กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > สาละวินโพสต์ คอลัมน์ครั้งหนึ่งในความทรงจำ

กลับหน้าแรก

 

สาละวินโพสต์ นิตยสารรายสองเดือน
ฉบับที่ ๔๙ กันยายน-ตุลาคม ๒๕๕๑

คอลัมน์ครั้งหนึ่งในความทรงจำ
สัมภาษณ์โดย กองบรรณาธิการ

พระไพศาล วิสาโล

พระไพศาล วิสาโล
“เราต้องสลัดภาพคนพม่าเป็นศัตรูทิ้งไป
เพราะถึงที่สุด เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน”

 

อาจกล่าวได้ว่า พระไพศาล วิสาโล จัดเป็นพระนักกิจกรรมหัวก้าวหน้าที่เชื่อมโยงพุทธศาสนากับสังคมมาโดยตลอด ท่านมีความสนใจปัญหาสังคมที่ไม่ยึดติดในกรอบเส้นพรมแดนรัฐชาติ โดยมองปัญหาต่าง ๆ อย่างเชื่อมโยงกัน บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ดังเช่นการจัดทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาเด็กยากไร้ในพม่าเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยสามารถรวบรวมเงินบริจาคได้มากถึง ๒.๕ ล้านบาท และนำไปช่วยเหลือเด็กผู้ยากไร้ในพม่าได้มากมาย

อยากให้ท่านช่วยเล่าประสบการณ์ที่เคยเดินทางไปประเทศพม่า

อาตมาเคยไป 2 ครั้ง ครั้งแรกเดือนธันวาคม พ.ศ. 2550 ไปย่างกุ้งเพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจพระพม่าหลังเหตุการณ์ปราบปรามพระสงฆ์ ส่วนครั้งที่สอง เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พาคนไทยไปทำบุญที่พม่าและเยี่ยมชมกิจการโรงเรียนวัดในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ เพื่อช่วยกันรณรงค์บอกบุญผ้าป่าเพื่อการศึกษาของเด็กยากไร้ในพม่า

ท่านได้รับประสบการณ์จากการเดินทางไปพม่าครั้งแรกอย่างไรบ้าง

เหตุการณ์นองเลือดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมายังเป็นภาพฝังใจของคนย่างกุ้ง เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็นพระสงฆ์ถูกทหารสาดกระสุนใส่จนมรณภาพไปหลายรูปพร้อมกับประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก กลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก สำหรับคนที่มีอายุ ๓๐ ปีขึ้นไป เหตุการณ์ดังกล่าวชวนให้นึกถึงเหตุการณ์นองเลือดเมื่อปี ๒๕๓๑ ซึ่งโหดร้ายยิ่งกว่า เพราะมีคนตายนับพัน ๆ คน

ช่วงที่อาตมาเดินทางไปเป็นช่วงหลังเกิดเหตุประมาณสามเดือน สิ่งที่สังเกตได้ในกรุงย่างกุ้ง คือ ตามท้องถนนมีพระปรากฏให้เห็นน้อยลง จากการสอบถามได้ความว่า หลังเกิดเหตุมีการจับกุมพระสงฆ์เป็นจำนวนมาก ทำให้พระจำนวนนับหมื่นที่ร่วมประท้วง หนีออกจากวัดกลับไปยังภูมิลำเนาของท่าน แต่มีจำนวนไม่น้อยที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีการติดต่อกลับไปยังวัดเดิม

จากคำบอกเล่าของชาวพม่าบางคน มีพระถึงร้อยละ ๙๐ ที่ต่อต้านรัฐบาลปัจจุบัน แม้แต่พระผู้ใหญ่หลายรูปก็ไม่ชอบรัฐบาลด้วยเช่นกัน ในช่วงที่มีการประท้วงใหญ่ พระที่สนับสนุนรัฐบาลหรือคัดค้านการประท้วงอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากมาก เพราะถูกประชาชนต่อต้าน สถานการณ์ในช่วงนั้นกล่าวได้ว่าประชาชนทั่วย่างกุ้งให้ความสนับสนุนการประท้วงของพระสงฆ์อย่างล้นหลาม จนยากที่ใครจะแสดงตัวคัดค้านได้ ยิ่งในหมู่พระด้วยแล้ว แม้แต่พระที่พยายามเตือนให้ขบวนพระอยู่ในความรอบคอบระมัดระวัง ก็อาจเดือดร้อนได้

ครั้งนั้นคณะของอาตมายังได้ไปเยือนวัดที่จัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กยากจนและเด็กกำพร้า เราไป ๒ วัด วัดแรกอยู่ทิศเหนือของย่างกุ้ง รองเจ้าอาวาสเล่าว่าเคยมีพระเณร ๒๐๐ รูป แต่หลังจากเหตุการณ์เดือนกันยายนเหลือพระแค่ ๑๕ และเณร ๓๕ อีก ๑๕๐ รูปหนีไปที่อื่นเพราะกลัวถูกจับกุม เนื่องจากได้ร่วมเดินขบวนด้วย พระที่เหลือไม่ได้ไปร่วมขบวนเพราะต้องสอนหนังสือเด็กในช่วงนั้น ท่านไม่ได้ข่าวคราวจากพระเหล่านั้นจนบัดนี้

วัดนี้ตั้งโรงเรียนสอนเด็กยากจนราว ๕๐๐ คน ในจำนวนนี้ ๘๒ คนพักที่วัดด้วย ส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้า ปัจจุบันมีครู ๑๒ คน ทุกวันนี้ทางวัดจ่ายค่าอาหารให้แก่เด็กเฉลี่ย ๕๐๐ จั๊ด (๑๖ บาท)ต่อคนต่อมื้อ และจ่ายค่าเงินเดือนครู ๑๕,๐๐๐ จั๊ด( ๕๐๐บาท)ต่อเดือน เงินสนับสนุนได้มาจากญาติโยม บางครั้งก็ได้เงินบริจาคจากชาวต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ แต่ดูเหมือนจะยังไม่พอ สำหรับบิณฑบาตนั้นได้ไม่พอฉันเช้า ตอนเพลได้อาศัยจากญาติโยมที่มาถวายบ้าง แต่ส่วนใหญ่ทางวัดต้องจัดทำเอง

วัดที่สองอยู่ด้านทิศตะวันออกของย่างกุ้ง มีพระ ๑๑ รูป ตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กยากจนกว่า ๕๐๐ คน (หลายคนบวชเณร) สภาพห้องเรียนแออัดยัดเยียดมาก ไม่มีฝากั้นระหว่างห้องเหมือนวัดแรก นักเรียนหลายชั้นต้องเรียนอยู่ในห้องโถงเดียวกัน ซึ่งไม่ใหญ่เท่าใดนัก สภาพนักเรียนยากจนมาก หลายคนเป็นโรคผิวหนัง มีบริษัทแห่งหนึ่งส่งเจ้าหน้าที่มาทายากันโรคผิวหนังให้แก่เด็กอาทิตย์ละครั้ง เด็กเหล่านี้หลายคนเป็นเด็กกำพร้า หลายเชื้อชาติ

ประสบการณ์การเดินทางไปพม่าครั้งที่สองแตกต่างจากครั้งแรกอย่างไร

การไปครั้งที่สองนั้น อย่างที่พูดไว้แล้วว่านอกเหนือจากการพาคนไทยไปเที่ยวและทำบุญตามสถานที่สำคัญอย่างนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว ยังพาเขาไปสัมผัสโรงเรียนวัดในพม่า เพื่อจะได้ช่วยไปรณรงค์หาทุนสมทบผ้าป่าที่เรากำลังจัดขึ้น หลายคนทีแรกสงสัยว่าทำไมต้องไปช่วยเด็กพม่า ในเมื่อเด็กไทยก็มีปัญหามากมาย แต่เมื่อไปเห็นโรงเรียนวัดโดยเฉพาะที่ย่างกุ้งแล้ว ก็หายสงสัย เพราะเด็กพม่าแม้แต่ในเมีองหลวงลำบากกว่าเด็กไทยหลายเท่า นักเรียนในชนบทไทยเวลานี้มีโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ใช้ในโรงเรียน แต่เด็กพม่าไม่มีแม้แต่หนังสือเรียน เครื่องเขียนก็ขาดแคลน

ส่วนสภาพทั่วไปนั้นผู้คนยังมีความระแวดระวังอยู่ จะพูดเรื่องการเมืองกับคนไทยก็ยังไม่ค่อยอยากพูด เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ผู้คนดูจะไม่ค่อยมีความหวังกับอนาคต ยิ่งหลังจากพายุนาร์กิส นักท่องเที่ยวหายไปเยอะ เด็ก ๆ และผู้ใหญ่ที่อยู่ได้ด้วยการขายของและขายบริการแก่นักท่องเที่ยว ก็ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ พวกเราเป็นคณะทัวร์เพียงคณะเดียวที่ไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ของพม่าในช่วงนั้น โดยเฉพาะที่พุกาม มีแต่พวกเราคณะเดียว เด็ก ๆ ดีใจมากที่เห็นพวกเรา เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวมานานมากแล้ว

อยากให้ท่านช่วยมองภาพรวมของปัญหาของเด็กยากไร้ในพม่าว่าเป็นอย่างไร

แม้ว่าพม่าจะเป็นประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีมูลค่ามหาศาล แต่เด็กส่วนใหญ่มีการศึกษาในระดับที่ต่ำมาก ร้อยละ 35 ของเด็กทั่วประเทศเรียนจบไม่เกินชั้น ป. 5 เนื่องจากงบประมาณด้านการศึกษาที่รัฐจัดให้แต่ละปีมีไม่ถึงร้อยละ 10 ของงบประมาณทั้งหมด ขณะที่งบประมาณด้านการทหารสูงถึงร้อยละ ๓๐ หรือ ๓ เท่าของงบประมาณด้านการศึกษา ภาระในการสนับสนุนการศึกษาจึงตกอยู่กับพ่อแม่ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสภาพยากจน เด็กจำนวนมากจึงไม่มีโอกาสได้เข้าโรงเรียนเลย ในจำนวนนี้มีสัดส่วนสูงมากที่เป็นเด็กกำพร้า เนื่องจากพ่อแม่ถูกฆ่าตายในสงครามระหว่างรัฐบาลกับชนกลุ่มน้อย หาไม่ก็ถูกจับไปเป็นแรงงานบังคับให้กับโครงการต่าง ๆ ของรัฐ

จากสภาพรันทดที่เกิดขึ้นจึงมีพระภิกษุสงฆ์ในพม่าจำนวนมากเข้ามาโอบอุ้มช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ ส่วนหนึ่งด้วยการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นในวัด รวมทั้งรับเด็กกำพร้ามาอยู่ในความอุปถัมภ์ โดยอาศัยรายได้ของวัดและเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา จัดหาสมุด หนังสือ อาหารกลางวัน รวมทั้งจ้างครูมาสอน แต่เนื่องจากเด็กที่ยากไร้มีจำนวนมหาศาล โรงเรียนวัดที่ช่วยเหลือเด็กเหล่านี้จึงมีถึง๑,๔๐๐ โรงทั่วประเทศ เฉพาะในย่างกุ้งมีเกือบ ๑๗๐ โรง แต่ละโรงมีเด็กอยู่ในความรับผิดชอบ ๓๐๐-๕๐๐ คน บางโรงมีเด็กนับพัน ๆ คน

หลังจากพายุไซโคลนนาร์กิสพัดถล่มพม่า วัดต่าง ๆ ได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง

ก่อนหน้านี้ วัดเป็นอันมากกำลังประสบปัญหาด้านเงินทุน เนื่องจากเศรษฐกิจของพม่าอยู่ในภาวะฝืดเคือง ขณะที่มีเด็กหลั่งไหลเข้ามาขอความช่วยเหลือมากขึ้น หลายคนอพยพหนีภัยสงครามจากชนบทมาเป็นเด็กเร่ร่อนในเมือง จำเป็นที่วัดต้องเข้ามาสงเคราะห์ ทั้ง ๆ ที่มีภาระหนักอึ้งอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้วัดจำนวนไม่น้อยจึงอยู่ในสภาพที่ลำบากมาก สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงมากขึ้นไปอักหลังจากเกิดวาตภัยดังกล่าว เพราะมีผู้ทุกข์ร้อนหันหน้ามาพึ่งพิงวัดมากขึ้น

อยากให้ท่านให้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการจัดผ้าป่าเพื่อการศึกษาของเด็กยากไร้ในพม่า


โครงการนี้จัดโดยเครือข่ายพุทธิการ่วมกับมูลนิธิเด็กและอีก ๙ องค์กร เพื่อหาทุนให้แก่วัดต่าง ๆ ที่จัดทำโรงเรียนให้แก่เด็กยากจนและเด็กกำพร้า โดยจะมอบให้โรงเรียนละ ๕๐,๐๐๐ บาท มีการผ้าป่าทอดที่วัดทองนพคุณเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้เงินประมาณ ๒ ล้าน ๕ แสนบาท จึงสามารถช่วยโรงเรียนวัดได้ประมาณ ๕๐ โรงเรียน ส่วนใหญ่จะไปช่วยโรงเรียนวัดแถวลุ่มน้ำอิระวดีที่ประสบภัยนาร์กิสและที่เมืองมัณฑะเลย์ เพราะขาดแคลนเงินทุนมากกว่าที่อื่น เงินเหล่านี้จะมีคนนำไปมอบให้ที่พม่าเลย เพราะแน่ใจว่าจะถึงมือ เนื่องจากเรามีเครือข่ายพระสงฆ์ที่ทำงานโรงเรียนวัดและสงเคราะห์ชุมชนอยู่

แม้การทอดผ้าป่าจะสิ้นสุดแล้ว แต่มูลนิธิเด็กจะรับช่วงต่อเพราะมีโครงการช่วยเหลือการศึกษาของเด็กพม่าอย่างต่อเนื่อง ผู้สนใจสามารถบริจาคได้ที่มูลนิธิเด็ก

ท่านมองว่า ปัญหาการศึกษาของเด็กพม่าแตกต่างจากเด็กไทยอย่างไร

เนื่องจากในพม่า ระบบการศึกษารวมทั้งระบบสวัสดิการต่าง ๆ ของรัฐไม่ทำงาน ผู้คนมีความรู้ในระดับต่ำมาก แม้จบมหาวิทยาลัยมาก็ตาม โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐ มีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้รับการศึกษา เพราะพ่อแม่ยากจน ที่เป็นเด็กกำพร้าก็มาก เด็กเหล่านี้รัฐบาลไม่ใส่ใจเลยก็ว่าได้ เห็นได้จากงบประมาณด้านการศึกษาในแต่ละปีซึ่งมีเพียง ๙ เปอร์เซ็นต์ขณะที่งบประมาณการทหารสูงถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ยิ่งงบประมาณด้านสาธารณสุขแล้ว มีเพียง ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เด็กที่ตายก่อนอายุ ๕ ขวบจึงมีสูงมาก ทั้งจากภาวะทุพโภชนาการและโรคติดเชื้อโดยเฉพาะมาลาเรีย นี้เป็นสภาพที่น่าเศร้ามากในเมื่อรัฐบาลมีรายได้มหาศาลจากน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และทรัพยากรอีกมากมาย

ในเมื่อรัฐบาลไม่ใส่ใจคนยากคนจน ภาระในการช่วยเหลือคนเหล่านี้จึงตกเป็นของภาคเอกชน โดยเฉพาะวัดและโบสถ์ต่าง ๆ ซึ่งก็มีทุนจำกัดมาก สิ่งที่น่าตกใจก็คือมีโรงเรียนวัดทำนองนี้ถึง ๑๖๒ วัดเฉพาะในย่างกุ้งเมืองเดียว ยังไม่นับโรงเรียนที่จัดโดยโบสถ์คริสต์อีกนับร้อย นั่นหมายความว่ามีเด็กยากจนในเมืองหลวงที่เข้าไม่ถึงการศึกษาของรัฐกว่าแสนคน

ขณะที่ในเมืองไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน เวลาพูดถึงเด็กที่ขาดโอกาสการศึกษา เรามักหมายถึงเด็กยากจนในชนบทโดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดารที่เข้าถึงยาก แต่ในพม่าปัญหานี้กลับเกิดกับเด็กกลางกรุง ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าในชนบท ปัญหานี้จะรุนแรงเพียงใด โชคดีที่ยังมีพระจำนวนมากใส่ใจกับเรื่องนี้ จึงมีโรงเรียนวัดเป็นจำนวนมากในต่างจังหวัด ประมาณว่ามีถึง ๑,๔๐๐ แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่มัณฑะเลย์ มีบางวัดจัดการศึกษาให้แก่เด็กถึง ๗,๐๐๐ คน

ท่านได้แง่คิดจากการไปสัมผัสกับพม่าอย่างไรบ้าง

คนพม่ากับคนไทยล้วนรักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกัน และต่างมีประวัติศาสตร์ร่วมกันหลายอย่าง
ไม่ใช่แค่ในด้านลบ เช่น ทำสงครามต่อกัน แต่ยังมีประสบการณ์ในด้านบวก เช่น ช่วยเหลือเกื้อกูลด้านศาสนาและวัฒนธรรม ประเทศไทยเป็นหนี้บุญคุณพม่าหลายอย่าง ทั้งด้านพุทธศาสนาและวัฒนธรรม รวมทั้งด้านธรรมชาติหรือนิเวศวิทยา แต่การเมืองในช่วงศตวรรษที่แล้วทำให้คนไทยเห็นพม่าเป็นศัตรู เราต้องสลัดภาพดังกล่าวทิ้งไป เพราะถึงที่สุดเราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน

ท่านคิดว่า คนไทยควรมองพม่าอย่างไร

เราควรรู้จักพม่าและคนพม่ามากกว่านี้ รู้จักเขาในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่แค่คนชาติพม่าเท่านั้น เพราะการรู้จักชนิดไปพ้นจากหัวโขนหรือสมมติจะทำให้เราเห็นเขาว่าไม่ได้ต่างจากเราเลย มีน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเหมือนเรา และยังจะเห็นใจเขามากขึ้น ที่ตกอยู่ภายใต้รัฐบาลที่ไร้มนุษยธรรม เมื่อเห็นใครทุกข์ เราย่อมอยากช่วยเหลือเขาให้ได้รับสุข อย่ามองคนพม่าที่มาอยู่เมืองไทยว่ามาเอาเปรียบหรือเป็นตัวปัญหา ที่จริงหากไม่มีเขา
เศรษฐกิจไทยก็จะลำบาก เพราะงานที่เขาทำนั้นคนไทยแทบไม่ทำกันแล้ว แม้แต่งานบ้าน การประมง ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ เราควรดูแลเขาให้ดี เพราะความดีที่เรามีต่อเขา จะเชื่อมเขาและเราให้เป็นมิตร เขาจะกลายเป็นเพื่อนบ้านที่ดี หากเขากลับไปพม่า เขาก็จะรักคนไทย และหากเขายังอยู่มีลูกหลานที่เมืองไทย ลูกหลานของเขาก็จะกลายเป็นคนไทยที่ดี เช่นเดียวกับลูกจีนที่เกิดเมืองไทย บัดนี้ได้กลายเป็น "ลูกจีนรักชาติ"เหมือนเราและหลายคนอีกมากมายที่อยู่แวดล้อมเรา

ท่านคิดว่า คนไทยสามารถช่วยเหลือชาวพม่าได้อย่างไรบ้าง

พวกเราในเมืองไทยที่เห็นใจในชะตากรรมของชาวพม่า แม้จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ได้มากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ ก็คือช่วยกันรักษาประกายแห่งความหวังดังกล่าวมิให้มอดดับ เพื่อให้เด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นความหวังอันสดใสของประเทศ ครั้งหนึ่งพวกเราเคยได้รับความช่วยเหลือจากนานาประเทศ จนเด็ก ๆ นับล้านพ้นจากภาวะขาดอาหาร มีอนามัยดีขึ้น และมีการศึกษาอย่างทั่วถึง วันนี้เป็นโอกาสที่เราจะยื่นมือไปช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่ลำบากกว่าเรา เพราะนี้คือเครื่องหมายแห่งความเป็นผู้เจริญที่แท้จริง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved