บทความจากธรรมเทศนาถึงหลวงพ่อ > พระสุทธิศาสตร์ ปญฺญาปทีโป
กลับหน้าแรก

ชีวิตและการงานของหลวงพ่อคำเขียนในช่วงแรก

พระสุทธิศาสตร์ ปญฺญาปทีโป
แสดงธรรม ณ ศาลาหอไตร วัดป่าสุคะโต
วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๗

 

 

ขอนอบน้อมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  ขอระลึกถึงคุณหลวงพ่อเทียน หลวงพ่อคำเขียน  ขอกราบขอโอกาสหลวงพ่อกรม พระอาจารย์ยูกิ พระอาจารย์มานพ พระอาจารย์วัฒนชัย และเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญธรรมในแม่ชีและญาติธรรมทุกคน 

ช่วงนี้ก็ถือว่าเป็นช่วงระลึกถึงหลวงพ่อคำเขียนที่เป็นที่เคารพรักของพวกเราก็ว่าได้  ที่จริงก็เป็นช่วงที่ใกล้จะถึงช่วงที่ระลึกถึงหลวงพ่อเทียนเหมือนกัน  วันที่ ๑๔ กันยายนเป็นวันที่หลวงพ่อเทียนท่านละสังขาร ก็ใกล้เคียงกันกับหลวงพ่อคำเขียน  หลวงพ่อเทียนท่านเกิดเดือนกันยา ละสังขารก็เดือนกันยา  หลวงพ่อคำเขียนของเราเกิดเดือนสิงหา ก็ละสังขารเดือนสิงหา เป็นการเกิดการตายก็เป็นช่วงที่ใกล้กัน อาจจะไม่ใช่วันเดียวกันแต่ใกล้กัน  ตัวผมเองหรืออาตมาเองก็รู้สึกว่าเป็นโอกาสดี  เมื่อตอนปี ๒๕๔๘ เคยสัมภาษณ์หลวงพ่อคำเขียนเพื่อทำประวัติของท่าน  ตอนนั้นยังใช้เครื่องเล่นเทปในการสัมภาษณ์  ก็รู้สึกหลวงพ่อเล่าเรื่องราวของหลวงพ่อ หรือเราก็ถามบ้างบางส่วน ตอนนั้นเทปสักประมาณ ๓ ม้วนได้  ก็ถือว่าหลวงพ่อเล่ามากอยู่ ก็ยังได้มาถอดเทป ที่อยู่ในหนังสือเรื่อง “รู้ซื่อๆ”  เรื่องตรงส่วนของสุวณฺโณอัตโนประวัติ  ก็ไม่รู้ว่าใช้ภาษาบาลีถูกหรือเปล่า ก็ใช้เป็นบาลีแบบคนไม่ได้เรียน  ก็ถือว่าในช่วงที่ได้สัมภาษณ์หลวงพ่อก็มีเกร็ดหลายอย่างที่น่าสนใจ คิดว่าถ้าเราศึกษาจากชีวประวัติของหลวงพ่อ เราจะได้ประโยชน์หลายๆ อย่าง วันนี้จึงอยากจะลองเล่าดูสักหน่อย โดยเฉพาะตอนที่เริ่มจากหลวงพ่อได้มาเรียนกับหลวงพ่อเทียน และช่วงที่หลวงพ่อได้บวชใหม่ๆ เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก

ตอนที่หลวงพ่อคำเขียนท่านไปเรียน สนใจไปเรียนธรรมะกับหลวงพ่อเทียน ด้วยความที่ท่านอยากจะรู้จักเรื่องบุญเรื่องบาปนี่ล่ะ เคยบวชเณร เคยศึกษานักธรรมตรี เคยเป็นหมอไสยศาสตร์ แต่บุญบาปคืออะไรก็ไม่รู้จัก ก็เกิดคำถามที่ค้างคาใจ  เมื่อมีคนมาชวนว่าถ้าไปเรียนธรรมะกับหลวงพ่อเทียน จะรู้จักเรื่องบุญ รู้จักเรื่องบาป แต่ก่อนกลัวบาป แต่ไม่รู้บาปคืออะไร แต่ก่อนอยากจะได้บุญ แต่ไม่รู้บุญคืออะไร ก็ทำตามๆ กันไปเฉยๆ แต่จริงๆ พอไปเรียนกับหลวงพ่อเทียน ที่จริงท่านไม่ได้เน้นสอนเรื่องบุญเรื่องบาปหรอก ท่านเน้นสอนให้รู้จักตัวเอง เรื่องการรู้จักกายรู้จักใจของตัวเอง  ตอนที่หลวงพ่อไปเรียนกับหลวงพ่อเทียนที่เมืองเลย ท่านบอกว่าสิ่งที่เป็นปัญหาในการปฏิบัติของท่านแรกๆ คือท่านเคยทำแบบสมถะ บริกรรม มันมีความสงบ มันมีความสุข พอจะให้มานั่งยกมือสร้างจังหวะมาเดินจงกรมนี่ บางทีจิตมันไม่ค่อยอยากจะเอา  จิตที่มันเคยสงบ มันเคยมีความสุขจากสมาธินี่ บางทีมันก็ยาก ยากที่จะให้ออกมารู้สึกตัว หรือมีความฟุ้งซ่านที่เกิดจากอารมณ์ที่มันไม่กดข่ม ไม่ประคองจิต  มันรู้สึกว่าบริกรรมหรือทำแบบเดิมนี่มันนิ่งดี มันสงบดี มันไม่ค่อยชอบจิตที่มันฟุ้งซ่าน ฟุ้งซ่านในที่นี้คือเราไม่ได้กดข่มอารมณ์ ปล่อยให้อารมณ์มันเป็นไปตามธรรมชาติ การยกมือสร้างจังหวะ บางทีเราไม่ได้เพ่งจ้อง ตั้งใจมากเกินไปนี่ มันมีความคิด มีความสงสัย มีอารมณ์เกิดขึ้นมา หลวงพ่อบอกแต่ก่อนหลวงพ่อไม่เข้าใจ ก็ไม่ชอบวิธีทำนองนี้ ก็ยังชอบวิธีเดิมคือทำความสงบอยู่ แต่สิ่งที่หลวงพ่อเทียนท่านเทศน์ท่านสอนก็เป็นสิ่งที่ท้าทาย ที่อยากจะให้ท่านรู้ คือการปฏิบัติธรรมใหม่ๆ ก็ทุกคนแหละ มันก็ต้องมีความอยาก ที่อยากจะรู้ธรรมะ ตัณหาที่อยากจะรู้ธรรมะมันเป็นธรรมดาของผู้ปฏิบัติใหม่ๆ  ถ้าเราไม่อยากรู้ธรรมะเนี่ย เราก็ไม่มาปฏิบัติใช่ไหม ไม่รู้มาปฏิบัติทำไม มาบวชทำไม

แรกๆ มันก็ต้องมีความอยากเป็นธรรมดา ไม่ได้ผิด ไม่ได้เสียหาย  บางคนบอกฉันไม่อยากรู้ธรรมะ ไม่อยากบรรลุธรรม ก็ใช้ชีวิตแบบธรรมดา ก็เหมือนสัตว์โลกทั่วๆ ไป ก็ใช้ชีวิตแบบสุดท้ายก็ตายไปแบบไม่รู้อะไรเหมือนเดิม  แต่พวกเราก็มีความอยากรู้ อยากเข้าใจธรรมะ อันนี้ไม่เป็นไร เราเอาตัวตัณหาตัวนี้เป็นตัวนำทางไปก่อน แต่เราจะศึกษาธรรมะเพื่อละตัณหา  แรกๆ ใช้ตัณหาใช้ความอยากเพื่อนำพาชีวิตเราให้ออกจากกระแสโลก ให้มาปฏิบัติธรรม แต่เราปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ เพื่อละตัณหาอีกทีหนึ่ง ละความอยากที่อยากจะรู้ อยากจะเห็น อยากจะเป็น อยากจะมีอะไร เพราะถ้าเรายังปฏิบัติธรรมอยู่ แล้วยังมีความอยากมาก มันก็จะไม่รู้อะไร  เหมือนหลวงพ่อคำเขียนเอง ท่านบอกตอนปฏิบัติใหม่ๆ นี่ ก็อยากรู้มาก อยากรู้ก็สงสัยตัวเอง ทำไมปฏิบัติหลายอาทิตย์แล้วยังไม่รู้ธรรมะ จึงต้องไปถามหลวงพ่อเทียนว่า มีไหมที่มาปฏิบัติกับหลวงพ่อเทียนแล้วไม่รู้ธรรมะ อาจจะเป็นผมนี่แหละคนแรก สมัยก่อนคนที่ปฏิบัติกับหลวงพ่อเทียนอาจจะยังไม่มาก แต่หลวงพ่อเทียนท่านก็ยืนยันว่าไม่มีหรอก หลวงพ่อเทียนสอนตั้งแต่เป็นฆราวาส สองปีกว่าๆ มาบวชอีก หลวงพ่อเทียนบวชก่อนหลวงพ่อคำเขียนประมาณ ๘-๙ ปี ก็มีคนมาเรียนกับหลวงพ่อเทียนพอสมควร  หลวงพ่อเทียนบอกว่ายืนยันว่าไม่มี ถ้าคุณทำจริงๆ น่ะ รู้แน่นอน  หลวงพ่อคำเขียนก็เลยเกิดความมั่นใจไปภาวนาต่อ 

การภาวนาท่านก็ไม่ได้หวังพึ่งคนอื่น ท่านหวังพึ่งตนเอง บางทีมีเณรบอกรู้จักรูป รู้จักนาม มาถามหลวงพ่อคำเขียนว่ารู้จักรูป รู้จักนามหรือยัง  หลวงพ่อคำเขียนก็บอกว่า...ก็ยัง ทำไมเรื่องง่ายๆ แค่นี้ไม่รู้...เณรก็พูดประมาณนี้...จะสอนให้ก็ได้  หลวงพ่อคำเขียนก็บอก...ไม่ต้องสอนหรอก จะทำเอง  คือมันก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ...บางทีหลายคนเวลาปฏิบัติธรรมน่ะ ถ้ามีใครรู้มาสอน ก็จะชอบ เงี่ยหูฟัง จะตั้งใจฟัง อยากจะรู้ก่อนรู้ แต่หลวงพ่อท่านคิดว่าความรู้พวกนี้เป็นความจำ เป็นความเข้าใจเฉยๆ แต่สิ่งสำคัญท่านต้องทำเองดีกว่า ท่านก็เลยบอกเณรว่าไม่ต้องสอนหรอก เดี๋ยวจะทำเอง แล้วท่านก็ทำเองจนกระทั่งเข้าใจเองจริงๆ 

มันก็เป็นบุคลิกอย่างหนึ่งของหลวงพ่อที่พอจะทำอะไร ท่านก็มุ่งมั่นที่จะทำเอง แม้จะมีความสงสัยใคร่รู้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ต้องการที่จะให้คนบอกในความรู้ที่เกิดจากการจำหรือเกิดจากคำพูด แต่ท่านเพียงแค่อยากจะมั่นใจว่าวิธีการนี้ที่ทำไปมันสามารถที่จะรู้ความจริงได้จริงๆ  เมื่อท่านมั่นใจว่าแค่ทำแค่นี้เข้าถึงธรรมะได้ ที่เหลือก็เป็นเรื่องของเราแล้ว ที่เราจะทำต่อเนื่องหรือเปล่า ท่านก็ทำจนกระทั่งท่านเข้าใจเรื่องตรงนี้   กลับไปที่บ้านก็ไปขอญาติพี่น้องขอแม่บวช  แม่ก็ไม่อยากให้บวช ญาติพี่น้องก็ไม่อยากให้บวช เพราะหลวงพ่อเองก็เป็นคนที่เรียกได้ว่าเป็นคนเก่ง เป็นที่พึ่งให้กับครอบครัวได้อย่างดี  คนดีๆ คนเก่งๆ บางทีก็ไม่อยากให้บวช  แต่ถ้าคนเสเพลหน่อย พ่อแม่ก็อยากให้บวช หลวงพ่อคำเขียนท่านก็เป็นคนดีคนเก่งในสังคม ญาติพี่น้องพ่อแม่ก็ไม่อยากให้บวช เพราะถ้าใครบวชสมัยนั้นเหมือนเป็นคนที่ล้มเหลวในชีวิตทางโลก ทำงานทางโลกไม่สำเร็จเลยต้องหนีมาบวช  แต่หลวงพ่อไม่ได้คิดเช่นนั้น แม้สังคมค่านิยมทั่วไปจะคิดเช่นนั้น แต่หลวงพ่อท่านคิดว่าพระที่ไม่ค่อยรับผิดชอบในศาสนามีเยอะ ท่านอยากจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบเรื่องศาสนา หรืออาจจะมองอีกมุมว่า คนที่สำเร็จทางโลกอาจจะมีเยอะแล้ว แต่คนที่จะทำประโยชน์ในทางธรรมในการสอนสั่งผู้คนนี่มีน้อย จะเรียกว่าท่านเห็นว่าความสำเร็จทางโลกเป็นเรื่องที่ไม่ได้เป็นเรื่องสาระสำคัญในชีวิตแล้ว  แต่ความที่จะช่วยเหลือผู้คนให้เข้าถึงธรรมะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากกว่า

บางคนอาจจะคิดว่าการมาบวช มาปฏิบัติธรรมนี่คือการหวังพึ่งพระ มาหวังพึ่งวัดให้ช่วยเหลือตนเอง แต่หลวงพ่อท่านคิดว่าเราจะมาบวชเพื่อช่วยครูบาอาจารย์ เพื่อช่วยวัดวา เพื่อช่วยพระศาสนา  จิตมันต่างกันเลย  บางคนมาเพื่อหวังพึ่ง แต่ท่านมุ่งมั่นที่ว่ามาเพื่อจะช่วยเหลือ  น่าสนใจนะ บางทีพวกเรามาปฏิบัติธรรมมาอยู่วัดแล้วหวังพึ่งครูบาอาจารย์มากเกินไปไหม เราหวังว่าเราจะต้องเรียกร้องอะไรจากคนอื่น หรือจากวัดวาอารามมากไปหรือเปล่า  ถ้าเราลองคิดในมุมกลับกัน เราจะช่วยครูบาอาจารย์ได้มากน้อยขนาดไหน เราจะช่วยวัดวาอารามได้มากน้อยขนาดไหน เราจะช่วยศาสนาได้มากน้อยขนาดไหนนี่  ลองดู บางทีพอเราคิดเช่นนี้ มันทำให้ความเห็นแก่ตัวเนี่ยแหละมันลดน้อยลงไปเอง มันก็ลดความโลภในใจของเรา ลดความหลง ลดโทสะที่ไม่ได้ดั่งใจ ที่มันเกิดในใจของเรา  หลวงพ่อเองท่านก็มาบวชเพื่อทำตรงนี้ แล้วก็ทำกิจของตนด้วย ไม่ใช่ว่าจะมุ่งเน้นแต่สอนผู้อื่น จะเผยแพร่ธรรมะ  แต่จริงๆ ในช่วงที่การบวชใหม่ๆ นี่ ท่านก็ฝึกฝนตนเองเป็นอย่างมาก 

ท่านบอกแต่ก่อนพอบวช บวชเสร็จก็ต้องไปบิณฑบาต ทำกิจวัตรต่างๆ บิณฑบาตก็เป็นเรื่องที่สำคัญ  บางครั้งบิณฑบาตไป เพื่อนคุยกันในแถว ชี้นกชี้ไม้ คุยนั่นคุยนี่  หลวงพ่อบอก...อันนั้นเป็นเรื่องของเขา เขาพูดคุยกัน เราห้ามไม่ได้ แต่ท่านห้ามตัวเองที่จะไม่พูดคุยกับเขา  ท่านก็เคี่ยวเข็ญตัวเอง ท่านไม่ได้ตำหนิว่าเพื่อนไม่ดี...อะไรต่างๆ  แต่ท่านเน้นที่จะเคี่ยวตัวเองก่อน  บิณฑบาตเสร็จ...ฉัน บางทีต้องหาบน้ำจากที่อื่นมาล้างบาตร  สมัยก่อนน้ำน้อย หาบจากที่ไกลๆ ล้างบาตรทุกคนให้ทั่ว เอาน้ำล้างบาตรมาล้างจานต่อ ล้างจานเสร็จก็ไปรดต้นไม้ต่อ  น้ำหายากต้องประหยัดมาก  กลับมาหลวงพ่อก็บอกว่า...พอกลับมาถึงกุฏิก็วางบาตรไว้ อย่างแรกที่ทำเลยคือยกมือสร้างจังหวะในห้อง คือ ไม่โอ้เอ้ ไม่เสียเวลา เมื่อทำกิจของสงฆ์เรียบร้อยแล้ว เมื่อกลับมาถึงห้องก็มาสร้างจังหวะ ส่วนใหญ่หลวงพ่อบอกว่า แรกๆ หลวงพ่อเน้นการสร้างจังหวะ ท่านชอบนั่งพิงฝาอยู่ในห้อง ยกมือสร้างจังหวะอยู่ในห้องแบบนั้นแหละ มันอาจจะเป็นความสงบ นั่งอยู่ในห้องรู้ตัวไป แต่ตอนนั้นท่านก็ยังไม่รู้ว่าท่านยังติดความสงบอยู่ในบางขณะอยู่ จนหลวงพ่อเทียนต้องมาเห็น...เห็นว่า...เอ...หลวงพ่อคำเขียนทำแบบนี้บ่อยแล้วมั้ง บางครั้งท่านก็เลยเดินมาดู มาอยู่ที่หน้าห้อง ก็เลยเกิดสิ่งที่หลวงพ่อมักเล่าให้ฟังว่า...บางทีหลวงพ่อเทียนมาถาม...ถามว่าท่านคำเขียนทำอะไรอยู่  หลวงพ่อคำเขียนก็บอกว่า...นั่งยกมือสร้างจังหวะอยู่  หลวงพ่อเทียนก็ถามว่า...เห็นข้างนอกหรือเปล่า  หลวงพ่อก็บอก...ไม่เห็น...ไม่เห็นครับ เพราะท่านอยู่ในห้อง  ทำอย่างไรล่ะถึงจะเห็นข้างนอก  หลวงพ่อคำเขียนก็เลยออกมาอยู่ตรงหน้าประตู หลวงพ่อเทียนก็บอกให้ปฏิบัติตรงนี้แหละ ให้อยู่ตรงประตูนี่แหละ ท่านบอกว่า...อยู่ตรงนี้เห็นข้างนอกไหม...เห็นครับ  เห็นข้างในไหม...เห็นครับ  คือเห็นทั้งข้างนอกเห็นทั้งข้างใน แต่ความหมายของหลวงพ่อเทียนคงไม่ใช่แค่ว่าให้เห็นเฉพาะข้างนอกประตู ข้างในประตูในห้อง  แต่จริงๆ ท่านคงมุ่งเน้นให้ว่าหลวงพ่อ...การปฏิบัติธรรมมันต้องเห็นทั้งในตัวเองและนอกตัวเอง  แต่เห็นนอกตัวเองนี่ไม่ใช่ว่าไปดูคนอื่นแบบนั้น คือไม่ให้ส่งจิตเพ่งเข้าข้างใน  การส่งจิตเพ่งเข้าข้างในคือการประคองอยู่กับตัวรู้ ปิดการรับรู้ผัสสะภายนอก  เพราะที่จริงแนวการปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียนเอง บางที...ผัสสะที่มากระทบนั่นแหละมันจะเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้น เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น มันทำให้เราได้เห็นอารมณ์  แต่ถ้าเราไม่เกิดผัสสะที่กระทบ อารมณ์มันก็ไม่เกิด ความสงบความสบายความสุขก็จะติดได้ง่าย  หลวงพ่อเทียนเองท่านก็เน้นว่าควรจะเห็นทั้งข้างนอกและข้างใน  การปฏิบัติจึงเป็นการปฏิบัติที่ให้รู้เท่าทันอารมณ์  สงบก็รู้ ฟุ้งซ่านก็รู้ ไม่ใช่จะเอาแต่ความสงบอย่างเดียวหรือฟุ้งซ่านอย่างเดียวก็ไม่ดี  ฟุ้งซ่านอย่างเดียว จิตก็ไม่มีสมาธิ ไม่ตั้งมั่น สงบอย่างเดียวก็เฉื่อยก็ชาก็นิ่งเกินไป ก็ไม่ถูกเหมือนกัน

หลวงพ่อเองท่านยังเล่าว่าสมัยก่อนหลวงพ่อเทียนไม่ค่อยอยู่ที่วัด ไปสอนที่นั่นที่นี่ บางทีท่านก็อยากจะตามหลวงพ่อไปด้วยเหมือนกัน  แต่ท่านบอกไม่มีค่ารถตามไป บางครั้งก็เลยต้องเฝ้าวัดบ้างก็มี บางทีเฝ้าวัดท่านก็บอกว่า กวาดลานวัด กวาดถนน กวาดทาง ทีละหลายชั่วโมง  เราก็เห็นภาพเลยว่า...บางทีท่านก็เดินจงกรม สร้างจังหวะ แต่พอถึงเวลาทำกิจท่านก็ทำ กวาดถนนหนทางท่านก็ทำคนเดียว ให้สะอาดเรียบร้อย  นี่ก็เป็นการฝึกตนเหมือนกัน การฝึกตนอย่างหนึ่งไม่ใช่เพียงแค่การทำในรูปแบบแต่เป็นกิจวัตรต่างๆ ท่านก็ให้ความสำคัญ ทำเป็นกิจวัตร หรือการงานในวัด ขุดบ่อน้ำ สร้างกุฏิ สร้างสาธารณูปโภคภายในวัด ท่านก็ทำ ทำอย่างเต็มที่  เชื่อว่าบุคลิกของหลวงพ่อคือทำแต่ไม่คุย ไม่ใช่ทำไปคุยไปเล่นไป  ทำ...เวลาทำงานก็ทำจริงๆ ไม่ใช่ทำแบบเล่นๆ  เวลาภาวนาก็ทำจริงๆ ไม่ใช่ไปยอมแพ้กับความง่วง อันนี้ก็คิดว่าเป็นบุคลิกที่สำคัญ  ถ้าเราปฏิบัติธรรม เราก็ต้องตั้งใจจริงๆ  เวลาเราทำงาน เราก็ต้องทำ ตั้งใจจริงๆ แต่การตั้งใจในที่นี้ก็ไม่ใช่ว่าเราต้องเคร่งเครียดกับการภาวนาแบบอยากจะเอาให้ได้ บังคับตัวเอง เพ่งจ้อง กดข่มความคิด ไม่ใช่นะ ให้ทำแบบสบายๆ ให้ทำแบบเห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นมาจากภายในใจของเราเองบ้าง  หรือบางทีก็เห็นกายที่เคลื่อนไหวบ้าง เห็นทั้งข้างนอกเห็นทั้งข้างใน เห็นข้างนอก เช่น เห็นการกระทบ สัมผัสทางตาก็ดี ทางเสียงก็ดี  เห็นข้างใน เช่น เมื่อกระทบแล้วเกิดอารมณ์อะไรขึ้นมา มีความพอใจ มีความไม่พอใจ มีความโกรธ  อันนี้เรียกว่าเห็นทั้งข้างนอกเห็นทั้งข้างใน  หรือบางทีเห็นคนอื่นเค้าทำถูก เห็นคนอื่นเค้าทำผิด แต่ไม่ใช่ไปจับถูกจับผิด แต่เอามาเพื่อสอนตัวเอง เหมือนอย่างที่หลวงพ่อบอก เพื่อนเค้าพูดคุยกัน ท่านก็เอามาสอนตัวเองว่าเราจะไม่พูดคุยกันฟุ้งซ่านแบบนั้น แต่ไม่ใช่พูดคุยไม่ได้ ก็พูดคุยได้ แต่เพียงแต่ว่าถ้าเป็นเรื่องที่จำเป็นก็พูดคุย ถ้าเรื่องไม่จำเป็นก็ไม่พูดคุยให้เสียเวลา 

ท่านทำการปฏิบัติในรูปแบบ นอกรูปแบบของท่านอย่างนี้แหละ ท่านบอกในชีวิตของท่านไม่เคยเก็บอารมณ์ เพราะเก็บอารมณ์ในแบบไม่ออกมาบิณฑบาต ไม่ทำวัตร ปฏิบัติตลอดเวลา  หลวงพ่อเองบอกว่าท่านไม่เคยทำแบบนั้น ท่านก็ทำกิจธรรมดา แต่เพียงแต่ว่าท่านเก็บอารมณ์ภายใน ก็คือไม่ส่งจิตออกนอก ไม่ฟุ้งซ่านกับการทำงาน ไม่ฟุ้งซ่านกับการพูดคุยสนุกสนานหยอกล้อ ท่านพยายามที่จะรู้สึกตัวในทุกอิริยาบถ ตั้งแต่ตื่นเช้ามา ตั้งแต่บิณฑบาต ตั้งแต่ฉันอาหาร กลับมาที่กุฏิ หรือแม้แต่การกวาดพื้น แม้แต่การทำงานนวกรรม ก็คืองานก่อสร้าง  ท่านก็ทำ...ทำแบบพยายามรู้ตัว ท่านก็ฝึกฝนตนเองแบบนี้เรื่อยๆ  หลวงพ่อเทียนอยู่หรือไม่อยู่ ท่านก็ทำ แต่ถ้าหลวงพ่อเทียนอยู่ก็อุ่นใจก็ดีใจ เพราะได้ฟังธรรมจากหลวงพ่อเทียน หลวงพ่อเทียนก็จะได้ชี้แนะแนวทางจากการเทศน์นี่แหละ ไม่ใช่เกิดจากการซักถามอยากจะรู้  แต่พอหลวงพ่อเทียนท่านพูดเมื่อไหร่ เงี่ยหูฟัง ตั้งใจ แล้วก็เอามาปฏิบัติ จนกระทั่งท่านก็เข้าใจธรรมะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แต่หลวงพ่อคำเขียนเองท่านก็ไม่ใช่เป็นคนที่ยึดติดแต่...หรือคิดว่าเมื่อเรียนรู้ธรรมะจากหลวงพ่อเทียนก็พอแล้ว  จริงๆ เรื่องการปฏิบัติธรรมคงพอแล้ว แต่ท่านก็ยังแสวงหาเรื่องที่เป็นเทคนิคในการเผยแผ่ธรรมะ  หลวงพ่อคำเขียนท่านบอกว่าพอศึกษากับหลวงพ่อเทียนเข้าใจธรรมะแล้ว บางครั้งก็ออกไปข้างนอกเหมือนกัน ไปดูซิ วัดไหนที่เค้าสอนวิปัสสนา สอนการปฏิบัติ เค้าสอนกันแบบไหน ทำอย่างไร หลวงพ่อคำเขียนก็ไปหลายที่ ในกรุงเทพบ้าง ในต่างจังหวัดบ้าง ก็ไปดูไปรู้ไปเห็น บางที่ท่านก็รู้สึกว่ายังไม่ค่อยถูกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หลายที่ท่านก็รู้สึกว่ามันดีน่าสนใจ โดยเฉพาะท่านชอบในแนวทางของหลวงพ่อพุทธทาสและทางหลวงพ่อชา  ท่านก็ชอบว่าครูบาอาจารย์ที่สอนธรรมะแบบนี้ หรือว่าที่สร้างบรรยากาศในวัดแบบนี้ ท่านรู้สึกชอบ ชอบในที่นี้ไม่ใช่ชอบแบบหลง แต่รู้สึกว่ามันถูกจริต หรือรู้สึกว่ามันเข้ากันได้กับแนวทางที่หลวงพ่อเทียนท่านพาปฏิบัติแล้วก็สอนธรรมะอยู่  อย่างท่านชอบอาจารย์พุทธทาสมาก ท่านก็ถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ของหลวงพ่ออีกท่านหนึ่งเหมือนกัน ท่านบอกว่านี่...อาจารย์พุทธทาสสอนให้คนไม่โง่หลงงมงาย ไม่ให้ไปติดกับไสยศาสตร์ ไม่ให้ติดกับพิธีกรรมต่างๆ ท่านมุ่งเน้นเรื่องปัญญา

หลวงพ่อก็ไปอยู่กับอาจารย์พุทธทาสอยู่สองสามช่วง แต่ไปเจออาจารย์พุทธทาสๆ ท่านก็บอก ไม่ได้สอนอะไรนะท่านบอก  หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่าพอไปหาอาจารย์พุทธทาสๆ บอก ถ้าอยากรู้อะไรนะ ไปอ่านหนังสือ ท่านเขียนไว้หลายเล่มแล้ว ไปอ่านเอา หลวงพ่อก็ไม่ได้มีโอกาสสนทนากับอาจารย์พุทธทาสเท่าไหร่  เพราะอาจารย์พุทธทาสบอกให้ไปอ่านเอา แต่จริงๆ อาจารย์พุทธทาสคงเทศน์ หลังสวดมนต์ทำวัตรท่านคงเทศน์ หลวงพ่อก็คงได้ฟัง ก็คงประทับใจอยู่ หรือท่านพาทำงานทำการ ท่านก็รู้สึกว่านี่เป็นการสอนธรรมะของอาจารย์พุทธทาส ถ้าจำไม่ผิดเหมือนตอนนั้นหลวงพ่อก็ไปอยู่กับอาจารย์พุทธทาสตอนกำลังสร้างโรงมหรสพทางวิญญาณ ส่วนใหญ่ก็ทำงานเหมือนกันนั่นแหละ ก็ได้เพื่อน ได้มิตรหลายรูปที่ไปมาหาสู่หรือระลึกถึงกันบ่อยๆ เช่น หลวงพ่อสนองวัดสังฆทานช่วงนั้นอยู่ที่สวนโมกข์ก็ได้เจอกัน  หลวงพ่อบัญญัติวัดป่าธรรมดาที่โคราชก็สนิทสนมกัน ทำงานด้วยกันก็คุ้นเคยกัน หลวงพ่อคำเขียนไปแสวงหาแนวทางในการเผยแผ่ธรรมะ ไม่ใช่ไปแสวงหาธรรมะ มันต่างกัน คือ ท่านอยากเรียนรู้ว่าการเผยแผ่ธรรมะในเมืองไทยเค้าทำอย่างไรกันบ้าง หลวงพ่อยังเอาแนวทางอย่างอาจารย์พุทธทาสมาใช้ ท่านบอกสมัยก่อนจะหิ้วเครื่องฉายสไลด์และมีแผ่นฟิล์มสไลด์ อาตมาก็ไม่ทันที่จะเห็นว่าท่านเอาอะไรมาฉายบ้าง แต่ก็เห็นว่าบางภาพ บางส่วนก็เป็นเรื่องของภาพในโรงมหรสพทางวิญญาณที่สวนโมกข์ ก็มาสอนธรรมะ หิ้วสไลด์ไปฉายตามโรงเรียน ไปฉายตามที่นั่นที่นี่บ้าง ท่านก็ไม่ได้ยึดติดว่าการสอนธรรมะต้องแบบไม่ต้องใช้อะไรเลย  สมัยนั้นเค้าใช้สไลด์ท่านก็ใช้  สมัยนี้เค้าใช้โปรเจคเตอร์ใช้โน้ตบุ๊คฉายไปเลย ก็สะดวกไปอย่าง  แต่สมัยก่อนหลวงพ่อใช้สไลด์ ท่านก็ยังบอก...ในพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อ เอาเครื่องฉายสไลด์ไปอยู่ด้วยนะ แผ่นฟิล์มสไลด์ไปอยู่ด้วยนะ ท่านก็คงระลึกว่าสมัยก่อนบุกเบิกเรื่องการเผยแผ่ธรรมะ ก็มีเครื่องมือพวกนี้ช่วยทุ่นแรงท่านไปได้เยอะ ก็เอาไปใช้ ก็เป็นสิ่งที่ท่านเรียนรู้ หรือบางทีท่านก็บอกว่าท่านชอบฟังธรรมะจากอุปัชฌาย์ของท่าน เจ้าคุณสีหนาทที่เป็นเจ้าคณะจังหวัดที่เมืองเลย ท่านบอก...ท่านเทศน์แบบสีหนาทบันลือ ก็คือเหมือนราชสีห์ที่คำราม เวลาเทศน์แล้วมีพลังในการสอนมาก  ท่านก็ฟังเพื่อเรียนรู้ว่าท่านสอนอย่างไร เทศน์อย่างไร ท่านก็คงเอามาใช้ด้วย หรือแม้แต่หลวงพ่อเทียนเอง หลวงพ่อเทียนท่านก็บอก แม้ว่าท่านจะเข้าใจธรรมะแล้ว ท่านก็ยังเรียนรู้จากผู้อื่น ท่านก็ยังเอาเทปหลวงพ่อพุทธทาสมาฟัง ฟังดูว่าหลวงพ่อพุทธทาสเวลาเทศน์เวลาสอนใช้ภาษาแบบไหน ใช้สำนวน ใช้จังหวะอย่างไร ท่านพยายามเรียนรู้พวกนี้ควบคู่กันไป 

ดังนั้นเราเห็นว่า ผู้ที่เข้าใจธรรมะจะเป็นคนที่เปิดกว้างในการเรียนรู้ แต่เปิดกว้างในที่นี้ไม่ใช่สะเปะสะปะ หลักในการปฏิบัติก็ส่วนหนึ่ง หลักในการปฏิบัตินี่หลวงพ่อไม่ทิ้งเรื่องการมีสติ เรื่องการสร้างความรู้สึกตัว  แต่ท่านอาศัยเครื่องมืออย่างอื่นมาช่วยในการอบรม ในการสอนตัวเราเองหรือสอนผู้อื่น ท่านก็เอามาช่วย ไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องอย่างใดอย่างหนึ่ง  ท่านก็เห็นว่ามีประโยชน์ก็เอามาช่วย อันนี้แหละคือชีวิตและการงานของหลวงพ่อคำเขียนในช่วงต้นๆ จะเรียกว่าเป็นช่วงที่ท่านฝึกฝนตนเองอย่างเข้มข้นก็ว่าได้ แต่ท่านก็ไม่ใช่ไม่รับผิดชอบต่อวัดต่อสังคม ท่านก็ยังทำกิจที่พึงทำภายในวัดอย่างเต็มที่ ในกิจวัตรของพระ ในการงานของสงฆ์ หรือว่าท่านก็ไม่ได้มุ่งแต่ประโยชน์ตนเพียงอย่างเดียว  หลวงพ่อเทียนส่งหลวงพ่อคำเขียนตั้งแต่พรรษาแรกไปอยู่ที่วัดที่บ้านเกิดของหลวงพ่อเทียนเอง  ยังเป็นพระพรรษาแรกแต่ยังต้องรับผิดชอบในการสอนธรรมะ ท่านก็ไปตามที่ครูบาอาจารย์ท่านว่า ก็เห็นว่าเออ...หลวงพ่อคำเขียนท่านมุ่งเน้นทั้งประโยชน์ตนเองและประโยชน์ผู้อื่น

ได้อ่านในหนังสือเรื่อง “คิดถึงหลวงพ่อ”  มีตอนหนึ่งที่ท่านนพเขียนว่า ตอนที่ท่านนพจะลาหลวงพ่อไปอยู่ที่ภูหลง  หลวงพ่อก็พูดทำนองว่าพระพุทธเจ้าไม่ถามหาคนที่ทำแต่ประโยชน์ตนอย่างเดียว หรือคนที่ทำแต่ประโยชน์ผู้อื่น ทำแต่ประโยชน์ภายนอก พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ถามหาเหมือนกัน แต่พระพุทธเจ้าถามหาคนที่ทำทั้งประโยชน์ตนประโยชน์ท่านควบคู่กันไป  หลวงพ่อก็คงเอาตรงนี้มาใช้ในการดำเนินชีวิตของท่าน เราเองก็น่าจะได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตของหลวงพ่อในช่วงที่ฝึกฝนตนเองอย่างเข้มข้น หรือว่าเป็นช่วงที่ออกมาเผยแผ่ธรรมะในตอนแรกๆ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาตัวเราเอง และก็จะเป็นประโยชน์ในการที่เราจะได้เกี่ยวข้องกับผู้อื่น ชุมชน และสังคมได้ดีขึ้นไปด้วย  ชีวิตของหลวงพ่อก็เป็นตัวอย่างในการสอนธรรมะของเราได้ดี ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดหรือคำเทศน์ที่ท่านสอน แต่ชีวิตจริงของท่านนั่นแหละ ก็เลยเล่าสู่กันฟัง  ในช่วงต้นๆ ที่ท่านได้บวช ก็มีโอกาสได้สัมภาษณ์หรือท่านเล่าให้ฟัง ก็เลยเอามาบอกเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะได้เป็นประโยชน์กับการฝึกฝนตนและช่วยเหลือผู้อื่นในชีวิตของเรา  เราจะได้เป็นคนที่เดินตามคำสั่งสอนของหลวงพ่อ ทำทั้งความรู้สึกตัว ทำกิจ ทำหน้าที่ของเราให้ดีไปด้วย  ขณะที่ทำกิจทำหน้าที่ก็ใส่ความรู้สึกตัว อย่าฟุ้งซ่าน อย่าเพลิดเพลิน ในการทำการทำงาน แต่อาศัยการทำการทำงานนั่นแหละเป็นการเปลี่ยนอารมณ์ในการรู้สึกตัว หรือในการสอบอารมณ์ว่าเราจะผ่านอารมณ์ที่กระทบสัมผัสได้หรือเปล่า  อันนี้คือสิ่งที่อยากจะฝากไว้ในเช้าวันนี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved