กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > จากสันติวิธี สู่ วิถีแห่งมรณสติ

กลับหน้าแรก

จากสันติวิธี สู่ วิถีแห่งมรณสติ

สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล
โดยคนค้นคน
วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๓

แบ่งปันบน facebook Share   

พิธีกร พระอาจารย์ได้พูดถึงอหิงสาอยู่เสมอ อยากทราบว่าอหิงสามีความสำคัญอย่างไร

พระไพศาล อาตมามองว่าอหิงสธรรมเป็นทั้งวิถีชีวิต และเป็นแนวทางในการทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมได้ด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือ เราจะเปลี่ยนแปลงชีวิต เปลี่ยนแปลงสังคมก็ต้องใช้อหิงสธรรม เพราะว่า หลักการของอหิงสธรรมก็คือ วิธีการกับเป้าหมายต้องไปด้วยกัน ถ้าเราต้องการเป้าหมายที่ดีงาม เราก็ต้องใช้วิธีการที่ดีงามด้วย ถ้าเราต้องการชีวิตที่สงบสุข เราก็ต้องดำเนินชีวิตโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น ในทำนองเดียวกัน ถ้าเราต้องการสังคมที่สงบสุข ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกัน ไม่มีการทำร้ายซึ่งกันและกัน เราก็ต้องใช้วิธีการที่สันติ ก็คืออหิงสธรรมนั่นเอง อาตมาเชื่อว่ามันใช้ได้ทั้งกับชีวิตส่วนตัวและการทำงานเพื่อสังคม

พิธีกร พระอาจารย์มีความคิดอย่างไรในเรื่องของการใช้สันติวิธีเพื่อการต่อสู้ทางการเมืองและช่วยยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์

พระไพศาล สันติวิธีมีหลักการคล้ายกับอหิงสธรรม หรือพูดอีกอย่างว่า อหิงสธรรมเป็นพื้นฐานของสันติวิธี ในแง่ที่ว่า ไม่ได้มองว่ามนุษย์เป็นศัตรูของเรา สิ่งที่เป็นศัตรูของเราได้แก่ ความเห็นแก่ตัว ความไม่รู้ ความหลง ความโกรธ ความเกลียด ถ้าเราตั้งมั่นอยู่ในอหิงสธรรมแล้วใช้สันติวิธีในการทำงาน มันจะช่วยลดความโกรธความเกลียดไปได้เยอะ ขณะเดียวกันวิธีการที่ใช้ก็จะนำไปสู่การสร้างความเข้าใจให้เกิดมีขึ้นกับผู้คน หรือทำให้เขาตระหนักถึงความทุกข์ของผู้อื่น สังคมจะเปลี่ยนไปได้ ไม่ใช่เพราะว่าเรากำจัดคนที่ไม่ดีออกไป เพราะถึงแม้เราจะกำจัดไปก็จะมีคนใหม่มาแทนที่ โดยเฉพาะในปัจจุบัน ปัญหาที่แท้จริงคือโครงสร้างที่อยุติธรรม โครงสร้างที่กระตุ้นให้เกิดความโกรธ ความเกลียด ความโลภ เช่นบริโภคนิยมหรือว่าทุนนิยมที่ปฏิเสธแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ หรือว่าระบบที่ผูกขาดอำนาจไว้กับคนบางกลุ่ม นี่คือระบบเศรษฐกิจการเมืองที่สร้างทัศนคติที่ไม่ดีกับผู้คน และทำให้พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไปในทางที่เห็นแก่ตัวมากขึ้น เอารัดเอาเปรียบมากขึ้น สันติวิธีมีความสำคัญก็เพราะว่า ไม่ได้มุ่งกำจัดบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่มุ่งที่จะเปลี่ยนแปลงกลไก ระเบียบแบบแผน โครงสร้าง หรือระบบที่ก่อปัญหาแก่มนุษย์ เช่นระบบที่เอารัดเอาเปรียบ สันติวิธีมุ่งที่จะเปลี่ยนระบบนั้นให้เป็นธรรมมากขึ้น หรือว่าถ้าระบบการเมืองเป็นเผด็จการหรือไม่เป็นประชาธิปไตย สันติวิธีก็จะไปทำให้ระบอบนั้นตั้งอยู่ไม่ได้ เพื่อนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตย

สันติวิธีเป็นวิธีการที่เปลี่ยนโครงสร้างที่อยุติธรรมให้เป็นโครงสร้างที่ยุติธรรมและเอื้อเฟื้อต่อความดีได้ อาตมาคิดว่าในการต่อสู้ทางการเมือง ถ้าเราต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง คือเปลี่ยนแปลงระบบไม่ใช่เปลี่ยนแปลงตัวบุคคล สันติวิธีจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงด้วยการกำจัดตัวบุคคลก็จะย่อมต้องใช้ความรุนแรง ซึ่งก็แก้ปัญหาได้ชั่วคราว เพราะว่าคนเปลี่ยนแต่ระบบไม่เปลี่ยน มันยังทำให้เกิดคนไม่ดีเข้ามาแทนที่ จึงแค่เปลี่ยนหน้าตาเท่านั้นเอง อาตมาคิดว่าในการต่อสู้ทางการเมือง ถ้าเราต้องการการเมืองที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ที่มีสิทธิเสรีภาพ สันติวิธีเป็นทางเดียวและเป็นทางดีที่สุดที่จะลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด ที่จะนำไปสู่การเมืองและสังคมที่พึงปรารถนา

พิธีกร พระอาจารย์คิดว่าพลังของสันติวิธี ถ้านำมาใช้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมเรื่องอะไรบ้าง

พระไพศาล จากบทเรียนในประวัติศาสตร์ สันติวิธีสามารถจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม อยู่ที่ใช้เวลาสั้นยาวต่างกัน แล้วก็อยู่ที่ว่าผู้คนมีความเข้าใจในรากเหง้าของปัญหาแค่ไหน แต่อาตมาคิดว่าถ้าสามารถจะเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาว่าปัญหาอยู่ที่ไหน และใช้สันติวิธีเพื่อจัดการกับรากเหง้านั้น ซึ่งอาตมาได้พูดแล้วว่าไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เป็นระบบ เป็นทัศนคติ เป็นความเข้าใจที่หลงผิด ถ้าเราเอาสิ่งเหล่านั้นออกไปได้ มันก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงที่พึงปรารถนาได้ อาตมามีความเชื่อว่าสันติวิธีก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในทุกมิติ อยู่ที่ว่าผู้ที่ผลักดัน หรือผู้ที่ใช้สันติวิธีมีความเข้าใจปัญหามากน้อยแค่ไหน ขณะเดียวกันมีความเปลี่ยนแปลงภายในมากน้อยแค่ไหน คือถ้ามีความเห็นแก่ตัวน้อย และมีความเข้าใจปัญหามาก ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้ ต้องคู่กันนะ คือว่าผู้ที่ใช้สันติวิธีต้องมีทั้งความเข้าใจปัญหาและเข้าใจกลไกการเปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกันก็มีเจตนาบริสุทธิ์ คือไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง และไม่ได้มุ่งทำร้ายใคร มองว่ามนุษย์เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ พูดง่ายๆ คือถ้าเขามีความเปลี่ยนแปลงภายใน ก็ง่ายที่จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในสังคมตามมาได้

พิธีกร พระอาจารย์คิดว่า ใครหรือฝ่ายใดบ้างที่จะนำสันติวิธีไปใช้ได้

พระไพศาล อาตมาว่าทุกฝ่ายนะ ทุกฝ่ายเลย แม้กระทั่งฝ่ายผู้ที่มีอำนาจ ถ้าเขาใช้สันติวิธี อาตมาถือว่าเป็นความก้าวหน้า เพราะผู้ที่มีอำนาจมักจะมีอาวุธอยู่ในมือ และส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะใช้ความรุนแรงเพราะว่าง่ายและดูเหมือนให้ผลเร็ว แต่ประวัติศาสตร์ชี้ว่า ผู้ที่มีอำนาจเมื่อใช้ความรุนแรงเมื่อไร ผลเสียจะสะท้อนกลับมาที่ตัวเอง เพราะฉะนั้นอาตมาจึงอยากเห็นผู้ที่มีอำนาจหรือผู้ที่มีอาวุธที่ผูกขาดความรุนแรงเลือกใช้สันติวิธียิ่งกว่าที่จะใช้ความรุนแรง ตรงนี้ก็จะทำให้ฝ่ายผู้เคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงก็จะต้องพัฒนาให้สันติวิธีมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็ในฝ่ายผู้ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง จะเป็นเด็ก คนแก่ หรือผู้หญิงก็ใช้ได้ มันตรงข้ามกับการใช้ความรุนแรงที่ต้องเป็นคนมีกำลังวังชา เป็นผู้ชายหรือว่าต้องมีเงิน เพื่อที่จะได้มีอาวุธ แต่ว่าสันติวิธีนี้ แม้แต่คนยากจน คนพิการหรือคนป่วยก็ใช้สันติวิธีได้ เพราะว่าสันติวิธีเป็นเรื่องของการปฏิเสธที่จะเชื่อฟัง การไม่ให้ความยอมรับ เพราะอำนาจอยู่ที่การยอมรับ คุณจะมีอำนาจได้เมื่อคนอื่นเขายอมรับคุณ รัฐบาลจะมีอำนาจเมื่อประชาชนยอมรับ นายพลจะมีอำนาจเมื่อพลทหารยอมรับอำนาจของคุณ แต่ถ้าพลทหารหรือประชาชนไม่ยอมรับ นายพลหรือรัฐบาลก็อยู่ไม่ได้

คนยากคนจน คนพิการก็มีอำนาจ นั่นคืออำนาจที่ให้การยอมรับใครก็ตาม ถ้าเขาไม่ให้การยอมรับ อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่มีอำนาจ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าสันติวิธีเป็นอาวุธของคนยากคนจน เป็นอาวุธของผู้ที่ไม่มีเงินทอง มีบางคนพูดว่า สันติวิธีเป็นอาวุธของคนจน เป็นอาวุธของประชาชนรากหญ้า สรุปว่าสันติวิธีใช้ได้กับทุกฝ่าย แล้วก็ควรจะใช้ด้วย

พิธีกร พระอาจารย์คิดว่าการใช้สันติวิธีในการต่อสู้กับโลกาภิวัตน์และทุนนิยมทุกวันนี้ต้องใช้อย่างไรบ้าง

พระไพศาล ตัวขับเคลื่อนในยุคโลกาภิวัตน์คืออำนาจทุน ซึ่งพยายามแผ่อำนาจไปทุกหนทุกแห่ง และมีอิสระเสรีที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือพยายามควบคุมอำนาจทุนให้อยู่ในขอบเขต ไม่ใช่ทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ตรงนี้สันติวิธีมีความสำคัญ เพราะสามารถควบคุมหรือเหนี่ยวรั้งอำนาจทุนเอาไว้ ด้วยการประท้วง ไม่ซื้อสินค้า บอยคอต หรือเอาตัวไปขวางกั้นไม่ให้มีการโค่นล้มทำลายป่า หรือการทำลายหน้าดินเพื่อขุดแร่ธาตุไปใช้ สันติวิธีสามารถเอามาใช้เพื่อปกป้องทรัพยากร เพื่อไม่ให้อำนาจทุนเข้ามาเอารัดเอาเปรียบ หรือว่าเพื่อทัดทานการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งบ่อยครั้งได้ความร่วมมือจากรัฐบาล อำนาจรัฐกับอำนาจทุนเดี๋ยวนี้ก็ใกล้ชิดกันมากจนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สันติวิธีสามารถที่จะควบคุมให้รัฐบาลออกกฎระเบียบเพื่อกำกับอำนาจทุนไม่ให้มีอำนาจเกินไป หรือว่าใช้สันติวิธีเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากร วัฒนธรรม และสายใยความสัมพันธ์ของชุมชนเอาไว้

ตอนนี้ก็มีหลายฝ่ายพยายามที่จะต่อสู้กับอำนาจทุนหรือกระแสแลโลกาภิวัตน์ แต่หลายคนก็ใช้ความรุนแรง เช่น ณีบิน ลาเดน เขาถือว่าเขากำลังต่อสู้กับโลกาภิวัตน์ ไม่ใช่ต่อสู้กับศาสนาคริสต์อย่างเดียว แต่อาตมาคิดว่ามันมีทางเลือกอื่น ก็คือใช้สันติวิธี โดยเฉพาะถ้าประชาชนเห็นปัญหาชัดเจนก็สามารถใช้สันติวิธีได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเห็นว่าการที่อำนาจทุนทำให้เกษตรกรรายย่อยต้องสูญเสียที่ดินกลายมาเป็นแรงงานรับจ้างให้กับบริษัทใหญ่ๆ อันนี้ก็ต้องมีการร่วมกันคัดค้านต่อต้าน เพื่อรักษาวิถีชีวิตของเกษตรกรรายย่อยเอาไว้

ตอนนี้ก็มีหลายคนพยายามต่อต้านบริษัทผู้ค้าปลีกรายใหญ่ๆ ที่จะเข้ามาทำลายผู้ค้าปลีกรายย่อย มีการประท้วงกัน นี่ก็เป็นสันติวิธีอันหนึ่งที่ทำได้ แต่ก็ต้องร่วมมือกันเป็นเครือข่ายถึงจะได้ผล ถ้าได้รัฐบาลมาช่วยด้วย ก็จะทำให้มีกำลังที่จะต่อต้านทุนโลกาภิวัตน์ที่เป็นทุนสามานย์ ที่เป็นทุนที่ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้มากขึ้น

พิธีกร อีกคำถามหนึ่งคะพระอาจารย์ เกี่ยวกับการเจริญมรณสติ เพื่อให้ลดอัตตา ความโลภ

พระไพศาล มรณสติคือการระลึกว่า คนเราในที่สุดก็ต้องตาย ตายแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าตายเมื่อไร คนเรามักจะอยู่อย่างลืมตาย พอเราลืมความตาย เราก็เลยกอบโกยเงินทองและอำนาจ เหมือนกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามี มันจะอยู่กับเราไปจนตาย แต่เมื่อใดก็ตามที่เราตระหนักว่า เมื่อเราตายแล้ว สิ่งที่เรากอบโกยมา รวมทั้งอำนาจที่สะสมมา มันจะกลายเป็นของคนอื่นไป ถ้าเราระลึกได้เช่นนี้ ความกระหาย ความโลภที่จะตักตวงครอบครอง จนกระทั่งเอาเปรียบผู้อื่น หรือทำร้ายผู้อื่น ก็จะลดลง มันทำให้เราเห็นความสำคัญของการทำความดี การสร้างบุญกุศลมากขึ้น โดยเฉพาะทางพุทธศาสนาเชื่อว่าบุญกุศลจะตามเราไปในภพหน้า ทำให้เรามีความสุขแม้กระทั่งในวาระสุดท้ายของชีวิต อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “บุญย่อมทำให้เกิดสุขในเวลาสิ้นชีวิต”

การระลึกถึงความตายอยู่เสมอจะทำให้วิถีชีวิตของเราที่เคยเร่งรีบ แข่งขันเอาเป็นเอาตายเพื่อที่จะครอบครองให้มาก ๆ แปรเปลี่ยนไป เป็นการมาใส่ใจทำความดีเพื่อผู้อื่น รวมทั้งการปฏิบัติตน ฝึกฝนจิตใจ เพื่อให้พร้อมรับมือกับความตายเมื่อวันนั้นมาถึง มันจะทำให้การจัดลำดับความสำคัญของเราเปลี่ยนไป แทนที่จะเอาเงินเอาอำนาจเป็นเป้าหมายชีวิต เราจะเอาความดี เอาธรรมะมาเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตแทน ซึ่งจะทำให้ชีวิตเราดำเนินไปอย่างมีความสุข โปร่งเบา สบาย ถึงเวลาที่เราจะสิ้นชีวิตเราก็ไปอย่างสงบ ไปอย่างไม่รู้สึกเสียดาย ไม่รู้สึกหวงแหนทรัพย์สมบัติ เพราะเราพร้อมที่จะปล่อยวางอยู่แล้ว อันนี้คือจุดมุ่งหมายสำคัญของการเจริญมรณสติอยู่เป็นประจำ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved