บทความเกี่ยวกับการดูแลรักษา > ประสบการณ์การดูแลหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ โดย พญ. นวพร ตันศิริ
กลับหน้าแรก

ประสบการณ์การดูแลหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ

พญ. นวพร ตันศิริ
อายุรแพทย์โรคเลือด
โรงพยาบาลอุตรดิตถ์

 

 

ข้าพเจ้าเริ่มปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสุคะโตในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๐ เวลานั้น หลวงพ่อได้รับการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ผลของรักษาทำให้อาการของโรคทุเลาลงมาก หลวงพ่อแข็งแรงเป็นปกติ และแพทย์ยังนัดตรวจดูอาการอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อข้าพเจ้าทราบประวัติการเจ็บป่วยของหลวงพ่อ ในฐานะแพทย์รักษาโรคทางโลหิตวิทยา  เข้าใจการดำเนินโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งจะตอบสนองต่อการรักษามากกว่ามะเร็งชนิดอื่นมาก จนหลวงพ่อสามารถหายจากโรค ร่างกายแข็งแรงจนเป็นปกติ ข้าพเจ้าจึงมีโอกาสได้เรียนรู้ธรรมจากหลวงพ่อ แม้จะฟังหลวงพ่อเทศน์เข้าใจได้ไม่ทั้งหมด แต่เมื่อข้าพเจ้าได้สัมผัสความใจดี มีเมตตาทั้งต่อศิษย์ ต่อต้นไม้ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจที่จะเพียรตั้งใจปฏิบัติธรรมตามคำสอนของหลวงพ่อตลอดมา

จนเมื่อปลายเดือนมกราคม ๒๕๕๗ ข้าพเจ้าทราบข่าวจากพระอาจารย์ตุ้ม (พระอาจารย์สันติพงศ์ เขมปญฺโญ) ว่า หลวงพ่อมีอาการกลืนอาหารลำบาก จึงมารับการตรวจที่โรงพยาบาลจุฬาฯ แพทย์ตรวจพบก้อนเนื้องอกที่หลอดอาหาร หลวงพ่อได้รับการส่องกล้อง ตัดชิ้นเนื้อ และนอนรับการรักษาในโรงพยาบาล ตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ หลวงพ่อเริ่มฉันอาหารทางสายยางที่ใส่จากจมูกสู่กระเพาะอาหาร แทนการฉันปกติ เนื่องจากก้อนทำให้หลอดอาหารอุดตัน

ระหว่างรอผลชิ้นเนื้อ ข้าพเจ้านึกภาวนา ขอให้ก้อนเนื้อนั้นเป็นโรคเดิมที่หลวงพ่อเคยเป็นเมื่อ ๘ ปีก่อน เพราะจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดี แต่ผลที่ได้ไม่เป็นเช่นนั้น ทีมแพทย์ได้สรุปว่า หลวงพ่อเป็นมะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่หลอดอาหาร ซึ่งต่างจากเดิม การรักษาจึงต่างจากครั้งก่อนที่หลวงพ่อเคยได้รับยาเคมีบำบัด การป่วยครั้งนี้ ทีมแพทย์พิจารณาให้การรักษาด้วยการฉายแสง อันจะมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับการผ่าตัด และการให้ยาเคมีบำบัด สำหรับมะเร็งชนิดใหม่

หลังจากฉายแสงอยู่ ๔ วัน ก็เป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หลวงพ่อได้พักที่มูลนิธิหลวงพ่อเทียน ข้าพเจ้าได้ไปตรวจดูอาการของหลวงพ่อที่นั่น หลวงพ่อมีอาการอ่อนเพลียจากการฉายแสง เริ่มมีแผลในปากเล็กน้อย หลวงพ่อพยายามดูแลร่างกายเป็นอย่างดี ทายาบริเวณแผลในช่องปาก ตามคำแนะนำของข้าพเจ้าอย่างสม่ำเสมอ

จนวันจันทร์หลวงพ่อกลับมาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ พร้อมกับเสียงหายใจที่ผิดปกติ แพทย์ตรวจพบว่า เป็นเพราะสายเสียงบวม และก้อนเนื้อเบียดท่อทางเดินหายใจ จนมีความเสี่ยงที่ทางเดินหายใจอุดตัน

อาจารย์นายแพทย์อุดมศักดิ์ บุญวรเศรษฐ์ แพทย์เจ้าของไข้ (ทั้งได้ดูแลเมื่อครั้งหลวงพ่อป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเมื่อ ๘ ปีก่อน) ได้อธิบายหลวงพ่อ ถึงสาเหตุและวิธีการแก้ไขด้วยการผ่าตัดเจาะคอ เพื่อใส่ท่อช่วยหายใจไปที่หลอดลม หลวงพ่อตัดสินใจยอมรับการผ่าตัดเจาะคอนี้

ข้าพเจ้าทราบข่าวด้วยความรู้สึกผิด เสียใจที่ข้าพเจ้าสังเกตอาการผิดปกติของหลวงพ่อไม่ได้ แม้หลวงพ่อจะเห็นเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น "ปกติ" เพียงใด ทำให้ข้าพเจ้ากลับมาดูใจ ที่แสดงให้เห็นว่า ยากที่จะวางใจเพียงใด หากภายภาคหน้าจะมีสิ่งที่ร้ายแรงเกิดขึ้นกับหลวงพ่ออีก
หลังการเจาะคอ ใส่ท่อช่วยหายใจ เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ หลวงพ่อพูดไม่ได้ สื่อสารด้วยการเขียน และเมื่อมีท่อก็ทำให้หลวงพ่อไอมีเสมหะออกมาก นับเป็นอาการทางกายที่เพิ่มขึ้นนอกจากการกลืนไม่ได้

เมื่ออาการหลังเจาะคอดีขึ้น ทีมแพทย์ได้พิจารณาการรักษาอีกครั้ง ข้อสรุปคือ แพทย์แนะนำการฉายแสงที่ความเข้มของแสงลดลง เพื่อลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เนื่องด้วยผลการรักษาที่ลดน้อยลง ไม่สามารถทำให้มะเร็งหายขาดได้ และระยะเวลาที่หลวงพ่อต้องอยู่โรงพยาบาลไปอีกหลายสัปดาห์ หลวงพ่อเลือกที่จะไม่รับการฉายแสงอีก แพทย์จึงได้เตรียมความพร้อม ก่อนหลวงพ่อกลับวัด ด้วยการเปลี่ยนสายให้อาหารมาเป็นสายที่เข้าสู่กระเพาะอาหารทางหน้าท้องโดยตรง เพราะสายให้อาหารทางจมูกมีความเสี่ยงที่จะโดนเบียดจากก้อน ทำให้ใช้งานไม่ได้นาน

พระอาจารย์โน้ส (พระอาจารย์สุทธิศาสตร์ ปญฺญาปทีโป) พระอาจารย์ตุ้ม รวมถึงข้าพเจ้า ก็ได้เรียนรู้และฝึกฝนในการดูแลหลวงพ่อ ทั้งการทำความสะอาด เปลี่ยนท่อหายใจ (inner tube) การให้อาหารทางสายยาง เพื่อให้หลวงพ่อสุขสบาย ป้องกันการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ เมื่อหลวงพ่อกลับไปอยู่ที่วัด

ระหว่างนี้ หลวงพ่อได้เตรียมความพร้อมเมื่อถึงเวลาละสังขาร ทำหนังสือเรื่องการดูแลความเจ็บป่วยเมื่อเวลานั้นใกล้มาถึง และเรื่องภาระงานการต่างๆ ตลอดจนเมื่อหลวงพ่อมรณภาพ ท่านได้อธิบายว่า ต้องการให้จัดงานเช่นไร เพื่อให้เรียบร้อยและตรงตามความประสงค์ของหลวงพ่ออย่างครบถ้วน

อาจารย์นายแพทย์อุดมศักดิ์ ได้สอบถามพระอาจารย์โน้ส พระอาจารย์ตุ้มและพี่หมู (คุณวชิรา เพ็ญโรจน์) ถึงการดูแลเมื่อออกจากโรงพยาบาล และแพทย์ผู้ดูแลต่อจากนี้ ทุกท่านได้มอบหน้าที่ให้แก่ข้าพเจ้า ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้น ที่ข้าพเจ้าคิดวางแผนว่า อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขอไปดูแลหลวงพ่อที่วัด เท่าที่ข้าพเจ้าจะทำได้

เมื่ออาการของหลวงพ่อดีขึ้นบ้าง จนเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๗ หลวงพ่อได้กลับไปพักที่วัดภูเขาทอง ข้าพเจ้าได้ไปตรวจอาการและดูแลหลวงพ่อเป็นระยะ ได้เห็นความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์ทางการแพทย์ พระอาจารย์โน้ส และพระอาจารย์ตุ้ม เป็นผู้ดูแลหลวงพ่อในขณะนั้นได้จัดระบบการดูแลหลวงพ่อเป็นอย่างดี จนบางอย่างละเอียดกว่าข้าพเจ้าด้วยซ้ำ ในฐานะลูกศิษย์ที่มีความรู้เรื่องแพทย์ จึงมีหน้าที่ในตรวจดูอาการ จัดยา และเวชภัณฑ์บางอย่างเพิ่มเติม เพื่อการบรรเทาอาการให้หลวงพ่ออยู่อย่างสุขสบายมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้

เมื่อต้องหายใจโดยผ่านท่อที่คอ หลวงพ่อก็มีอาการระคายเคือง มีเสมหะมาก หลังตื่นนอนตอนเช้า หลวงพ่อจะได้รับการพ่นน้ำเกลือให้หลวงพ่อไอขับเสมหะออกได้ง่าย และทุกครั้งที่พ่นน้ำเกลือ หลวงพ่อก็จะออกกำลังบริหารปอด ด้วยการหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับยกแขนขึ้นสูงด้วยเสมอ นายแพทย์สาธิต ก้านทอง แพทย์เฉพาะทางหูคอจมูก โรงพยาบาลชัยภูมิ คอยดูแลอาการไอ ตรวจท่อหายใจของหลวงพ่อเป็นระยะ

เมื่อหลวงพ่อต้องฉันอาหารเหลวทางสายยางที่หน้าท้อง (พี่หมูเป็นผู้ทำอาหารเหลว) บางครั้งข้าพเจ้าได้เห็นอารมณ์ขันของหลวงพ่อกับเรื่องอาหาร เช่น ครั้งที่หลวงพ่อรอข้าพเจ้าเตรียมเครื่องให้อาหาร หลวงพ่อมองที่ถุงใส่อาหาร และยิ้มชื่นชมว่า อาหารสีเขียวดี แปลว่ามีผักมาก อันเป็นผลมาจากที่หลวงพ่อบอกให้เพิ่มผัก หรือบางครั้งหลวงพ่อเดินไปที่โต๊ะอาหาร สำหรับถวายพระอาจารย์ผู้ดูแล หลวงพ่อมองอย่างขบขัน ว่าหลวงพ่อฉันอาหารแบบนี้ไม่ได้

หลวงพ่อมีแผลทั้งที่คอบริเวณที่ใส่ท่อช่วยหายใจ และแผลที่หน้าท้องที่มีสายอาหาร หลวงพ่อจึงได้รับการทำแผลวันละ ๒ ครั้ง  คือช่วงเช้า และเย็น การทำแผลท่อช่วยหายใจที่คอ จะทำให้หลวงพ่อเจ็บอยู่มาก ยามที่ก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่หลวงพ่อก็ยอมให้ทำแผล พร้อมกับที่เคลื่อนไหวนิ้วมือไปด้วยเสมอ

การเปลี่ยนท่อหายใจด้านใน (inner tube) ก็เป็นเรื่องยากในบางครั้ง เมื่อก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น จนเบียดท่อทางเดินหายใจ หลวงพ่อคงจะระคายเคือง และเจ็บ แต่หลวงพ่อก็จะยกนิ้วให้ เป็นกำลังใจให้ผู้ดูแลยิ้มได้

การได้ไปดูแลหลวงพ่อ ต่างจากการทำงานดูแลผู้ป่วยที่ข้าพเจ้าทำงาน เมื่อข้าพเจ้าทำแผล นอกจากการดูแลแผลให้สะอาดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเป็นปกติในการทำงานอยู่แล้ว ความรู้สึกระมัดระวังไม่ให้หลวงพ่อเจ็บ ยังเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าใส่ใจอย่างละเอียดยิ่งขึ้น ไม่ละเลย และยังทำให้ข้าพเจ้ากลับมาใส่ใจกับการทำหัตถการกับผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น เป็นเพราะข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกเจ็บของหลวงพ่อ ก็ไม่ต่างจากผู้ป่วยและข้าพเจ้าควรที่จะระมัดระวังให้มากเช่นกัน

อาการในขณะนั้น หลวงพ่อมีอาการไอบ่อยครั้ง เพื่อขับเสมหะออกมา ทำให้หลวงพ่อมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย นอนพักเป็นส่วนใหญ่ วันใดพอมีแรงก็เดินชมและรดน้ำต้นไม้บ้าง ไปศาลาน้ำใสบ้าง อาการไม่สุขสบายกายของหลวงพ่อ เกิดจากก้อนที่ขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ การรักษาขณะนั้น มีทั้งการรักษาเพื่อประคับประคองตามอาการ  ในแนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน ร่วมกับการใช้ยาในแนวทางแพทย์ทางเลือก ยาจีน สมุนไพรโดยมีพระอาจารย์โน้ส และพระอาจารย์ตุ้มเป็นผู้พิจารณา

เมื่อหลวงพ่อไอมีเสมหะมากขึ้น จนกระทั่งเจ็บที่หน้าท้อง อ่อนเพลีย ทีมแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เข้ามาดูแลและนิมนต์หลวงพ่อไปตรวจและรับการรักษาที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗

หลวงพ่อได้รับการตรวจภาพรังสีคอมพิวเตอร์ (CT scan) พบว่าก้อนเนื้องอกขยายขนาดครอบคลุมหลอดอาหารส่วนบน และเบียดท่อทางเดินหายใจ ทำให้หลวงพ่อมีอาการไอมีเสมหะมาก หลวงพ่อได้รับการเปลี่ยนท่อช่วยหายใจที่ลดการระคายเคือง ช่วยให้หลวงพ่อไอน้อยลงได้มาก และทีมแพทย์ได้กราบเรียนขอความเห็นจากหลวงพ่อ เรื่องการฉายแสงเพื่อลดขนาดก้อนเนื้องอก หลวงพ่อได้ตอบปฏิเสธเช่นเดิม และได้กลับวัดเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๗

เมื่อญาติโยมถวาย การก่อสร้างกุฏิปลอดเชื้อ ณ วัดภูเขาทอง หลวงพ่อได้ย้ายมาที่วัดป่าสุคะโต เมื่อกลางเดือนมิถุนายน ๒๕๕๗ และเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ทีมแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลศรีนครินทร์ นัดรวมตัวกันที่วัดป่าสุคะโต เพื่อประชุมเรื่องการดูแลอาการที่อาจจะเกิดขึ้นกับหลวงพ่อ พร้อมทีมผู้ดูแลทั้งพระ แม่ชี ญาติโยมในวัด และทีมแพทย์ พยาบาล จากโรงพยาบาลแก้งคร้อ โรงพยาบาลชัยภูมิ หลังจากประชุม ทีมได้เข้าไปกราบเรียนและถามอาการหลวงพ่อ

“หลวงพ่อเจ็บไหมคะ”
“ยังไม่ตาย เจ็บทั่วไป ไม่มีตรงไหนสบาย มีแต่การปล่อยวาง”
“หมอขอถวายยาบรรเทาอาการปวดทั่วไป พร้อมอาหารทุก ๔ ชั่วโมง หลวงพ่อเห็นว่าอย่างไร”
“การปวดไม่กลัว อาหารก็รับได้ตามที่หมอให้ น้ำหนักก็ยังทรงตัว ลดไม่มาก”

“จะให้ไปรักษาที่ศรีนครินทร์อีกเมื่อไหร่”
“ถ้าหลวงพ่อมีอาการไอ และระคายมากขึ้น จะนิมนต์ไปเปลี่ยนท่อค่ะ”
“ก็อยากไป หมอทุกคนเหมือนเทพธิดา เทพบุตร ไม่ตายก็เพราะมีหมอดูแลรักษา”
.........................................................

หลวงพ่อไม่จำเป็นต้องรับยาบรรเทาอาการปวด อาการไม่สุขสบาย ตลอดเวลา ข้าพเจ้ายังได้เห็นหลวงพ่ออยู่กับอาการต่างๆ เหล่านั้นพร้อมกับการเจริญสติดังที่หลวงพ่อสอนลูกศิษย์อยู่เสมอ

เมื่อก้อนที่คอโตมากขึ้นเรื่อยๆ หลวงพ่อเริ่มมีอาการหายใจลำบากจากการเบียดของก้อน อาจารย์แพทย์หญิงรัตนวดี ณ นคร ได้แนะนำการใช้ยาสเตียรอยด์ เพื่อลดอาการบวมซึ่งอาจจะช่วยให้ก้อนยุบลงบ้าง ครั้งนั้นก้อนยุบลงไปเกินความคาดหมาย หลวงพ่อหายใจได้สะดวก และสบายขึ้นมาก

จากการยอมรับการดำเนินโรคที่แย่ลง อาการที่ตอบสนองต่อยาบางตัวของหลวงพ่อ จุดประกายให้ข้าพเจ้ามีความหวังในการรักษาหลวงพ่ออีกครั้ง

ข้าพเจ้าได้ปรึกษาอาจารย์นายแพทย์อุดมศักดิ์ และขอชิ้นเนื้อเดิมเพื่อตรวจเพิ่มเติม พบว่ามีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เช่นที่หลวงพ่อเคยเป็น และอาจมีการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด การประชุมทีมพระอาจารย์ผู้ดูแล (ประกอบด้วยพระอาจารย์โน้ส พระอาจารย์ตุ้ม ครูบาอั๋น/พระเอกวีร์ มหาญาโณ และท่านอัจลา/Phra Achala Dewalegama) และทีมแพทย์ ทั้งประชุมร่วมกันที่วัด และทางโทรศัพท์ จากอาจารย์แพทย์โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และโรงพยาบาลชัยภูมิ ได้ข้อสรุปว่า ควรตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจอีกครั้ง (เนื่องจากก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก) เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจน รวมทั้งข้อสรุปการรักษาที่แน่นอนที่สุด

เมื่อได้เรียนปรึกษาหลวงพ่อ เรื่องการไปตรวจอีกครั้ง หลวงพ่อตัดสินใจไม่ไปรับการตรวจที่โรงพยาบาล

ทีมแพทย์จึงสรุปให้การรักษา ด้วยยาสเตียรอยด์ขนาดสูง ๑ สัปดาห์ ผลคือก้อนที่คอยุบลงได้เร็ว แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้น ก้อนก็เพิ่มขนาดขึ้นมาอีก จนหลวงพ่อหายใจไม่สะดวก

เมื่อแพทย์ประชุมกัน และสรุปเห็นควรว่า ให้ยาหลวงพ่อเป็นยาเคมีบำบัดแบบรับประทาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้ยาสเตียรอยด์ในระยะยาว อันจะเกิดผลข้างเคียง เช่น การติดเชื้อได้ง่าย และอาการข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดแบบรับประทานนี้ มีไม่มาก อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าระวัง และตั้งใจสังเกตอาการหลวงพ่ออย่างใกล้ชิด

หลังจากกราบเรียนทีมพระอาจารย์ผู้ดูแล*ถึงข้อสรุปของทีมแพทย์ ทีมพระอาจารย์ผู้ดูแลยอมรับ จึงได้เรียนถามหลวงพ่อเรื่องการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด (แบบรับประทาน) หลวงพ่ออนุญาต หลังได้รับยาเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๗ หลวงพ่อมีอาการก้อนยุบบวมลง สบายอย่างเห็นได้ชัด ข้าพเจ้ายังจำภาพที่หลวงพ่อเดินออกมารดน้ำต้นไม้ เดินจงกรมรอบระเบียงที่กุฏิหลังจากได้รับยาเพียง ๑ วัน ทำให้ข้าพเจ้ามีความหวังว่า การรักษาครั้งนี้ คงช่วยลดอาการไม่สุขสบายของหลวงพ่อได้เป็นอย่างดี ให้หลวงพ่อแข็งแรงขึ้นได้บ้าง

แต่ผลของการรักษาก็ไม่เป็นไปดังที่ข้าพเจ้าคิดหวังไว้

๑ สัปดาห์ต่อมา ก้อนที่คอหลวงพ่อค่อยๆ ขยายตัวขึ้น จนเช้าวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๗ ขณะที่ข้าพเจ้ารอหลวงพ่อตื่นนอนตอนเช้า เพื่อตรวจอาการและทำแผล ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่า จนเวลา ๖ นาฬิกาแล้ว หลวงพ่อยังไม่ลุกจากที่นอน เมื่อข้าพเจ้าได้ไปตรวจอาการ หลวงพ่อตื่นแล้ว นอนตะแคงนิ่งๆ ข้าพเจ้าฟังเสียงหายใจของหลวงพ่อ พบว่ามีเสียงหลอดลมตีบ ข้าพเจ้าจึงขอยาพ่นขยายหลอดลม เช้าวันนั้นพระอาจารย์โน้สมีสอนปฏิบัติธรรมที่หอไตร พระอาจารย์ตุ้มได้เดินทางไปหายาพ่นที่วัดภูเขาทอง ข้าพเจ้าได้ถวายยาสเตียรอยด์ เพื่อรักษาอาการหลอดลมตีบ ทางสายยางหน้าท้อง

จากนั้นข้าพเจ้าจึงได้เห็นว่า ท่อหายใจได้ถูกดันออกมาภายนอก จนเกือบที่จะหลุดออกมาแล้ว และนั่นเป็นเหตุให้หลวงพ่อนอนนิ่งๆ ไม่ขยับตัว ข้าพเจ้าค่อยๆ ดันท่อหายใจกลับเข้าไป พบว่าติดก้อนภายใน ท่อหายใจเข้าไปไม่ได้ และหลวงพ่อยกมือห้ามข้าพเจ้า เพราะเมื่อพยายามใส่ท่อเข้าไป หลวงพ่อเจ็บมาก

แล้วใจที่ตื่นกังวล ขณะพยายามแก้ไขอาการผิดปกติของหลวงพ่อ ก็เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า ครูบาอั๋น ท่านอัจลา และพี่หมูอยู่ช่วยกันที่นั่น เริ่มจากจัดเตรียมถวายออกซิเจน พี่หมูคอยวัดความดันโลหิตและตรวจชีพจร ข้าพเจ้าขอยาสเตียรอยด์เพิ่ม เพื่อหวังให้ก้อนยุบบวม บดถวายหลวงพ่ออีกครั้งทางสายยางหน้าท้อง

ช่วงเวลาสั้นๆ แต่ยาวนานในความรู้สึกของข้าพเจ้าเมื่อข้าพเจ้าใส่ท่อหายใจเข้าไปไม่ได้ หลวงพ่อเริ่มขาดออกซิเจน จนไม่รู้สึกตัว ข้าพเจ้าเริ่มหมดหวัง แต่ก็ยังพยายามหาทางแก้ไข ข้าพเจ้าเตรียมท่อช่วยหายใจอันใหม่ ที่เล็กกว่าที่หลวงพ่อใส่อยู่ อันเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่เมื่อข้าพเจ้าลองใส่ท่อเดิมอีกครั้ง ขณะนั้นยาสเตียรอยด์ตั้งแต่ครั้งแรกคงเริ่มทำงาน ท่อหายใจจึงสามารถลงไปอยู่ในตำแหน่งเดิมได้

จากนั้นคือความพยายามให้หลวงพ่อตื่น จากอาการไม่รู้สึกตัว ออกซิเจนถูกนำมาใกล้ชิดให้หลวงพ่อได้หายใจ ข้าพเจ้าเฝ้ารอดูอาการหลวงพ่ออย่างไม่ละสายตา เมื่อหลวงพ่อเริ่มขยับตัว และลืมตา เหมือนกับภูเขาหินก้อนหนักๆ ได้ค่อยเลือนหายจากใจของข้าพเจ้า พระอาจารย์โน้สและพระอาจารย์ตุ้มกลับมาถึง พระอาจารย์ไม่ซักถามสิ่งใด นอกจากช่วยเหลือข้าพเจ้าในการดูแลหลวงพ่อ ณ เวลานั้น

แล้วเหตุการณ์เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ หลวงพ่อนอนพักในช่วงเช้า จนช่วงสายหลวงพ่อขอกระดาษเขียน เล่าว่า "เมื่อเช้าหลวงพ่อไปภูฏานมา เราคนไทยหายใจไม่สะดวก อยู่เมืองไทยดีกว่า" เป็นสิ่งยืนยันว่าหลวงพ่อสบายดีแล้ว พลอยทำให้ข้าพเจ้ายิ้มได้

จากเหตุการณ์ในเช้าวันนั้น ทำให้ทีมผู้ดูแลหลวงพ่อ ทั้งทีมพระอาจารย์ผู้ดูแล* แม่ชี ลูกศิษย์ แพทย์ และพยาบาล ได้ร่วมปรึกษาวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อม ทั้งการจัดเตรียมอุปกรณ์ ซักซ้อมวิธีการดูแลแก้ไขอาการที่อาจเกิดกับหลวงพ่ออีก ทั้งจัดระบบการติดต่อประสานงานกับทีม เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น ภาพที่ข้าพเจ้าได้รับทุกเช้า คือภาพขนาดก้อนของหลวงพ่อ และพิจารณาว่าควรปรับยาบรรเทาอาการอย่างไร ทีมพระอาจารย์ผู้ดูแล*ได้สังเกตอาการบวมของก้อน และลักษณะการหายใจอย่างใกล้ชิด

และการประชุมเรื่องการรักษาหลวงพ่อ อันประกอบด้วยทีมอาจารย์แพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาฯ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และโรงพยาบาลชัยภูมิ ได้ปรึกษาถึงเรื่องการรักษาด้วยยา ที่พิจารณาแล้วว่า สามารถช่วยให้ก้อนยุบลง ซึ่งหวังเพียงลดอาการให้หลวงพ่อทุเลาลงจากก้อนที่ใหญ่ขึ้น

กราบเรียนหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง

จากการประเมินของคณะแพทย์ และทีมผู้ดูแล เห็นว่าช่วงนี้อาการของโรคมะเร็ง ก้อนเนื้อมีการขยายตัวเร็วมาก

การให้ยาสเตียรอยด์ และยาเคมีบำบัดแบบกิน ทำได้เพียงควบคุมก้อนเนื้อให้ลดลงแค่ชั่วขณะที่ได้รับยา เมื่อปริมาณของยาลดลง ก้อนเนื้อก็ขยายกลับคืนมาอีก จนทำให้หลวงพ่อหายใจลำบากมาก อย่างเช่นที่เกิดในเช้าวันนั้น

"ตายแน่นอนไม่คิดว่าจะรอด"

แนวทางการรักษาต่อไป มีความเห็นว่า หากหลวงพ่อแข็งแรงบ้าง จะสามารถปรับยาเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่ผลข้างเคียงประมาณครึ่งหนึ่งของยาคีโมที่หลวงพ่อเคยได้รับเมื่อ ๘ ปีก่อน แต่คิดว่าจะสามารถช่วยลดขนาดของก้อนได้ดีกว่าเดิม และคุมก้อนได้นานมากขึ้น

จึงเรียนหลวงพ่อให้รับทราบ และพิจารณาว่า หลวงพ่อจะรับการรักษาเช่นนี้หรือไม่

"ตัดสินใจไม่ได้ แล้วแต่หมอ"

แม้ในชีวิตการทำงาน ข้าพเจ้าใช้ความรู้ทางวิชาการที่ข้าพเจ้ามี อธิบายให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจถึงทางเลือกในการรักษา และให้ผู้ป่วยและญาติเป็นผู้ตัดสินใจ แต่สำหรับการรักษาหลวงพ่อแล้ว นับเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าต้องระมัดระวังให้มาก  เพราะนอกจากการเตรียมข้อมูล การเปรียบเทียบทั้งผลดี และผลข้างเคียงของการรักษา เพื่ออธิบายกับทีมพระอาจารย์ผู้ดูแล*และผู้ใกล้ชิดให้เข้าใจแล้ว ข้าพเจ้ายังเห็นใจของตัวเอง ที่มีแต่ความหวังให้อาการของหลวงพ่อทุเลาลง จนดีขึ้นได้บ้าง (แม้ข้าพเจ้าจะบอกคนไข้และญาติให้เผื่อใจเสมอว่า คนไข้อาการอาจจะไม่ดีขึ้น) เมื่อข้าพเจ้ามองย้อนกลับไป ข้าพเจ้าเห็นแต่ความเมตตา ยอมรับให้ศิษย์ดูแล และให้การรักษา แม้หลวงพ่อจะยอมรับความเจ็บป่วย ความไม่สบายกาย และความตายได้มากมายเพียงไร

เมื่อได้ข้อสรุปของทีมแพทย์ในการถวายยาครั้งใหม่แก่หลวงพ่อ และได้กราบเรียนปรึกษาทีมพระอาจารย์ผู้ดูแล*ว่า ข้าพเจ้าจะเตรียมยา เพื่อเรียนถามหลวงพ่ออีกครั้งก่อนให้ยา ในวันเสาร์ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๗

คืนวันศุกร์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๗ ข้าพเจ้าพักที่บ้านช่อระกา พร้อมอุปกรณ์และยา เพื่อเตรียมถวายหลวงพ่อในวันรุ่งขึ้น เช้ามืดวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๔:๕๗ นาฬิกา ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากพระอาจารย์โน้ส และครูบาอั๋น เล่าถึงอาการหลวงพ่อที่หายใจลำบาก ก้อนได้กดเบียดท่อหายใจ และทีมพระอาจารย์ผู้ดูแล*ได้ให้การดูแลตามที่เตรียมการไว้ครบถ้วน เป็นเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงแล้ว (หากแม้ข้าพเจ้าอยู่ด้วย ก็จะให้การดูแลหลวงพ่อ ดังที่พระอาจารย์ทำเช่นกัน) จนหลวงพ่อเดินไปห้องน้ำ กลับมานอนพักที่เตียง อาการก็ยังไม่ดีขึ้น พระอาจารย์ถามถึงการรักษาเพิ่มเติม

ช่วงเวลาที่คุยเพียง ๒ นาที ข้าพเจ้าก็ได้ยินว่า หลวงพ่อไม่รู้สึกตัวแล้ว

เช้าวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๗ จากวันที่ข้าพเจ้าตั้งใจมาให้ยารักษาก้อนเนื้อของหลวงพ่อ และเฝ้าดูอาการข้างเคียง กลายเป็นเช้าวันที่ข้าพเจ้ามาร่วมพิธีเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของหลวงพ่อ ไปที่วัดภูเขาทอง จะทำให้ข้าพเจ้าสับสนอยู่ไม่น้อย เวลานั้นทำให้ข้าพเจ้าเห็นใจตัวเองแล้วว่า แม้หลวงพ่อจะเตือนอยู่เสมอ ว่าอย่างไรหลวงพ่อก็ต้องตาย แต่ที่ผ่านมาข้าพเจ้าไม่คิดเตรียมใจเมื่อเวลานี้มาถึงเลย

แม้ข้าพเจ้าไม่คุ้นกับยามเช้าที่หลวงพ่อไม่อยู่ให้ข้าพเจ้าทำแผล ไม่คุ้นกับภาพกุฏิหลวงพ่อ ที่ไม่มีหลวงพ่ออยู่อีกแล้ว แต่สิ่งที่หลวงพ่อ "ทำให้ดู อยู่ให้เห็น" การมีสติ ยอมรับความเจ็บป่วย และความตายของหลวงพ่อ ทำให้ข้าพเจ้าเร่งความเพียร กลับมารู้สึกตัว พยายามทำในสิ่งที่หลวงพ่อพร่ำสอนอยู่เสมอ

งานละสังขารของหลวงพ่อ ดำเนินไปด้วยความเรียบง่าย ตรงตามความประสงค์ที่หลวงพ่อได้วางแผนไว้ให้ งานสวดมนต์ทำวัตรสาธยายธรรม ณ ลานหินโค้ง วัดภูเขาทอง หลวงพ่อกำหนดว่า ให้สวดบทธรรมจักรแปล หรือ บทอภิธรรมแปล ทำให้ข้าพเจ้าได้สวดมนต์อย่างเข้าใจความหมาย ได้ฟังธรรมเทศนาจากครูบาอาจารย์ ทำให้ข้าพเจ้าได้ฟังธรรม และเรื่องราวการดำเนินชีวิตอันมีค่ายิ่งของหลวงพ่อ ความเมตตาที่หลวงพ่อได้มีไว้ให้กับทุกสรรพสิ่ง ยิ่งสร้างแรงศรัทธาในธรรมที่หลวงพ่อได้สอน และปฏิบัติเป็นแบบอย่างเสมอมา

๑ สัปดาห์หลังจากเสร็จสิ้นงานของหลวงพ่อ ข้าพเจ้ากลับมาที่สุคะโตอีกครั้ง กราบอัฐิหลวงพ่อที่ลานหินโค้ง เดินจงกรม ภาวนาที่นั่น ข้าพเจ้ารู้สึกว่าหลวงพ่อยังอยู่กับเราเสมอ 

ดังที่หลวงพ่อเคยเขียนสั่งไว้ว่า "ขอสั่งลาทุกๆ ท่าน ธาตุขันธ์คงอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ความเป็นกัลยาณมิตรยังอยู่ตลอดไป"

 

*ทีมพระอาจารย์ผู้ดูแล หมายถึง พระอาจารย์สุทธิศาสตร์ ปญฺญาปทีโป (พระอาจารย์โน้ส) พระอาจารย์สันติพงศ์ เขมปญฺโญ (พระอาจารย์ตุ้ม) พระเอกวีร์ มหาญาโณ (ครูบาอั๋น) และ Phra Achala Dewalegama (ท่านอัจลา)

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved