก็มาเขียนหนังสือ มาลาพวกเราได้ ยังมาไหว้สั่งลา ไหว้ขอบคุณพวกเราด้วย พวกเราเองแหละที่ไม่ทันได้เอะใจว่า จะเป็นช่วงสุดท้ายของการที่ท่านได้สื่อสารกับเรา เพราะหลังจากนั้นท่านก็นอน สักพักหนึ่งก็คอตกพับลงไปคล้ายๆ คนแบบคอพับ นึกว่าเป็นการหาท่าที่สะดวกของท่าน แต่น่าจะเป็นท่าที่ทำให้ท่านหมดลมหายใจ ตัวผมหรืออาตตมาเองจับชีพจรดู ท่านคอพับใหม่ๆ ยังมีชีพจรเต้นบ้าง แต่สักพักนึงชีพจรไม่เต้น ก็ไปดูอีกข้างหนึ่งที่นิ้วอีกข้างท่ใช้เครื่องวัดชีพจร และออกซิเจนก็ไม่มีตัวเลขเลย เอ... แปลกๆ แล้วนะ ทั้ง ๒ ข้าง เราจับเองก็ไม่เห็น ตัวเลขในเครื่องมือวัดก็ไม่มี ก็เลยเอาสเตรทโตสโคป หรือหูฟังของหมอมาฟังหัวใจดู หัวใจเต้นหรือเปล่า ฟังครั้งแรกไม่ได้ยิน ไม่ค่อยแน่ใจ หรือเราจะฟังไม่ถูกหัวใจ ฟังครั้งที่ ๒ ก็ไม่ได้ยิน คงแน่ใจแล้วแหละว่า หัวใจหลวงพ่อหยุดเต้นแล้ว ก็มองหน้ากับอาจารย์ตุ้ม กับคนที่อยู่ด้วยกันว่า หัวใจไม่เต้นแล้วเนาะ พอแล้วเนาะ พอแล้วแหละ เราคงช่วยท่านเต็มที่แล้วแหละ ท่อก็เข้าไม่ได้ หายใจก็ลำบาก ท่านก็จากพวกเราไปด้วยอาการที่ผงกหน้า อาการเหมือนเฮือกหายใจพยายามจะฝืนหายใจไม่มีเลย ไม่มีการทุรนทุราย จากไปนิ่งๆ เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำท่านจากไปในเวลาเท่าไหร่ เพียงแค่อนุมานจากเวลาที่ได้คุยกับหมอ ที่หมอบอกว่าฉีดยาไม่ได้แล้วในตอนนั้น ก็น่าจะเป็นเวลาก่อน ๐๕.๐๐ น. ของเช้าวันที่ ๒๓ สิงหาฯ ท่านจากเราไปแบบสงบมาก แต่ก็รู้สึกว่าท่านได้สอนธรรมะบทสุดท้าย ผู้ที่ฝึกสติดี มันสามารถมีสติจนกระทั่งถึงเวลาตายได้จริงๆ ไม่ใช่เป็นการขาดสติก่อนที่จะเสียชีวิต

บางทีเราเคยได้ยินเรื่องราวของคนที่ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตขาดสติ เพ้อเจ้อ หรือว่าทุรนทุราย ร้องห่มร้องไห้ อาลัยอาวรณ์ในสังขาร อาลัยอาวรณ์ในลูกในหลาน ในทรัพย์สินศฤงคาร แต่หลวงพ่อไม่มีอาการเช่นนั้น ท่านจากไปอย่างสงบ เป็นการจากไปเหมือนกับปิดสวิทช์ไฟเบาๆ ลง เหมือนเสียงฆ้อง เสียงระฆัง พอตีลงไปสุดเสียง ก็ค่อยๆ แผ่ว ค่อยๆ สุดของเขาเอง ในการจากไปที่สวยงาม ก็คิดว่า หลายคนเองคงไม่อยากให้หลวงพ่อจากไปเร็วขนาดนั้น แต่เราก็มองว่า มันก็คงถึงเวลาที่สมควรแก่ร่างกายของท่านแล้วเนาะ และท่านก็รู้ตัวว่าท่านจะจากไปแล้ว ท่านก็ได้สั่งลาพวกเราอย่างนั้น ก็ต้องยอมรับความจริง ก็อย่างที่พูดเมื่อวานว่า บางทีสังขารก็เป็นรูปธรรมยึดไม่ได้ ตัวหลวงพ่อคำเขียนไม่ใช่รูปร่างหน้าตาเช่นนั้น แต่ถ้าตัวหลวงพ่อคำเขียนจริงๆ เป็นธรรมะที่ท่านได้สอน ที่ท่านได้ทำ ทำให้เราได้ดูนั่นแหละ นั่นคือตัวที่เราสามารถพึ่งพาได้ ถ้าเราพึ่งพาครู คือหลวงพ่อคำเขียน ก็คือพึ่งพาธรรมะทีท่านสอนนั่นแหละ คือสิ่งที่ดีที่สุด

หลวงพ่อพูดแม้พูดเรื่องเดียว เทศน์หลวงพ่อไม่พูดเรื่องอื่นเลย พูดแต่เรื่องความรู้สึกตัว เรื่องการมีสติ หลวงพ่อพูดแต่เรื่องนี้ตลอด แต่น่าอัศจรรย์ท่านพูดเรื่องนี้ เท่าที่ตัวเองได้ฟังก็แค่ ๑๔ ปี แต่ท่านคงเทศน์แบบนี้มา ๔๐ ปี แต่ท่านก็ยังไม่เบื่อคำเทศน์ของท่าน หรือคนฟังเองก็ยังไม่เบื่อ หรือไม่เต็มอิ่มในคำเทศน์ของท่าน ฟังเมื่อไหร่ แม้เป็นเนื้อหาคล้ายๆ กัน แต่รู้สึกว่ามันใหม่ รู้สึกว่ามันมีรสชาติ คล้ายเหมือนกับเราทานข้าว เราก็ทานข้าวทุกวัน แต่ทานเมื่อไหร่มันก็อิ่ม มันก็อร่อย ก็มีคุณค่า รู้สึกว่าธรรมะของหลวงพ่อเป็นแบบนั้นเลย เหมือนเราทานข้าว ทานน้ำเลย มันไม่เบื่อ มันไม่อิ่ม มันไม่เต็มสักที มันรู้สึกมันมีคุณค่าตลอดเวลาในสิ่งที่ท่านสอนธรรมะ แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตตอนที่ท่านป่วย อาตมารู้สึกเอานะ จะผิดถูกยังไงก็แล้วแต่พิจารณาเอง แต่รู้ว่าในขณะที่ท่านป่วย ท่านเป็นผู้ที่อิ่มธรรมะนะ ท่านไม่ขวนขวายธรรมะอื่นนอกตัวมาช่วยตัวท่านเองเลย ไม่ขวนขวาย ไม่เรียกร้อง ไม่ยินดียินร้าย จะมีใครมาเยี่ยมหรือไม่ ก็ไม่ได้สนใจ แต่ไม่ใช่ว่าไม่รับรู้ คือท่านไมได้เรียกร้อง ขวนขวาย จะต้องมีธรรมะนั่นนี่มาให้อ่านไหม มาให้ฟังหรือเปล่า ต้องให้พวกเราสวดมนต์ให้ฟังไหม ไม่มีท่าทีในการที่จะต้องพัฒนาตัวเองให้ถึงธรรมะที่สูงขึ้นไปเลย ยังรู้สึกเหมือนคล้ายๆ เหมือนคนอิ่มข้าว เมื่อคนอิ่มข้าว ก็ไม่อยากกินอะไร หรือเมื่อไหร่ที่เรานอนหลับอิ่มๆ ตื่นขึ้นมามันก็สดชื่น ไม่อยากนอนอีก ได้พักผ่อนเต็มที่มันก็ไม่อยากพักแล้ว ได้กินเต็มที่มันก็ไม่อยากกินแล้ว รู้สึกว่าท่านอิ่มในธรรมที่ท่านมี มันอยู่ในตัว อยู่ในใจของท่าน ไม่ได้ขวนขวาย ไม่ได้ดิ้นรนอะไร อยู่ด้วยตัว ด้วยใจของท่านเองตลอดเวลาเลย อันนี้คือสิ่งที่สัมผัสได้ เพียงแค่ได้มาบอกเล่าให้พวกเราได้ฟังบ้าง แต่ก็ถือว่าตัวเองมีโอกาสที่ดีที่ได้เห็นสิ่งนี้ แต่ก็เชื่อว่าคนอื่นที่ไม่ได้เห็น ไม่ได้สัมผัส แต่ก็ไม่เป็นไร ถ้าเราได้ยินธรรมะของท่านบ้าง เราก็เอาไปทำเถิดเนาะ ได้เห็นได้สัมผัส แต่ถ้าไม่ได้กระทำก็ถือว่าไร้ค่าเหมือนกัน แต่ถ้าใครได้เอาธรรมะของหลวงพ่อไปปฏิบัติ ให้อยู่ในเนื้อในตัวของเราจะเป็นสิ่งที่มีค่ามาก

ก็คิดว่าการละสังขารของหลวงพ่อเองก็ไม่ใช่เป็นการที่เราต้องร้องไห้เสียใจอะไร แต่ให้เรายอมรับความจริงว่ามันเป็นเช่นนั้น ก็ต้องอนุโมทนา หรือบางทีก็ต้องเข้าใจสังขารที่เป็นรูปของท่านมันทุกข์จริงๆ ถ้าได้ละทุกข์ของรูปไปได้ ก็สบายกายไประดับหนึ่ง เพราะทุกข์ทางใจท่านคงละได้นานแล้ว พวกเราเองนั่นแหล่ะ ยังอยู่กับรูปที่ทุกข์อยู่ ยังอยู่ในนามที่ยังทุกข์อยู่ ยังหลงอยู่ เราจะทำยังไงให้ใจเราละความทุกข์ที่เกิดจากความคิด เกิดจากความหลงของเรา น่าจะเป็นกิจของเราที่จะได้สืบสานต่อสิ่งที่หลวงพ่อได้สอนไว้ เพื่อที่จะได้อยู่กับกายที่ต่อไปมันก็ทุกข์กว่านี้ มันต้องเจ็บกว่านี้ มันต้องแก่กว่านี้ เพราะสุดท้ายมันก็ต้องแตกดับตายไป เราจะอยากตายแบบหลวงพ่อไหม ตายแบบสงบ ตายแบบไม่ทุกข์ใจ เราก็ต้องฝึกหัด แต่ไม่ใช่เราจะคิดเช่นนั้น สิ่งสำคัญเราต้องสร้างเหตุ สร้างเหตุก็คือรู้ตัว การมีสติ พยายามฝึกบ่อยๆ จะทำอะไรก็แล้วแต่ พยายามมีสติ ยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียด เคลื่อนไหว กิน ตื่น ขับถ่าย เจ็บปวด สุขทุกข์ มีสติเป็นผู้ดู ไม่เป็นผู้เป็น ดูไปเรื่อยๆ นี่คือคำสั่งสอนของหลวงพ่อที่กระผมหรืออาตมาได้เรียนรู้หรือสัมผัส ก็เชื่อว่าพวกเราหลายคนหลายท่านก็คงได้สัมผัสคล้ายๆ กัน ก็ขอให้พวกเราทุกท่านได้เดินตามคำสั่งสอนของหลวงพ่อคำเขียน จนสามารถเข้าถึงมรรคผลนิพพานในปัจจุบันชาตินี้ทุกคนทุกท่านด้วยเทอญ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved