บทความจากธรรมเทศนาถึงหลวงพ่อ > พระเอกวีร์ มหาญาโณ
กลับหน้าแรก

ผู้ยืนยันสัจธรรม

พระเอกวีร์ มหาญาโณ
แสดงธรรม ณ ศาลาหอไตร วัดป่าสุคะโต
วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๗

 

 

ขอนอบน้อมต่อสัจธรรมอันมีมาก่อนทุกศาสนาในโลก  ขอกราบบูชาพระรัตนตรัย พระเถรานุเถระ  เพื่อนสหธรรมิก  ขอเจริญพรแม่ชี ญาติโยมทุกคนครับ  ฟังตามสบายนะ ไม่ต้องตั้งใจฟังมากก็ได้นะ ขอเน้นให้เรารู้สึกตัวตลอด  สิ่งที่ฟังนั้นแค่มาเสริมสิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านบอกให้เราทำคือ ให้เรารู้สึกตัว

อาตมามาคุยวันนี้ก็เพราะว่าอาจารย์ไพศาลท่านอยากให้เล่าประสบการณ์ในช่วงที่เราได้อยู่ดูแลหลวงพ่อ จริงๆ แล้วต้องออกตัวก่อนว่า อาตมาไม่ได้มาอยู่ตรงนี้เพราะเป็นคนพิเศษของหลวงพ่อ หรือว่าเป็นคนที่สนิทกับท่าน หรือว่ามีความจำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นอาตมา แต่บังเอิญว่ามาอยู่ในจุดนี้ในช่วงที่มาแล้วได้ช่วยพอดี ก็เลยได้อยู่ในกลุ่มของพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งที่ถวายการดูแลหลวงพ่อ  จริงๆ คนที่ดูแลหลวงพ่อหลักๆ คือ พระอาจารย์โน้สกับพระอาจารย์ตุ้ม ที่ดูแลมาตลอด ๗ เดือน  อาตมาตามมาหลังสุด  ก่อนหน้าอาตมาก็มีท่านอัจลาที่เข้ามาอยู่ในทีมนี้  แล้วจริงๆ แล้วการดูแลหลวงพ่อนี่...อาตมาว่าคนดูแลได้ประโยชน์ มากกว่าให้นะ สำหรับตัวอาตมา

ก็เล่าสู่กันฟังนะว่าเป็นอย่างไรบ้าง  หลายๆ คนอาจจะรู้ว่าท่านอาพาธ แต่ว่าไม่รู้ว่ากิจกรรมอะไรที่เกิดขึ้นในกุฏินั้น เพราะคนส่วนใหญ่ก็อาจไม่ได้เข้าไป  จะลองเล่าให้ฟังนะว่าเหตุการณ์แต่ละวันเนี่ยมันประมาณไหน  ปกติแล้วหลวงพ่ออาจจะลุกประมาณตีสี่ครึ่ง และทีมพระสงฆ์เราที่มาดูแลก็จะมาถึงก่อนนี้  หน้าที่หลักๆ ของอาตมาคือช่วยพระอาจารย์ตุ้มท่านเตรียมยาถวายหลวงพ่อ เนื่องจากหลวงพ่อท่านมีมะเร็งที่โตที่คอ  ผลคือมันเลยไปบล็อกทางเดินหายใจและหลอดอาหาร  เพราะฉะนั้นหลวงพ่อเลยต้องเจาะคอเพื่อหายใจ เจาะท้องเพื่อรับอาหาร  อาหารที่ถวายท่านก็เลยต้องเป็นของเหลวทั้งหมดแล้วก็ใส่สายยาง  ยาทั้งหมดอาหารทั้งหมดก็ถูกทำให้เป็นของเหลว  ก็ถวายท่านเข้ากระเพาะโดยตรง  เราถวายอาหารท่านวันละ ๔ มื้อ  ทุกๆ ๖ ชั่วโมง: ๖ โมงเช้า, เที่ยง, ๖ โมงเย็น, และเที่ยงคืน  และทุกมื้อจะมียาก่อนอาหารและหลังอาหารจำนวนมาก เป็นทั้งยาบำรุงและยาแผนปัจจุบัน  เพราะฉะนั้นก็จะมีงานค่อนข้างเยอะในแต่ละวัน และหลวงพ่อก็ต้องอยู่ในสภาพนี้มาตลอดนะ ๗ เดือน  ทุกวันหลวงพ่อต้องทำแผลที่คอและท้องทุกเช้าและเย็น  บางครั้งที่โรคภัยมันคุกคามเยอะ ก็มีความเจ็บ แต่เหตุการณ์นี้ก็ต้องเกิดขึ้นทุกวัน  หลวงพ่อก็จะต้องนอนเป็นหลัก แล้วก็มีคนมาทำอะไรกับท่านเยอะแยะไปหมดเลย เพียงเพื่อให้ร่างกายท่านมันไม่แตกสลายไปโดยเร็ว  ถามว่าท่านมีทางเลือกไหม ท่านก็ไม่มีทางเลือกอื่น ต้องเป็นอย่างนี้  ซึ่งทีมผู้ดูแลก็มีทั้งพระสงฆ์ทั้งแม่ชี อย่างเช่นแม่ชีวิที่เข้ามาประจำ ทั้งโยมที่อยู่ที่วัดประจำ ก็เข้ามาดูแล ช่วยทำความสะอาดดูแลกุฏิ ทำอะไรต่างๆ นานา  คือมีทีมๆ หนึ่งเลย ที่เหมือนก่อตัวขึ้นมาเพื่อดูแลท่าน และอาตมาก็เชื่อว่าทุกคนได้ประโยชน์ มากกว่าที่ได้ให้ประโยชน์ 

โดยส่วนตัวอาตมาเนี่ย  มีหลายเรื่องนะที่อาตมาไม่มั่นใจก่อนที่จะมาที่นี่  เดิมทีอาตมาไม่ได้อยู่ที่นี่นะ  อาตมามาที่นี่เพราะว่าอาตมามี...มีสิ่งที่ค้างคาใจในการปฏิบัติ  มีคำถามบางอย่าง แล้วก็ตั้งใจที่จะมาใช้โอกาสสุดท้าย เผื่อจะมีโอกาสที่จะหาคำตอบ  อาตมาก็...มาเองนะ  มาโดยที่ไม่ได้บอกกล่าวใคร  ผุนผัน ดุ๊บเข้ามาเลย ก็ไปหาท่านที่วัดภูเขาทอง  ช่วงแรกที่อาตมามาเมื่อประมาณ ๓ เดือนที่แล้ว  ตอนนั้นหลวงพ่อค่อนข้างอาการหนักกว่านี้  ไม่ใช่นี้แล้วเนอะ...ตอนนี้ไม่มีอาการแล้ว  หนักกว่าช่วงหลังๆ  ตอนนั้นคอท่านจะบวมมากๆ  อาตมามาครั้งแรกนี่ ประมาณ ๔ วันนะที่อาตมาไม่เห็นท่านออกมาจากห้องพักเลย  ท่านนอนอย่างเดียวและรับออกซิเจนเกือบตลอดเวลา   ประมาณวันที่ ๕ อาตมาถึงได้กราบท่าน แต่ก่อนหน้านั้น อาตมาก็มากราบเรียนอาจารย์ตุ้มอาจารย์โน้สว่า ผมตั้งใจมาปฏิบัติ แต่ว่าในระยะนี้ถ้าอาจารย์มีอะไรให้ผมช่วย ผมพร้อมจะช่วย พร้อมจะทำอะไรก็ได้  อาตมาก็เลยได้ช่วยอาจารย์ตุ้มในบางเรื่องนะ เรื่องทำยา  หลังจากมาแล้วประมาณ ๕ วันถึงได้มีโอกาสกราบท่าน  และเราก็ลังเลนิดๆ หน่อยๆ นะว่าเราจะอยู่ที่นี่อย่างไร  เพราะก็เข้าใจว่าหลายคนคงได้เข้ามา แต่แล้วหลวงพ่อก็เขียนบอกคนอื่นถึงอาตมาว่าพระรูปนี้ ที่เดินไปเดินมาแถวนี้ทุกวันเนี่ย น่าจะมาช่วยดูแลพระป่วยได้  หลังจากนั้นอาตมาก็เลยค่อยใจชื้นนิดหนึ่งว่า โอเค เราพอจะอยู่ตรงนี้ได้  แล้วพอเวลาทำงานอันนี้เนี่ย อาตมาก็มองมันว่าเป็นการปฏิบัติเสมอ ตลอดเวลาที่เราปฏิบัติด้วยการรับใช้ครูบาอาจารย์เนี่ย มันจะมีความรู้สึกว่ามันเป็นการใช้เวลาที่มีคุณค่านะสำหรับอาตมา  เวลาเราทำงาน ทำอะไรก็ตาม เราไม่รู้สึกว่ามันเป็นงาน มันคือการฝึกตัวเอง

แต่ที่สำคัญที่ได้เห็นจากการมาที่นี่ คือ คำตอบที่อาตมาสงสัย  สุดท้าย ผ่านไปประมาณเดือนครึ่งมั้ง หลวงพ่อท่านอาการดีขึ้นหลังจากที่กลับมาที่สุคะโต ท่านเริ่มนั่งได้ เริ่มเขียนโต้ตอบกับคนได้เยอะขึ้น  อาตมาก็เคยเขียน เล่าให้ท่านฟังถึงสิ่งที่เป็นและสิ่งที่สงสัยนะ  เขียนไปยาวมากนะโยม ประมาณ ๖-๗ หน้านะ  เวลาเขียนอะไรเยอะๆ นี่...โยมรู้จักโยมหมูทุกคนใช่ไหม  โยมหมูก็จะมองอาตมานะแล้วบอกว่า ครูบาจะให้หลวงพ่ออ่านหมดนี่เลยเหรอ  อาตมาก็ไปกราบท่านนะ ยื่นให้ท่านแล้วก็เขียนบอกว่าถ้าหลวงพ่อมีเวลาว่างๆ เมื่อไหร่ หลวงพ่อค่อยอ่านเล่นๆ นะครับ แล้วถ้าหลวงพ่อมีอะไรแนะนำ ก็ค่อยเป็นตอนนั้น  หลวงพ่อรับเสร็จปั๊บ หลวงพ่ออ่านใบแรกนะ แล้วหลวงพ่อก็วางใบปะหน้า แล้วหลวงพ่อก็อ่านตอนนั้นเลย  อาตมาก็เห็นท่านอ่านอย่างตั้งใจอยู่พักหนึ่ง แล้วอาตมาก็เลยกราบท่านอีกที แล้วบอกว่าหลวงพ่อครับ อย่าเพิ่งอ่านเลย เอาไว้เวลาหลวงพ่อว่างๆ ดีกว่า เพราะว่ามันเยอะ เลยขอให้ท่านวางไว้ก่อน

ผ่านไปประมาณอาทิตย์หนึ่ง อาตมาก็แอบไปเอาคืนมา  สุดท้ายก็ไม่ได้ถามนะ สิ่งที่สงสัยจะถาม แต่ว่าอาตมาได้คำตอบ คือ อาตมาสงสัยว่า มันมีจริงๆ ไหม การไม่เป็นอะไรกับอะไรตลอดเวลา  เราจะเคยได้ยินคำพูดนี้ออกจากปากท่าน แล้วท่านก็แสดงให้เห็นตลอดนะ  แต่ว่าพอมาจริงๆ แล้ว เราพบว่ามันมีอะไรมากๆ เลยเกิดขึ้นกับท่าน  อาการของหลวงพ่อที่อาตมาเจอนี่ อาตมารู้สึกว่า เหมือนคนๆ หนึ่งที่ถูกขังอยู่ในตัวเอง 

เรารู้นะว่าอายตนะ...ตาหูจมูกลิ้นกายของท่านเนี่ย ตาท่านยังเห็นอยู่นะ รับรู้โลกภายนอก รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่หูท่านก็ไม่ค่อยได้ยินนะ จมูกเลิกใช้ หายใจไม่ได้ หายใจทางท่อที่คอ  เพราะฉะนั้นเรื่องกลิ่นไม่มี แม้แต่การหายใจเพื่อให้ชีวิตรอด หลายครั้งยังเป็นสิ่งที่ยากนะสำหรับหลวงพ่อ  ลิ้นก็เลิกเรื่องการรับรู้รส กลืนอะไรไม่ได้ ไม่มีเรื่องของรสชาติอีกแล้ว  แม้แต่น้ำลายหลวงพ่อก็ไม่กลืน อาหารทั้งหมดเข้าที่ท้อง แล้วก็อะไรที่เป็นเสลดต้องขับออกมา บางทีก็ออกทางปาก บางทีก็ออกทางท่อหายใจ กายก็อ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่หลวงพ่อก็จะนอน นอนประมาณ ๙๕% ขึ้นไปของวันนะ  แต่ก็มีโยมบางคนนะ ก็จะมา...โอ๊ย..เห็นหลวงพ่อในทีวี ในอินเตอร์เน็ต หลวงพ่อออกไปเดิน หลวงพ่อออกไปทำกิจกรรมได้ ซึ่งมันจริงนะ แต่มันเป็นช่วงสั้นๆ แล้วภาพอันนั้นก็เป็นภาพที่น่าสนใจ ก็ไปลงในสื่อ แต่คนก็จะคิดว่าท่านเป็นอย่างนั้นตลอด  จริงๆ แล้วส่วนใหญ่ อิริยาบทของหลวงพ่อก็คือการนอน  แม้แต่การนอนหงายก็นอนแทบไม่ได้นะ ท่านต้องนอนตะแคง  เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดถึงศักยภาพของชีวิตเนี่ยก็อยู่ในขั้นลำบากนะ หลวงพ่อบอกว่าชีวิตเป็นปรมัตถ์ แต่ศักยภาพในความเป็นคนของท่านมันไม่มีปัญหาเลยนะ เท่าที่อาตมาอยู่มาตลอดเวลาเนี่ย ใจของท่านไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย

อาตมาพบว่าท่านเป็นคนๆ หนึ่งที่นอนเฉยๆ แต่ไม่เหมือนคนป่วย  นี่คือสิ่งที่อาตมาเห็นนะ  และหลายคนก็จะพูดว่า หลวงพ่อดูแลเรามากกว่าเราดูแลหลวงพ่อ ซึ่งจริงมากๆ นะโยม  หลวงพ่อมีอาการเจ็บนะ...ไม่ใช่ว่าท่านไม่เจ็บ อย่างเช่นเวลาไปทำแผล อาตมาสังเกตดูเห็นก็...เวลาหลวงพ่อคอบวมมากๆ นี่ท่านจะเจ็บ  เวลาทำแผลหรือเวลาเราดูแลท่าน  ท่านจะแสดงอาการให้เรารู้ว่ามีความเจ็บเกิดขึ้นกับกาย  แต่ว่าท่านไม่เคยโวยวายหรือหงุดหงิดหรือฟึดฟัด หรือว่าแสดงอาการให้รู้ว่า...โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว อะไรแบบนี้ เหมือนที่ใครก็ตามจะเป็นถ้าเกิดเจ็บขนาดนี้  ท่านก็แสดงว่าวันนี้เจ็บ เจ็บมากจนบางวันทำแผลไม่ได้ก็มี  ท่านก็แค่บอกว่าวันนี้เจ็บ ไม่ทำ แล้วก็จบไป  หลายๆ ครั้งที่หลวงพ่ออาจจะปวดท้อง บางทีเป็นวันนะกว่าที่เราจะรู้ ว่าจริงๆ หลวงพ่อเจ็บตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เราดูไม่ออก เพราะท่านก็ไม่ได้พูดอะไรนะ  แล้วก็นานๆ ทีท่านจะสื่อสารออกมา           

เพราะฉะนั้น อาตมาก็ได้เห็นคนๆ หนึ่งที่อยู่กับอาการยากๆ ที่เกิดขึ้นกับกาย ด้วยความเป็นปกติมากๆ ตลอดระยะเวลาหลายๆ เดือน แล้วก็เป็นคนที่รู้ด้วยว่าสุดท้ายของการต่อสู้อันนี้...ตายแน่นอน  เคยมีโยมมาเยี่ยม มากราบท่าน โดยที่ไม่รู้จักท่านมาก มาถึงก็มาเขียนถาม เป็นโยมผู้หญิง อาตมาก็อยู่ตรงนั้น เขียนถามว่า หลวงพ่อเป็นยังไงบ้าง ป่วยเป็นอะไรเหรอ แต่น้ำเสียงไม่มีนะ เป็นการเขียน อาตมาอาจจะใส่เวอร์ไปหน่อย แต่เขียนประมาณนี้ แล้วหน้าตาเค้าก็ยิ้มแย้มนะ เพราะว่าช่วงนั้นหลวงพ่ออาการค่อนข้างดี คือท่านนั่งได้  อาตมาเห็นหลวงพ่อยิ้มนิดๆ แล้วเขียนตอบว่า “เป็นมะเร็ง ตายแน่นอน ไม่มีทางหาย”  เค้าก็อึ้งนิดหนึ่งนะ  แต่หลวงพ่อก็ยิ้มๆ เออ..เท่านี้นะ บ๊ายบาย

หรือมีอีกครั้งหนึ่ง มีโยมมาจากที่ไหนไม่รู้ มากราบหลวงพ่อแล้วก็ไปคุยกับอาจารย์โน้สว่า...โอ๊ย..อยากได้ของดีของหลวงพ่อ  อาจารย์โน้สก็บอก...ของดีคืออะไร  โยมบอก...พอดีที่บ้านมีคุณแม่ป่วยเป็นมะเร็ง อยากจะได้ของดี เผื่อว่าอาการจะดีขึ้น  อาจารย์โน้สบอก...โอ๊ย ไม่ต้องห่วงโยม หลวงพ่อก็เป็น...มะเร็งน่ะ หลวงพ่อก็กำลังตายเหมือนกัน โยมไม่ต้องกลัวหรอก อะไรอย่างนี้ แล้วหลวงพ่อก็นั่งยิ้มๆ นะ  คือมันไม่มีปัญหาอะไรกับชีวิตที่จะจบ

ถ้าเราปฏิบัติไปประมาณหนึ่ง เราจะรู้ว่า ความเข้าใจที่ว่าชีวิตที่จะจบแปลว่าอะไร สำหรับคนธรรมดากับสำหรับคนที่เดินทาง มันไม่เหมือนกัน...ใช่ไหม  คนที่เริ่มรู้ก็จะเข้าใจว่า คำว่าชีวิตมันจบมันเป็นอย่างไร  แต่คนที่ไปไกลกว่านั้นอีก มันก็จะเปลี่ยนไปนะ จนกระทั่งวันหนึ่ง เราอาจจะเป็นแบบหลวงพ่อว่า รู้จริงๆ ว่าจริงๆ ชีวิตมันเป็นอย่างไร และชีวิตที่จบ จริงๆ แล้วมันจบจริงๆ หรือ       

อาตมาอยู่ในกลุ่มของคนที่ช่วยดูแลหลวงพ่อเนี่ย อยากจะบอกว่าเป็นประสบการณ์ที่บางครั้งก็ตื่นเต้นมากๆ นะโยม บางครั้งก็สบายสุดๆ เลย เหมือนไม่มีอะไรนะ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น แล้วเราก็ต้องรับมืออย่างปัจจุบันทันด่วน เช่น เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นเป็นประจำคือ เมื่อหลวงพ่อเริ่มมีแรงนิดหนึ่ง ท่านจะออกเดินทาง ท่านจะหันมาแล้วเขียนบอกโยมหมูว่า “ไปภูเขาทอง” นี่คือคนป่วยที่เมื่อวานนอนซมนะ วันนี้พอมีแรงนิดหนึ่ง หมอบอกว่าหลวงพ่ออย่าไปไหนนะ หลวงพ่อต้องนอนพัก ในความหมายของหมอคือ ช่วงนี้ภูมิต้านทานร่างกายต่ำ มีบางช่วงนะที่หลวงพ่อภูมิต้านทานต่ำมาก เพราะรับยาบางตัวที่มันจะกดภูมิต้านทาน และมีโอกาสที่จะติดเชื้อแล้วป่วย  ถ้าป่วยก็จะมีปัญหาเยอะ หลวงพ่อก็รู้นะ แต่หลวงพ่อก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่หรอก

เมื่อไหร่หลวงพ่อมีแรง หลวงพ่อก็ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ไม่ได้คิดว่า นี่คือป่วยอยู่ ต้องนอนซม เผื่อว่าวันพรุ่งนี้จะดีขึ้น อาตมาไม่คิดว่าหลวงพ่อคิดแบบนั้นนะ  เมื่อมีแรง หลวงพ่อก็ทำในสิ่งที่คิดว่าคนๆ หนึ่งจะทำ หลายๆ ครั้งพอหลวงพ่อพอมีแรง ท่านก็ออกมาเดินจงกรมนะ ออกมาดูกระรอก  กิจกรรมหลักๆ ที่หลวงพ่อชอบมากคือมาดูกระรอก ท่านให้อาหารกระรอกไว้ที่หน้ากุฏิ มารดน้ำต้นไม้ มานั่งอยู่ข้างนอกเฉยๆ  บางทีก็มีหลวงตากรมมา ท่านก็นั่ง นั่งชี้โน่นชี้นี่ให้หลวงตากรมดู  เอาไม้เขี่ยๆ  บางทีเราก็จะบอกว่าต้นไม้นี่รดไปแล้วนะ  แต่หลวงพ่อก็จะไม่สนใจนะ ท่านก็จะทำกิจวัตรที่ท่านจะทำ  และกิจวัตรใหญ่ๆ ของหลวงพ่ออันหนึ่งก็คือ ท่านจะเดินทางไปวัดภูเขาทอง ก็ไม่ได้ไปดูอะไรมากนะ ท่านก็ไปที่ศาลาน้ำใสซึ่งยังสร้างไม่เสร็จ ท่านก็ไปดูว่ามีอะไรที่ควรจะต้องทำ มีอยู่วันหนึ่งหลวงพ่อถึงขนาดไปต่อท่อพีวีซีเอง แล้วบางทีท่านก็ไปนอนที่นั่นเฉยๆ ไปนอนเฉยๆ พอสักพักหนึ่งก็กลับ  อาตมาก็ยังเคยคิดว่าเหมือนหลวงพ่ออยากไปเที่ยวเฉยๆ ท่านก็คงเบื่อแหละ ซึ่งเราก็คิดไปเองนะว่าท่านเบื่อ ท่านคงไม่ได้เบื่อ แต่ท่านมีเหตุผลที่ท่านจะไป แล้วเวลาท่านไป หลายๆ ครั้งที่ท่านกลับมา ท่านอาจจะมีเลือดออกในบริเวณคอ เพราะมันมีท่อที่อยู่ข้างใน บางทีมันกระเทือนเยอะนะ แล้วโยมก็เห็นใช่ไหม ถนนที่ไปจากที่นี่ไปสู่วัดภูเขาทอง มันไม่ใช่ถนนลูกรังนะ มันเป็นถนนแบบสมบุกสมบันมากนะถนนเส้นนี้ เป็นหลุมเป็นบ่อ  แต่หลวงพ่อก็ไม่ได้สนใจนะ นี่เป็นกิจวัตรประจำวันที่ท่านจะทำ ท่านก็ทำ แต่ถ้าท่านไม่มีแรงท่านก็พัก แล้วบางครั้งหลวงพ่อก็พัก สามวัน สี่วัน ห้าวันก็มี  แล้วพอมีแรง ก็ออกวันหนึ่ง ใช้หมดเกลี้ยงนะ แล้วก็กลับมานอนต่ออีก ๕ วันนี้ เป็นเรื่องประจำนะ  แต่ถามว่าหลวงพ่อแสดงอาการให้เห็นไหมว่า...โอ๊ย จะตาย แล้วก็โอดโอย แล้วก็พร่ำเพ้อถึงอดีต ไม่มี...สักนิดนะ 

หลายครั้งที่เราจะอยู่ใกล้ๆ หลวงพ่อ แล้วเราก็จะมองท่าน แล้วเราก็จะดู เอ๊...หลวงพ่อหลับอยู่ หรือว่าหลวงพ่อตื่น  รู้ไหม...เราจะรู้ทันทีว่าหลวงพ่อตื่นหรือหลับด้วยการที่สังเกตอาการที่ร่างกายท่าน  ถ้าท่านตื่นในท่านอน บางทีมือท่านจะเท้าไว้ที่แก้ม ท่านจะกระดิกนิ้ว เพื่อประคองความรู้สึกตัวตลอดเวลานะ  ถ้าใครได้ไปใกล้ๆ จะเห็น ไม่งั้นท่านก็จะขยับมือ หรือท่านก็จะนอน แล้วก็กระดิกขาเล่นๆ นะ แทบจะตลอดเวลานะ แล้วเราจะรู้สึกว่า โห...ขนาดเราเป็นลูกศิษย์...เป็นผู้เดินทางเนอะ...ยังไม่ถึงไหนเลย เรายังไม่ขยันเลย แต่ขณะที่ท่านอยู่อย่างนั้น เรารู้สึกว่าท่านทำเยอะกว่าเราอีก แล้วท่านก็ประคองความรู้สึกตัวตลอดเวลา เป็นเรื่องปกติ เราจะรู้เลยว่าเมื่อไหร่ท่านหลับ เมื่อไหร่ท่านตื่น

ในการดูแลหลวงพ่อเนี่ย กิจวัตรตั้งแต่เช้าถึงเย็นเนี่ย มันจะมีอะไรต้องทำตลอด แล้วก็มีคนทำอะไรกับหลวงพ่อตลอด เช่น บางช่วงก็ต้องถวายน้ำสมุนไพร บางช่วงก็จะมีพระจีน ท่านเหล่าซือฟู่ มาให้กำลังภายใน... พลังชี่...หลวงพ่อทุกวันๆ ละ ๑ ชั่วโมง  หลวงพ่อก็จะนอน แล้วพอท่านให้เสร็จปั๊บ หลวงพ่อก็จะหันมาไหว้ขอบคุณทุกครั้ง

พอตอนเย็นๆ สักประมาณบ่ายสามโมง ท่านก็จะไปสรงน้ำตอนเย็นครั้งหนึ่ง  พอสรงน้ำเสร็จออกมา ก็ได้เวลาทำแผลอีกครั้ง และช่วงหลังก็ต้องฉีดยาทุกๆ วัน ทำแผลเสร็จก็ถวายอาหาร ถวายอาหารเสร็จท่านก็จำวัด  จำวัดเสร็จพอก่อนเที่ยงคืนก็ถวายยาอีก แล้วก็ถวายอาหารรอบเที่ยงคืน ก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นกิจวัตรอันนี้...ถ้าพูดถึงว่าหลวงพ่อเหนื่อยไหม  ถ้าพูดถึงอาการของท่าน อาตมาก็คิดว่าท่านก็เหนื่อย แต่ท่านก็ไม่เคยปฏิเสธ หรือไม่เคยบอกว่า อันนี้ไม่เอาแล้ว...พอ หรือว่ามีใครมาอยากจะให้อะไรหลวงพ่อ ถ้าถวายท่านแล้วท่านก็ไม่เคยปฏิเสธ...ไม่เอาแล้ว...อันนี้ไม่ดี ไม่เคยมีนะ ท่านอนุโมทนาขอบคุณ ไหว้ทุกคนที่ทำอะไรสักอย่างให้ท่าน  อาตมาก็เลยรู้สึกว่าจริงๆ แล้วท่านเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับเสมอสำหรับหลวงพ่อ 

มีหลายครั้งนะที่อาตมาก็รู้สึกว่าหลวงพ่อท่านไม่ได้เครียดกับชีวิตเลย บางทีท่านก็แกล้งคนดูแลก็มี อย่างตอนอาตมาไปถวายยาท่านครั้งแรก จริงๆ อาตมาเมื่อก่อนทำยาอยู่ข้างนอก...ไม่ได้เข้าไปในห้องท่าน  เชื่อไหม บางทีโยมมา แล้วก็รู้สึกว่าเห็นหลวงพ่อแล้วก็อยากจะเข้าไปให้ใกล้ที่สุด อยากจะเข้าไปหาท่านในกุฏิ ให้ถึงเตียงท่านให้ได้เลย  หลายๆ ครั้งมันก็เป็นปัญหาเหมือนกันนะถ้าทุกๆ คนเข้าไป นึกออกไหม ถ้าอาการของหลวงพ่ออยู่ในช่วงติดเชื้อ แล้วก็คนจำนวนมากเข้าไปหาท่านเยอะๆ เนี่ย  มันก็มีความสุ่มเสี่ยง  เพราะฉะนั้น ก็จะมีโยมคนหนึ่ง—โยมหมู  โยมหมูก็จะรับหน้าที่เป็นผู้เฝ้าประตู  หลายคนก็จะรู้สึก..โอ๊ย..ไม่ชอบเลย ป้าคนนี้ทำไมต้องมาคอยไล่ฉันตลอด เข้าไปนิดเดียวก็ไม่ได้ ถ้าไปไอนิดนึงข้างในก็จะโดนว่าอย่างหนัก  หลวงพ่อเองยังไม่ว่าอะไรเลย  โยมรู้ไหมว่านี่เป็นสิ่งจำเป็น แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หลวงพ่อไม่ต้องทุกข์มากจนเกินไป  ถ้าคนมาเยี่ยมมากเกินไป หลายครั้งท่านก็เหนื่อย  ถามว่าทำไมท่านเหนื่อย เพราะทุกครั้งเวลาใครเข้าไป ท่านก็ต้อนรับนะ ท่านก็ไม่เคยปฏิเสธ  หลายครั้งอาตมาก็สังเกตดูว่า วันนี้เป็นช่วงที่ท่านเหนื่อย หรือว่าเป็นช่วงที่ท่านไม่มีแรง แต่พอมีพระอาคันตุกะหรือว่ามีคนที่คุ้นเคยกับท่านมา บางทีท่านก็ลุกขึ้นนั่งเพื่อรับเขา ซึ่งจริงๆ แล้วดูเหมือนมันเป็นอาการเล็กน้อย แต่มีผลต่อหลวงพ่อ แล้วพอออกไป พอคนที่มาเยี่ยมมีความสุข ได้กราบหลวงพ่อ ได้สนทนาได้ร่ำลากันบ้างอะไรบ้าง ซึ่งหลวงพ่อให้ความสำคัญตรงนี้  พอเขากลับไป อาตมาก็สังเกตดู หลวงพ่อก็เหนื่อยเลยนะ ก็มีผลต่อหลวงพ่อ แต่ท่านก็ทำ เพราะฉะนั้นการที่มีคนมาคอยช่วยดูบ้างในบางครั้ง ก็ดีสำหรับหลวงพ่อ

อย่างอาตมาเนี่ย อยู่กับหลวงพ่อ อาตมาจำได้ว่าประมาณ ๓ อาทิตย์หรือเกือบเดือน อาตมาถึงได้พาตัวเองเข้าไปในห้องนั้นนะ  ก่อนหน้านั้นอาตมาพยายามจะไม่เข้าไป มีอะไรอาตมาก็จะส่งให้ท่านอัจลาหรือให้พระอาจารย์โน้ส พระอาจารย์ตุ้มท่านเอาเข้าไป  อย่างครั้งแรกที่อาตมาเข้าไปถวายยาท่าน เวลาถวายยา เค้าก็จะใช้ไซริ้ง...เหมือนเป็นเข็มฉีดยาใหญ่ๆ นะ ต่อไปที่ท่อตรงท้องแล้วก็เท  หลวงพ่อก็รู้ว่าอาตมาไม่เคยทำนะ ก็เก้ๆ กังๆ พอจะถวายปั๊บท่านบอก...ฮื่อฮื่อฮื่อ...ยัง...เช็ดแอลกอฮอล์ก่อน อาตมาลืม ท่านก็บอก แล้วท่านก็ นอนยิ้มๆ นิดหนึ่ง แล้วท่านก็ไม่ว่าอะไรนะ  พออาตมาทำเสร็จปั๊บ เก้ๆ กังๆ นิดนึง พอเสร็จแล้วท่านก็ยิ้มให้ แล้วท่านก็ยกมือไหว้  คือเวลาใครมาทำอะไรแบบนี้ ท่านก็จะให้กำลังใจเค้า  อย่างอาตมาเคยเปลี่ยนทิวบ์หายใจที่คอหลวงพ่อ ซึ่งต้องเปลี่ยนทุกๆ ๓ ชั่วโมงนะโยม แล้วบางช่วงที่เจ็บคอมากๆ มันก็จะเจ็บมาก  อาตมาก็เคยเปลี่ยนนะ ครั้งแรกเปลี่ยนให้หลวงพ่อด้วยความเกร็งมากๆ แต่ครั้งแรกท่านไม่เจ็บ ท่านก็ยกนิ้วให้  พอครั้งที่สองไปเปลี่ยนเท่านั้นแหละ บิดนิดหนึ่งนะ หลวงพ่อสะดุ้งเลยนะ ท่านเจ็บ ท่านก็...ฮึ แล้วท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านก็เฉยๆ  อาตมาก็หันไปมองอาจารย์ตุ้ม อาจารย์ตุ้มว่า...ไม่เป็นไร เอาใหม่  อาตมาก็ลองอีกครั้งหนึ่งนะ ด้วยความเกร็งกว่าเดิม  บิดอีกทีหลวงพ่อก็อึ้ดอีกทีหนึ่ง  ก็เลยหันไปหาพระอาจารย์ตุ้มว่า ยังไงดี เปลี่ยนมือดีกว่าครับ ให้อาจารย์ทำเถอะ  หลวงพ่อก็นอนเฉยๆ  ท่านก็ไม่ว่าอะไรเลยนะ  อาตมาเชื่อว่าถ้าอาตมากลับเข้าไปทำอีก ท่านก็คงให้โอกาส เพราะว่าทุกคนมันต้องฝึกให้ทำเป็น เผื่อมันต้องทำ  ท่านไม่ว่าอะไรเลย แต่สุดท้ายอาตมาก็พยายามจะไม่เข้าไปในจุดนั้นอีก แล้วก็ไม่เคยทำอีก ก็จะเป็นอย่างนี้นะ

หลวงพ่อจะให้กำลังใจคนที่มาทำงานให้ท่านเสมอ  อย่างทีมคุณหมอที่มาดูแลหลวงพ่อนะ โยมรู้ไหมว่ามีคุณหมออย่างน้อย...เท่าที่อาตมารู้...จากโรงพยาบาล ๗ แห่งที่มาช่วยกันดูแลท่าน  แล้วโยมคิดดูนะว่าการรักษาหลวงพ่อ พยาบาลหลายๆ คน คุณหมอหลายๆ คน แต่ละคนมีความสามารถเฉพาะทางไม่เหมือนกัน  ทุกคนหวังดีและสอดรับกันดี  และทุกคนก็มีกระบวนการรักษาที่ตัวเองมีไว้ในใจ ให้น้ำหนักไม่เท่ากัน แล้วศรัทธาหลวงพ่อ และคนที่คาดหวังหรือตั้งความหวังในการดูแลหลวงพ่อเนี่ยก็เยอะ  คนที่หนักคือพระอาจารย์โน้ส ที่เหมือนเป็นศูนย์กลางที่คอยประสานกับคุณหมอทั้งหมดนี้  ก็จะมีกลุ่มไลน์กลุ่มหนึ่งที่ท่านตั้งขึ้นมา เวลามีอะไรเกิดขึ้นก็อาจจะถ่ายรูปหรือเขียนรายงาน เขียนเล่าไป คุณหมอทุกท่านก็จะช่วยกันดีมากนะ ในการที่จะให้ข้อมูล ความเห็น หรือว่าให้ข้อเสนอแนะว่า เอ๊ะ...ตรงนี้น่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่เคยเกิดขึ้นนะ ถึงกับเคยมีการประชุมหมอและพยาบาลถึงการดูแลหลวงพ่อด้วยซ้ำ ซึ่งน่าอนุโมทนากับทุกท่านมากๆ  และในบางครั้งอาจารย์โน้สก็ต้องเป็นผู้ประสานในความเห็นที่ต่างกันบ้างของคุณหมอ เพราะอาการหลวงพ่อเปลี่ยนไปมาบ่อยๆ  ฉะนั้นอาจารย์โน้สก็จะเป็นคนที่งานหนักมากๆ  หลายๆ ครั้งอาตมาพบว่าอาจารย์โน้สต้องคุยกับคุณหมอถึงสามทุ่มสี่ทุ่มนี่เป็นประจำนะ เพื่อบางทีเล่าให้ฟังว่าอาการหลวงพ่อเป็นอย่างไร หรือว่าเพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุดในการรักษา และคุยซ้ำๆ กันกับคนหลายคน แต่ท่านก็ไม่เคยเบื่อหน่ายจะทำตรงนี้ ท่านทำหน้าที่ได้อย่างน่าศรัทธา อาตมาชื่นชมท่านมากๆ ทั้งการตัดสินใจและการวางใจหลายๆ อย่าง 

เพราะฉะนั้นบางคนอาจคิดว่าเหมือนมีพระอยู่ไม่กี่รูปเองที่ดูแลหลวงพ่อ  จริงๆ แล้วมีทีมอีกเยอะมากเลยที่ดูแลอยู่ด้านหลัง และทุกคนก็ทำด้วยใจ รวมทั้งญาติโยมที่นำยา อาหารเสริม สมุนไพร หรืออะไรก็ตามที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุดมาถวาย  ซึ่งส่วนนี้อาจารย์ตุ้มก็จะเป็นหลักในการดูแล  และหลายๆ ครั้งก็จะมีโยมที่มา แล้วก็ด้วยความหวังดีนะ ก็จะ...อันนี้ดีมากเลยนะ อาจารย์ต้องใช้นะ ต้องใช้เดี๋ยวนี้นะ ต้องใช้เป็นอย่างแรก เป็นอย่างที่สำคัญที่สุด ซึ่งโยมก็ต้องเข้าใจด้วยว่า มันมีอย่างนี้เป็นสิบนะ แล้วก็คนที่ประสานตรงนี้...อาตมาก็ศรัทธาท่านอาจารย์ตุ้มในการทำตรงนี้มากๆ นะ  เพราะมันไม่ใช่งานง่ายเลย  แล้วท่านก็ไม่เคยทำให้คนมารู้สึกว่าเสียกำลังใจที่มา ทั้งๆ ที่หลายๆ อย่างเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าอันนี้ยังไม่ใช่  เพราะฉะนั้นการดูแลหลวงพ่อมันเป็นทั้งการดูแลตัวหลวงพ่อเอง และเป็นการดูแลศรัทธาของคนที่อยากจะช่วยดูแลหลวงพ่อด้วย ซึ่งที่หลวงพ่ออยู่อย่างไม่ทรมานมากนักก็เพราะเหตุปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมดนี่แหละ

หลายครั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการดูแล ที่คับขันก็มี บางครั้งก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้กลุ่มคนที่ดูแลก็กังวลก็มีนะ ในบางครั้งนะ น้อยมากนะ แต่คนที่กังวล...ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนอื่น อาจารย์โน้สอาจารย์ตุ้ม...เท่าที่อาตมาดู...ไม่เห็นเคยกังวล  อย่างพระอาจารย์โน้สก็จะธรรมดา

เพราะฉะนั้นบางทีก็เล่าสู่กันฟังให้ได้รู้ว่า จริงๆ แล้วการดูแลหลวงพ่อเนี่ย  มีคนจำนวนมากที่คอยดูแลหลวงพ่อ มีคนไม่กี่คนที่เราอาจจะเห็นบ่อยๆ  แต่จริงๆ แล้วมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ลงแรงมาช่วยตรงนี้  อาตมาก็เชื่อว่าทุกคนก็ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตสิ่งหนึ่งนะกลับไปจากการดูแลท่าน และการดูแลหลวงพ่อก็ชัดเจนมาตั้งแต่ต้นว่า ไม่ใช่เพื่อยื้อเวลาให้นานที่สุด หรือหวังทำทุกทางให้ท่านหายให้ได้ แต่เป็นการดูแลเพื่อให้ท่านทุกข์กายน้อยที่สุด ในเวลาที่ท่านอยู่กับธาตุขันธ์นี้

มีคนชอบถามอาตมาว่าอยู่ใกล้ๆ หลวงพ่อแล้วได้อะไรบ้าง  อาตมา...โดยส่วนตัวแล้ว...อาตมาไม่ได้มาหาหลวงพ่อเพราะว่า...เพราะว่าความรักนะ  ไม่ได้มาเพราะว่าความรักที่ท่านเมตตา หรือว่าที่ท่านเป็นคนที่ปลูกต้นไม้เยอะๆ  หรือว่าเป็นคนที่สร้างวัดอะไรแบบนี้  ไม่ได้ความรักแบบนั้น  อาตมามาหาหลวงพ่อ...จริงๆ แล้ว...เพราะว่าท่านเป็นผู้รู้  เพราะว่าเส้นทางนี้มีคนที่รู้จริงๆ ไม่มาก และถ้าเราคิดว่าเราจะเดินทางนี้ ไม่ว่าเราจะเป็นพระ หรือเป็นโยม หรือว่าเป็นแม่ชี หรือเป็นใครก็ตามนะ  คนที่เป็นมนุษย์ที่คิดจะเดินทางนี้ต้องมีครู  อาตมาก็มีครู และหลวงพ่อก็เป็นครูอีกคนหนึ่งของอาตมา

อาตมามาเก็บอารมณ์ที่นี่ปีที่แล้วนะ ที่จริง...ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่เจอท่านหรอก...แต่เป็นครั้งที่ได้เจอหลวงพ่อนานๆ  ก็ได้นอนกางกลดอยู่ใกล้ๆ ท่าน  ท่านมากางกลดอยู่กับผู้ปฏิบัติด้วยนะ สี่สิบวัน  พอปฏิบัติไปแล้ว มันเกิดบางอย่างขึ้น  พอเราไปกราบหลวงพ่อแล้วไปถามท่านว่าสิ่งนี้คืออะไร เวลาที่เราได้คำตอบที่ทำให้เรามั่นใจว่าคนนี้เนี่ยรู้  รู้และพร้อมจะพาเราไปถ้าเกิดเราต้องการความช่วยเหลือ และให้กำลังใจเวลาเราท้อแท้ เราจะรู้สึกว่านี่คือคนที่มีคุณค่าที่เราควรจะได้พบ และทุกคนน่าจะมีโอกาสได้พบ

หลายคนก็มีโอกาสได้พบท่าน ไม่ใช่ความรักนะที่ควรจะเก็บไว้ แต่เป็นสิ่งที่ท่านสอน แล้วเอาไปทำ  อาตมาก็มาเพราะว่า...เพราะว่าอาตมาอยากจะพบคนๆ นี้อีกครั้งหนึ่ง  ก็ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้พบเยอะขนาดนี้ แล้วก็ไม่คิดไม่ฝันว่าจะใกล้ชิดท่านขนาดนี้  แต่ด้วยเหตุการณ์หลายๆ อย่างก็ทำให้มาอยู่จุดนี้ แล้วอาตมาก็อยากให้ทุกคนรู้ว่าอาตมาไม่ใช่คนสนิทของท่าน ไม่ใช่ลูกศิษย์รัก ไม่ใช่คนพิเศษนะ เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่มาทำหน้าที่เฉยๆ  แต่สิ่งที่อาตมาได้มากที่สุดเลยคือความมั่นใจว่าเส้นทางนี้ทำให้คนๆ หนึ่งเป็นอิสระได้จริงๆ

สำหรับคนที่ไม่ได้ปฏิบัติหรือว่าคนที่เพิ่งเริ่ม ความศรัทธาต่อหลวงพ่อจะเป็นศรัทธาแบบหนึ่งนะ ศรัทธาว่าท่านคงเป็นพระอริยะ ท่านคงมีบุญคุณต่อโลก กราบท่านแล้วเราคงจะได้บุญ แต่ว่าพอคนปฎิบัติไปพักหนึ่ง เราจะรู้ว่าท่านเป็นผู้แนะนำ  แต่สำหรับอาตมา...ซึ่งไม่ใช่อาตมาปฏิบัติไปได้ไกลนะ...ไปอีกสักพักหนึ่ง  สำหรับอาตมาแล้ว ท่านกลายเป็นผู้ที่ยืนยันให้อาตมาเชื่อจริงๆ ได้ว่าคำพูดที่ท่านพูดน่ะ ท่านเป็นจริงๆ  คำพูดอมตะมากเลยนะ “ไม่เป็นอะไรกับอะไร”  ก็อย่างที่บอก อะไรๆ เกิดขึ้นกับท่านเยอะมาก แล้วก็ไม่ใช่ว่าท่านไม่เจ็บนะ แต่ท่านไม่ทุกข์ แล้วก็ไม่ใช่ว่าท่านพอใจหรือไม่พอใจนะ แต่ท่านรับได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ในช่วงท้าย แม้แต่วันสุดท้ายของท่าน เชื่อไหมว่า...ไม่มีใครรู้สึกก่อนหน้านั้นว่านี่คือ...อาการท่านหนักมากจนกระทั่งเป็นวันสุดท้ายแล้ว แต่รู้ว่าอาการท่านหนัก  ที่จริงก่อนหน้านั้นสองอาทิตย์โดยประมาณ  ก้อนเนื้อก้อนนี้เคยโตจนกระทั่งมันบล็อกทางเดินหายใจ จริงๆ ท่านหยุดหายใจไปแล้วครั้งหนึ่ง และครั้งนั้นก็เป็นครั้งที่วิกฤตมากพอสมควร ประมาณ ๓ นาทีได้มั้ง แต่พอทางเดินหายใจมันเปิดเพราะยาฉุกเฉินที่ถวายท่าน ท่านก็กลับมาหายใจอีกครั้งหนึ่ง แล้วท่านก็เป็นปกติมาก ท่านไม่มีอาการที่รู้สึกว่า นี่คือคนที่เพิ่งเฉียดความตายอะไรมาเลย ท่านเหมือนสลบไปประมาณ ๓ นาทีนะ จนปากเริ่มม่วงนะครั้งนั้น แล้วพอท่านฟื้นมา ท่านเขียนเล่าให้โยมหมูฟังบอกว่า ไปเที่ยวภูฐานมา...เขียนแบบอารมณ์ขันนะ...ไปเที่ยวภูฐานมา ที่นั่นอากาศน้อยมาก เราเป็นคนไทยต้องใช้ออกซิเจนเยอะ อยู่ภูฐานหายใจไม่ค่อยออก อยู่เมืองไทยดีกว่า อะไรประมาณนี้  ซึ่งหลวงพ่อไม่หายใจสักพักหนึ่ง คุณหมอก็กังวลว่าสมองท่านจะมีปัญหาไหม  พอเห็นท่านเขียนแบบนี้ ก็นั่งยิ้มกัน  โอ..หลวงพ่อยังล้อเล่นกับความตายได้  ไม่มีปัญหาหรอก แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ

แล้วหลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ ท่านก็ปกติ ไม่มีอาการว่าโอ๊ย...ใกล้ตายมากแล้ว น่ากังวล หรือว่าอะไรทั้งสิ้นนะ เป็นธรรมดา  จนกระทั่งวันสุดท้ายอย่างที่เราก็รู้กันนะ อาการของหลวงพ่อที่อาจารย์โน้สอาจารย์ตุ้มท่านเล่าให้ฟัง  มันก็เป็นแบบนั้นแหละ  อาตมาก็เล่า เล่าสู่กันฟังในบางส่วนที่ได้เห็น เผื่อว่าบางคนอาจจะอยากเห็นภาพนั้นบ้าง...ภาพที่อยากจะบอกให้เห็นก็คือว่า มีคนๆ หนึ่ง นอนเป็นระยะเวลานานๆ  มีคนมาทำอะไรกับตัวเขาเต็มไปหมดเลย  แล้วก็มีคนมาเยี่ยมเขาเต็มไปหมดเลย  แล้วเขาก็รู้ว่าเขาจะตาย  แต่เค้าไม่เป็นอะไรเลย  แล้วไม่ว่าจะรักษาท่านดีหรือว่าไม่ดี ท่านก็ไม่ว่า  ไม่ว่าจะทำท่านเจ็บหรือว่าทำให้ท่านไม่เจ็บ ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ และแม้ว่าเราจะทำผิด ท่านก็ขอบคุณ  แม้เราจะทำพลาดบ้าง ท่านก็ขอบคุณ  และวันที่ท่านไป ก็เป็นเครื่องยืนยันให้คนที่อยู่และเห็นว่า การจบชีวิตแบบนี้งดงามดี และท่านก็บอกบ่อยๆ ว่า ทุกคนก็ทำได้ ถ้าทำ  และท่านก็บอกว่าทำอย่างไรมาตั้งนานแล้ว  และสิ่งที่ท่านบอกก็ถูกเก็บไว้ในคลังมัลติมีเดียของโลกเรียบร้อยแล้ว  หน้าที่เราก็คือทำตาม ก็ขอให้มั่นใจนะว่าเราเคยเจอคนๆ หนึ่งที่ทำได้จริงๆ  แล้วท่านก็บอกบ่อยๆ ว่าเราทำได้เหมือนกัน ก็ขอจบเพียงเท่านี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved