คิดถึงหลวงพ่อ >
พระอาจารย์ล่วงทุกข์แล้ว ยังแต่ศิษย์ผู้น้อย
กลับหน้าแรก

พระอาจารย์ล่วงทุกข์แล้ว ยังแต่ศิษย์ผู้น้อย
นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

ในชีวิตนี้ผมถือว่า พ่อแม่ก่อกำเนิดชีวิตทางโลกแก่ผม ส่วนหลวงพ่อคำเขียนคือผู้ก่อกำเนิดอีกชีวิตหนึ่งแก่ผม คือชีวิตทางธรรม  ผมมีโอกาสบวชเรียนอยู่ที่วัดสุคะโต 6 เดือน โดยมีท่านเป็นอาจารย์พระอุปัชฌาย์  คำสอนของหลวงพ่อนั้นง่ายๆ มีอยู่ไม่กี่ประโยค  ไม่ต้องบรรยายมากแต่ให้ “ทำ” ไปเลย ท่านพูดสั้นๆว่า “เปลี่ยนหลงเป็นรู้”  เปลี่ยนอย่างไร? ท่านบอกว่า “ต้องทำแล้วจะรู้เอง”  

เวลาสามเดือนแรกเต็มไปด้วยความง่วงเหงาหาวนอนสลับกับความฟุ้งด้วยเรื่องราวในอดีตจวบปัจจุบัน ใครขัดใจเรา ใครตำหนิติเตียนเรา ใครสบประมาทเรา ใครทำล่วงล้ำก้ำเกินเรา ใครทะเลาะเบาะแว้งกับเรา  เรื่องราวต่างๆพากันพาเหรดเข้าสมองของตัวเองอย่างต่อเนื่องราวกับไม่มีเวลาหยุดหย่อน สักประเดี๋ยวก็กลับเป็นเรื่องในเวลาอนาคต คนนั้นจะเป็นอย่างไร คนนี้จะเป็นอย่างไร ตัวเราจะเป็นอย่างไร  แต่ละเรื่องก็ล้วนแต่คาดการณ์ไปล่วงหน้าต่างๆนานา การเคลื่อนไหวมือ 14 จังหวะของผมก็เหมือนการโบกมือไปฟรีๆ ยังมองไม่เห็นฝั่งแต่ประการใด โดยหารู้ไม่ว่าในเบื้องลึกแห่งจิตนั้น เริ่มเกิดความสุกงอมขึ้นบางระดับแล้ว

มาวันหนึ่งผมเกิดสะดุดใจเข้ากับข้อความที่เขียนอยู่ใต้รูปของพระอาจารย์ซึ่งติดอยู่บนศาลา ความว่า “สติเหมือนแมว กิเลสเหมือนหนู”  จากนั้นก็มีกระบวนความคิดชุดหนึ่งทยอยออกมาสู่การรับรู้  จิตของเราที่ไม่เคยฝึกฝน จะเกิดการดิ้นรนออกไปท่องเที่ยว สถานที่ที่จิตจะไปท่องเที่ยวมี 2 แห่ง หนึ่งคืออดีต ถ้าเป็นเรื่องขัดใจเราก็เกิดโทสะ  ถ้าไปเกลือกกลั้วกับเรื่องที่ชอบก็เกิดโลภะวนเวียนอยู่อย่างนั้น สถานที่ท่องเที่ยวของจิตแห่งที่สอง ก็คืออนาคตส่วนมากแล้วเป็นการปรุงแต่งทั้งสิ้น นั่นคือโมหะ  ยิ่งจิตเที่ยวซุกซน สติก็ยิ่งอ่อนแรง

ทีนี้เอาใหม่ ถ้าเราฝึกเจริญสติด้วยการเคลื่อนไหวมือซึ่งเป็นกายหยาบ ก็ใช้สติจับได้ง่าย จิตไม่วอกแวกแส่ส่ายไปสู่อดีตหรืออนาคตไม่นำทุกข์มาให้เรา  “การมีสติอยู่กับปัจจุบันเป็นสุขทุกเมื่อ”                

“อ้อ...เปลี่ยนหลงเป็นรู้ ก็เป็นเช่นนี้เอง” เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจขณะนั้น จากนั้นกระบวนการเปลี่ยนหลงเป็นรู้ก็เกิดขึ้นเป็นลำดับๆ  จนเกิดภาวะสติรู้ตัวต่อเนื่อง เพียงแวบแห่งกิเลสเข้ากระทบจิต สติก็จับได้ จนกิเลสไม่อาจรบกวนใดๆอีก เป็นนาที เป็นชั่วโมง เป็นวัน

เมื่อถึงสัปดาห์สุดท้ายของชีวิตนักบวช ผมได้ปุชฉากับหลวงพ่อว่า  “แล้วรูปกับนามนั้นอยู่ตรงไหน? จะแยกอย่างไร?”

หลวงพ่อให้วิสัชนาแก่ผมอย่างง่ายๆอีกว่า “รูปกับนามก็กายกับจิต  ใครเห็นกาย จิตเห็นใช่มั้ย?”

ถึงตรงนี้ทำให้ผมนึกย้อนได้ถึงปรากฏการณ์ที่เกิดกับผมขณะปฏิบัติ  คือรู้สึกว่าเหมือนมือของผมที่เคลื่อนไหวอยู่นั้น มันเคลื่อนเป็นจังหวะต่อเนื่องแบบช็อตต่อช็อต เฟลมต่อเฟลม  ราวกับในหนังเรื่อง Matrix ของพระเอกคีนู ลีฟ ตอนที่เอี้ยวตัวหลบลูกกระสุนของผู้ร้ายอย่างนั้นเลย  จากนั้นผมก็รู้สึกเหมือนว่ากำลังมองกายที่เป็นเหมือนหุ่นยนต์บังคับ ที่เคลื่อนไหวไปตามบัญชาของจิต  มันเป็นคนละส่วนซึ่งแยกจากกัน แต่สวมกันไว้สนิท  โดยจิตเป็นผู้บงการกายให้เคลื่อนไหวไปอย่างโน้น อย่างนี้

ขณะนั้นจิตรู้สึกโปร่งเบาสบาย เมื่อออกเดินจงกรมก็เห็นสรรพสิ่งทั้งที่เป็นต้นไม้ สระน้ำ ดอกบัว สะพานไม้ไผ่ ไม่เหมือนกับที่เราเห็นมันเมื่อวันก่อน  แต่เป็นความรู้ ความเห็นใน “ความเคลื่อนไหว(dynamic)” ของมัน คล้ายกับจะรับรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนกำลังแปรเปลี่ยน แปรเปลี่ยน อยู่ตลอดเวลา  เหมือนกับจะเห็นการ “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” ของสิ่งนั้นๆ  มันไม่ได้แสดงออกมาเป็นภาพ แต่เราสัมผัสมันได้ด้วยใจ  สิ่งที่เราสัมผัสได้คือการปรากฏของ “สรรพสิ่งตามความเป็นจริง” ที่เปิดเผยตัวเองอยู่เบื้องหน้า

ในวันที่ผมสึก หลวงพ่อให้ศีลให้พรผม ท่านเน้นว่า “ชีวิตที่สำคัญของคนเราที่สุดนั้น ก็คือชีวิตในทางธรรมนั่นเอง”   

ณ วันนี้พระอาจารย์ล่วงทุกข์แล้ว ยังแต่ศิษย์ผู้น้อย


รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved