กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > ธรรมนำทาง - นิตยสารลิปส์

กลับหน้าแรก
LIPS vol. 11 no. 12 December 2009

คอลัมน์ เอ่ยปาก
สัมภาษณ์ พระไพศาล วิสาโล

เมื่อครั้งยังเป็นฆราวาส พระไพศาล วิสาโล เป็นทั้งบัณฑิตจากคณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปัญญาชนผู้เคลื่อนไหวเพื่อสังคมมาโดยตลอด เมื่อท่านละวิถีชีวิตทางโลกเข้าสู่วิถีแห่งธรรมจึงมิเคยแม้สักครั้งที่จะละเลยจุดมุ่งหมายสำคัญในการช่วยเหลือสังคม

ตลอด 26 พรรษาในเพศบรรพชิต เจ้าอาวาสแห่งวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ ท่านนี้จึงได้รับการขนานนามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพระนักกิจกรรมหัวก้าวหน้า พระนักปฏิบัติ พระนักพัฒนา พระนักอนุรักษ์ หรือพระนักวิชาการ จากความพยายามเชื่อมโยงพระพุทธศาสนาเข้ากับสังคมเสมอมา ทำให้มีพุทธศาสนิกชนมากมายที่เลื่อมใสศรัทธาในวิถีของท่าน เช่นเดียวกับกิ๊ก-มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ นักแสดงสาวฝีมือเยี่ยม ซึ่งใฝ่รู้ในทางธรรมและหมั่นปฏิบัติธรรมด้วยตนเองอย่างเคร่งครัด

เมื่อสบโอกาสดีที่เธอได้กราบนมัสการพระไพศาล วิสาโล และร่วมสนทนาธรรมกับท่าน แม้จะเป็นชั่วระยะเวลาเพียงไม่นานนักแต่ถ้าหากเปิดดวงตาให้กว้างและเปิดดวงใจให้พินิจอย่างถ่องแท้ คำถามและคำตอบในบรรทัดถัดจากนี้ไปก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับให้สังคมเคลื่อนไปสู่หนทางสว่างในอนาคต

? เวลาได้ฟังข่าวเกี่ยวกับความแตกแยกในสังคมไทย ดิฉันต้องพยายามตั้งสติเพื่อจะรักษาใจตัวเอง จึงอยากถามพระอาจารย์ว่า มีธรรมะข้อใดบ้างที่จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันทางจิตใจได้ในยามที่สถานการณ์บ้างเมืองเป็นเช่นนี้คะ

อย่างที่โยมบอกว่าต้องตั้งสติให้ดี เวลาฟังอะไรก็แล้วแต่ คนเรามักจะมีความคาดหวังแต่ถ้าหากเราวางใจให้เป็นกลางและมีสติ ถึงแม้ข่าวที่ได้ยินจะไม่ค่อยถูกใจ เราก็ปรับใจให้เป็นปกติได้ง่ายขึ้น เราต้องยอมรับว่าคนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ เมื่อตั้งสติเอาไว้เราจะรู้เท่าทันอารมณ์ เพราะการตั้งสติคือการพร้อมดูใจ ถ้าไม่ดูใจเราก็จะไม่รู้ว่าใจกระเพื่อมตามความขุ่นเคืองหรือความหงุดหงิด เหล่านี้เกิดขึ้นเป็นปกติเพียงแต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ตัว

การมีสติไม่ได้แปลว่าไม่รู้สึกอะไร เป็นธรรมดาที่คนเราจะรู้สึกยินดียินร้ายแต่ถ้าเราตั้งสติเราจะรู้ทันจิตที่ยินร้ายและทำให้เราสามารถรับฟังข่าวนั้นอย่างมีวิจารณญาณพิจารณาไตร่ตรอง โดยไม่เอาความถูกใจหรือไม่ถูกใจเป็นหลัก ปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่ไม่ได้พิจารณาเนื้อหาสาระของข่าวจึงไม่สามารถมองเห็นความจริงที่สะท้อนจากข่าวได้อย่างครบถ้วน บางคนอ่านพาดหัวข่าวก็เกิดอารมณ์แล้ว เนื้อข่าวเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ตอนนี้เกิดปัญหามากกับคนต่างสีก็เพราะฟังเฉพาะด้านแล้วก็มาทะเลาะกัน

ความจริงแล้วคนเรามีความคล้ายคลึงกันมากกว่าความแตกต่าง เราอาจจะเหมือนกัน 90 อย่าง แล้วต่างกัน 10 อย่างเท่านั้น เราเชื่อมั่นในความดีงามเหมือนกัน เราจงรักภักดีต่อในหลวงเหมือนกัน เราเชียร์ฟุตบอลทีมเดียวกัน แต่เราไปปักใจจดจ่ออยู่ที่ความแตกต่างแค่บางประการจนทำให้เกิดปัญหา แม้แต่ตัวเราเองเมื่อวานนี้ก็คิดต่างจากวันนี้หรือกระทั่งเวลานี้ตัวเราเองก็อาจจะมีความคิดขัดแย้งกัน ถ้าเรายอมรับความแตกต่างได้เช่นนี้ก็จะไม่จงเกลียดจงชังกัน เมื่อใดที่เรายอมรับได้ก็จะไม่คิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นปฏิปักษ์

ประการต่อมาเราต้องรู้จักปล่อยวาง เดี๋ยวนี้คนไทยปล่อยให้ข่าวการเมืองมากินเนื้อที่ในจิตใจเรามาก เมื่อต้นปีที่ผ่านมาอาตมาได้มีโอกาสเดินทางไปจาริกบุญที่ประเทศศรีลังกา มีชายคนหนึ่งที่ร่วมเดินทางไปด้วยเขาเปิดใจหลังจากที่รอนแรมมา 4-5 วัน ดีมากที่ผู้ร่วมคณะของเราทุกคนไม่มีใครพูดเรื่องการเมืองเลย เพราะเขาเบื่อเรื่องการเมืองมาก แล้วเขาก็บ่นเรื่องการเมืองอยู่ราวครึ่งชั่วโมง ยิ่งพูดก็ยิ่งเกิดอารมณ์ อาตมาจึงถามว่าถ้าเบื่อแล้วทำไมไม่ปล่อยวาง นี่คือปัญหาของคน ยิ่งเกลียดเราก็ยิ่งยึดติด แต่ถ้าเรามีสติก็จะสามารถปล่อยวางได้

? ถ้าอย่างนั้นเราควรใช้ธรรมะข้อใดเพื่อให้สังคมไทยกลับมาสมานสามัคคีกันได้ดังเดิมเจ้าคะ

เมื่อสักครู่เราคุยเรื่องสติไปแล้ว แต่อาตมาคิดว่าเราต้องมีขันติธรรมด้วย ขันติไม่ได้แปลว่าความอดทนเพียงอย่างเดียวแต่ยังหมายถึงความใจกว้าง เมื่อสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่หมอบรัดเลย์เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในประเทศไทย เขาไปกล่าวโจมตีการนับถือพระพุทธรูปที่หน้าร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์ย่านเสาชิงช้า เจ้าของร้านไม่โกรธแต่นั่งฟังแล้วก็ชวนเขาเข้ามาดื่มน้ำข้างในร้าน ในตอนนั้นเองเจ้าของร้านจึงบอกว่าไม่เห็นด้วยที่เขาพูดเช่นนั้น นี่เป็นเครื่องหมายของขันติธรรม ซึ่งคนไทยเราควรมี

ในขันติธรรมจะมีความเมตตากรุณาอยู่ด้วย อาตมาคิดว่าเราควรมีเมตตากรุณากับคนที่ต่างศาสนา ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ต่างความคิด ต่างอุดมการณ์กับเรา นอกจากนี้เรายังต้องมีปัญญาอันหมายถึงความเข้าใจว่าทำไมถึงเกิดความแตกต่างทางความคิดอย่างนี้ เราต้องมีสติปัญญาพอที่จะมองเห็นรากเหง้าของความขัดแย้ง ยิ่งไปกว่านั้นเราควรจะเข้าใจความแตกแยกในเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของคนในสังคม ซึ่งทำให้คนชนบทกับคนในเมืองมองนายกรัฐมนตรีที่พึงปรารถนาไม่เหมือนกัน ปัญหาความรุนแรงจะต้องแก้ที่ตัวเหตุปัจจัยด้วย ไม่ใช่แก้ที่การเรียกร้องให้คนสามัคคีกัน ถ้าพยายามเข้าใจตรงนี้เราจะไม่ตื่นตระหนก เมื่อเรามีสติ ขันติธรรม เมตตาและกรุณา อาตมาเชื่อว่าเราจะรับมือกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างสร้างสรรค์ เราจะสามารถเข้าไปแก้ไขถึงต้นตอของปัญหาที่อยู่ในใจเราและอยู่ในโครงสร้างที่ครอบเราเอาไว้ได้ด้วย

? สำหรับคนที่ยุยงให้ผู้อื่นทะเลาะกันล่ะเจ้าค่ะ ถือว่าเป็นบาปหรือเปล่าอยากให้พระอาจารย์ช่วยแนะแนวทางการสร้างความสุขให้ชีวิตในแต่ละวันด้วยเจ้าค่ะ

ในพระพุทธศาสนาความสุขเกิดขึ้นจากการทำความดี ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ทำชั่ว ไม่เบียดเบียนใครเท่านั้น แต่รวมถึงการทำสิ่งที่เป็นบวกด้วย เช่น การทำทาน ทำไมชาวพุทธถึงเริ่มต้นแต่ละวันด้วยการใส่บาตร เพราะการใส่บาตรเป็นทานที่ทำให้เรามีความสุข พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ให้ความสุขย่อมได้รับความสุข และทานก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำกับพระเท่านั้น จะทำกับผู้อื่นในสังคมก็ได้

ต่อมาก็ต้องทำจิตให้เป็นกุศล ถ้ามีสติอยู่กับปัจจุบัน เราจะมีทุกข์น้อยลง คนเดี๋ยวนี้มีความทุกข์เพราะกังวล เวลาอาบน้ำถูฟันก็ควรคิดถึงแต่ปัจจุบันขณะ รับรู้แต่ความสดชื่นเย็นสบาย ถ้าใจเราไปคิดเรื่องงาน คิดเรื่องรถติด ตัวยังไม่ทันขยับเลยเราก็เป็นทุกข์เสียแล้ว ถ้าเรามีสติอยู่ในแต่ละขณะจิต ใจเราจะโปร่งเบามากขึ้น พูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องวางแผนอนาคต แต่ทุกวันนี้คนจะเครียดมากเพราะจิตไม่ได้อยู่ที่ปัจจุบัน ไปหวนอาลัยอดีต และไปกังวลกับอนาคต จึงไม่สามารถเปิดใจรับความสุขได้

อาตมาเคยชวนคนไปเดินจงกรมในวัดตอนฟ้าสาง ซึ่งบรรยากาศมีแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า และมีเสียงนกร้องกังวาน หลังจากเดินไป 1 ชั่วโมง ถามว่ามีใครได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไรบ้าง กว่าครึ่งบอกว่าไม่ได้ยินเพราะใจเขาคิดเรื่องโน้นนี้อยู่ โลกนี้มีสิ่งสวยงามให้เรารับรู้ตลอด แต่เราไม่สามารถซึมซับได้เพราะใจเราปิด อย่างแรกเราจึงต้องทำใจให้ว่างและมองทุกอย่างในมุมบวก แม้รถจะติดก็ให้คิดว่าดีกว่าน้ำท่วม และอย่าได้เปรียบเทียบกับคนอื่น หลายคนได้โบนัสเยอะแต่ไม่มีความสุขเพราะเพื่อนได้เยอะว่า อาตมาจึงคิดว่าเราควรพอใจในสิ่งที่เรามี ยินดีในสิ่งที่เราได้แล้วเราก็จะมีความสุข

? พระอาจารย์มีวิธีที่อธิบายต่อคนที่ไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด หรือการทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว อย่างไรเจ้าคะ

ไม่เป็นไรถ้าใครไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า แต่เรื่องผลกรรมนั้นชัดเจนอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ถ้ากินเหล้าสูบบุหรี่ สุขภาพก็ไม่ดี นี่เป็นเรื่องของกรรมโดยตรง กรรมบางอย่างไม่ได้เห็นผลในทันที เช่นสูบบุหรี่วันนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นมะเร็งปุ๊บปั๊บ แต่กรรมบางอย่างให้ผลทันตา เช่นเมื่อคิดร้ายกับใครคุณก็เป็นทุกข์ทันที เพราะความโกรธความเกลียดเข้ามาทำร้ายจิตใจ กฎแห่งกรรมก็คือกฎแห่งการสะท้อนกลับ ทำสิ่งใดไว้สิ่งนั้นจะย้อนกลับมาที่คุณ ฉะนั้นแม้ว่าจะไม่เชื่อเรื่องชาติหน้าแต่ถ้าอยากจะมีความสุขก็ควรคิดดี พูดดี ทำดี ถ้ามีชาติหน้าจริงก็จะได้เห็นผลในชาติหน้าด้วย หรือหากชาติหน้าไม่มีจริงก็ไม่เป็นไรเพราะได้มีความสุขในวันนี้วินาทีนั้นแล้ว

? สมัยนี้ดารานางแบบถ่ายภาพวาบหวิวกันเยอะ แม้ดิฉันเองจะไม่ได้ถ่ายภาพเช่นนั้น แต่เวลาไปออกงานก็มีบ้างที่ต้องแต่งกายแนวเซ็กซี่ การทำแบบนี้ถือเป็นอกุศลกรรมหรือเปล่าเจ้าคะ

ถ้าทำเพื่อต้องการยั่วยุให้เกิดกามราคะก็เป็นเจตนาที่ไม่ดี แต่ดาราบางคนไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาเพียงต้องการการยอมรับ เพราะแฟชั่นเป็นค่านิยมในสังคม เราก็ต้องมีสติถามใจตัวเองว่าจำเป็นไหมที่จะต้องทำตามแฟชั่นหรือค่านิยมนั้น เพื่อให้ได้รับการสรรเสริญจากผู้คน ปัญหาของดาราคืออาชีพนี้อยู่ได้ด้วยความนิยม เพราะสัมพันธ์กับรายได้หรือค่าตัว เราก็ต้องตั้งสติว่าจะใช้ชีวิตเพื่อตอบสนองค่านิยมอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือเปล่า บางคนอาจคิดว่าทำเป็นอาชีพ แต่ในชีวิตประจำวันไม่ได้แต่งตัวอย่างนั้น ในแง่นั้นก็อาจจะยอมรับได้ แต่ต้องตระหนักว่าการรักษาความนิยมด้วยวิธีการนี้เป็นเรื่องที่ไม่มั่นคง เราต้องยอมรรับว่าสังขารแปรเปลี่ยนไปทุกวัน ดังนั้นการเอาอาชีพไปผูกติดไว้กับความพึงพอใจในเรือนร่างก็จะไม่มีความมั่นคง เพราะอีกไม่นานก็จะมีคนที่สาวกว่าสวยกว่ากล้าเปิดมากกว่าเข้ามาในวงการ

ทำไมเราไม่เน้นที่ความสามารถในการแสดงซึ่งยั่งยืนกว่า แม้วัยจะแปรเปลี่ยนแต่ความสามารถของเราอาจจะมากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นอย่ามัวพยายามที่จะรักษาเรตติ้งเอาไว้ตลอดเวลา เพราะไม่ว่าอย่างไรสักวันเรตติ้งก็ต้องตก เราต้องมีปัญญาระลึกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง คนที่ยึดติดกับความนิยมจึงมักจะเป็นทุกข์มาก อาตมาเห็นดาราจำนวนมากมีความทุกข์กับการถูกวิจารณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การอยู่ในที่โล่งต้องไม่กลัวแดดไม่กลัวฝน หลายคนแค่มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็เป็นทุกข์แล้ว ถ้าไม่อยากทุกข์เมื่อถูกนินทาก็อย่าหลงดีใจเวลาที่เขาชื่นชมเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของคู่กัน

? คนทำหนังสือกอสซิปที่แอบถ่ายภาพดารา และคนที่ซื้อหนังสือพวกนั้นไปอ่านถือเป็นบาปหรือไม่เจ้าคะ และถ้าเป็นบาปผลกรรมที่พวกเขาได้รับจะมีอะไรบ้าง

บาปอยู่แล้ว อย่างน้อยก็ในเรื่องของมุสาวาท มุสาวาทไม่ได้หมายถึงการพูดปดอย่างเดียว อาจหมายถึงการเขียนปั้นแต่งเรื่องราวให้คนอ่านด้วย บาปจากการโกหก แบบนี้จะนำไปสู่บาปอื่นๆอีกมาก เมื่อไปสร้างความทุกข์ให้ผู้อื่นก็จะไม่ได้รับความสุขความเจริญ และมีคนเกลียดแค้น ผู้เขียนข่าวจึงต้องสำรวม แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีผู้อ่าน การที่ตลาดต้องการเรื่องแบบนี้ถือเป็นปัญหาของสังคมไทย คนไทยเชื่อคนง่ายโดยไม่มีวิจารณญาณ แล้วก็สนใจที่จะรับรู้เรื่องร้ายๆ ของคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องทางเพศหรือเรื่องอื้อฉาวทางกามจะสนใจกันมาก

ตรงนี้สะท้อนถึงความหมกมุ่นทางกามราคะ รวมถึงความอิจฉาริษยา อยากเห็นคนที่เด่นดังกว่าตัวประสบความพินาศ ซึ่งเป็นอกุศลกรรมในใจผู้อ่าน แล้วเมื่อเขานำข่าวเหล่านั้นไปพูดหรือไปบอกต่อทางอินเตอร์เน็ตก็เท่ากับเขามีส่วนในการสร้างบาป ในที่สุดบาปนั้นก็จะส่งผลกลับมาที่ตัวเอง คนเราทำอะไรไปมักจะหนีสิ่งที่ทำไปไม่พ้นหรอก ถ้าเราปล่อยให้สังคมเสพเรื่องราวแบบนี้ไปเรื่อยๆ ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งลูกสาวหรือหลานสาวของเราจะประสบเคราะห์กรรมอย่างนี้ก็ได้

? การเป็นนักแสดงที่รับบทร้ายแล้วต้องแสดงความเกลียดชังผู้อื่นหรืออาจจะถึงขั้นฆ่าผู้อื่น ถือเป็นอกุศลจิตหรือเปล่าคะมีวิธีการอย่างไรให้เข้าถึงบทบาทได้แล้วชำระล้างความรู้สึกนั้นออกไปได้เมื่อละจากบทเจ้าคะ

เวลาอบรมลูกศิษย์อาตมาใช้วิธีสวมบทบาทคล้ายกับการเล่นละคร เพราะพบว่าบทบาทสมมติมีประโยชน์ในการทำให้คนที่สวมบทเข้าใจว่าผู้ร้ายทำไมจึงคิดเช่นนี้ ทำไมจึงทำเช่นนั้น อาตมาคิดว่าการสวมบทบาทมีประโยชน์ในแง่ที่เราจะได้ไม่เป็นเช่นนั้นเสียเอง คนเรามีกิเลสทั้งนั้น แม้แต่คนดีก็มีความโกรธความเกลียดความอิจฉา อาตมาเองก็มี แต่ถ้าเรารู้เท่าทันเราจะเข้าใจคนอื่นด้วยว่าทำไมเขาถึงอิจฉา เหตุผลอาจจะเป็นเพราะเขาคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือเคยถูกกระทำมาก่อน เช่นเด็กที่ไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่ก็มีแนวโน้มที่จะอิจฉาได้ง่ายถ้าเราวิเคราะห์ในแง่นี้เราก็จะเห็นใจเขา

อาตมาคิดว่าการเล่นละคร ถ้าไม่ใช่แค่อินกับอารมณ์แต่เราเข้าใจตัวละครที่เป็นเช่นนั้นเราจะเกิดปัญญาและกรุณา เราจะเข้าใจเขาเพื่อที่เราจะไม่เป็นอย่างนั้น ยิ่งไปกว่านั้นเราจะมีเมตตากรุณาช่วยให้คนที่เป็นเช่นนั้นดีขึ้น คนเรามักจะมองตัวร้ายว่าควรจะถูกสังคมประณาม แต่คนเหล่านี้ถ้าเราเมตตากรุณาต่อเขาก็อาจจะช่วยให้เขากลับคืนมาดีได้ อาตมาเจอคนเหล่านี้มาไม่น้อย เพราะแม้แต่คนเลวก็มีความดีอยู่ในตัว เช่นเดียวกันแม้แต่คนดีก็มีความเลวอยู่ในตัว อาตมาเชื่อว่าคนที่เล่นละครถ้าเล่นให้ดีจะมีความลุ่มลึกทางจิตใจได้ จะมีความเมตตากรุณาและเข้าใจผู้คนได้มาก อย่างไรก็ตามนักแสดงต้องมีสติ เพราะเวลาที่อินกับบทเราต้องปล่อยวางให้เป็น การจะเข้าใจบทได้เราต้องปล่อยวางให้เป็น เป็นผู้ดูด้วย เหมือนกับที่เราอยู่ในบ้านก็จะมองเห็นแค่ห้องสี่เหลี่ยม ไม่สามารถมองเห็นบ้านทั้งหลังได้

? สุดท้ายนี้ดิฉันอยากกราบขอธรรมะจากพระอาจารย์เพื่อเป็นพรในปีใหม่ พ.ศ. 2553 นี้ด้วยค่ะ

เมื่อขึ้นปีใหม่ทุกคนก็อยากมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม อย่างที่เราเข้าใจก็มักจะเป็นการเกิดสิ่งดีๆ สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุสิ่งของหรือเหตุการณ์ เช่น มีงานใหม่ มีตำแหน่งใหม่ที่ดี แต่อาตมาคิดว่าชีวิตใหม่ที่แท้จริงมาจากภายใน ถ้าเราอยากมีชีวิตใหม่ต้องพยายามสร้างให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นในจิตใจของเรา เช่นมีสติมากขึ้น มีเมตตากรุณามากขึ้น มีปัญญามากขึ้น มีความอดกลั้นต่ออารมณ์มากขึ้น ถ้าเราสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับจิตใจจะทำให้เกิดชีวิตใหม่ที่แท้จริง

ถึงแม้เราจะอยู่บ้านหลังเดิมกับคู่ครองคนเดิม แต่ความรู้สึกจะไม่เหมือนเดิม เหมือนโลกทั้งใบแปรเปลี่ยนไปมีความสดใสมากขึ้นเพราะฉะนั้นในโอกาสขึ้นปีใหม่อาตมาอยากให้คุณกิ๊กและผู้อ่านได้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นในจิตใจของตัว ซึ่งแน่นอนว่าจะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่เพียงเพราะพรของอาตมาหรือพรของผู้ใดอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการได้ลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง อาตมาก็ขอให้มีกำลังใจในการปฏิบัติซึ่งเชื่อว่าถ้ามีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในใจ ไม่ว่าจะเกิดอุปสรรคอะไร จากใหญ่ก็จะกลายเป็นเล็ก จากร้ายก็จะกลายเป็นดี พูดง่ายๆ ว่าถ้าจิตใจเราดี สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะดีไปหมด มีครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า คนดีใครปาขี้หมาให้ก็กลายเป็นดอกไม้ ดังนั้นก็ขอให้คุณกิ๊กและผู้อ่านได้รับสิ่งที่ดีและเกิดกำลังใจในการทำสิ่งดีๆ ที่ว่านี้ด้วย ขอเจริญพร

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved