กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > พระไพศาล วิสาโล นักเขียน “รางวัลศรีบูรพา”
และนักเขียน “รางวัลชูเกียรติ อุทกะพันธ์”

กลับหน้าแรก

พระไพศาล วิสาโล นักเขียน “รางวัลศรีบูรพา”
และนักเขียน “รางวัลชูเกียรติ อุทกะพันธ์”

นิตยสาร กุลสตรี
คอลัมน์ เดินทางในสวนอักษร
เรื่องโดย สุธาทิพย์ โมราลาย
ภาพโดย แดงชาย

แบ่งปันบน facebook Share   

“นักเขียน” และ “นักเคลื่อนไหวทางสังคม”
“อาตมาไม่ได้ถือตัวว่าเป็น “นักเขียน” หากเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมมากกว่า”
ข้อความดังกล่าวเป็นประโยคที่พระไพศาล วิสาโล ได้กล่าวไว้ในยุคก่อนบวชที่รู้สึกว่าตัวเองเป็น “activist” ก่อนที่จะมาเป็น “นักบวช” ดังที่ท่านได้อธิบายไว้ว่า

“ประโยคนี้อาตมาหมายถึงตอนก่อนบวชจะรู้สึกว่าเป็น activist มากกว่านักเขียน แต่พอบวชแล้ว ก็เปลี่ยนบทบาทไป คือไม่ได้มาทำงานด้านเคลื่อนไหวสังคมอีก แต่ก็ยังทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมอยู่”

ก่อนที่จะได้รับการยกย่องเป็นพระนักเขียนรางวัลศรีบูรพา พระไพศาล วิสาโล เคยได้รับรางวัลชูเกียรติ อุทกะพันธ์ จากหนังสือชื่อ “พุทธศาสนาไทยในอนาคต:แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต” จากบริษัทอมรินทร์ แอนด์ พรินติ้ง พับลิชชิ่ง จำกัด เมื่อพ.ศ. ๒๕๔๘ สาขาศาสนาและปรัชญา

รางวัลชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี ๒๕๔๗ เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่คุณชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ด้วยการเชิดชูหนังสือดี ชนิดที่เป็นแบบอย่างของการทำงานสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังส่งเสริมหนังสือนั้น ให้แพร่หลายไปในวงกว้าง ทั้งกระตุ้นให้นักเขียน สำนักพิมพ์ และหน่วยงานต่างๆ เห็นความสำคัญของการจัดพิมพ์หนังสือดีเพิ่มขึ้น

ในปีต่อมาได้แบ่งการพิจารณาหนังสือดีออกเป็น ๖ สาขา คือ สาขาความรู้ทั่วไป สาขาศาสนาและปรัชญา สาขาประวัติศาสตร์และโบราณคดี สาขาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และสาขาศิลปะและวรรณกรรม

สำหรับปี ๒๕๕๑ เพื่อให้รางวัลมีบทบาทที่ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงได้เปลี่ยนรูปแบบของรางวัลจากเดิมที่ให้แก่หนังสือดี มาให้แก่บุคคล หรือหน่วยงานที่เป็นแบบอย่างของการทำงานสร้างสรรค์ เพื่อแสดงให้เห็นว่า มรดกทางความคิดที่คุณชูเกียรติฝากไว้นั้นยังไม่ตาย และเป็นแนวทางที่ประชาคมอมรินทร์จะสืบทอดต่อไป ให้สมกับอาชีวปฏิญาณที่ว่า

"เราทำงานเพื่อความสุขและความรุ่งโรจน์ของสังคม"

ในทัศนะของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงหนังสือ พุทธศาสนาไทยในอนาคต ว่า

“เป็นหนังสือที่ชาวพุทธซึ่งใส่ใจกับการพระศาสนาในสังคมจะขาดเสียมิได้ เพราะมิเพียงช่วยให้เห็นพุทธศาสนาในมุมมองที่กว้าง โดยเชื่อมโยงกับความเป็นจริงทางสังคมเท่านั้น หากยังชี้ให้เห็นถึงพุทธศาสนาในมุมมองที่ลุ่มลึกถึงจิตวิญญาณ นับเป็นงานที่เสนอสภาพการณ์ของพุทธศาสนาไทยอย่างเป็นองค์รวมและเป็นระบบมากที่สุดชิ้นหนึ่งในปัจจุบัน”

พระไพศาล วิสาโล กล่าวถึงหนังสือ พุทธศาสนาไทยในอนาคต ไว้ว่า

“งานชิ้นนี้เขียนขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนเห็นความจำเป็นในการฟื้นฟูพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ตอนที่มีผู้มาแจ้งว่า ได้รับรางวัล อาตมาไม่คิดว่าจะเป็นหนังสือเล่มนี้ เพราะยังรู้สึกว่าน่าจะเขียนได้ดีกว่านี้”

มีผู้สรุปเนื้อหาของหนังสือพุทธศาสนาไทยในอนาคต ซึ่งเขียนโดยพระไพศาล วิสาโล ไว้ว่า

“ พุทธศาสนาในประเทศไทยกำลังมาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ หนังสือเล่มนี้สาวให้เห็นถึงความเป็นมาเมื่อศตวรรษที่แล้ว ซึ่งนำพุทธศาสนามาสู่จุดวิกฤตในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็มองไปยังข้างหน้าว่า พุทธศาสนาจะมีชะตากรรมอย่างไรในอนาคต

“หนังสือเล่มนี้มิได้ชี้ถึงปัญหาเท่านั้น หากยังได้เสนอทางออกอย่างเป็นระบบและครอบคลุม ทั้งในด้านการปฏิรูปคณะสงฆ์ การฟื้นฟูและประยุกต์หลักธรรมคำสอน รวมทั้งการปรับความสัมพันธ์ระหว่างพระกับฆราวาสให้สมสมัย เพื่อสามารถเผชิญกับการท้าทายของยุคสมัย และก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงในยุคโลกาภิวัตน์”

เส้นทางสายอักษรของพระภิกษุเจ้าของรางวัลศรีบูรพา คือ พระไพศาล วิสาโล นั้นปรากฏในผลงานเขียนจำนวนมากที่พิมพ์เผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่องหลายประเภท และดังที่ท่านได้กล่าวไว้ในสุนทรกถาวันนักเขียน พ.ศ. ๒๕๕๓ ว่า สนใจเขียนหนังสือมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ก่อนที่จะอุปสมบท และเมื่อเป็นนักบวชแล้วก็ยังคงเขียนหนังสือ นับเป็นเวลานานร่วม ๓๘ ปีแล้ว ดังนี้

“ชีวิตการเขียนของอาตมาเริ่มก่อนมานานก่อนที่จะอุปสมบท นั่นคือเมื่อ ๓๘ ปีก่อน เมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยม เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวทั้งหลายที่ตื่นมารับรู้ถึงปัญหานานาชนิดที่เกาะกินบ้านเมืองเวลานั้น...”

ในสภาพสังคมไทยที่บางคนอาจเห็นความล่มสลายแล้วต่อหน้าต่อตาทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะผู้สูญเสียในช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งและแตกสามัคคีระหว่างคนในชาติที่ผ่านมา พระไพศาล วิสาโล จึงมุ่งเน้นการให้ความสำคัญด้าน “จิตวิญญาณ” และแนะนำว่าควรเยียวยาภายในเสียก่อน เพื่อ “ความสุขอันประณีตและประเสริฐกว่าความสุขทางวัตถุ”

“ในสภาพเช่นนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกันเสริมสร้างพลังทางจิตวิญญาณให้แก่ผู้คน เพื่อต้านทานการครอบงำของวัฒนธรรมสองกระแสใหญ่ดังกล่าว ด้านหนึ่งก็ด้วยการฟื้นฟูคุณค่าอันดีงาม เพื่อให้ประชาชนยึดถือและเป็นหลักในการดำเนินชีวิต แต่เท่านั้นย่อมไม่พอ หากควรส่งเสริมให้ผู้คนได้เข้าถึงความสุขทางจิตใจ อันเป็นความสุขที่ประณีตและประเสริฐกว่าความสุขทางวัตถุ”

พระไพศาล วิสาโล ยังกล่าวถึงโทษของการยึดติดถือมั่นในสิ่งที่เรียกว่า “อุดมการณ์”ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งในสังคมปัจจุบันที่ต่างฝ่ายต่างนิยามกันไปตามความเข้าใจและความเชื่อของตัวเอง โดยอาจไม่รู้คำตอบที่ถูกต้องว่า

“ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้คนเข้าถึงความสุขทางจิตใจ ก็คือ การส่งเสริมให้ผู้คนมีสติรู้เท่าทันความโกรธ-เกลียด-และกลัวในใจรวมทั้งเห็นถึงโทษของความยึดติดถือมั่นในอุดมการณ์.”

การแก้ไขความขัดแย้งด้วย “สันติวิธี” โดยหลีกเลี่ยงความรุนแรง จึงเป็น “ทางออก”เดียวในทัศนะของพระไพศาล วิสาโลในยามบ้านเมืองร้อนรุ่มเป็นไฟ ทั้งไฟจากภายนอกและภายใน

“ถึงที่สุดแล้ว เขาก็เป็นเพื่อนที่รักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกับเรา แม้จะยังมีความขัดแย้งกันอยู่ จะเป็นเพราะความแตกต่างทางด้านความคิดหรือผลประโยชน์ก็ตาม แต่ก็จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ยิ่งกว่าที่จะใช้ความรุนแรงต่อกัน”

สังคมสงบสุขและได้มาด้วยสันติวิธีจึงคือยอดปรารถนาของมวลมนุษย์ทุกคน

“การเปลี่ยนแปลงสังคมมิได้มีแต่มิติด้านการเมืองเศรษฐกิจเท่านั้น มิติทางจิตวิญญาณก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

“จะว่าไปแล้วมิติทั้งสองแยกจากกันไม่ออก จิตวิญญาณของผู้คนมิอาจเจริญงอกงามได้หากอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจการเมืองที่เลวร้าย ในทางกลับกัน ระบบเศรษฐกิจการเมืองย่อมไม่อาจเจริญงอกงามได้ หากจิตวิญญาณของผู้คนถดถอย”

อย่างไรก็ตาม “ความสัมพันธ์ของสองมิติดังกล่าวมักจะถูกมองข้ามไป” นั่นคือปัญหาใหญ่ที่พระไพศาล วิสาโล มองเห็นผ่านมิติโครงสร้างของสังคมไทยในปัจจุบัน

ท่านแนะนำว่า ทุกฝ่ายควรร่วมกันหาหนทาง “กอบกู้” และถือเป็นภารกิจประการหนึ่งในการร่วมกันขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทาง

ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเน้นย้ำถึงมิติด้าน “จิตวิญญาณ”ว่าเป็นหนทางเบื้องต้นที่ควรได้รับการบำบัดเยียวยา ควบคู่ไปกับการรู้เท่าทันสังคมภายนอกอย่างไม่แยกส่วนออกจากกัน เพื่อให้สอดประสานเป็น “มิติ”ที่มีความสมดุลกับสังคมที่เปลี่ยนไป

“ การเปลี่ยนแปลงสังคมในปัจจุบันละเลยมิติด้านจิตวิญญาณ ส่วนผู้ที่ใส่ใจกับมิติด้านจิตวิญญาณก็มักจะไม่สนใจสังคม หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเฉพาะตน ด้วยเหตุนี้สิ่งหนึ่งที่อาตมาพยายามทำก็คือการเชื่อมโยงทั้งสองมิติให้ประสานกัน”

ในฐานะ “พระภิกษุ”จะสามารถ “เชื่อมโยง”ภายในและภายนอกของคนในสังคมให้สอดประสานทั้งสองมิติดังกล่าวเข้าด้วยกันได้อย่างไร สุนทรกถาของพระไพศาล วิสาโลผ่านน้ำเสียงที่เรียบง่ายเสมือนสายน้ำที่ไหลไปตามธรรมชาติอย่างสงบนั้น ...มีคำตอบ

“แน่นอนว่าในฐานะพระภิกษุ ย่อมไม่มีอะไรดีกว่าการพยายามนำพาผู้คนให้ตระหนักถึงมิติด้านจิตวิญญาณ และช่วยกันเสริมสร้างพลังทางจิตวิญญาณเพื่อขับเคลื่อนชีวิตและสังคมให้เป็นไปในทางที่ดีงาม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการกระตุ้นเชิญชวนให้ผู้คนเห็นศักยภาพภายในที่สามารถนำพาตนให้บรรลุถึงอิสรภาพทางจิตใจได้ ขณะเดียวกันก็เปิดมุมมองเพื่อให้เห็นคุณงามความดีและความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น อันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามร่วมกันโดยสันติวิธี”

“การเขียนหนังสือ” ซึ่งเป็นการแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ ค่านิยม อุดมการณ์ ฯลฯ ผ่านตัวอักษร และอาจมีวัตถุประสงค์ต่างๆกันตามที่ผู้เขียนกำหนด หากแต่สำหรับพระไพศาล วิสาโล กล่าวว่า การเขียนหนังสือสำหรับตัวเอง เป็นหนทางหนึ่งในการบรรลุจุดมุ่งหมายแห่งการเยียวยา “จิตวิญญาณ”ของผู้คน

“ เมื่อคำนึงถึงความสามารถที่มีอยู่ อาตมาได้เลือกเอาการเขียนหนังสือเป็นหนทางหนึ่งในการบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าว อาตมาเชื่อว่าภารกิจดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในยามที่ผู้คนพากันประดิษฐ์ถ้อยคำห้ำหั่นกัน ใส่ร้ายป้ายสี หรือกระตุ้นความเกลียดชังกันอยู่ในขณะนี้”

ในท่ามกลางกระแสข่าวสารหลายทางที่โหมกระหน่ำดั่งพายุบุแคมไร้ทิศทางในโลกยุคสังคมข่าวสาร โดยเฉพาะยามสังคมแตกแยกเป็นหลายฝ่ายเช่นที่ผ่านมา และอาจยังเป็น “คลื่นใต้น้ำ”ที่หลายคนยังไม่วางใจมาจนบัดนี้ ทำให้ข้อมูลข่าวสารกลายมาเป็น “เครื่องมือ”ทางการเมืองหรือเครื่องมือของผู้ถือผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องเป็นหลัก ดังที่หลายองค์กรเป็นห่วง และรัฐบาลก็ได้ออกมาประกาศเตือนทั้งสื่อไทยและสื่อต่างประเทศให้ร่วมตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในนามของ “สื่อมวลชน”

ประเด็นดังกล่าวทำให้มวลชนคนอ่าน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ผู้รับสาร” โดยตรงจากกลุ่มผู้ที่ได้ชื่อว่า “สื่อสารมวลชน” ซึ่งเป็น “ผู้ส่งสาร” ต่างต้องถามหา “ความเป็นกลาง” และ “จรรยาบรรณ”กันอย่างกว้างขวาง และดูเหมือนจะขาดทิศทางอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น พระไพศาล วิสาโล กล่าวถึงประเด็นนี้ในฐานะพระ “นักสื่อสารมวลชน”ผู้หนึ่งว่า

“สิ่งที่สังคมไทยต้องการ ก็คือ ถ้อยคำที่เชิญชวนให้ผู้คนมีเมตตาต่อกัน เข้าใจความทุกข์ของกันและกัน รวมทั้งเชื่อมั่นในพลังแห่งความรักยิ่งกว่าพลังแห่งความโกรธเกลียด...”

นั่นคือ“พลังแห่งถ้อยคำ” จากพระไพศาล วิสาโล พระนักคิดนักเขียนและนักเคลื่อนไหวทางสังคม เจ้าของ “รางวัลศรีบูรพา” ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๓

เป็น “พลัง”แห่ง “ถ้อยคำ” ผ่านสุนทรกถาใน “วันนักเขียน” เป็น “พลัง”แห่งถ้อยคำผ่านผลงานเขียนหลายเล่ม และเป็น “พลัง”แห่งถ้อยคำผ่าน “ปากคำ”ของ พระไพศาล วิสาโล นักเขียนรางวัลศรีบูรพา

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved