กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > กระบวนการคืนดี และ การปรองดอง มีหนทางอย่างไรสำหรับสังคมไทย (หลังการเลือกตั้ง) : ปุจฉา-วิสัชนา กับ พระไพศาล วิสาโล

กลับหน้าแรก

กระบวนการคืนดี และ การปรองดอง มีหนทางอย่างไรสำหรับสังคมไทย (หลังการเลือกตั้ง) : ปุจฉา-วิสัชนา กับ พระไพศาล วิสาโล

สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล
โดยวารสารผู้ไถ่ ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๘๖ พ.ค. - ส.ค. ๒๕๕๔

แบ่งปันบน facebook Share    

วารสารผู้ไถ่ 1. หลวงพี่คิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่กระบวนการคืนดีและปรองดองในสังคมไทยหรือไม่ และสามารถทำได้อย่างไร

พระไพศาล วิสาโล การเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่การคืนดีและปรองดองในสังคมไทยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า
๑)ก่อนการเลือกตั้งมีการหาเสียงอย่างไร ใส่ร้ายป้ายสีหรือกลั่นแกล้งกันมากน้อยแค่ไหน
๒)การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมเพียงใด พอยอมรับกันได้แค่ไหน
และ ๓)หลังการเลือกตั้ง มีการยอมรับผลการเลือกตั้งหรือไม่ กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลมีความถูกต้องชอบธรรมเพียงใด ทำตามกติกาหรือไม่ มีการใช้"วิชามาร"หรือเปล่า และที่สำคัญคือ มี "อำนาจนอกระบบ"เข้ามาแทรกแซงหรือไม่

หากการเลือกตั้งมีข้อครหาเยอะ หรือการจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ก็ยากที่จะเกินการคืนดีหรือปรองดองได้ ยิ่งถ้ามีรัฐประหารเกิดขึ้นตามมาด้วยแล้ว ก็อย่าหวังว่าบ้านเมืองจะมีความสงบสุขได้ แต่ถ้าหากการเลือกตั้งเป็นไปด้วยดี มีรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นตามกติกา เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ก็เป็นจุดเริ่มต้นสู่การคืนดีและปรองดองในสังคมไทย อย่างน้อยรัฐบาลก็มีความชอบธรรมที่จะปกครองบ้านเมือง (ซึ่งทุกวันนี้ยังมีปัญหาตรงนี้อยู่มาก) แต่นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลใหม่ด้วยว่า จะเป็นอย่างไร ถ้าทำอย่างที่แล้ว ๆ มาไม่ว่ารัฐบาลจากซีกไหน ก็ยากที่จะทำให้เกิดการคืนดีขึ้นมาได้


วารสารผู้ไถ่ 2. กฎหมายนิรโทษกรรมจะลดหรือเพิ่มความขัดแย้ง จะนำไปสู่การปรองดองหรือความขัดแย้งรอบใหม่

พระไพศาล วิสาโล ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า(ร่าง)กฎหมายนิรโทษกรรมนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าเป็นการเสนอให้นิรโทษกรรมทุกฝ่ายแบบไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย ก็คงจะทำให้เกิดความแตกแยกตั้งแต่ยังไม่ออกมาเป็นกฎหมายด้วยซ้ำ เพราะจะมีคนต่อต้านเยอะมาก และหากผลักดันให้ออกเป็นกฎหมายได้ คนที่ไม่พอใจก็คงจะไม่อยู่เฉย คนเหล่านี้มีไม่น้อยเลย

การนิรโทษกรรมหากเกิดขึ้นจริง คนที่ได้ประโยชน์ก็เห็นจะเป็นชนชั้นนำของทั้งสองฝ่ายที่ทะเลาะกันอยู่ในเวลานี้ แม้เขาจะเลิกทะเลาะกัน(ชั่วคราว) แต่ความแค้นเคืองหรือระแวงกันที่ยังคุกรุ่นอยู่ในมวลชนของทั้งสองฝ่าย(ทั้งที่รู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน และที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชนชั้นนำของอีกฝ่าย) ก็คงจะเป็นเชื้อให้เกิดการแตกแยกได้อีก

ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงว่า การนิรโทษกรรมแบบนี้จะเป็นเยี่ยงอย่างให้มีการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องต่อไปอีกไม่จบสิ้น (ไม่ว่าการรัฐประหาร การคอร์รัปชันและการปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรง)เพราะเชื่อว่าทำแล้วก็สามารถลอยนวลได้ในที่สุด

วารสารผู้ไถ่ 3. ภายใต้บริบทสังคมไทยปัจจุบัน ที่การเมืองแบ่งเป็นฝ่ายด้วยสีเสื้อ แล้วตามมาด้วยความรุนแรง ซึ่งก็นำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยกยิ่งขึ้น ต่างฝ่ายต่างหวาดระแวง ไม่ไว้ใจกัน เราจะสร้างความไว้วางใจกันได้อย่างไร มีหนทางใด อย่างไร มีเครื่องมือหรือเงื่อนไขใด

พระไพศาล วิสาโล ความไว้วางใจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมองเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เลวร้ายหรือคิดร้ายต่อบ้านเมือง เขาก็ปรารถนาดีต่อบ้านเมืองเช่นเดียวกับเรา เป็นแต่เห็นปัญหาและทางออกแตกต่างจากเรา ทัศนคติดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งก็จากการได้พบปะพูดคุยกัน การพบปะพูดคุยกันแบบเห็นหน้าค่าตากันนั้น จะช่วยให้ต่างฝ่ายต่างเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันมากขึ้น ไม่ใช่เห็นแค่สีเสื้อหรือเห็นแต่ "ป้าย"หรือ"ยี่ห้อ"ที่ประทับให้เขาเท่านั้น อย่างที่มักเกิดขึ้นเวลามองผ่านสื่อหรือจากคำบอกเล่า(ในวงสนทนาหรือทางอินเตอร์เน็ตหรือFacebook)

อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดความไว้ใจกันได้ก็คือ การได้ทำอะไรร่วมกันหรือมีข้อตกลงบางอย่างร่วมกัน แม้เป็นข้อตกลงเล็ก ๆ แต่หากได้ทำตามข้อตกลงนั้นทั้งสองฝ่าย โดยไม่บิดพลิ้ว ความไว้วางใจก็จะก่อตัวขึ้น ทำให้สามารถตกลงในเรื่องที่ใหญ่กว่าเดิมได้ ความเชื่อใจว่าอีกฝ่ายทำตามข้อตกลง โดยไม่บิดพลิ้ว จะช่วยทำให้ความไว้วางใจเกิดขึ้นและเจริญงอกงามได้ในที่สุด

จะว่าไปแล้วการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง หากว่าทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่มีการตีรวนจากฝ่ายที่พ่ายแพ้หรือผิดหวังในผลการเลือกตั้ง นั่นจะเป็นบันไดขั้นสำคัญที่นำไปสู่ความไว้วางใจในกันและกัน หรืออย่างน้อยก็ลดความเกลียดชังและหวาดระแวงต่อกันลงได้มาก


วารสารผู้ไถ่ 4. สำหรับผู้สูญเสียและบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของทุกสีเสื้อ รวมถึงปัญหาผู้ได้รับผลกระทบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งล้วนถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ กระบวนการคืนดีและการปรองดองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

พระไพศาล วิสาโล จะต้องเริ่มต้นจากการทำความจริงและความยุติธรรมให้ปรากฏ นั่นคือ จะต้องสืบสวนจนได้ความจริงว่า ความตายและการบาดเจ็บ นั้นเกิดจากฝีมือของใคร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ จากนั้นก็นำคนเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และได้รับโทษทัณฑ์หากเขากระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา นี้คือสิ่งที่ผู้สูญเสียต้องการจะเห็น ถึงตอนนั้นหากจะมีการอภัยโทษ ก็สามารถทำได้

อย่างไรก็ตามการปรองดองและการคืนดีจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายทุกสีเสื้อมีความไว้วางใจกันมากขึ้น ไม่มองเห็นซึ่งกันและกันเป็นศัตรูหรือตัวเลวร้าย รวมทั้งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อระบบที่มีอยู่ ไม่ว่า ระบบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา ระบบยุติธรรม หาไม่แล้วการออกมาต่อสู้กันบนท้องถนน และลงเอยด้วยความรุนแรง ก็ยากที่จะจบสิ้น

ถึงที่สุดแล้ว การขจัดรากเหง้าแห่งความร้าวฉานเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการสร้างความปรองดองในระยะยาว นั่นคือ ลดความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เป็นธรรมในเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ตราบใดที่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังดำรงอยู่ ความแตกแยกและการแบ่งขั้วในสังคมไทยก็จะต้องเกิดขึ้นอีกไม่ช้าก็เร็ว

วารสารผู้ไถ่ 5. จากที่หลวงพี่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศที่เคยมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและประชาชนในประเทศที่แตกแยกกัน สำหรับประเทศไทยเราสามารถนำบทเรียนและประสบการณ์นั้นมาใช้ได้อย่างไร

พระไพศาล วิสาโล อาตมาพบว่าหลายประเทศที่มีความขัดแย้งกันอย่างหนักจนเกิดสงครามกลางเมืองนั้น แม้ดูเผิน ๆ จะมีสาเหตุมาจากความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ สีผิว ศาสนา ภาษา หรืออุดมการณ์ทางการเมือง แต่ปัจจัยที่สำคัญไม่น้อยและมักเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเกลียดชังอย่างรุนแรงจนถึงกับใช้อาวุธเข่นฆ่ากัน ก็คือ ความอยุติธรรมและความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ ซึ่งส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างคนในชาติ หากจะให้ได้ผลก็ต้องสถาปนาความยุติธรรมให้เกิดขึ้น มีการกระจายอำนาจหรือเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่ มีการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องใช้เวลามาก แต่อย่างน้อยก็ต้องมีสัญญาณว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางดังกล่าว

ในแง่นี้แอฟริกาใต้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะแม้บ้านเมืองมีความขัดแย้งอย่างหนัก มีการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธมาไม่น้อยกว่า ๓๐ ปี และจวนเจียนจะเกิดสงครามกลางเมือง แต่ก็สามารถหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองได้ ยิ่งกว่านั้นยังสามารถลดทอนความขัดแย้งระหว่างชนสองกลุ่ม ทั้ง ๆ ที่มีสีผิว ภาษา และวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้นำทั้งสองฝ่ายมีความต้องการอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ต้องการหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมือง ขณะเดียวกันก็เห็นพ้องต้องกันว่า แบบแผนทางการเมืองจะต้องเปลี่ยนแปลง คือ ยกเลิกการผูกขาดอำนาจไว้กับคนขาว และเปิดโอกาสให้คนดำมีสิทธิเสรีภาพทางการเมืองเช่นเดียวกับคนขาว ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการโอนอำนาจทางการปกครองส่วนใหญ่ให้แก่คนดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

แต่มองเห็นปัญหาและทางออกเหมือนกันยังไม่พอ ผู้นำของทั้งสองฝ่ายต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ไม่หวาดระแวงว่าอีกฝ่ายจะตระบัดสัตย์หรือหลอกลวง ใช่แต่เท่านั้น ผู้นำทั้งสองฝ่ายต้องมีความกล้าและความสามารถที่จะนำผู้คนในฝ่ายของตนให้ไปในทิศทางเดียวกับตนด้วย หาไม่แล้วย่อมเป็นการยากที่จะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศ ตรงนี้ต้องอาศัยความเป็นผู้นำของทั้งสองฝ่ายมาก โดยเฉพาะฝ่ายคนดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โชคดีของแอฟริกาใต้ที่มีเนลสัน แมนเดลาเป็นผู้นำ ที่คนดำให้ความนับถือ อีกทั้งเขายังมีความเป็นผู้นำที่เชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย และสามารถดึงด้านดีของเขาเหล่านั้นออกมาจนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจและร่วมกันผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตามความปรองดองในแอฟริกาใต้คงเกิดขึ้นได้ยาก หากไม่มีการใช้กระบวนการยุติธรรมและแสวงหาความจริงอย่างจริงจัง แม้แอฟริกาใต้จะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ทั้งสองฝ่าย แต่ก็ไม่ได้นิรโทษแบบเลิกแล้วต่อกันอย่างง่าย ๆ แต่นิรโทษแบบมีเงื่อนไข นั่นคือ จะนิรโทษเฉพาะคนที่ออกมายอมรับผิดและบอกเล่าความจริงว่าตนได้ทำอะไรไปบ้าง ส่วนใครที่ไม่ยอมรับผิด
หากถูกกล่าวหา ก็ต้องถูกนำตัวขึ้นศาล หากผิดก็จะถูกลงโทษตามกฎหมาย ทั้งนี้จำกัดเฉพาะความผิดที่เกิดจากเหตุผลทางการเมือง มิใช่อาชญากรรมทั่วไป กระบวนการดังกล่าวได้ช่วยเยียวยาความเจ็บปวดของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรม และเอื้อให้เกิดการให้อภัย ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการปรองดองและคืนดีของคนในชาติ

วารสารผู้ไถ่ 6. การขอโทษและยอมรับผิด จะช่วยแก้ไขปัญหาความแตกแยก และลดความขัดแย้งได้หรือไม่ หลวงพี่คิดว่าเป็นเพราะอะไรสังคมไทยจึงขาดผู้นำที่จะออกมาขอโทษและยอมรับผิด

พระไพศาล วิสาโล การขอโทษและยอมรับผิด จะช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจและการคืนดีได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะจากผู้นำหรือผู้มีอำนาจ ส่วนคำถามที่ว่าทำไมสังคมไทยจึงขาดผู้นำที่พร้อมขอโทษและยอมรับผิดนั้น อาตมาคิดว่าสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งก็คือสังคมไทยไม่ค่อยมีวัฒนธรรมการขอโทษจาก "ผู้ใหญ่" ไม่ว่าในระดับใด เริ่มจากครอบครัว ดังจะเห็นได้ว่า พ่อแม่ไม่ค่อยขอโทษลูกทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทำผิดต่อลูก ครูก็ไม่ค่อยขอโทษเวลาทำผิดต่อลูกศิษย์ ผู้อำนวยการหรือครูใหญ่ก็ไม่ค่อยขอโทษต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เจ้าอาวาสไม่ค่อยขอโทษลูกวัด

สังคมไทยเป็นสังคมที่ยึดถือในเรื่องสถานภาพและหน้าตามาก จึงมองว่าการขอโทษต่อคนที่อยู่ระดับล่างเป็นสิ่งที่เสียหน้ามาก ทัศนคติดังกล่าวส่งผลต่อบุคคลที่จัดว่าอยู่ในสถานภาพที่สูงกว่า เช่น หมอไม่ค่อยขอโทษพยาบาล นักการ หรือแม้แต่คนไข้ที่เดือดร้อนจากความผิดพลาดของหมอ หรือสามีไม่ค่อยขอโทษภรรยา ส่วนพระก็ไม่ค่อยขอโทษฆราวาส

จะว่าไปแล้วแม้กระทั่งคนระดับเดียวกัน การขอโทษก็เป็นเรื่องยาก เพราะกลัวเสียหน้านั่นเอง อีกทั้งยังมีความเข้าใจว่าการขอโทษเป็นเครื่องหมายแห่งความอ่อนแอหรือเปิดจุดอ่อนให้อีกฝ่ายเล่นงานได้ (หมอจึงไม่กล้ายอมรับผิด เพราะกลัวคนไข้ฟ้อง) ความคิดอย่างนี้มีผลอย่างมากต่อผู้นำและนักการเมือง ทำให้ปากแข็ง ยิ่งคนไทยมีนิสัย "ขี้ลืม"อยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าปากแข็งสักพัก คนไทยก็ลืมไปเอง

วารสารผู้ไถ่ 7. ทำอย่างไรจึงจะทำให้สังคมไทยมีค่านิยมในการขอโทษและยอมรับผิดได้

พระไพศาล วิสาโล ต้องฝึกฝนอบรมตั้งแต่ระดับครอบครัว พ่อแม่ต้องกล้าขอโทษลูกหากทำผิด สามีก็ต้องกล้าขอโทษภรรยา (ส่วนภรรยาก็ไม่รู้สึกเสียหน้าหากขอโทษสามี) โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาเป็นอีกสถาบันหนึ่งที่มีความสำคัญมากในการปลูกฝังทัศนคติดังกล่าว โดยครูต้องเป็นแบบอย่างให้แก่นักเรียน จะทำเช่นนั้นได้ ผู้บริหารหรือผู้อำนวยการก็ต้องเป็นแบบอย่างให้แก่ครูด้วย

เรื่องนี้หากผู้นำในบ้านเมืองเป็นฝ่ายริเริ่มจะมีผลมากต่อทัศนคติของผู้คนในสังคม เพราะจะเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติตาม แต่เราคงหวังจากผู้นำ(ไม่ว่านักการเมืองหรือข้าราชการ)ได้ยาก เพราะผู้นำในสังคมไทยมักจะเป็นผู้ตามมากกว่าที่จะเป็นแบบอย่างหรือสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คน

หากผู้คนเห็นว่าการขอโทษเป็นจริยธรรมอย่างหนึ่งที่ทุกคนพึงปฏิบัติเวลาทำผิด นักการเมืองหรือผู้นำที่ปากแข็งไม่ยอมขอโทษเวลาทำผิด ก็จะถูกสังคมประณามหรือกดดัน ทำให้อยู่เฉยไม่ได้ ต้องออกมาขอโทษหรือยอมรับผิดในที่สุด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved