กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > โดย โรงเรียนรุ่งอรุณ

กลับหน้าแรก

วันที่ ๘ กรฏาคม ๒๕๕๐

โดย โรงเรียนรุ่งอรุณ รุ่งอรุณแห่งการศึกษา
เว็บไซต์ www.roong-aroon.ac.th

--------------------------------------------------------------

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

จะถามหลวงพี่ว่าหลวงพี่มองการศึกษาของไทยว่าปัจจุบันเป็นอย่างไร

- - พระไพศาล - -

มองว่าน่าเป็นห่วงนะ เพราะไม่ว่าจะดูในด้านความรู้ ในด้านคุณธรรม ในด้านวินัย นักเรียนนักศึกษาเวลานี้มีคุณภาพตกต่ำหมดทุกด้าน คือ ในเรื่องของคุณธรรมถดถอย เป็นเรื่องที่รู้มานานแล้ว แต่ระยะหลังยังพบว่าแม้แต่ความรู้ของนักเรียนก็ตกต่ำด้วย จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก อย่างที่เรารู้กันคือ ไม่ว่าคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัย คะแนนวัดผล ม.3 ม.6 ตกต่ำหมด เช่น นักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย จำนวน80- 90 เปอร์เซนต์ สอบได้ไม่ถึง 50 คะแนนจาก ๑๐๐ คะแนน ส่วน ม.6 ม.3 ก็เหมือนกัน คะแนนเต็ม 40 คะแนน ปรากฎว่า เฉลี่ยแล้วนักเรียนได้ประมาณ 15 คะแนนเท่านั้นเอง

ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับคุณภาพของครูและสถาบันการศึกษาด้วย เร็ว ๆนี้มีการประเมินคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา 200 กว่าแห่ง ปรากฏว่ามีไม่ถึงครึ่งที่ผ่านการรับรอง คือยังไม่ต้องพูดเรื่องคุณธรรม เอาแค่เรื่องความรู้ ซึ่งทำได้ง่ายที่สุดแล้ว คือใช้แค่หัวสมองเท่านั้น ก็ยังก็ตกต่ำถึงขนาดนี้ ก็ต้องเรียกว่าแย่กว่าเมื่อก่อน สมัยก่อนแม้การศึกษาจะยังไม่เจริญ โรงเรียนจะไม่ดี พ่อแม่ยังมีความรู้ไม่มาก แต่ว่าก็ยังทำหน้าที่อบรมด้านคุณธรรม ตอนนั้นสื่อมวลชนก็ยังไม่ได้เป็นตัวเร่งในทางบริโภคนิยมเหมือนกับตอนนี้ สมัยก่อนพ่อแม่ยังมีเวลาให้ลูก จึงมีอิทธิพลต่อลูกมาก ถึงแม้โรงเรียนจะไม่เข้มแข็ง แต่ครูก็มีเวลาให้กับนักเรียน เพราะอย่างน้อยนักเรียนก็ยังไม่มาก แต่เดี๋ยวนี้นักเรียนมีมาก อย่างโรงเรียนอัสสัมชัญ เดี๋ยวนี้ห้องหนึ่งมีนักเรียนเกือบ 60 คนเข้าไปแล้ว สมัยที่อาตมายังเรียนที่นั่น นักเรียนก็แค่ 40 คนเท่านั้น ครูจึงมีเวลาให้นักเรียน เดี๋ยวนี้นักเรียนเยอะมาก ฉะนั้นพูดเฉพาะตัวเลข ก็เห็นว่าคุณภาพของการศึกษาแย่ลง

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

ถ้าเกิดสมมติว่ายุคนี้เราส่งเสริมวิธีการเรียนการสอน ให้ฟื้นฟูเรื่องภาษาอังกฤษและเทคโนโลยีเพื่อจะได้เรียนรู้ได้เท่าทันแล้วนี่ จะมีผลต่อเรื่องของคุณธรรม มันไปด้วยกันได้ไหม มันจะช่วยทำให้ตัวคุณธรรมดีขึ้นไหม เพราะว่าตอนนี้โรงเรียนวัดหลายที่ในระบบการศึกษาของโรงเรียนรัฐบาล ก็เริ่มส่งเสริมในเรื่องเทคโนโลยีกันเยอะๆ

- - พระไพศาล - -

เทคโนโลยีเป็นแค่ปัจจัยรอง ในการเรียนรู้ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่สิ่งที่เป็นนามธรรม หรือคุณภาพของคน เช่น ความใส่ใจของครู ความใฝ่รู้ของนักเรียนรวมทั้งวินัยด้วย พอไปเน้นเรื่องเทคโนโลยี ปัจจัยด้านนามธรรมหรือคุณภาพของคน ก็เลยถูกมองข้ามไป รวมทั้งกระบวนการหรือกิจกรรม ที่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ก็ไม่ได้เน้น แต่ถ้านำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเสริมกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ทั้งด้านวิชาการและคุณธรรม ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

ควรจะทำยังไงดีค่ะที่จะก้าวให้ทันเรื่องพวกนี้ด้วย ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่เสียฐานในเรื่องคุณธรรม วัฒนธรรมของเรา

- - พระไพศาล - -

เราต้องพึ่งพาเทคโนโลยีให้น้อยลง ไม่ใช่เอะอะ อะไร พอจะปฏิรูปการศึกษาก็ต้องหาคอมพิวเตอร์ให้มากขึ้น มีอินเตอร์เน็ตให้มากขึ้น คิดแค่นี้ก็ยากที่จะพัฒนาคุณภาพของนักเรียนได้ แต่ถามว่าทำไมคิดอย่างนี้ เพราะว่าผู้บริหารจะได้มีงบประมาณเพิ่มขึ้น ได้ค่าคอมมิชชั่นมากขึ้น ใช่ไหม คนเดี๋ยวนี้ไม่คิดจะหาทางออกโดยที่ไม่ต้องใช้เงิน คิดแต่จะใช้เทคโนโลยีเป็นคำตอบ แต่ไม่สนใจที่จะพัฒนากระบวนการที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้โดยที่ไม่เน้นเรื่องของวัตถุ วัสดุ อุปกรณ์

ถ้าใช้วัสดุ อุปกรณ์อย่างพอดีมันก็จะเกิดประโยชน์ใช่ไหม แต่ว่าตอนนี้เรามองข้ามปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับนักเรียน ผู้บริหารการศึกษาควรคิดให้มากขึ้นว่า ควรมีกระบวนการใดบ้างที่จะทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์กันระหว่างครูกับครู ครูกับนักเรียนและนักเรียนกับนักเรียน อันนี้ต้องอาศัยกระบวนการกลุ่ม ต้องอาศัยกิจกรรม แต่ว่าพอครูไปเน้นการศึกษาที่ให้นักเรียนไปปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์หรีอเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ครูอาจจะสบาย แต่ว่ามันไม่เกิดพัฒนาการทางด้านสติปัญญาและคุณธรรม

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

ครูต้องเข้าใจในหลักพุทธศาสนามากๆ เลยในยุคนี้

- - พระไพศาล - -

ไม่จำเป็นนะ ขออย่างเดียวให้ครูมีน้ำใจ มีความเสียสละ คือพูดง่ายๆ มีสามัญสำนึก หรือcommon sense แค่นั้นเอง ไม่จำเป็นต้องรู้พุทธศาสนาก็ได้ เพราะยิ่งรู้อาจจะยิ่งมีปัญหา ยิ่งจะไปเคี่ยวเข็ญให้เด็กนั่งสมาธิ ใช่ไหม หรือไม่ก็เอาหลักปริยัติใส่เข้าไปในหัวเด็ก อริยสัจสี่มีอะไรบ้างใส่เข้าไป พรหมวิหารสี่มีอะไรบ้างใส่เข้าไป แต่ว่า นักเรียนไม่สามารถสัมผัสเมตตา กรุณาได้จากตัวครู นักเรียนก็เห็นแต่การพูดถึงเรื่องเมตตา กรุณา แต่ว่าครูก็ไม่แสดงความเมตตา กรุณา ต่อนักเรียน หรือมีเมตตาต่อครูด้วยกัน ครูอาจจะพูดเรื่องสังคหวัตถุสี่ แต่ไม่มีสิ่งเหล่านี้ให้นักเรียนสัมผัสจากชีวิตประจำวัน นักเรียนก็ไม่เกิดการเรียนรู้หรือซึมซาบคุณธรรมเหล่านั้น

เรื่องแบบนี้ต้องอาศัยปฏิสัมพันธ์ ระหว่างคนกับคนเป็นหลัก เพราะว่าคุณธรรม ซึ่งรวมถึงความมีวินัย ความอดทน ความขยันหมั่นเพียร ความตรงต่อเวลา สิ่งเหล่านี้มันต้องเกิดจากการเห็น และสัมผัสจากคนด้วยกัน สิ่งเหล่านี้คอมพิวเตอร์สอนไม่ได้ อาจจะช่วยได้ในแง่ของการฉายหนังของคนเสียสละอย่างสารคดี “คนค้นคน” แต่มันไม่กินใจเท่ากับปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล รวมทั้งการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์

ประสบการณ์คืออะไร ก็อย่างเช่นไปเดินป่า หรือไปทำอะไรร่วมกัน แล้วก็เอาประสบการณ์เหล่านั้นมาไตร่ตรองให้เกิดปัญญา หรือเวลาเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ระหว่างการเรียนรู้จากตำรากับการได้ลงมือทำ อย่างหลังจะให้ผลที่ยั่งยืนมากกว่า เพราะเกิดจากประสบการณ์ เมื่อเราไม่ได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมหรือประสบการณ์ แต่เรียนรู้ผ่านตำราหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นความรู้ชั้นสอง มันก็ไม่เกิดการเติบโตเท่าไหร่ในทางสติปัญญาและในทางคุณธรรม

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

ระบบการศึกษาที่เป็นอยู่อย่างนี้ มันจะไปส่งผลถึงปัญหาของสังคมในการเรียนหรือเปล่าครับ

- - พระไพศาล - -

มันส่งผลมากเลย คือระบบการศึกษาเป็นผลสะท้อนจากปัญหาสังคมที่มากระทบกับนักเรียน ส่วนนักเรียนซึ่งเป็นผลผลิตของการศึกษาก็ไปก่อปัญหาแก่สังคม ไม่ว่าในเรื่องของความซื่อสัตย์ ในเรื่องของคุณธรรม ในเรื่องของการเสพ การบริโภค

อาตมามองว่า เรื่องคุณภาพครู สำคัญที่สุด ถ้าจะแก้ต้องแก้ที่ครูก่อน ทีนี้คุณภาพของครูมันก็ไปโยงกับระบบราชการหรือระบบแบบราชการ ซึ่งอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะเป็นระบบที่อิงอำนาจนิยม ไม่ใช่ระบบคุณธรรม มันเป็นระบบที่ไม่ได้พัฒนาคุณภาพคน ก็เลยไม่รู้ว่าจะพัฒนาคนอย่างไร

ทีนี้ระบบการศึกษาเวลานี้ผูกโยงกับการเมือง ผูกโยงกับระบบเศรษฐกิจเสียมาก จึงทำให้การปฏิรูประบบราชการโดยเฉพาะในแวดวงการศึกษาเป็นไปได้ยาก แม้จะมีการแยกออกมาเป็นเขตพื้นที่การศึกษา ก็ไม่ได้ช่วยมากเท่าไหร่ ที่แน่ๆคือการพัฒนาคุณภาพครูยังไปไม่ถึงไหน ทุกวันนี้แวดวงครูก็เหมือนกับแวดวงพระ คือส่วนใหญ่ได้แต่คนมีคุณภาพต่ำมาอยู่ หรือคนที่ไม่มีทางไป ครูก็เลยสร้างปัญหาให้แก่นักเรียนมาก

อย่างเช่นเมื่อวานนี้ อาตมาไปนครสวรรค์ ก็มีผู้ปกครองมาเล่าให้ฟังว่า เขาเอาลูก 7 ขวบออกจากโรงเรียนแล้ว ส่วนลูกคนเล็ก 3 ขวบก็กำลังจะออกจากโรงเรียน เด็กเขารักศิลปะ ชอบวาดรูป แต่มีวิธีการวาดรูปไม่เหมือนครู เขาไม่ได้วาดรูปอย่างที่ครูสอน ครูวาดข้างหน้าก่อน แต่เด็กวาดข้างหลังก่อน ครูก็ไม่พอใจ บังคับให้เด็กวาดเหมือนครู

เวลาครูสอน ก.ไก่ ข.ไข่ พอถึง น.หนู เด็กพูดว่า น.หนูขวักไขว่ ครูก็บอกว่าไม่ได้ ต้องน.หนูเฉย ๆ ครูไม่ยอมให้เด็กพูด น.หนูขวักไขว่ ครูไม่เข้าใจว่า จะเป็นน.หนู หรือ น.หนูขวักไขว่ ก็ตาม ถ้าเด็กรู้จักตัว น.หนูก็พอแล้ว ใช่ไหม เด็กจะวาดเหมือนหรือไม่เหมือนครู ก็ไม่สำคัญ ขอให้เด็กอยากวาดรูป ก็พอแล้ว จะวาดข้างหน้าไปข้างหลัง หรือหลังไปหน้า จะวาดจากซ้ายไปขวา หรือจากขวาไปซ้าย มันไม่สำคัญ แต่ครูไม่เข้าใจ ต้องการให้เด็กวาดหรือพูดเหมือนครู จึงทำให้เด็กมีความทุกข์มาก ครูไม่ชอบเด็กนักเรียนคนนี้ เด็กก็เลยบอกแม่ว่าครูคนนี้เป็น เป็นซาตานติงต๊อง

ส่วนลูกอีกคนหนึ่งอายุ ๗ ขวบ พอจะไปโรงเรียนก็เป็นไข้ พอแม่เอาออกจากโรงเรียนแล้วก็ไม่เคยเป็นไข้เลย คือเด็กมีความทุกข์มากที่ต้องไปโรงเรียน ส่วนหนึ่งก็เพราะมีปัญหากับครู ครูต้องการบังคับเด็กให้ทำทุกอย่างเหมือนครู ครูไม่มีสามัญสำนึก ว่าเด็กจะพูด น.หนูหรือน.หนูขวักไขว่ ไม่ใช่ประเด็นเลย เด็กจะเขียน ก.ไก่ อย่างนี้ หรืออย่างไหนก็ตาม ถ้าเขียนให้เป็นตัว ก็ใช้ได้แล้ว แต่ครูไม่เข้าใจ ทำไมต้องบังคับให้เด็กเขียน ก.ไก่ อย่างนั้นอย่างนี้ด้วย ใช่ไหม

อาตมาสงสัยว่าครูไปเอาความคิดนี้มาจากไหน ความคิดที่ต้องการจะไปควบคุมเด็กให้เป็นไปตามใจฉัน โดยที่ไม่สนใจว่า เขียน ก.ไก่ แบบไหน ถ้าเขียนเป็นก็ได้ทั้งนั้น นี่เป็นเรื่องพื้นฐานซึ่งอาตมาเข้าใจว่าเป็นปัญหาของโรงเรียนทั่วไป อาตมาถึงบอกว่าเอาแค่ครูมีสามัญสำนึกก็พอ ถ้าไม่มีสามัญสำนึก ทุกอย่างก็กลายเป็นติดกรอบ เน้นการใช้คำสั่ง นักเรียนต้องทำตามฉัน ถ้าไม่ทำตามฉัน เธอเดือดร้อน

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

ส่วนที่เป็นความรู้ และความรู้ที่นักเรียนควรจะเรียนเป็นอย่างไร บางทีนักเรียนเค้าถาม ไม่รู้ได้ไหมครู เรื่องนี้เรียนไปหนูก็ไม่รู้เอาไปทำอะไร เรียนแล้วก็มีความทุกข์เปล่าๆ ที่นี้เราก็มาทบทวน ว่าเราสอนในสิ่งที่เป็นความรู้ที่เขาอาจนำไปใช้ในวันข้างหน้า เราก็ได้แต่อธิบายไปอย่างนี้ แต่ความรู้จริงๆที่เขาเรียนไปแล้วมีความสุขไปด้วย ได้ใช้จริงๆด้วย ตรงนี้พระอาจารย์มองว่าเป็นอย่างไร

- - พระไพศาล - -

ความรู้มันมีหลายแง่ ความรู้ในเชิงวิชาก็อย่างหนึ่ง ความรู้ในเชิงประสบการณ์ก็อย่างหนึ่ง เช่น ความรู้ในเรื่องของความสุข ความรู้ในเรื่องของความรัก ความรู้ในเรื่องของการทำงานอย่างมีความสุข มันก็เป็นความรู้ได้ แต่ไม่เคยมีการสอน ถึงแม้เราจะมีวิชาศีลธรรม วิชาสร้างเสริมประสบการณ์อะไรก็ตาม

ความรู้มีหลายแง่หลายด้าน ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเราสามารถเชื่อมโยงให้มาสัมพันธ์กับชีวิต หรือให้มาสัมพันธ์กับตัวเองได้มากแค่ไหน เช่น ลองถามเด็กๆดูว่า อยากรู้เรื่องอะไร เด็กอยากทำอะไร และถ้าจะทำให้ได้ดี เด็กควรจะรู้อะไรบ้าง เด็กอาจจะอยากวาดรูปให้เก่ง ให้ดี ก็ลองช่วยให้เด็กพบว่าวาดรูปที่ดีต้องรู้อะไรบ้าง เช่น ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติบ้าง เรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์บ้าง เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์บ้าง พูดง่ายๆ คือครูสามารถจะโยงสิ่งที่เด็กอยากรู้อยากทำให้เข้ากับวิชาการต่าง ๆ ได้มากมาย

อาตมาคิดว่าถ้าเราเข้าใจว่าความรู้มีหลายแง่หลายด้าน เราก็จะโยงให้สัมพันธ์กันได้ เพราะ แม้แต่การทำนา ก็ต้องโยงกับเรื่องสิ่งแวดล้อม นิเวศวิทยา โยงกับวิทยาศาสตร์ โยงกับประวัติศาสตร์ ถ้าสามารถทำให้เด็กเห็นว่า ความรู้ทั้งหลายถ้าจะรู้ให้ลึกซึ้งหรือเจนจบ ก็ต้องโยงกับความรู้อื่น ๆ ด้วย ถ้าเด็กเห็นอย่างนี้ เด็กก็จะเกิดฉันทะที่จะเรียน อย่างการ์ตูนญี่ปุ่น บางเล่มก็ดี ทำให้เห็นเลยว่าคนเราจะทำอะไรสักอย่างให้ได้ดี ก็ต้องรู้ให้ลึกซึ้ง และรู้กว้างด้วย ถ้าจะบรรลุถึงความสุดยอดมันต้องรู้เยอะมากเลย

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

พระอาจารย์ค่ะ เมื่อกี้ที่พระอาจารย์ว่าความสุข ความสุขที่ว่านี้พระอาจารย์พอจะอธิบาย ขยายความได้ไหมค่ะ ว่ามันเป็นความสุขแบบไหน งั้นเด็กก็เหมือนกับว่าเล่นเกมส์มีความสุข ไม่ทำการบ้านมีความสุข

- - พระไพศาล - -

เด็กส่วนใหญ่เข้าใจว่าความสุขเกิดจากการเสพ และการเสพก็เกี่ยวกับวัตถุ การเล่น การ shopping การดูหนัง การกิน ซึ่งเป็นเรื่องการเสพทั้งนั้น แต่เด็กไม่เห็นว่ามีความสุขที่อยู่เหนือการเสพ หรืออยู่เหนือวัตถุ เช่น ความสุขจากการที่ได้ช่วยเหลือกัน ความสุขที่เกิดจากการช่วยเหลือเพื่อน ช่วยเหลือสัตว์ ความสุขที่เกิดจากการได้ทำงาน แล้วเกิดความภาคภูมิใจ ความสุขที่เกิดจากการมีใจที่สงบ อันนี้เราก็ต้องนำให้เด็กไปสัมผัสกับประสบการณ์เหล่านี้

ครูอาจถามเด็กว่า เวลาทำการบ้านที่ยากๆ แล้วทำจนเสร็จ เด็กรู้สึกยังไง ภูมิใจไหม หรือว่าเวลาเด็กได้ทำอะไรให้พ่อแม่ ทำอะไรให้โรงเรียน เด็กมีความสุขไหม ถามเด็กว่า เวลาเขาผ่านประสบการณ์เหล่านี้แล้วเขารู้สึกยังไง ทัศนคติหรือความรู้ทำนองนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องผ่านการทำกิจกรรม ผ่านประสบการณ์ แล้วมีการชี้แนะให้เด็กหันมาไตร่ตรองประสบกาการณ์เหล่านั้น เช่นถามเขาว่าหลังจากที่ได้ทำแล้ว เขามีความสุขหรือเปล่า เวลาไขปริศนาที่ยาก ๆ ได้ มีความสุขไหม ครูอาจพาเด็กไปสัมผัสธรรมชาติ แล้วถามเด็กว่ารู้สึกอย่างไร มีความสุขหรือเปล่า ครูต้องช่วยให้เด็กคิด ด้วยการตั้งคำถาม บางทีเด็กมองไม่เห็นหรอก เพราะว่าลืมไปแล้ว แต่ถ้าเราถามเขา เขาอาจได้คิด เมื่อหันมาไตร่ตรองย้อนดูตัวเอง เด็กก็อาจจะเห็นได้

ขณะเดียวกัน ถ้าเด็กบอกว่า เขามีความสุขจากการเสพ การบริโภค ต้องถามให้เด็กคิดว่า แล้วมันมีความทุกข์บ้างไหม เขามีความกังวลไหมเวลาไม่ได้อย่างที่อยาก หรือพอได้มามากๆ เขามีความเบื่อไหม แค่ชี้ให้เด็กเห็น เด็กก็อาจพบคำตอบด้วยตัวเองว่า สิ่งเสพ สิ่งบริโภค ก็มีความทุกข์เจือปน เด็กอยากไป shopping ครูก็ลองถามว่าการ shopping มีข้อเสียตรงไหนบ้าง ก่อปัญหาอะไรบ้าง บางทีเด็กไม่เคยคิด หรือเด็กมองไม่เห็น ก็เพราะว่าไม่มีคนชี้แนะ เราจึงควรทำหน้าที่เป็นผู้กระตุ้นให้เขามองเห็นด้วยตัวเอง การแนะนำเขาให้มาไตร่ตรองประสบการณ์ที่มีอยู่แล้วในตัวเขา ก็จะช่วยให้เขาเกิดความรู้ใหม่ขึ้น นี่เรียกว่าเรียนรู้ผ่านประสบการณ์

แต่จะทำอย่างนี้ได้ ครูเองก็ต้องมองเรื่องนี้ให้เป็นก่อน รู้จักตั้งคำถามกับตัวเอง และพบคำตอบด้วยตัวเอง ถึงจะชี้แนะเด็กได้ ถ้าครูเรียนรู้ด้วยตัวเอง ก็สามารถที่จะนำเด็กได้ไม่ยาก อันนี้ครูก็ต้องเป็นแบบอย่างด้วย แม้กระทั่งวิชาความรู้ ครูก็สามารถที่จะเชื่อมโยงวิชาการด้านต่าง ๆ ให้สัมพันธ์กันได้ เมื่อเห็นความเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์แขนงต่างๆ ระหว่างศาสตร์หรือวิชาที่ตัวเองสอนกับวิชาอื่นๆ ที่เด็กเรียน และขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงระหว่างวิชาที่ตัวเองสอนกับชีวิตของเด็ก หรือชีวิตของตัว มันก็จะช่วยทำให้เด็กเกิดความคิดที่แตกแขนงและเกิดความใฝ่รู้มากขึ้น

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

ถ้างั้นครูก็ต้องฝึกตัวเองเยอะเลยใช่ไหม ที่จะพาตัวเองไปมองให้เห็นความเชื่อมโยงของวิชา หลวงพี่พอมีแนวทางแนะนำ

- - พระไพศาล - -

ความจริงไม่ได้แยกเป็นวิชาอยู่แล้ว ความรู้ต่างหากที่ถูกแยกเป็นวิชา ถ้าอยากรู้ความจริงก็ต้องไม่ติดกับวิชาที่เรียน เช่น จะศึกษาประวัติศาสตร์ให้ได้ดี คุณก็ต้องรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ อย่างเช่นอาตมาจบประวัติศาสตร์มา จะรู้เรื่องสังคมไทยสมัยอยุธยาได้ ก็ต้องเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองสมัยนั้น รวมทั้งเข้าใจเรื่องสังคมวิทยาด้วย ใช่ไหม ถึงจะเข้าใจความเป็นไปในยุคนั้นได้ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณจะเรียนประวัติศาสตร์ให้ดี คุณก็ต้องมีความรู้ในเรื่องวิชาการต่างๆมาก ถ้าคุณรักวิชาประวัติศาสตร์ คุณก็จะรักวิชาอื่นด้วย อยากจะรู้แม้กระทั่งวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะว่าคุณก็จะสนใจประวัติศาสตร์การแพทย์ด้วย คุณจะสนใจประวัติศาสตร์เศรษฐกิจด้วย ว่ามันเป็นมายังไง ถ้าคุณรักประวัติศาสตร์ คุณจะสามารถเชื่อมโยงกับศาสตร์แขนงต่างๆได้ อาตมามองไม่เห็นว่าไม่มีวิชาใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิชาประวัติศาสตร์เลย แม้กระทั่งศิลปะ อาตมาก็ชอบดูศิลปะเพราะมันสะท้อนประวัติศาสตร์ของยุคต่าง ๆ ได้ มันไม่มีเส้นแบ่งแล้วตอนนี้ ถ้าคุณชอบประวัติศาสตร์

ในทำนองเดียวกัน ถ้าคุณสนใจเศรษฐศาสตร์ คุณก็ต้องสนใจประวัติศาสตร์ คุณจะได้เข้าใจว่า ในอดีตทฤษฎีต่างๆมันสำเร็จหรือล้มเหลวยังไงบ้าง เช่น ถ้าคุณศึกษาเศรษฐศาสตร์ คุณก็ต้องรู้ว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน คนไม่ได้เชื่อเรื่องตลาดเสรี เขาเชื่อเรื่องการแทรกแซงจากรัฐ จนกลายเป็นกระแสหลักของสังคม แต่มาถึงจุดหนึ่ง ทฤษฎีนี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ เพราะอะไร มันมีความผิดพลาดที่ตรงไหน ถ้าเข้าใจตรงนี้ ก็จะเข้าใจได้ว่าทำไมแนวคิดเรื่องตลาดเสรีถึงมาแรงตอนนี้

คือถ้าสนใจวิชาใดก็ตาม มันก็จะโยงไปสู่วิชาอื่นๆได้มาก แม้กระทั่งศิลปะ หรือดนตรี ถ้าคุณเรียนดนตรี แต่ไม่มีมิติของประวัติศาสตร์เลย คุณก็เป็นนักดนตรีที่ดีไม่ได้ คุณไม่รู้ว่าบีโธเฟ่น โมสาร์ต หรือบาคเขาแต่งเพลงอะไรบ้าง ทำได้อย่างไร อะไรผลักดันให้เขาสร้างสรรค์ผลงานแบบนี้ออกมา ลองเราสังเกตคนอย่าง ไอสไตน์ เขามีความรู้รอบตัวมาก หรืออย่าง อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล เขามีความรู้กว้างขวาง คนที่ถึงจุดสุดยอดในวิชาการของเขา เขาจะรู้หลายแขนงวิชามาก

คุณลองศึกษาชีวิตและงานของนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลหลายคน เขาจะรู้วิชาการด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากวิชาของเขาเยอะมาก และวิชาหนึ่งที่เขามักจะรู้ก็คือประวัติศาสตร์ในวงการของเขา เวลาคนเหล่านี้เขียนหนังสือ ถ้าไม่เขียนเรื่องวิชาการแล้วจะเขียนสนุก จะมีเกร็ดจากศาสตร์แขนงต่าง ๆ แทรกเข้ามา เขาจะไม่เจนจบเฉพาะวิชาที่เขาเรียนมา แต่จะรู้วิชาการแขนงต่าง ๆ ด้วย เนื่องจากเขาเป็นคนรักวิชานั้น เขาก็จะพยายามศึกษาแตกแขนงออกไปเรื่อยๆ ว่าวิชานี้มันไปเกี่ยวกับอะไรๆบ้าง แล้วก็จะศึกษาต่อ อย่างสตีเฟ่น ฮอกินส์ ผู้เขียนเรื่อง “ประวัติย่อของกาลเวลา” อ่านหนังสือของเขาจะรู้เลยว่าเขารู้เยอะมาก เขาไม่ได้รู้เฉพาะฟิสิกส์หรือดาราศาสตร์เท่านั้น แต่จะรู้เรื่องอื่น บางทีก็พูดถึงเชคสเปียร์ พูดถึงเดส์กาตส์ งานของเขาจึงมีรสชาดมาก พวกนี้จะรู้วรรณคดีมาก เอาเชคสเปียร์มาอ้างอิงได้ง่ายๆ

แต่นักวิทยาศาสตร์ของเราไม่รู้เรื่องสุนทรภู่ ไม่รู้เรื่องเจ้าฟ้ากุ้ง พวกเราศึกษาแบบเป็นผู้ชำนาญการ หรือ technocrat แต่ไม่ได้เป็นผู้รู้ ผู้รู้ก็คือปราชญ์ ปราชญ์กับ technocrat มันต่างกัน technocrat รู้เฉพาะเรื่อง ส่วนปราชญ์นั้นเป็นผู้ใฝ่รู้ ไม่ใช่เพราะจำเป็นต้องรู้ แต่เพราะอยากจะรู้ เพราะมันสนุก เพราะมีความใฝ่รู้อยู่ นี้เป็นคุณสมบัติที่ครูควรสร้างให้แก่นักเรียน เพราะถ้ามีความใฝ่รู้แล้ว เด็กก็จะไปหาความรู้ด้วยตัวเอง เด็กก็จะเกิดความสนุกในการค้นคว้าหาความรู้ พอสนุกกับการหาความรู้ ก็จะเกิดความใฝ่รู้เพิ่มขึ้น บางทีเด็กไม่ต้องไปเที่ยวไปเล่น แค่ไปศึกษาหาความรู้ เด็กก็มีความสุขแล้ว พอเด็กพบความสุขจากการค้นคว้า ความสุขจากวัตถุ จากหนัง ก็จะมีรสชาดน้อยลง การอ่านหนังสือกลายเป็นความสุของเขา เป็นความผ่อนคลายของเขา ส่วนการเผยแพร่ เป็นผลพลอยได้ แต่ต่อไปจะมีปัญหาว่าใฝ่รู้มากเกินไปจนกระทั่งที่บ้านไม่มีที่เก็บหนังสือ

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

ในตอนนี้ มันกลับกันนะครับ ตอนนี้เด็กรู้สึกอ่านหนังสือวิชาการเป็นภาระ

- - พระไพศาล - -

ถ้าจะให้รู้จริงก็ต้องรักการอ่าน ต้องมีความสุขในการเรียนรู้ แต่เดี๋ยวนี้เด็กพบว่าการอ่านหนังสือวิชาการ กลายเป็นภาระ ครูเป็นคนสำคัญมากที่จะทำให้เด็กมีความใฝ่รู้ อย่างอาตมาเริ่มชอบวิทยาศาสตร์ตอนอยู่ ป.6 ป.7 เพราะได้ครูที่สอนให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น ครูตั้งคำถาม พูดให้เราสนใจ บางทีก็พูดเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่ไม่เกี่ยวกับวิชาวิทยาศาสตร์ แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่เราไม่เคยรู้หรือไม่เคยคิดมาก่อน เช่นครูบอกว่า คนสมัยนี้ขี้เกียจ เราก็แปลกใจ ขี้เกียจยังไง ครูก็อธิบายว่าเพราะคนสมัยนี้ชอบหาเครื่องทุ่นแรง ชอบประดิษฐ์โน่นประดิษฐ์นี่เพื่อจะได้ไม่ต้องเหนื่อย เช่น รถยนต์ก็เกิดจากความขี้เกียจ ตอนแรกเรานึกว่าคนสมัยนี้มันขยัน แต่ครูสอนอีกแง่มุมหนึ่งว่า คนเราขี้เกียจ ก็เลยผลิตอะไรมาต่างๆ มากมายเพื่อจะได้ไม่ต้องออกแรง

ครูเขาสอนให้เราเห็นมุมต่างๆที่เราไม่เคยเห็น แล้วเกิดความฉงนสงสัยขึ้นมา แล้ววิทยาศาสตร์ของครูก็สนุก ตื่นเต้น อีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากการที่ครูให้เสรีภาพในการคิด คือ ไม่มีกรอบ ก็เลยสนุกในการคิดการทำ แต่ถ้าทำอะไรให้มันมีกรอบขึ้นมาเด็กก็จะเกร็ง

พอขึ้น ม.1 ม.2 ก็ชอบเรียนวิชาภาษาไทย เพราะครูสอนสนุก ครูสอนให้รู้ว่า เธอไม่ต้องท่องจำหรอก ภาษาไทยมันก็มีหลักของมันอยู่ พอจับหลักได้ ก็สนุกแล้วคราวนี้ แต่ถ้าทำให้เป็นเรื่องท่องจำแล้ว ก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่สนุกเลย กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ รู้สึกว่ามันไม่ make sense สำหรับเรา แต่คนเราอาจไม่เหมือนกัน อย่างอาตมาอาจเป็นคนที่ชอบเหตุผลก็ได้ แต่เด็กบางคนก็ชอบท่อง

แต่พูดโดยทั่วไปแล้ว อาตมาคิดว่าการท่องไม่มีใครชอบหรอก แต่ที่ท่องก็เพราะว่าไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีกว่าการท่อง การท่องก็เลยเป็นวิธีเอาตัวรอดอย่างหนึ่งของเขา แต่ลึก ๆ เขาอาจคิดว่า ที่จริงฉันก็วาดรูปสวยนะ ฉันก็แต่งกลอนเพราะนะ แต่พอวาดรูปแล้ว ครูกลับบอกว่า เธอวาดรูปไม่ได้เรื่อง เพราะเธอวาดรูปไม่ถูกตามแบบ เด็กก็เลยไม่อยากวาดรูป เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้เรื่องอย่างที่ครูว่าจริง ๆ

การแต่งกลอนก็เช่นกัน ครูภาษาไทยมักสอนให้แต่งกลอนตามฉันทลักษณ์ แต่พอแหวกแนว ครูก็ไม่ชอบ อย่างคุณอังคาร กัลยาณพงศ์ กว่าจะเป็นที่ยอมรับของสังคม จนมีความมั่นใจในฉันทลักษณ์ของแกได้ ถูกวิจารณ์มาก แม้กระทั่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ยังว่ากลอนคุณอังคารไม่ได้เรื่อง เพราะไม่เดินตามฉันทลักษณ์ ไม่มีสัมผัสนอกสัมผัสในอย่างที่เขาทำกัน อาศัยว่าคุณอังคารมีคนสนับสนุน มีคนเข้าใจ อย่างหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ และอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ก็ทำให้เขียนกวีนิพนธ์อย่างเป็นตัวของตัวเองได้ คนที่จะเขียนบทกวีแบบนี้ออกมาได้ ต้องมีความมั่นใจ ต้องมีความเชื่อที่แรง ถึงจะกล้าท้าทายกรอบ แต่ปัญหาก็คือ นักเรียนเก่งๆ ถูกตีกรอบ ทำให้เขาไม่มีความสุข และไม่กล้าที่จะสร้างสรรค์

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

ถึงแม้บางคนจะไม่ชอบท่อง แต่การท่องก็จำเป็นหรือเปล่าค่ะ

- - พระไพศาล - -

ใช่ แต่ถ้าเด็กมีฉันทะ เด็กก็จะท่องได้ อย่างเช่น อาตมามีฉันทะทางประวัติศาสตร์ อาตมาก็จะพยายามจำปีพ.ศ. หรือจำเหตุการณ์ เพราะว่ามันจะได้เชื่อมโยงกันได้ เพราะบางทีเรามานึกย้อนเหตุการณ์ เราจำไม่ได้ว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นตอนไหน ในยุคใด ทำให้เรามองเหตุการณ์นั้นไม่แตก เมื่อเราจำไม่ได้ก็ต้องกลับไปค้นหนังสือ ซึ่งเสียเวลา ในที่สุดเราก็พบว่าจำเอาดีกว่า คือถ้าเรามีฉันทะในการจำ มีฉันทะในวิชานั้น การจำก็จะกลายเป็นความจำเป็นที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับเรา เผลอๆ มันจำไปเองโดยอัตโนมัติ แต่ว่าฉันทะในการจำก็ต้องคู่กับความมีวินัยด้วย เพราะว่าถ้าไม่มีวินัย ไม่ยอมอดทนที่จะจำ ท่องได้ไม่นานก็เบื่อแล้ว

แต่ก็ยอมรับว่าคนสมัยนี้ความจำแย่มาก ที่อังกฤษเขาเพิ่งทำวิจัย เป็นข่าวเมื่อไม่กี่วันมานี่ เขาพบว่า คนอายุ 30 ปีลงมาที่นิยมใช้ organizer หรือโทรศัพท์มือถือ ประมาณ 5 เปอร์เซนต์จำวันเกิดเพื่อนไม่ได้เลย มากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จำวันเกิดเพื่อนได้ไม่ถึง 3 คน ตรงกันข้ามกับคนที่อายุ 50 ปีขึ้นไป จำวันเกิดเพื่อนได้ 6 คนโดยเฉลี่ย

เดี๋ยวนี้เทคโนโลยี่มันบั่นทอนสมรรถภาพของคนมาก แม้กระทั่งความจำ ทำให้ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี่ ก็เลยสูญเสียอิสรภาพ แม้แต่เบอร์โทรศัพท์ของตัวก็ยังจำไม่ค่อยได้ บ้านเลขที่ของตัวก็จำไม่ได้ มีคนจำนวนไม่น้อยจำบ้านเลขที่ของตัวไม่ได้ เมื่อก่อนจำได้ เบอร์เพื่อนเป็นสิบ ๆ จำได้หมด แต่เดี๋ยวนี้ลองถามบ้านเลขที่ของเด็ก บางทีเด็กจำไม่ได้

เดี๋ยวนี้คนไม่เห็นโทษของความสบาย คนไม่เห็นโทษของชีวิตที่สบาย ที่พรั่งพร้อมบริบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น เดี๋ยวนี้คนไม่มีที่เก็บทรัพย์สมบัติ คนที่ชอบ shopping ของมากมายที่ซื้อมา มันกินพื้นที่ในบ้าน จนไม่มีที่นอนก็มี ไม่มีที่ที่จะทำกิจกรรมกับเพื่อน กับคนในครอบครัว ผู้คนเสียเวลาไปไม่น้อยกับการดูแลของพวกนี้ คนสมัยนี้ก็เลยมีปัญหาว่าไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่คุณมีเครื่องทุ่นเวลาเยอะเลย แต่คุณไม่มีเวลา มันเป็นเพราะอะไร

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

เด็กที่มาจากครอบครัวที่พร้อมมากๆ เขาจะมีอาการแบบไม่กระตือรือร้นอะไรทั้งสิ้นเลย ไม่อยากเรียน ไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้นเลย พอวันหนึ่งบอกให้ทำกับข้าวเอง เขาตื่นเต้นมากเลย ให้ตำน้ำพริก สับหมู แค่นี้ เขาชอบใช่ไหม ก็ดีซิ เขารู้สึกภาคภูมิใจ เขาไม่เคยทำเลย ตอนแรกเขารู้สึกเกลียดมัน ทำไมต้องมาทำของเหม็นๆ แต่พอทำแล้วภาคภูมิใจตัวเอง แต่ดึงพลังเขาออกไม่ค่อยได้

- - พระไพศาล - -

เรื่องแบบนี้มันยากตอนที่จะกระตุ้นให้เขาลงมือทำ อย่างเช่น ปลูกป่า หรือ เดินธรรมยาตรา ตอนเริ่มลงมือทำ จะยากมาก แต่พอได้ทำสักพักก็จะรู้สึกสนุก อะไรก็ตามที่ต้องลงไม้ลงมือ หรือใช้แรงนี่ ใหม่ๆ อาจจะยาก แต่พอทำแล้วจะสนุก โดยเฉพาะถ้าทำเป็นกลุ่มจะสนุก ทำคนเดียวไม่สนุก

ดังนั้นการทำกิจกรรมต้องใช้กระบวนการกลุ่มถึงจะทำให้คนหลุดออกมาจากรังไหม คนชอบเก็บตัวเหมือนอยู่กับรังไหม อยู่ในเกราะของตัวเอง เหมือนดักแด้ไม่ยอมไปไหน จะดึงออกมาก็ยาก แต่พอออกมาแล้วสนุก ทุกเรื่องเลยนะ

มีคนจำนวนเยอะมากที่สนใจแต่การเรียนเพื่อจะได้แข่งขันกับคนอื่นได้ เลยไม่สนใจอย่างอื่น รวมทั้งพ่อแม่ด้วยก็สร้างรังไหมแบบนี้ให้เด็ก คือถ้าเด็กเปลี่ยนจากความรู้สึกจำเป็นต้องเรียน มากลายเป็นเรียนด้วยความรัก ด้วยฉันทะ ก็จะมีความสุขขึ้นเยอะ ถึงแม้ว่าเขาถูกบังคับให้เรียน แต่ว่าถ้าเขาเปลี่ยนมุมมองเปลี่ยนท่าทีเสียใหม่ให้มีความรักกับสิ่งนั้น หรือถึงแม้ไม่มีความรักกับสิ่งนั้น แต่อย่างน้อยเขามีวิชาบางวิชาที่เขารักเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจเขา มันก็ทำให้เขายังประคับประคอง หรือมีความพอใจกับการเรียน

อย่างเช่น เขาชอบไม่ชอบวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ แต่พ่อแม่บังคับให้เรียน เพราะอยากให้เรียนหมอ หรือเรียนวิศวะ ถ้าเขามีวิชาบางวิชาที่ชอบ เช่น ศิลปะ หรือวาดรูป มันก็ช่วยหล่อเลี้ยงให้เขาสามารถที่จะเรียนวิทยาศาสตร์ไปได้ เบื่อวิทยาศาสตร์ ก็มานั่งวาดรูป พอวาดรูปเสร็จ ได้ผ่อนคลาย ก็กลับไปเรียนใหม่ มันก็ทำให้การเรียนของเขามันไม่เหมือนกับตกนรก บางครั้งเราต้องมีอะไรซักอย่างเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจ คือมีความสุข แต่ว่าถ้าเกิดเขาชอบวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ คือการทำใจให้ชอบนี่ อาตมาคิดว่า ทำได้นะ ถ้าเขาสามารถที่จะโยงให้เห็นว่า มันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด มันไม่ได้เป็นเรื่องของการท่องจำ ไม่ได้เป็นเรื่องของวิชาอะไรที่แห้งๆ มันมีอะไรที่แยบคายซ่อนอยู่

อย่างมหาวิทยาลัยของฉือจี้ ประเทศไต้หวัน ซึ่งมีชื่อมาก ทำไมเขาถึงให้นักเรียนแพทย์เรียนการจัดดอกไม้ ชงชา เขียนพู่กัน วิชา 3 วิชานี้เรียนตั้งแต่ประถมไปจนถึงวิชาแพทย์เลยนะ เพราะว่ามันเป็นศิลปะ การแพทย์เป็นศิลปะอย่างหนึ่งแล้วเด็กพวกนี้เขาได้รู้ว่าการเรียนรู้ไม่ได้เกิดจากการจัดดอกไม้ หรืองานละเมียดละไมอย่างเดียว บางทีก็ต้องลงไปคลุกฝุ่น มือเปื้อน ตีนเปื้อน แยกขยะ หรือว่าขัดส้วม พวกนี้ประสบการณ์เขามีรอบตัว มีทั้งใช้มือ มีทั้งใช้สมอง มีทั้งใช้หัวใจ ครบ 360 องศา เป็นองค์รวม ซึ่งเป็นการพัฒนาบุคลิกอย่างรอบด้าน อาตมาคิดว่าวิธีแบบนี้สร้างความประทับใจให้แก่นักเรียนพอสมควร

แต่สมัยนี้ใช้แต่สมอง นักเรียนทำอะไรด้วยมือไม่เป็น ศิลปะก็ถูกมองข้ามไป กิจกรรมที่จะปฏิสัมพันธ์กันก็ไม่มี ก็เลยไม่เกิดบุคลิกที่รอบด้านหรือไม่เกิดการพัฒนาทักษะที่รอบด้าน

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

แต่กับเด็กๆ นี่ เนื่องจากอายุเขายังน้อย เขายังผ่านอะไรมาไม่มาก ทำอะไรมาไม่มาก จะทำอย่างไรที่จะชี้ให้เขาเห็นโทษจากความสะดวกสบาย เขาก็ยังชอบความสะดวกสบายอยู่ มันสนุกด้วย มันสะดวกด้วย

- - พระไพศาล - -

ตัวอย่างเช่น ถามเขาว่า ถ้าไม่มีมือถือแล้วรู้สึกยังไง แต่ก่อนไม่มีมือถือก็ปกติดี แต่เดี๋ยวนี้พอไม่มีมือถือแล้วรู้สึกยังไง เมื่อเรามีมือถือแล้ว ต่อไปไม่มีนี่ มันเกิดความทุกข์ขึ้นมา หรือมีของเยอะแยะ ก็ลองถามว่าเขา เคยนึกห่วงกังวลไหม มีปัญหาในการเก็บไหม ต้องดูแลมันหรือเปล่า หรือมีของเล่นเยอะ พอมันเกิดเสียไป หายไป รู้สึกยังไง คือให้เขาเห็นว่า มันมีอีกด้านหนึ่งที่เขาอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนจากการมีของพวกนี้ เช่น ทำให้เกิดความกังวล ทำให้เสียเวลา ของหายไปก็เสียใจ พอเพื่อนมาแตะต้องก็ไม่ได้ เกิดความกังวล เลยทะเลาะกับเพื่อนเรื่องของเล่น

ทั้งหมดนี้เขาสามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ของเขานี่ อาตมาคิดว่า เขาเคยผ่านประสบการณ์ที่สร้างความทุกข์ให้กับเขามาแล้ว แต่เขาอาจจะไม่ทันเฉลียวใจคิด ครูอาจให้เขาคิดเปรียบเทียบกับตอนที่เขาไม่ค่อยมีอะไรเลย เขาอาจจะได้คิดว่าพอมีเยอะๆ มันก็ทุกข์นะ พอเห็นว่ามีของมากแล้วก็ทุกข์ เขาอาจเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม

ที่จริงตัวเราก็เหมือนกัน ลองสังเกตดู สมัยที่เรามีของเยอะๆ กับสมัยที่เรามีของน้อยๆ ให้ความรู้สึกต่างกัน พอมีของเยอะ เพื่อนก็มายืม พอเพื่อนมายืม เราก็ทุกข์ใจ ใช่ไหม ไม่ให้ก็ไม่ได้

ทีนี้ลองให้เด็กพิจารณาดูว่า เวลาเขาให้ของเล่นแก่เพื่อนไปเลย เขารู้สึกยังไง หรือให้กับคนที่เขาไม่มี รู้สึกยังไง เวลาที่ผู้รับได้แล้วยิ้ม ใหม่ๆ อาจจะเสียดาย แต่พอเห็นผู้รับยิ้มอย่างมีความสุข ตัวเองก็พลอยมีความสุขไปด้วย ครูสามารถช่วยให้เขาเห็นความสุขจากการให้ แต่เวลานี้สิ่งที่ครูสอนกับสิ่งที่สังคมภายนอกพยายามป้อนเด็ก มันสวนทางกันหมด

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

หลวงพี่เขียนหนังสือเดือนละประมาณกี่เล่มครับ

- - พระไพศาล - -

เดือนละประมาณ 3-4 ชิ้น แต่ว่าพอรวมๆ กันแล้วเป็นปีก็ดูเยอะ ประมาณ 48 ชิ้น นี่เข้าขั้นเยอะนะครับ เดือนหนึ่งมีเวลาเขียนได้ 3-4 วันเอง จุดมุ่งหมายก็ฝึกฝน ขัดเกลา พัฒนาตน ลดละอัตตา ไปตามลำดับ เวลาตาย จะได้ตายอย่างสงบ ไม่ต้องทุรนทุราย และอาตมาคิดว่า ทำประโยชน์อะไรได้ก็ทำ ให้กับศาสนา ให้กับสังคม ก็มีเท่านี้

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

ตอนนี้หลวงพี่ทำอะไรบ้างครับ

- - พระไพศาล - -

ตอนนี้ทำงานให้กับเครือข่ายพุทธิกาเป็นเรื่องหลัก ทำเรื่องอบรม เผชิญความตายอย่างสงบ เรื่องฉลาดทำบุญ ทำจิตอาสา ที่เหลือก็เป็นงานด้านสันติวิธี อบรม บรรยาย นอกนั้นก็เป็นแบบพูดซะเยอะ พูดแล้วก็อบรมด้วย อบรมเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

ทำเรื่องพวกนี้ยากไหมครับอาจารย์

- - พระไพศาล - -

ยากตรงที่ต้องคิดค้นกระบวนการ ที่จะดึงเอาประสบการณ์เขาออกมา และทำให้เขาได้เห็นหรือเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น คือถ้าบรรยายไปอย่างเดียวมันง่าย พูดๆๆ แล้วก็จบ แต่เวลาทำกิจกรรม ต้องจัดกิจกรรม ซึ่งบางครั้งต้องใช้ความสด ต้องเดี๋ยวนั้น เพราะว่าไม่มีการเตรียมล่วงหน้า เขาพูดอะไรมา เราก็พยายามโยงให้เข้ากับประสบการณ์ที่เขามี ให้เขาเกิดแง่คิด ต้องใช้ประสบการณ์ ความสามารถ และก็อีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องชั่วโมงบิน ถ้าชั่วโมงบินน้อย มันก็ไม่มีความสด

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

เคยท้อบ้างไหมครับ

- - พระไพศาล - -

ท้อเหรอ น้อย ส่วนใหญ่ก็แค่เหนื่อย คือเราไม่ได้หวังอะไรมากอยู่แล้ว สมัยก่อนตอนหนุ่มๆ ก็อาจจะหวังเยอะ พออายุมากขึ้น ก็หวังน้อยลง มันเป็นปฏิภาคผกผันกับวัย

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

จากที่ผ่านมา ท่านอาจารย์คิดว่าได้ตามเป้าหมาย คือ รู้จักคิดมากขึ้น มากน้อยแค่ไหนค่ะ เช่นเรื่องไปอบรมเรื่องการเผชิญความตายอย่างสงบ เรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต

- - พระไพศาล - -

ก็ไปได้ในระดับหนึ่ง คือไม่ใช่ 30 วัน ที่ลงทุนลงแรง มันก็ได้พอสมควร แต่ว่า ถามว่ามันยั่งยืนไหม มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา มันขึ้นอยู่กับเขา ว่าเขาจะต่อยอดจากของที่เขาได้เรียนรู้มาแค่ไหน แต่เท่าที่สังเกต การอบรมเรื่องเผชิญความตายอย่างสงบ รู้สึกว่าจะได้ผลเป็นเรื่องเป็นราวมาก เพราะว่าส่วนใหญ่ เขาเอาไปใช้ในชีวิต เอาไปใช้ในวิชาชีพ กับคนอื่น แต่เรื่องอื่น มันก็ไม่แน่ เพราะบางทีอบรมไปก็ไม่ได้ใช้ก็มี หรือว่าลืมๆ ไป อย่างเรื่องการเผชิญความตายอย่างสงบ จริงๆ เราทำไปแล้ว เราก็ได้ด้วย

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

เรื่องการเผชิญความตายอย่างสงบนี่ทำอย่างไร

- - พระไพศาล - -

ช่วยเหลือผู้ใกล้ตาย บางทีก็ทำมรณสติ หรือว่าการจัดกิจกรรมสวมบทบาทเพื่อช่วยเหลือผู้ใกล้ตาย ไปเยี่ยมผู้ป่วยด้วย หรือบางทีก็ไปดูศพด้วย คราวที่แล้วก็ไปดูตอนที่เขากำลังผ่าอยู่พอดี ช็อคกันทั้งทีมเลย แต่ว่าก็ดีนะ เจอ surprise แล้วอึ้ง แต่พอผ่านมาได้ก็ชอบ ก็รู้สึกว่าเป็น highlight เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจ คือเราได้เรียนรู้ด้วย เขาก็ได้เรียนรู้ด้วย

- - ผู้สัมภาษณ์ - -

ท่านอาจารย์มองรุ่งอรุณเป็นอย่างไรบ้างค่ะ รบกวนเป็นกระจกสะท้อน

- - พระไพศาล - -

ที่ผ่านมาก็รู้สึกว่าเป็นทางเลือกที่ดี เป็นโรงเรียนทางเลือกที่พยายามแหวกกรอบการศึกษาที่ติดตัน อาตมาคิดว่า ถ้าจะให้ได้ผลต้องมีความสืบเนื่อง เพราะว่างานที่เราทำ มันเป็นงานยาก คือการสร้างกิจกรรมให้เกิดการเรียนรู้ มันต้องมีการทำอยู่เรื่อยๆ มันไม่มีสูตรสำเร็จรูป และก็ต้องอาศัยความสดหรือความใหม่อยู่เสมอ จะทำได้ดีถ้าทำด้วยใจที่ปล่อยวาง

แต่ว่าระบบมันก็ต้องเอื้อให้คนสามารถทำงานด้วยใจที่ปล่อยวางได้ คือ ลองผิดลองถูกได้ ซึ่งก็ต้องดูว่า ระบบที่เป็นอยู่นี่ มันจะเอื้อให้ทำเช่นนั้นได้ไหม เพราะว่าบางทีมันขึ้นกับตัวแปรหลายอย่าง ตัวแปรที่สำคัญก็คือพ่อแม่ ความคาดหวังของพ่อแม่ก็ต่างจากความคิดของโรงเรียน จริงๆ อาตมาคิดว่า งานมันจะเบามากถ้า เกิดว่ามันมีระบบอาสาสมัคร อาตมาคิดถึงฉือจี้ขึ้นมา

โรงเรียนของฉือจี้ ที่จริงน่าจะต้องใช้ครูมาก แต่เขาใช้ครูไม่มาก เพราะว่าเขามีอาสาสมัคร ที่เรียกว่า พ่อแม่อุปถัมภ์ ฉือจี้เขามีอาสาสมัครอยู่สองแสนคนที่เข้มแข็ง เขาก็คัดกรองเหลือจำนวนหนึ่ง ทั้งเคี่ยว ทั้งกรำ ทั้งกรอง มาเป็นพ่อแม่อุปถัมภ์ คือระบบของฉือจี้ งานทุกด้านจะ มีอาสาสมัครเป็นแกน อย่างในโรงพยาบาลหรือโรงเรียน จะมี 3 เส้าอยู่เสมอ โรงพยาบาลก็มี หมอ รวมทั้งพยาบาล ผู้ป่วย และก็ญาติ ความสัมพันธ์ต้องกลมกลืนทั้ง ๓ ส่วน โรงพยาบาลส่วนใหญ่มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่าง ๓ ส่วนนี้ คือ พยาบาล หมอมีเวลาให้ผู้ป่วยไม่มาก แม้ผู้ป่วยกับญาติก็มีเวลาน้อย เพราะมีการให้เยี่ยมเป็นเวลาบ้าง ไม่เป็นเวลาบ้าง อาสาสมัครมีความสำคัญตรงนี้ เพราะอาสามัครอยู่ตรงกลาง คอยเชื่อม 3 ส่วน ให้ทำงานสัมพันธ์กัน

โรงเรียนก็เหมือนกัน โรงเรียนก็ต้องมีผู้ปกครอง นักเรียนและก็ครู อาสาสมัครก็จะมาเชื่อม 3 ตัวนี้ โดยใช้ระบบพ่อหรือแม่อุปถัมภ์ คือทุกคนจะมีพ่อแม่อุปถัมภ์ แต่พ่อแม่อุปถัมภ์จะทำงานเป็นกลุ่ม ฉือจี้จะเน้นการทำงานเป็นกลุ่มตลอดเวลา ไม่มีการทำคนเดียว ห้องหนึ่งนักเรียน 30 คน มีพ่อแม่อุปถัมภ์อยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งดูแล 15 คน กลุ่มหนึ่งมีพ่อแม่อุปถัมภ์ 5 คน ดูแลเด็ก 15 คน ห้าต่อสิบห้า ดูแล ติดตามเยี่ยมเยียน จัดกิจกรรมในโรงเรียน หนึ่งช่วยพ่อแม่ สองช่วยครู

อาตมาคิดว่าโรงเรียนอย่างรุ่งอรุณ บางทีก็มีช่องว่างระหว่างครูกับผู้ปกครองหรือพ่อแม่ และบางครั้งเนื่องจากทำงานกับนักเรียนมากครูก็เหนื่อย แต่ถ้ามีอาสาสมัครเข้ามาช่วย อาสาสมัครก็มาจากพ่อแม่ของเด็ก หรือคนทั่วไปที่มีความเข้าใจและมีทักษะในการทำกิจกรรม เช่น ทักษะในการเล่านิทาน ทักษะในการพาไปเที่ยวชมทัศนศึกษา หรือบางทีก็พาไปเยี่ยมผู้ป่วย หรือบางทีก็คุย กับนักเรียน โทรศัพท์ไปถามข่าวคราว มันจะช่วยได้มาก ครูก็จะเบาแรง ผู้ปกครองก็จะเข้าใจ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น

ฉือจี้สามารถทำงานทวนกระแสสังคมได้พอสมควร แต่จริงๆ กระแสในไต้หวันก็ไม่ได้แรงเท่ากับกระแสในเมืองไทย กระแสในเมืองไทยเป็นแบบบริโภคนิยม ไต้หวันนี่ขนาดรวยกว่าไทยเยอะนะ อย่างเช่นเวลาเดินถนน เราจะเห็นสินค้า brand name น้อยมาก ส่วนใหญ่จะมีแต่สินค้าไต้หวัน โทรทัศน์ยี่ห้อฝรั่งหรือญี่ปุ่น ไม่ค่อยเจอเลย เจอแต่สินค้าไต้หวัน ยี่ห้อแบบแปลกๆใหม่ๆ ต่างๆ มีน้อย ของไทยนี่สินค้า brand name เต็มไปหมดเลย บริโภคนิยมทั้งนั้น แล้วกระแสบริโภคนิยมของไทยแรงกว่าไต้หวัน อีกอย่างคนไต้หวันขยัน คนไทยไม่ขยันแถมยังหลงใหลจตุคาม ฯเข้าไปอีก ทำให้ขี้เกียจมากขึ้น

อาตมาคิดว่า ปัญหาของรุ่งอรุณตอนนี้คือครูเหนื่อย เหนื่อยทั้งกับนักเรียน และกับผู้ปกครอง ต้องเหนื่อยกับการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง ถ้ามีระบบอะไรซักอย่างเข้ามาช่วยครูก็จะดี นี่เป็นทางเลือกหนึ่งนะ แต่ต้องมีระบบอะไรที่ช่วยให้ครูผ่อนคลายมากขึ้น ไม่งั้นก็จะ burn out อยู่ได้ไม่นาน หรือไม่ก็ทะเลาะกัน

สรุปก็คือ หนึ่ง ต้องทำใจ และสองสร้างระบบบริหารจัดการขึ้นมา ต้องมี 2 อย่างคู่กัน ทำใจอย่างเดียว แต่ระบบบริหารระบบจัดการไม่ดี ครูก็ทำได้ไม่นาน เว้นแต่ว่าเป็นอริยบุคคล หลุดพ้นแล้ว ขนาดพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโชซึ่งถือว่าเป็นอริยบุคคลแล้วยังต้องมีวันหยุดเลย สอนทุกวันไม่ได้ ท่านเหนื่อย ขนาดสอนแค่วันละ 2 ชั่วโมง 7โมงถึง 10โมง พัก 1 ชั่วโมง คือเราชอบสอน ชอบให้ความรู้ก็เลยมีใจตรงนี้อยู่ ถ้าทำด้วยใจรักก็สนุก มีความสุข ความสุขก็เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงการทำงาน งานเหนื่อยก็จะเบาลงเพราะมีความสุข เพราะมันแค่เหนื่อยกายแต่ไม่เหนื่อยใจ แต่ถ้าเหนื่อยใจด้วย ก็จะแย่เลย

ในขณะเดียวกันครูก็ควรหาสิ่งหล่อเลี้ยงใจที่ไม่ใช่การสอนด้วย คือถึงแม้การสอนจะทำให้มีความสุขก็จริง แต่ว่าเราควรมีสิ่งหล่อเลี้ยงใจอย่างอื่นด้วย ไม่ใช่แค่ฟังเพลง ดูหนัง แต่หมายถึงการทำศิลปะ หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่ก่อให้เกิดปีติ หรือความสงบใจ

การหาความสุขจากการเสพอย่างเดียวไม่พอ เราควรหาความสุขจากกิจกรรมที่สร้างสรรค์หรือน้อมใจให้สงบ เช่น ทำสวน โยคะ ไท้เก็ก รวมทั้งสมาธิภาวนาด้วย กิจกรรมเหล่านี้สามารถเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขที่ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตและการทำงานให้เป็นไปได้อย่างยั่งยืน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved