กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > สังคมที่สงบสุขต้องขับเคลื่อนให้มีความเสมอภาค ยุติธรรม และเป็นประชาธิปไตย

กลับหน้าแรก

สังคมที่สงบสุขต้องขับเคลื่อนให้มีความเสมอภาค ยุติธรรม และเป็นประชาธิปไตย

สัมภาษณ์พิเศษ มติชนสุดสัปดาห์
พระไพศาล วิสาโล นักเขียน “รางวัลศรีบูรพา”
เรื่องโดย สุธาทิพย์ โมราลาย
ภาพโดย แดงชาย

ฉบับวันที่ ๔ มิ.ย. ๕๓

แบ่งปันบน facebook Share   
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

- ๑ -

พระไพศาล วิสาโล กล่าวไว้ในสุนทรกถาในฐานะ “นักเขียนรางวัลศรีบูรพา”คนที่ ๒๒ เนื่องในโอกาสวันนักเขียน ๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ กรุงเทพฯ ว่า

“... ในอดีตไม่เคยมีพระภิกษุที่ได้รับรางวัลนี้ ด้วยเหตุนี้การได้รับรางวัลศรีบูรพา จึงเป็นเรื่องที่เหนือการคาดคิดของอาตมา...”

สำหรับผู้ที่ติดตามอ่านผลงานประพันธ์ของ พระไพศาล วิสาโล มาอย่างต่อเนื่อง คงไม่ถือเป็นเรื่อง “เหนือการคาดคิด”

เนื้อหาส่วนหนึ่งในสุนทรกถาของพระไพศาล วิสาโล คือการเน้นย้ำเรื่องจิตวิญญาณหรืออิสรภาพทางจิตใจซึ่งมีความสำคัญต่อมวลมนุษย์ทุกคน และแม้จะถูกจองจำ เช่น นักประพันธ์อย่าง กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือศรีบูรพา ก็ยังสามารถประคองจิตใจให้มีอิสรภาพสมบูรณ์ได้ในพันธนาการหรือที่คุมขังนั้น

บทสนทนายามเช้าละแวก วัดกำแพง นนทบุรี จากพระไพศาล วิสาโล ชวนให้คิดไปถึงแนวคิดเดียวกันจากหนังสือชื่อ “บันทึกอิสรชน” ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์หรือ “ศรีบูรพา” ซึ่งได้ประพันธ์เรื่องนี้ขึ้น ขณะถูกจองจำอยู่ในคุก (พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. ๒๕๔๙) รวมถึงผลงานชิ้นเอกอีกเรื่องคือ “แลไปข้างหน้า” ซึ่งชนิด สายประดิษฐ์ ศรีภริยาของกุหลาบ สายประดิษฐ์เล่าว่า ท่านเขียนในขณะถูกจองจำเช่นกัน แต่ก็ยังสามารถ “แลไปข้างหน้า”ได้อย่างไม่สิ้นสุด...

พระไพศาล วิสาโล ได้ยกตัวอย่างอิสรภาพง่ายๆ จากหญิงในคุกนาซีคนหนึ่ง ซึ่งเธอเล่าว่าได้คุยกับดอกไม้ที่โผล่พ้นหน้าต่างคุกขึ้นมาอย่างหลุดพ้นจากพันธนาการ และมีความเบิกบาน ไม่ต่างจากดอกไม้งามที่ผลิบานตามธรรมชาติ เมื่อฤดูกาลเวียนมาถึง

“เราจะหาอ่านเรื่องนี้ได้จากหนังสือเล่มไหนคะ”

ข้าพเจ้าเรียนถามพระไพศาล วิสาโล เพราะสนใจในเรื่องเล่าง่ายๆ แต่ลึกซึ้งนั้น

พระไพศาล ได้เดินไปที่หิ้งหนังสือซึ่งมีกองหนังสือวางสูงเรียงรายเหนือหัวหลายประเภทวางกองเป็นชุดๆ อย่างเป็นระเบียบทันที แล้วยืนเขย่งขึ้น เพื่อหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่ง

หนังสือเล่มนั้นชื่อ “ร่มไม้และเรือนใจ” เขียนโดย พระไพศาล วิสาโล พิมพ์โดยสำนักพิมพ์วุฒิธรรมเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓

แล้วพระไพศาล วิสาโล ก็ก้มหน้าลงอ่านเรื่องเล่านั้นให้ฟัง ผ่านตัวอักษรของท่านเอง จากบทที่ชื่อว่า “บ่มเพาะความสดใสให้ชีวิต” ซึ่งเปิดเรื่องด้วยบทกวีว่า

ความหวังอันงดงามบินหนีจาก
แม้ความฝันก็พลันเหือดแห้ง
แต่กล้วยไม้ป่ายังผลิบานทุกหน้าหนาว

เสียงนุ่มนวลชัดเจนและได้จังหวะของพระไพศาล วิสาโล ผ่านเรื่องเล่านั้น ทำให้ผู้เข้านมัสการท่านต้องเงียบเสียงลง เพื่อฟังธรรมะผ่านการอ่านและบทเรียนของหญิงจากคุกนาซีผู้นั้น

“ธรรมชาติมีพลังแห่งชีวิตที่สามารถสื่อให้เราหยัดกายยืนขึ้นใหม่ได้ วิคเตอร์ แฟรงเคิล นักจิตบำบัดอันลือชื่อ ซึ่งรอดชีวิตจากค่ายนรกนาซีมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ พูดถึงหญิงร่วมชะตากรรมคนหนึ่งซึ่งกำลังจะตายจากค่ายที่เธออยู่ เธอสามารถมองเห็นไม้ต้นหนึ่งทางหน้าต่าง ซึ่งมีดอกตูมอยู่ ๒ ดอก

เธอเล่าว่า “ มีสิ่งเดียวที่เป็นเพื่อนฉันในยามอ้างว้าง คือต้นไม้ต้นนี้” แล้วเธอก็เล่าต่อว่า “ฉันชอบคุยกับต้นไม้ต้นนี้ แล้วเขาก็ตอบฉันเสียด้วย”
วิคเตอร์สงสัย จึงถามว่า “ต้นไม้บอกอะไรเธอบ้าง”
เธอตอบว่า “ต้นไม้บอกฉันว่า ฉันอยู่นี่ ฉันอยู่นี่ ฉันคือชีวิต ชีวิตนิรันดร์”


ระหว่างการสนทนาธรรม มีโทรศัพท์ที่ติดต่อมาเพื่อขอสัมภาษณ์ทัศนะหรือความคิดเห็นด้านสังคมจากพระไพศาล วิสาโล เราจึงได้ร่วมฟังคำตอบนั้นด้วย ท่านตอบผ่านการพูดโทรศัพท์นั้นทันที หลังคำถามจากอีกฝ่ายว่า

“อยากให้คนไทยรับรู้ความทุกข์ของกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม เป็นเวลาที่เราควรเปิดใจ เมื่อเราเข้าใจความเจ็บปวด ความสูญเสีย อาตมาก็เชื่อว่า ตอนนี้ต้องตระหนักว่า การเข้าใจถึงความเจ็บปวด ความสูญเสียของกันและกันเป็นเรื่องสำคัญ พยายามหลีกเลี่ยงการเพ่งโทษ การกล่าวโจมตี หรือทับถมซึ่งกันและกัน นี่ไม่ได้หมายความถึงเรื่องความผิด แล้วเราจะมองข้ามไป ไม่ใช่ อะไรที่เราทำผิดกฎหมายบ้านเมืองก็ว่ากันไป

อาตมาคิดว่าเราควรให้ความเห็นใจผู้เจ็บป่วยหรือสูญเสีย เข้าใจ เปิดใจ และร่วมรับรู้ความทุกข์ให้เขาระบาย เราฟังเขา แล้วเราจะสามารถมองไปข้างหน้า หรือก้าวเดินไปข้างหน้าได้ แม้หลายคนจะหมดหวังในบ้านเมือง สิ้นศรัทธาในมนุษย์ แต่เรามีโอกาสที่จะก้าวข้ามวิบากกรรมนั้น แล้วเดินไปสู่แสงสว่างได้

คนไทยเราเคยผ่านเหตุการณ์ย่ำแย่อย่างนี้มาก่อน อาตมาเคยผ่านเหตุการณ์ ๖ ตุลาฯ ๒๕๑๙ ซึ่งผู้คนรู้สึกว่าบ้านเมืองย่ำแย่เหลือเกิน หมดศรัทธาในมนุษย์ แต่ในที่สุดเราก็ผ่านมาได้ สงครามกลางเมืองก็ไม่เกิด จึงอยากให้มีความหวัง เมื่อมีความหวังก็สามารถเกิดพลังสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามได้

เมื่อเราหดหู่ท้อแท้ ก็จะทำให้เรานำความทุกข์ออกไป แต่ความหวังจะเป็นพลังใจที่สามารถช่วยให้ขับเคลื่อนเรากันเองและสังคมไทยไปในทิศทางที่ดีงาม และสมานความเลวร้ายที่เกิดขึ้นได้

ตอนนี้เป็นช่วงที่เราต้องใช้สติปัญญาให้มาก ไม่ใช้กำลังกันด้วยความโกรธ เกลียด ซึ่ง เราต้องใช้ความอดทน แต่ถ้าทำได้ก็จะได้ผล วิธีคิดแบบนี้ต้องใช้สติปัญญา ต้องใช้ปัญญา ใช้สติ ไม่ใช้กำลังอย่างเดียว เพราะจะยิ่งทำให้ความโกรธความเกลียด ไม่จบไม่สิ้น

อาตมาก็ยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ อยากบอกว่า อย่าจมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือผ่านมาแล้ว เพราะจะไม่มีพลังทำอะไร เราสามารถเปลี่ยนความสูญเสียให้ดีขึ้นได้....เจริญพร”

คำถามจากปลายสายนั้นได้ผ่านไปแล้ว แต่มีอีกสายจากสื่อมวลชนบางฉบับที่ติดต่อเข้ามาว่า จะมาขอเข้านมัสการท่านเพื่อสัมภาษณ์ก่อนเที่ยงวัน และบ่ายวันเดียวกัน พระไพศาล วิสาโล แจ้งว่ายังมีกิจนิมนต์ไปที่อนุสรณ์สถานฯ เพื่อร่วมกิจกรรมทางสังคมจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เพิ่งเกิดขึ้นในสังคมไทย

แนวคิดจากสุนทรกถาของ พระไพศาล วิสาโล เรื่องของ “ความขัดแย้ง”อันนำไปสู่ความรุนแรงในสังคมนั้น ควรที่จะนำมาพิจารณาร่วมกันให้ถ่องแท้อย่างกว้างขวาง ดังนี้

“วัฒนธรรมแห่งความเกลียดชังได้ปลุกเร้าให้ผู้คนเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เพียงเพราะมีความแตกต่างทางความเชื่อ ศาสนา อุดมการณ์ ชาติพันธุ์ รวมทั้งสถานะทางสังคม ความกลัวและความหวาดระแวงทำให้มองผู้ที่คิดต่างจากตนเป็นศัตรู ทุกวันนี้การแบ่งฝักฝ่ายขยายตัวจนกระทั่งมองเห็นคนที่ใส่เสื้อคนละสีกับตน เป็นคนเลว เพราะปักใจเชื่อล่วงหน้าเอาไว้แล้วว่า มีแต่คนเลว ไม่รักชาติ เหยียดหยามประชาชน อกตัญญูต่อสถาบัน เท่านั้นที่สวมใส่เสื้อสีนั้น ๆหรือสมาทานความเชื่อทางการเมืองที่ผูกติดกับสีนั้น ต่างฝ่ายต่างติดป้ายติดฉลากให้แก่กันจนมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ผลก็คือพร้อมที่จะห้ำหั่นประหัตประหารกัน

หากวัฒนธรรมแห่งความละโมบ แวดล้อมอยู่ที่คำว่า กิน กาม เกียรติ วัฒนธรรมแห่งความเกลียดชัง ก็รวมศูนย์อยู่ที่คำว่า โกรธ เกลียด กลัว ทั้ง ๖ ก.นี้กำลังบ่อนทำลายสังคมไทยและกัดกินจิตวิญญาณของผู้คนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในสภาพเช่นนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกันเสริมสร้างพลังทางจิตวิญญาณให้แก่ผู้คน เพื่อต้านทานการครอบงำของวัฒนธรรมสองกระแสใหญ่ดังกล่าว ด้านหนึ่งก็ด้วยการฟื้นฟูคุณค่าอันดีงาม เพื่อให้ประชาชนยึดถือและเป็นหลักในการดำเนินชีวิต แต่เท่านั้นย่อมไม่พอ หากควรส่งเสริมให้ผู้คนได้เข้าถึงความสุขทางจิตใจ อันเป็นความสุขที่ประณีตและประเสริฐกว่าความสุขทางวัตถุ ผู้ที่เข้าถึงความสุขดังกล่าวนอกจากจะไม่หวั่นไหวต่อการเย้ายวนของกิน กาม เกียรติแล้ว ยังพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น เพราะประจักษ์แก่ใจว่า การให้ความสุขแก่ผู้อื่น ย่อมทำให้ตนมีความสุขด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นการลดละความยึดติดถือมั่นใน “ของกู” จึงทำให้จิตใจเบาสบาย สงบเย็น

ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้คนเข้าถึงความสุขทางจิตใจ ก็คือการส่งเสริมให้ผู้คนมีสติรู้เท่าทันความโกรธ-เกลียด-และกลัวในใจ รวมทั้งเห็นถึงโทษของความยึดติดถือมั่นในอุดมการณ์ ซึ่งนอกจากทำให้จิตใจคับแคบแล้ว ยังทำให้เกิดทิฏฐิมานะหนาแน่น จนอัตตาครองใจ ไม่เพียงทำให้ตนมีความทุกข์เท่านั้น หากยังสามารถก่อความทุกข์นานัปการแก่ผู้อื่น รวมทั้งการทำลายล้างกัน เมื่อใดก็ตามที่มีสติ ความโกรธ-เกลียด-กลัวย่อมครองใจได้ยาก ทำให้สามารถเห็นความเป็นมนุษย์ของผู้ที่อยู่คนละฝ่ายกับตน เห็นความทุกข์ของเขา เห็นแม้กระทั่งความดีของเขา เมื่อนั้นก็พร้อมจะให้อภัยและสามารถให้ความรักความเมตตากับเขาได้ เพราะถึงที่สุดแล้วเขาก็เป็นเพื่อนที่รักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกับเรา แม้จะยังมีความขัดแย้งกันอยู่จะเป็นเพราะความแตกต่างทางด้านความคิดหรือผลประโยชน์ก็ตาม แต่ก็จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ยิ่งกว่าที่จะใช้ความรุนแรงต่อกัน

อาตมาตระหนักดีว่า หากปรารถนาสังคมที่สงบสุข จำเป็นต้องขับเคลื่อนให้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีความเสมอภาค ยุติธรรม และเป็นประชาธิปไตย แต่การเปลี่ยนแปลงสังคมมิได้มีแต่มิติด้านการเมืองเศรษฐกิจเท่านั้น มิติทางจิตวิญญาณก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน จะว่าไปแล้วมิติทั้งสองแยกจากกันไม่ออก จิตวิญญาณของผู้คนมิอาจเจริญงอกงามได้หากอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจการเมืองที่เลวร้าย ในทางกลับกันระบบเศรษฐกิจการเมืองย่อมไม่อาจเจริญงอกงามได้หากจิตวิญญาณของผู้คนถดถอย อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของสองมิติดังกล่าวมักจะถูกมองข้ามไป ทำให้การเปลี่ยนแปลงสังคมในปัจจุบันละเลยมิติด้านจิตวิญญาณ ส่วนผู้ที่ใส่ใจกับมิติด้านจิตวิญญาณก็มักจะไม่สนใจสังคม หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเฉพาะตน ด้วยเหตุนี้สิ่งหนึ่งที่อาตมาพยายามทำก็คือการเชื่อมโยงทั้งสองมิติให้ประสานกัน

แน่นอนว่าในฐานะพระภิกษุ ย่อมไม่มีอะไรดีกว่าการพยายามนำพาผู้คนให้ตระหนักถึงมิติด้านจิตวิญญาณ และช่วยกันเสริมสร้างพลังทางจิตวิญญาณเพื่อขับเคลื่อนชีวิตและสังคมให้เป็นไปในทางที่ดีงาม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการกระตุ้นเชิญชวนให้ผู้คนเห็นศักยภาพภายในที่สามารถนำพาตนให้บรรลุถึงอิสรภาพทางจิตใจได้ ขณะเดียวกันก็เปิดมุมมองเพื่อให้เห็นคุณงามความดีและความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น อันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามร่วมกันโดยสันติวิธี เมื่อคำนึงถึงความสามารถที่มีอยู่อาตมาได้เลือกเอาการเขียนหนังสือเป็นหนทางหนึ่งในการบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าว อาตมาเชื่อว่าภารกิจดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะในยามที่ผู้คนพากันประดิษฐ์ถ้อยคำห้ำหั่นกัน ใส่ร้ายป้ายสี หรือกระตุ้นความเกลียดชังกันอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่สังคมไทยต้องการก็คือถ้อยคำที่เชิญชวนให้ผู้คนมีเมตตาต่อกัน เข้าใจความทุกข์ของกันและกัน รวมทั้งเชื่อมั่นในพลังแห่งความรักยิ่งกว่าพลังแห่งความโกรธเกลียด

ชีวิตการเขียนของอาตมาเริ่มก่อนมานานก่อนที่จะอุปสมบท นั่นคือเมื่อ ๓๘ ปีก่อน เมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยม เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวทั้งหลายที่ตื่นมารับรู้ถึงปัญหานานาชนิดที่เกาะกินบ้านเมืองเวลานั้น อาตมาปรารถนาที่จะเห็นสังคมไทยมีความยุติธรรม เสมอภาค เป็นประชาธิปไตย จึงใช้งานเขียนเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นมโนธรรมสำนึกของผู้คนให้ตื่นตัวมารับใช้สังคม ควบคู่กับการวิพากษ์สังคม ความปรารถนาที่จะเห็นสังคมเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีงาม เอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อทุกชีวิต เป็นความปรารถนาพื้นฐานที่ผลักดันให้เกิดงานเขียนออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่งานเขียนก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ควบคู่กันไปก็คือการทำกิจกรรมทางสังคม ไม่ว่างานสิทธิมนุษยชน สันติวิธี อนุรักษ์ธรรมชาติ

ทั้งนี้เพราะอาตมาไม่ได้ถือตัวว่าเป็นนักเขียน หากเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมมากกว่า แม้เมื่ออุปสมบทแล้ว จะเปลี่ยนบทบาทไป แต่ก็ไม่ทิ้งงานเขียนและงานกิจกรรมอีกหลายอย่าง เป็นแต่ว่าระยะหลังจุดเน้นได้เปลี่ยนไป มาให้ความสำคัญกับมิติทางจิตวิญญาณหรือประเด็นทางศาสนธรรมมากขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่ขาดหายไปมากในขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคม...”

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved