กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > ไฟป่า พลังจิตอาสา และจิตวิญญาณธรรมชาติ

กลับหน้าแรก

ไฟป่า พลังจิตอาสา และจิตวิญญาณธรรมชาติ
บทสัมภาษณ์ พระไพศาล วิสาโล หลังไฟป่าครั้งใหญ่ที่ภูหลง

สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล
โดยวารสารผู้ไถ่ ปีที่ ๓๗ ฉบับที่ ๑๐๑

หากใครได้ติดตามสถานการณ์ไฟป่าที่ภูหลง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของวัดป่ามหาวันที่พระไพศาล วิสาโล เป็นเจ้าอาวาส เริ่มจากเพจเฟซบุ๊ก พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo  (เป็นเพจที่จัดทำโดยลูกศิษย์และโพสต์ข้อความโดยแอดมิน) ปรากฏภาพพระไพศาล วิสาโล พร้อมข้อความว่า “ขอความช่วยเหลือ ช่วยดับไฟป่าที่ภูหลงด่วน!!!” นับจากวินาทีนั้นเป็นต้นมา โลกโซเชียลก็แชร์โพสต์นี้ต่อๆ กัน พร้อมความช่วยเหลือที่เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่วัดป่ามหาวัน

ต่อมาพระไพศาล วิสาโล ได้สรุปเหตุการณ์ไฟป่าภูหลงเพื่อให้บรรดาสานุศิษย์และจิตอาสาทั้งหลายที่ห่วงใยท่านและทางวัดได้รับทราบสถานการณ์ความคืบหน้า โดยโพสต์ข้อความไว้เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ว่า “เมื่อวันที่ ๑ เมษายน เกิดไฟไหม้บนภูสามชั้นซึ่งอยู่ติดกับภูหลง ไฟลุกลามเร็วมากเนื่องจากแดดร้อนและลมแรง แม้ชาวบ้านจะขึ้นไปดับทันที แต่ก็สกัดกั้นไฟไม่ได้ ไฟได้ลามลงมาจนถึงพื้นที่ปลูกป่าที่ทางวัดและชาวบ้าน รวมทั้งญาติโยมจากที่ต่างๆ ได้ร่วมปลูกต่อเนื่องกันมานานกว่า ๑๐ ปี ไฟไหม้ครั้งนี้ใช้เวลานาน ๖ วันจึงจะดับได้สนิท ทั้งนี้เนื่องจากไฟที่ทำท่าสงบตั้งแต่ ๒ วันแรกนั้น ได้ลุกโพลง โหมกระพือ และลุกลาม บางครั้งก็เกิดขึ้นในเวลากลางดึก ทั้งชาวบ้าน พระ และแม่ชีต้องช่วยกันดับซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงจะสงบ แม้ไหม้อยู่หลายวัน แต่ก็สามารถสกัดกั้นไฟไม่ให้ข้ามลำห้วย (ซึ่งแห้งสนิท) เข้ามาในเขตป่าภูหลง ซึ่งเป็นต้นน้ำชั้น ๑ เอได้

ต่อมาบ่ายวันที่ ๑๖ เมษายน ไฟลุกไหม้อีกครั้ง คราวนี้เกิดขึ้นบนยอดเขากลางภูหลง และเกิดขึ้นพร้อมกัน ๒-๓ จุด บ่งชี้ว่าเกิดจากคนจุด (เช่นเดียวกับครั้งแรก) สันนิษฐานว่า ครั้งนี้ (และครั้งก่อนหน้านั้น) เป็นฝีมือของพรานที่จุดไฟเพื่อไล่ล่าหมูป่า ไฟได้ลุกลามไปหลายทิศทาง ทั้งทิศเหนือ และทิศตะวันออก (ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของพระและแม่ชี) รวมทั้งทิศใต้ พื้นที่ปลูกป่าหลายจุดถูกไฟเผาทำลาย ทั้งพระและชาวบ้านได้ระดมกำลังมาดับไฟตั้งแต่บ่ายถึงเช้าวันรุ่งขึ้น

วันต่อมา ๑๗ เมษายน มีมิตรสหายหลายคนมาช่วยดับไฟ โดยมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และกรมอุทยานมาร่วมสมทบด้วย จนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ตอนตี ๓ ของวันที่ ๑๘ เมษายน แม้กระนั้นก็ยังวางใจไม่ได้ ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะมีหลายจุดที่เป็นไฟสุมขอน สามารถกระจายลูกไฟและสะเก็ดไฟออกไปได้รอบตัว นอกจากนั้นยังมีไม้ยืนต้นหลายต้นที่ไหม้จนถึงยอด ยากแก่การดับ ต้องคอยดูห่างๆ หากโค่นลงมา และดับไม่ทันหรือไม่ทันเห็น ไฟก็อาจลามไหม้เครือไม้ หรือไม้แห้ง ทำให้ลุกลามต่อไปได้อีก

บ่ายวันที่ ๑๘ เมษายน ไฟได้ปะทุขึ้นมาอีกหลายจุด มีบางจุดที่ไฟได้ลุกลามไปยังพื้นที่ข้างเคียง ซึ่งเป็นป่ายูคาลิปตัส ใช้เวลานานกว่าไฟจะมอดดับได้ ตอนเย็นไฟก็สงบลงอีกครั้ง ตอนค่ำพระและชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และกรมอุทยานมาปักหลักค้างคืนในป่าเพื่อเฝ้าระวังจุดเสี่ยง มีไฟลุกลามหลายจุด แต่ดับได้ จนถึงรุ่งเช้าสถานการณ์เป็นปกติ

วันที่ ๑๙ เมษายน เป็นวันที่ ๔ ของการเกิดไฟป่า ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังตามจุดล่อแหลมต่อไป เพราะมีต้นไม้บางต้นที่ลุกไหม้ แต่ยังทำอะไรไม่ได้ นอกจากระวังไม่ให้ไฟลุกลาม

เหตุการณ์ครั้งล่าสุดมีพื้นที่ป่าถูกเผาผลาญประมาณ ๑,๑๐๐ ไร่ ส่วนที่ถูกไฟเผาเมื่อต้นเดือนนี้มีเนื้อที่กว่า ๑,๐๐๐ ไร่”

หลังจากเหตุการณ์พระเพลิงเผาผลาญทำลายผืนป่าภูหลงสงบลง ทิ้งความเสียหายอย่างไม่อาจประมาณค่าได้ แต่สำหรับผู้มีธรรมะย่อมอยู่กับปัจจุบันขณะเสมอ ในเวลาต่อมา เฟซบุ๊ก Phra Paisal Visalo เริ่มโพสต์ข้อความเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม “ร่วมเป็นจิตอาสากับวัดป่ามหาวัน หยอดถั่วทั่วภู ฟื้นฟูป่าภูหลง วันที่ ๒๑-๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙” หลังจากโพสต์ข้อความไปเพียงแค่ ๒ วันเท่านั้น เฟซบุ๊ก Phra Paisal Visalo ก็ปิดรับลงทะเบียน ด้วยมีจิตอาสาครบตามจำนวนที่ต้องการคือ ๔๐๐ คน แต่ปรากฏว่าในวันงานมีจิตอาสามากกว่า ๑,๐๐๐ คน จากชัยภูมิ จังหวัดใกล้เคียง และจากทุกภูมิภาค รวมทั้งกรุงเทพฯ ที่พร้อมใจกันมาช่วยฟื้นฟูป่าด้วยจิตศรัทธาที่มีต่อพระไพศาล วิสาโล และด้วยความรู้สึกรักและห่วงใยธรรมชาติที่เสียหายจากไฟป่า

จากนั้นอีกหลายวาระที่มีการระดมจิตอาสาเพื่อทำการฟื้นฟูป่าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการ “ปลูกกล้วยป่า รักษาความชื้น” เมื่อวันที่ ๑๑-๑๒ มิถุนายน มีจิตอาสามาช่วยกันกว่า ๒๐๐ คน กระทั่งล่าสุดวันที่ ๑๗-๑๘ มิถุนายน ที่จะเริ่มทำการปลูกกล้าไม้ลงบนภูหลง ก็ยังคงมีจิตอาสาอีกมากมายที่เดินทางมาร่วมกันปลูกป่า สิ่งนี้ชี้ให้เราเห็นว่าคนไทยมีน้ำใจ มีความรักธรรมชาติอยู่ในจิตใจอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสหรือวาระให้เขาได้แสดงออกมา

และในโอกาสนี้เอง พวกเราชาว ยส. จึงขอมาร่วมเป็นจิตอาสาปลูกป่าบนภูหลงด้วย และได้รับความเมตตาจากพระไพศาล วิสาโล ซึ่งสละเวลาอันมีค่าให้ทีมงานวารสาร “ผู้ไถ่” ได้สัมภาษณ์เพื่อนำแง่คิดที่แปรออกมาเป็นหลักธรรมคำสอนอันเป็นประโยชน์แก่บรรดาศาสนิกไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม ติดตามได้ ณ บัดนี้
จากไฟป่าที่เกิดขึ้น กระทั่งนำมาซึ่งจิตอาสาที่มาช่วยกันตั้งแต่ดับไฟป่า หยอดถั่ว ปลูกกล้วย และวันนี้มาร่วมกันปลูกป่า ท่านได้แง่คิดที่แปรออกมาเป็นหลักธรรมคำสอนอย่างไรบ้าง

มองได้หลายแง่ ในแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา ปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นอุบัติภัย ซึ่งเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ในการดูแลป่าเราพยายามกันไม่ให้ไฟป่าเข้ามา มีการทำงานกับชุมชน มีการทำแนวกันไฟรอบป่า มีการลาดตระเวนในหน้าแล้ง แต่ก็ไม่มีอะไรที่สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำควบคู่กันไปด้วยคือ ทำใจ ปลูกป่าแล้ว เราก็ต้องทำใจด้วยว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้

ไฟไหม้ป่าครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นพลังน้ำใจของทุกคน ไฟป่าไม่ได้ดับด้วยน้ำอย่างเดียว ที่สำคัญพอๆ กันก็คือ น้ำใจของผู้คนที่หลั่งไหลมา ช่วยให้ดับไฟป่าได้สำเร็จ  สิ่งนี้มีพลังอาจจะมากกว่าน้ำด้วยซ้ำ เพราะทำให้เราเห็นถึงความตื่นตัวของผู้คน ซึ่งสะท้อนถึงจิตสำนึกในเรื่องการอนุรักษ์ป่า รักษาธรรมชาติ หลายคนไม่เคยเห็นภูหลง แต่พอรู้ว่ามีไฟป่าที่นี่ก็อยากมาช่วย พอเราต้องการคนมาปลูกถั่ว ผู้คนก็ยื่นมือมาช่วยมากมาย เรียกว่าล้นหลามเกินกว่าที่เราคาดการณ์หรือตระเตรียมไว้หลายเท่า นี่ก็แสดงให้เห็นว่าความผูกพันของผู้คนที่มีต่อธรรมชาติยังมีอยู่มาก และชี้ให้เห็นว่าในสิ่งแย่ๆ ก็มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นเสมอ ไม่มีอะไรที่แย่ไปหมด ในความแย่ก็มีสิ่งดีเกิดขึ้น ทำให้พวกเราเกิดความประทับใจ หรือมีกำลังใจ

หลายแห่งที่เกิดไฟป่า หรือการตัดไม้ทำลายป่า ล้วนเกิดจากการกระทำของมนุษย์ การจะทำให้คนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน หันกลับมาเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมได้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย หรือต้องทำอย่างไร

จิตสำนึกเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งมีหลายระดับ เช่น สำนึกว่าป่าเป็นของเรา ชีวิตความเป็นอยู่ของเราขึ้นอยู่กับป่า ถ้าป่าแย่ เราก็แย่ไปด้วย  เห็นว่าป่ากับเราแยกจากกันไม่ออก ถ้าคิดถึงแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าโดยไม่สนใจว่าระยะยาวป่าจะเป็นอย่างไร เช่น จุดไฟเพื่อไล่หมู ป่าจะเป็นอย่างไรไม่สนใจ ฉันขอให้ได้หมูป่าก็แล้วกัน จิตสำนึกแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการมองในระยะยาว เช่น ถ้าเห็นว่าตัดไม้แล้ว ป่าเสื่อมโทรม น้ำในลำธารแห้งเหือด ฝนไม่ตก ส่งผลกระทบต่อตนเองในที่สุด  ถ้าเห็นอย่างนี้เขาก็จะเกิดจิตสำนึกอยากรักษาป่าเพื่อประโยชน์ของตัวเองในระยะยาว จิตสำนึกอย่างนี้ แม้เกิดจาการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แต่ก็เป็นการเห็นแก่ตัวที่มีปัญญา  

จิตสำนึกที่ดีกว่านั้นก็คือมองว่า ป่าเป็นของส่วนรวม เราจึงต้องรักษาสมบัติส่วนรวมเอาไว้ เป็นการมองพ้นตัวเองออกไป ซึ่งต่างจากการมองแบบแรก อันแรกคือรักษาป่าเพื่อประโยชน์ของตัวเองระยะยาว ส่วนอันหลังเป็นการมองที่นึกถึงส่วนรวม  จะมองแบบไหนก็ดีทั้งนั้น

นอกจากมีจิตสำนึกแล้ว ก็ต้องตระหนักว่า ถ้าตัวเองไม่ทำตามกฎระเบียบของป่าชุมชน เช่น ตัดไม้ทำลายป่า จุดไฟเผาป่า ตัวเองจะอยู่ไม่เป็นสุข อาจจะถูกชุมชนลงโทษ หรือไม่คบค้าสมาคม สำนึกแบบนี้มีส่วนช่วยให้คนไม่กล้าทำอะไรที่เป็นการทำลายป่า   ถึงแม้ไม่ได้นึกถึงส่วนรวม แต่ก็กลัวว่าจะถูกลงโทษ ถ้าไม่ช่วยดูแลรักษาป่า หรือคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวมากเกินไป สำนึกแบบนี้จำเป็นสำหรับคนจำนวนไม่น้อย หลายคนที่เขารักษา เคารพสมบัติส่วนรวมได้ ไม่ใช่เพราะว่าเขามีจิตสำนึกเท่านั้น แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะกลัวถูกลงโทษด้วย

สมัยก่อนผู้คนมีความเชื่อเรื่องเทวดาอารักษ์ ว่าถ้าไปตัดไม้ทำลายป่า เดี๋ยวเทวดาอารักษ์จะเล่นงาน เดี๋ยวผีป่าจะมาหลอกหลอน สมัยนี้ความเชื่อแบบนี้ลดน้อยลงไปมาก ก็ต้องอาศัยความเชื่อว่าชุมชนจะลงโทษเรา ถ้าเราคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวมากเกินไป ต้องมีสำนึกแบบนี้อย่างน้อย ๓ ระดับ ถึงจะทำให้เขาอนุรักษ์ป่าและรักษาสิ่งแวดล้อม

ถ้ามีสำนึกหรือมองถึงขั้นว่าป่ามีชีวิต มีความเคารพป่าในฐานะที่เป็นชีวิตมีจิตวิญญาณก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ คนสมัยก่อนเขามีสำนึกแบบนี้ เขาจึงไม่ทำลายป่า คนเมืองหลายคนก็มีสำนึกแบบนี้ มาป่าแล้วรู้สึกว่าได้สัมผัสกับบางสิ่งบางอย่าง ที่ทำเขารู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันป่า เขาจึงรักป่าและหวงแหนป่า มีความรู้สึกว่าป่ามีจิตวิญญาณบางอย่าง จิตวิญญาณที่กว้างใหญ่กว่าตัวเอง หรือมีความรู้สึกว่าป่ามีความผูกพันกับศาสนา เป็นที่ที่เราจะสามารถพัฒนาจิต ให้เจริญงอกงามได้จากการอยู่ป่าท่ามกลางธรรมชาติ สำนึกแบบนี้ช่วยทำให้เกิดความรัก ความเคารพป่า

การรักษาป่าจึงต้องอาศัยจิตสำนึกหลายอย่าง หลายระดับ จะใช้แค่กฎหมายไม่ได้ มีกฎหมายแต่ถ้ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่สามารถช่วยยับยั้งการทำลายหรือการบุกรุกป่าได้

กลายเป็นหน้าที่ของพระที่ต้องมาดูแลป่า แล้วผืนป่าก็ใหญ่เกินกว่าที่พระจะดูแลได้ทั้งหมด หลวงพี่คิดว่าควรมีแนวทางที่จะดูแลป่าอย่างไร

ต้องทำหลายอย่าง อย่างแรกคือสร้างจิตสำนึกอย่างที่ว่ามา ซึ่งมีหลายระดับ  ขณะเดียวกันต้องมีการสร้างเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ ที่จะช่วยทำให้การรักษาป่าเกิดขึ้นได้ หรือช่วยให้การทำลายป่าลดน้อยลง เช่น การสนับสนุนให้มีองค์กรชุมชนมาช่วยรักษาป่า เพราะว่าป่าทั้งประเทศมีอยู่ ๑๓๐ ล้านไร่ ที่เป็นป่าจริง ๆ มีประมาณ ๘๐ ล้านไร่  แต่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้มีแค่ ๖,๐๐๐ คน ไม่มีทางดูแลรักษาป่าได้ทั่วถึง ต้องอาศัยชาวบ้าน ต้องให้ชาวบ้านมาช่วยกันดูแลป่า นี่เป็นการจัดการทางสังคม การมีองค์กรทางสังคม เช่น มีคณะกรรมการป่าชุมชนซึ่งเป็นชาวบ้านเอง

จิตสำนึกอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีการจัดการทางสังคม ทางเศรษฐกิจ  เพื่อช่วยให้ชาวบ้านเขาอยู่ได้ สามารถได้ประโยชน์จากป่าด้วย อยากให้เขารักษาป่าแต่ถ้าเขาอดอยากปากแห้งก็ทำไม่ได้ เขาก็ต้องไปเบียดเบียนป่า เบียดเบียนธรรมชาติ ทำอย่างไรให้เขารักษาป่าได้และอยู่ได้ด้วย นี่ก็เป็นเรื่องของการจัดการทางสังคมและเศรษฐกิจซึ่งต้องคำนึกถึงความเป็นจริงของสังคม

การเปิดโอกาสให้ชาวบ้านอาศัยประโยชน์จากป่าในระดับหนึ่ง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านช่วยรักษาป่า และเป็นการสร้างสำนึกด้วยว่าป่าเป็นของเขา  ป่าเป็นของเขาหมายความว่าเขาหาประโยชน์จากมันได้ ขณะเดียวกันเมื่อเขารู้สึกว่าป่าเป็นของเขา เขาก็จะรู้สึกหวงแหน และกระตือรือร้นที่จะรักษาดูแลป่าเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

ปัจจัยต่อมาก็คือกฎหมาย ต้องมีมาตรการทางกฎหมายหลายอย่างที่ช่วยให้การรักษาป่าเป็นไปได้ รวมถึงมาตรการทางภาษีที่ทำให้คนอยากบริจาคเงินเพื่อช่วยกันรักษาธรรมชาติ เราต้องทำหลายมิติ หลายด้าน จะทำแต่เรื่องจิตสำนึกอย่างเดียวไม่พอ

หลวงพี่ก็ดำเนินการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาเป็นระยะเวลายาวนาน อย่างเรื่องธรรมยาตรา กิจกรรมเช่นนี้ให้ความหมายต่อชีวิตมนุษย์อย่างไรบ้าง

การเดินธรรมยาตรา เป็นการรณรงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความหวงแหนและตื่นตัวเรื่องธรรมชาติ ในพื้นที่ลุ่มน้ำลำปะทาวตลอดสาย เป็นการพยายามชี้ให้คนเห็นว่า ธรรมชาติบนหลังเขาเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ  ภูเขากลายเป็นเขาหัวโล้น ป่าถูกทำลาย สัตว์หดหาย หน้าดินเสื่อม กลายเป็นดินที่ไร้ชีวิต ส่วนลำห้วยก็ตื้นเขิน น้ำต็มไปด้วยสารพิษ สัตว์น้ำนานาชนิดไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ เราพยายามชี้ให้ชาวบ้านเห็นปัญหา ที่เกิดขึ้น

อันที่จริงปัญหาเหล่านี้ชาวบ้านก็เห็นอยู่ แต่เขาไม่รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่เขาจะต้องดูแลหรือแก้ไข เพราะคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของ อบต. อบจ. หรือหน้าที่ของรัฐบาล เราก็พยายามกระตุ้นให้เขาสำนึกว่าเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องช่วยกันทำ เพราะมันเป็นของๆ เรา เราต้องช่วยกันดูแล

ขณะเดียวกันก็พยายามทำให้เขารู้สึกห่วงใย รู้ร้อนรู้หนาวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติรอบตัวเขา อย่างที่ หลวงพ่อคำเขียนเคยพูดอยู่เสมอว่า “ป่าไม้ล้มป่วย แม่น้ำร้องไห้ แผ่นดินกำลังจะตาย”  ถ้าคนเรารู้สึกร้อนหนาวไปกับสิ่งเหล่านี้ เขาก็จะเกิดความตื่นตัว อยากจะช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ธรรมยาตราก็พยายามพูดถึงตรงนี้   อีกด้านหนึ่งก็เป็นการให้กำลังใจชาวบ้านที่ตื่นตัวเรื่องนี้  คนกลุ่มนี้มีสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เขาอาจรู้สึกโดดเดี่ยว เหมือนหัวเดียวกระเทียมลีบ แต่พอมีธรรมยาตราผ่านมา และเอาเรื่องราวของที่นั่นที่นี่มาเล่าว่ามีการอนุรักษ์ป่ากันอย่างไร รักษาแหล่งน้ำอย่างไร คนเหล่านี้ก็เกิดกำลังใจ

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือเป็นประโยชน์ต่อผู้เดินธรรมยาตรา ผู้เดินเกิดความรู้สึกรักป่า รักธรรมชาติมากขึ้น คนเราเวลาอยู่ในห้องแอร์ก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าธรรมชาติมีความสำคัญ แต่เวลามาเดินกลางแดดจะรู้สึกรักต้นไม้มาก เห็นต้นไม้ก็ดีใจเพราะจะได้อาศัยร่มเงาหลบแดด อันนี้เป็นการปลุกสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความรักธรรมชาติ รวมทั้งการนอนกลางดินกินกลางทราย ก็ทำให้เกิดความใกล้ชิดกับธรรมชาติ ความผูกพันก็จะมีมากขึ้น  ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งก็คือ การช่วยให้เขารู้สึกมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่าย เพียงแค่มีน้ำเปล่าดับกระหายก็มีความสุขแล้ว เพียงแค่มีลมพัดเบาๆ มากระทบกายขณะที่เดินก็มีความสุขแล้ว หรือว่าขณะที่เดินกลางแดดร้อนๆ พอได้อยู่ใต้ร่มไม้ก็มีความสุขแล้ว เขาจะมีความสุขได้ง่ายขึ้น เห็นว่าความสุขเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องกินของแพง  ก็มีความสุขได้

ธรรมยาตราทำให้ผู้คนเห็นความสำคัญของชีวิตที่เรียบง่าย ทำให้คนเราเอาเปรียบเบียดเบียนธรรมชาติน้อยลง  ทุกวันนี้ผู้คนมีชีวิตที่ซับซ้อนมากขึ้น ความสุขของเรากลายเป็นเรื่องยากมากขึ้น  เราก็เลยเบียดเบียนธรรมชาติเพื่อมาสนองความต้องการ ปรนเปรอความสุขให้กับเรา ทั้งที่เราสามารถมีความสุขได้โดยไม่ต้องทำร้ายธรรมชาติ แค่นั่งเล่นใต้ร่มไม้ ได้สัมผัสกับลมที่พัดมาเบาๆ ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น ได้เห็นดวงดาวในคืนเดือนมืด แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว เป็นความสุขที่เกิดจากการอยู่ร่วมกันฉันมิตรกับธรรมชาติ แต่ความสุขของคนทุกวันนี้มักเกิดจากการเบียดเบียนธรรมชาติ ทั้งโดยรู้ตัวไม่รู้ตัว ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

จากโครงการธรรมยาตราที่ให้คนกลับมาตระหนักเรื่องของธรรมชาติ มาถึงเหตุการณ์ไฟป่า และเรื่องของจิตอาสาต่างๆ เหล่านี้ หลวงพี่คิดว่ามนุษย์ ธรรมชาติ และธรรมะ มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไร
 
มนุษย์กับธรรมชาติแยกจากกันไม่ออก เพราะมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ  ไม่ว่าในมุมมองของพุทธศาสนา หรือมุมมองทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่มีธรรมชาติก็ไม่มีมนุษย์ ไม่มีโลกอย่างทุกวันนี้ อย่าว่าแต่มนุษย์เลย ชีวิตอื่นก็มีไม่ได้ ร่างกายเราประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ  หรือ คาร์บอน ออกซิเจน ไนโตรเจน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม  ธาตุเหล่านี้มาจากธรรมชาติรอบตัวเราทั้งนั้น ทั้งที่มาในรูปของอากาศ และอาหาร จะเห็นได้ว่าร่างกายของเราแยกขาดจากธรรมชาติไม่ได้ จิตใจของเราก็อิงอาศัยธรรมชาติเช่นกัน

มีการวิจัยมากมายที่เชื่อกันว่าคนเราถ้าอยู่ท่ามกลางธรรมชาติแล้วจิตใจจะผ่อนคลายสงบเย็น  ส่วนร่างกายก็แข็งแรง มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ฮอลแลนด์  พบว่าคนที่อยู่ในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรรอบพื้นที่สีเขียว จะมีโรคภัยไข้เจ็บนานาชนิดน้อยกว่าที่อื่น ไม่ว่า  โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคหืด รวมทั้ง ไมเกรน ซึมเศร้า  นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยที่พบว่าเพียงแค่ได้เห็นภาพธรรมชาติ ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงในสมอง ทำให้เกิดความเมตตากรุณา เหมือนกับว่ามนุษย์เราถูกสร้างมา หรือวิวัฒนาการมาเพื่ออยู่ท่ามกลางธรรมชาติ อาศัยธรรมชาติเป็นเครื่องกล่อมเกลา  มนุษย์กับธรรมชาติจึงแยกจากกันไม่ออก ไม่ว่าจะมองในมุมของศาสนาหรือวิทยาศาสตร์  

ธรรมชาติกับธรรมะ ยิ่งในทางพุทธศาสนายิ่งชัดเจนเพราะว่าธรรมะ ถึงที่สุดก็คือกฎธรรมชาติ ธรรมะไม่ได้หมายถึงแค่ความดีเท่านั้น ธรรมะยังหมายถึงความจริง ทางพุทธศาสนา คำว่า “สัจธรรม” หมายถึง กฎธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่แล้วก่อนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และก็มีมาตลอดไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้าหรือไม่ ถ้าหากเราเข้าใจกฎธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เราก็สามารถมีชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติและเป็นสุขได้  การพ้นทุกข์ของมนุษย์เกิดขึ้นจากการเข้าใจธรรมชาติ หรือกฎธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ที่ศาลาใหญ่จะมีข้อความของหลวงพ่อคำเขียนว่า  “ธรรมะนี้ก็คือตัวธรรมชาติจริง ๆ ไม่ได้นอกเหนือจากธรรมชาติไปที่ไหน   เราอาจบรรลุธรรมด้วยการสังเกตธรรมชาติก็ได้”

พุทธศาสนามองว่า การบรรลุธรรม รู้แจ้งในสัจธรรมจนพ้นทุกข์ เกิดขึ้นได้จากการพินิจพิจารณาธรรมชาติ การที่พระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ใบไม้ร่วงหล่น ดอกบัวบานแล้วร่วงโรยไป ล้วนแล้วแต่แสดงสัจธรรมให้เราเห็น ซึ่งถ้าเราเข้าใจอย่างลึกซึ้งก็สามารถบรรลุธรรมได้ อย่างพระเถระบางท่านในสมัยพุทธกาลบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์จากการเห็นใบบัวที่บานแล้วก็ร่วงโรย

ธรรมชาติสอนธรรมให้เราตลอดเวลา พระพุทธเจ้าจึงสนับสนุนให้ทุกคน ไม่ว่าพระหรือฆราวาสไปปฏิบัติอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะว่าธรรมชาติทำให้ใจสงบเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดปัญญาเห็นธรรมได้ด้วย เพราะในมุมมองของพระพุทธศาสนา ธรรมะกับธรรมชาติแยกจากกันไม่ออก

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือการมีปัญญาเห็นแจ้งว่า ธรรมชาติในตัวเรากับธรรมชาติภายนอกแยกจากกันไม่ได้ นี่เป็นความจริงที่ลึกซึ้งมาก เมื่อเราเห็นว่าธรรมชาติภายนอก และธรรมชาติในตัวเราเป็นอันเดียวกัน ไม่ได้แยกจากกัน ตรงนั้นแหละแปลว่าเข้าถึงธรรมแล้ว

คำว่า “รักษาป่า คือ รักษาธรรม” ขอให้หลวงพี่ช่วยให้ความเข้าใจถึงความหมาย

พุทธศาสนามีความใกล้ชิดกับธรรมชาติมาก พระพุทธเจ้าประสูติใต้ร่มไม้  ทรงปฏิบัติธรรมและบรรลุธรรมใต้ต้นไม้ ท่ามกลางธรรมชาติที่ร่มรื่น และทรงแสดงธรรมครั้งแรกในป่า จนกระทั่งมีพระอรหันต์เกิดขึ้น คือ ปัญจวัคคีย์ สุดท้ายก็ทรงปรินิพพานใต้ต้นไม้  ตลอดชีวิตของพระพุทธองค์สัมพันธ์กับธรรมชาติ สัมพันธ์กับป่า สัมพันธ์กับต้นไม้ตลอด จะเรียกว่าป่าเป็นต้นกำเนิดของพุทธศาสนาก็ได้

ในช่วงพระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์ชีพ หรือหลังจากที่ทรงปรินิพพานไปแล้ว พระสงฆ์จำนวนมากในพระพุทธศาสนาใช้ชีวิตและปฏิบัติธรรมในป่า บรรลุธรรมขณะอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ อาศัยความสงบของธรรมชาติทำให้เกิดปัญญาเห็นธรรม  รวมทั้งพินิจพิจารณาธรรมชาติจนเกิดปัญญา จิตหลุดพ้นจากความทุกข์และนำธรรมะมาเผยแผ่

ถ้าไม่มีป่าให้พระได้มาปฏิบัติหรือบำเพ็ญเพียร ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ คงสะดุดหรือขาดตอน การที่ยังมีป่าอยู่เอื้อให้พระได้มาปฏิบัติธรรม ทำให้คำสอนของพระพุทธองค์ถ่ายทอดสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ให้ผู้คนสัมผัสได้จริง ไม่ใช่ธรรมะจากตัวหนังสือ หรือในพระไตรปิฎก ธรรมะในตัวหนังสือที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกก็สำคัญ การจารึกและถ่ายทอด หรือสืบทอดคำสอนของพระองค์ในรูปคัมภีร์ก็สำคัญ แต่ว่าสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ สภาวธรรมที่เกิดขึ้นและถ่ายทอดลงมาจากรุ่นสู่รุ่น จากคนสู่คน จนมาถึงปัจจุบัน  ปรากฏการณ์อย่างหลังเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีป่ามีธรรมชาติให้ผู้คนได้ปฏิบัติจนเข้าถึงธรรม เห็นแจ้งในสัจธรรม แล้วนำมาสอน นำมาถ่ายทอด ถ้าไม่มีป่าก็อาจทำให้การปฏิบัติหรือการบำเพ็ญเพียรเพื่อเข้าถึงธรรมมีอุปสรรคได้

จริงอยู่ธรรมะปฏิบัติได้ทุกหนทุกแห่ง แต่ว่าธรรมชาติของมนุษย์ การปฏิบัติธรรมจะทำได้ดีก็ท่ามกลางธรรมชาติ ดังนั้น รักษาป่าจึงเป็นการรักษาธรรม  หมายความว่า  การรักษาป่าช่วยให้ธรรมะของพระพุทธศาสนายังสามารถสืบทอด เหมือนกับป่าทำให้เกิดต้นน้ำและกลายเป็นลำธาร เป็นแม่น้ำสายใหญ่ ไม่มีป่าก็ไม่มีแม่น้ำ นี่พูดถึงในเมืองไทย เพราะบางประเทศน้ำในห้วยมาจากหิมะ  แต่เมืองไทยน้ำมาจากป่า ไม่มีป่าก็ไม่มีสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน  ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าไม่มีป่าก็ไม่มีต้นธารแห่งธรรมที่หล่อเลี้ยงจิตใจของผู้คน  

มองในแง่นี้ป่าจึงทำหน้าที่  ๒ อย่าง คือ ให้ทั้งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน และเป็นต้นกำเนิดของสายธารธรรมที่หล่อเลี้ยงจิตใจของผู้คน ดังนั้นรักษาป่าจึงเท่ากับรักษาธรรม  ทำนองเดียวกัน รักษาป่าเท่ากับรักษาชีวิต  เพราะถ้าไม่มีป่าก็ไร้น้ำ เมื่อไร้น้ำก็ไร้ชีวิต นั่นเป็นเรื่องของนิเวศวิทยา ส่วนในทางธรรม ป่าก็มีความสำคัญต่อจิตใจไม่น้อยไปกว่ากัน

ทางคาทอลิกจะพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมว่าเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้า เป็นจิตวิญญาณ หรือความเชื่อของชนเผ่าก็เชื่อในเรื่อง spirit เรื่องผีเจ้าป่าเจ้าเขาที่เขาให้ความเคารพ ตรงนี้ใช่ไหมที่ทำให้คนที่มีหลักยึดนี้สามารถรักษาป่าได้อย่างศรัทธาอย่างเคารพ ทำให้ป่าตรงนั้นยังคงยั่งยืนอยู่ได้ หลวงพี่คิดอย่างไร คิดว่าแนวทางที่เราจะดูแลอนุรักษ์ป่าต่อไปควรเป็นอย่างไร

สมัยนี้ความเชื่อทางศาสนาลดน้อยถอยลง แต่อาตมาเชื่อว่าความคิดในเชิงนิเวศวิทยา ซึ่งมีพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ก็ยังสามารถทำให้คนเราเห็นคุณค่าของธรรมชาติได้ โดยเฉพาะถ้าตระหนักว่าธรรมชาติ ไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่ให้น้ำให้อากาศ ให้ปัจจัยสี่เท่านั้น นั่นเป็นเรื่องทางกาย ทางวัตถุ แต่ว่าป่ายังมีคุณค่าต่อจิตใจของผู้คนด้วย ในยามที่ผู้คนมีความว้าวุ่นรุ่มร้อน การมาอยู่ป่า อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ก็ช่วยเยียวยา ช่วยให้ใจสงบได้ เดี๋ยวนี้มีการบำบัดที่เรียกว่าป่าบำบัด หรือธรรมชาติบำบัด ธรรมชาติบำบัดในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ใช้วิธีการรักษาที่อิงธรรมชาติ เช่น กินอาหารธรรมชาติ  แต่หมายถึงการไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติหรืออยู่ในป่าเพื่อบำบัดความเจ็บป่วย โดยเฉพาะความเครียด

ประเทศเกาหลีใต้มีโครงการเยียวยาผู้ที่เครียดจัดด้วยการพาไปอยู่ป่า  ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในป่า เช่น เล่นโยคะ ทำภาพศิลปะจากดอกไม้แห้ง ได้ผลดีมาก ตอนนี้มีป่าบำบัดแล้ว ๓ แห่ง และกำลังจะเปิดอีก ๓๐ กว่าแห่งทั่วประเทศ  กรมอุทยานเกาหลีใต้มีโครงการที่จะใช้ป่าบำบัดเพื่อให้บริการผู้คนตั้งแต่ก่อนคลอดจนถึงลมหายใจสุดท้าย นิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกฉบับเดือนเมษายน พูดถึงคุณค่าของธรรมชาติว่ามีมากมายหลายประการ ทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ  แต่นั่นเป็นเพียงข้อมูล คนเราจะรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติได้  แค่อ่านหนังสืออย่างเดียวไม่พอ ต้องทดลองไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติจริงๆ แล้วจะมีความรู้สึกผูกพันที่ชนิดที่ข้อมูลทางวิชาการให้ไม่ได้

คนเราจะอนุรักษ์ป่าได้ต้องมีความรู้สึกผูกพัน ไม่ใช่แค่มีข้อมูลหรือมีความรู้ว่าป่ามีความสำคัญอย่างไร ถ้าไม่มีป่าแล้วโลกจะร้อนมากขึ้นอย่างไร ฝนฟ้าอากาศจะแปรปรวนอย่างไร  นั่นเป็นเรื่องของข้อมูล เรื่องของเหตุผลในสมอง แต่ว่ายังไม่สามารถเปลี่ยนจิตใจของคนได้จนกว่าจะไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ต่อเมื่อได้สัมผัสกับธรรมชาติทั้งเนื้อทั้งตัวจึงจะรักธรรมชาติ ความรักธรรมชาตินี่แหละจะทำให้เกิดความเคารพธรรมชาติ และทำให้จิตใจสัมผัสกับบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งอาจช่วยยกระดับจิตใจให้เข้าสู่อีกสภาวะหนึ่งซึ่งเรียกว่า spirituality เป็นสภาวะที่จิตเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ โดยไม่ต้องอาศัยเหตุผล แต่เป็นความรู้สึกที่เชื่อมโยงหรือจูนกันได้ จนกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน คนที่ไม่เชื่อเรื่องศาสนาหลายคนก็สัมผัสกับ spirituality ซึ่งเป็นสภาวะทางจิตวิญญาณ จากการที่ได้เข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติจนถึงแก่นของธรรมชาติ ทำให้คนจำนวนมากหลงรักธรรมชาติ ทุ่มเทเพื่อธรรมชาติ และพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อธรรมชาติ

ในยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นก็มีคนประเภทนี้อยู่มาก แม้เขาจะไม่ได้มีศรัทธาในศาสนาตามแบบแผนประเพณี แต่เขารู้สึกว่ามีสภาวะอันลึกซึ้งสงบเย็นบางอย่างที่เขาได้รับจากธรรมชาติ และช่วยทำให้เขามีความสุข ตรงนี้อาตมาคิดว่าคนสมัยใหม่ต้องมาสัมผัสเอง แต่จะสัมผัสได้ต้องยอมละทิ้งความสะดวกสบายทางวัตถุ ปัญหาหรืออุปสรรคของคนสมัยนี้ก็คือติดความสะดวกสบายมาก บางอย่างก็ไม่ใช่เรื่องความสะดวกสบาย แต่เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าขาดไม่ได้ เช่น สัญญาณโทรศัพท์มือถือ สัญญาณไวไฟ  ผู้คนติดมันมาก หารู้ไม่ว่ามันเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราไม่สามารถสัมผัสสิ่งวิเศษ สิ่งประเสริฐที่ธรรมชาติจะมอบให้เรา การไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติคือการฝากตัวให้ธรรมชาติดูแล อยู่อย่างประสานกลมกลืนกับจังหวะของธรรมชาติ มืดก็นอน สว่างก็ตื่น ถึงเวลาหนาวก็ได้สัมผัสกับความหนาว ถึงเวลาร้อนก็สัมผัสกับความร้อน ไม่เหมือนอยู่ในเมืองหรืออยู่ในตึก เปิดแอร์และเปิดไฟสว่างตลอดเวลา จึงไม่มีความรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติเลย ไม่รู้สึกถึงจังหวะของธรรมชาติ แต่ถ้าข้ามตรงนี้ไปได้ ไม่ห่วงเรื่องความสะดวกสบาย หรือสัญญาณโทรศัพท์  เราก็จะได้เจอสิ่งที่วิเศษกว่า

เรียกว่า ถ้าจะเข้าถึงธรรมชาติ ก็ต้องเข้าหาธรรมชาติ

ใช่ ต้องสัมผัสด้วยตัวเอง สัมผัสทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งกายและใจ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า สัมผัสด้วย being ของเรา being เป็นเรื่องของสภาวะภายในที่ลึกซึ้ง  บางคนเอาตัวไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติแล้ว แต่ being  ยังไม่จูนเข้ากับธรรมชาติก็ได้ เพราะใจมันลอยฟุ้งซ่าน ตัวอยู่ในป่าแต่ใจคิดถึงบ้าน คิดถึงงาน นึกถึงแฟน  อะไรต่อมิอะไร จิตจึงไม่สงบ ไม่เป็นสมาธิ being จึงเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติไม่ได้  ต่อเมื่อจิตนิ่งพอ เรียกว่าจิตอยู่กับปัจจุบัน จนเกิดความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ จึงจะสัมผัสกับสภาวะที่เรียกว่า spirituality ได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved