กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > ต้องยอมถอยคนละก้าว ก่อนจะสูญเสียมากกว่านี้

กลับหน้าแรก
ต้องยอมถอยคนละก้าว ก่อนจะสูญเสียมากกว่านี้

สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล
ในรายการความรู้สู่ชุมชน สถานีวิทยุศึกษา ๙๒
โดยชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์
เช้าวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓

พิธีกร หลังจากที่เรามีตระเตรียมพอสมควรที่อยากจะให้การชุมนุม การเคลื่อนตัวไป การแก้ไปปัญหานั้นผ่านไปโดยสันติวิธี ไม่ต้องเจ็บปวดสูญเสีย แต่ว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ก็เกิดขึ้นอีก มุมมองของหลวงพี่ไพศาลคิดว่ามันเกิดได้เพราะอะไรครับ

พระไพศาล เหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๐ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะความอดทนของทั้งสองฝ่ายไม่เพียงพอ ด้านหนึ่งทางฝ่ายรัฐบาลก็คิดว่าไม่สามารถที่จะรอคอยต่อไปแล้ว อยากจะได้ความปกติสุขกลับคืนมา ส่วนผู้ชุมนุมก็คิดว่าชุมนุมมาเดือนหนึ่งแล้วอยากเผด็จศึกไวๆ เพราะฉะนั้นจึงนำไปสู่การเผชิญหน้า การยั่วยุกัน และการปะทะกันในที่สุด โดยเฉพาะที่การปะทะกันที่กองทัพภาคที่หนึ่ง ทำให้ทหารออกมาสลายฝูงชน อาตมามองว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้มีการเตรียมการณ์ไว้ก่อน เกิดขึ้นกะทันหันมาก เสร็จแล้วสถานการณ์ก็พาไป จนกระทั่งกลางคืนแล้วก็ยังไม่มีการหยุด พอมีการปะทะกัน ก็มีการฉวยโอกาสจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือจะเป็นฝ่ายที่สามก็ได้ ใช้อาวุธร้ายแรง จนเกิดการล้มตาย อันนี้ก็เป็นบทเรียนที่เราเคยประสบมาก่อนแล้ว เช่น ตอนเกิดพฤษภาทมิฬ ปี ๓๕ เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เราไม่ได้ใช้บทเรียนนั้นมาเตือนสติกันเท่าที่ควร

แต่ว่าเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วก็ยังไม่สายเกินไปที่จะช่วยกันระงับความรุนแรงไม่ให้ขยายตัวมากขึ้น อาตมามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความล้มเหลวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความล้มเหลวของทุกฝ่าย เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะใช้อาวุธสงครามหรืออาวุธปกติ ถ้าเกิดความรุนแรงก็เกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย แล้วความเดือดร้อนก็ไม่ได้มีเฉพาะทหาร ผู้ชุมนุม แต่เป็นความสูญเสียของทั้งประเทศ รวมทั้งผู้ที่กดดันรัฐบาล อยากจะให้รัฐบาลคืนความปกติสุขให้กับคนกรุงเทพเร็วๆ อาตมาคิดว่าทุกฝ่ายเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้เราก็ต้องมาคิดกันว่าจะทำอย่างไรดีกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้

พิธีกร หลวงพี่ไพศาลครับ ครั้งก่อนที่ได้สนทนากับหลวงพี่ออกอากาศทางวิทยุนี้ หลวงพี่ก็ได้เล่าถึงกิจกรรมหนึ่งคิดค้นขึ้น แล้วก็มีอาสาสมัครเข้ามาทำเรียกว่าสันติอาสาสักขีพยาน อยากเรียนถามหลวงพี่ว่าประมาณเกือบเดือนที่ได้เข้าไปทำงานลักษณะที่ทำและผลที่ออกมา มีอะไรบ้างที่น่าจะเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ

พระไพศาล สันติอาสาสักขีพยานเป็นอาสาสมัครที่เข้าไปทำงานในพื้นที่เพื่อรับรู้และรายงานความเป็นจริงของการชุมนุม ทั้งในยามปกติและยามปะทะกัน เรียกว่าไปเกือบทุกวัน โดยเฉพาะวันที่มีการเคลื่อนฝูงชนไปตามจุดต่างๆ รวมทั้งเมื่อวันเสาร์นี้ด้วย สิ่งหนึ่งที่เราเห็นก็คือการประสานงานกันระหว่างเวทีใหญ่กับเวทีย่อยไม่ค่อยดีเท่าไร และมักจะผิดโผหรือว่าผิดพลาดอยู่หลายครั้ง อันนี้ทางอาสาสมัครก็เคยแจ้งไปทางแกนนำนปช. เพื่อให้ปรับปรุงจุดนี้เพราะเราเชื่อว่า ถ้าหากว่าการประสานงานระหว่างเวทีใหญ่เวทีย่อยไม่ดี ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์สุ่มเสี่ยงและปะทะกันได้ง่าย แกนนำเวทีใหญ่อาจบอกว่าไม่ต้องการการปะทะ ไม่ต้องการยั่วยุ แต่ว่าพอการประสานงานไม่ดีก็อาจจะมีความผิดพลาดขึ้นได้ ซึ่งก็เกิดขึ้นมาแล้ว ตัวอย่างก็คือที่หน้ารัฐสภา ซึ่งทำให้รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินขึ้นมา เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นมาอยู่หลายครั้ง แล้วก็ยังสงสัยอยู่ว่าเมื่อวันเสาร์นี่ มันเป็นอย่างนั้นด้วยหรือเปล่า ที่มีการตัดสินใจบุกเข้าไปปิดล้อมกองทัพภาคที่๑ มีการประสานงานกันมากเพียงไร นี้เป็นข้อสังเกตข้อที่หนึ่ง

เรายังพบอีกว่าผู้ชุมนุมก็คือคนปกติธรรมดา ในสายตาคนภายนอกมักมองว่าเขาเป็นคนที่ดุร้าย น่ากลัว แต่จากการที่เราได้พูดคุย พบปะชาวบ้าน บ้างคนก็เป็นคนกรุงเทพ ฯ เขาก็คือคนธรรมดาถ้าไม่สวมเสื้อแดงก็ไม่ต่างจากคนทั่วไป เขามีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง จำนวนมากก็มีความเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์ จำนวนมากก็ต้องการประชาธิปไตย แต่ขณะเดียวกันมีความกลัว กลัวจะเกิดเหตุร้าย แต่ก็มีความมุ่งมั่นที่จะสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือเพื่อสังคมที่ไม่มีสองมาตรฐาน และเมื่อเราไปพบปะกับทหารที่มาตรึงกำลังกันอยู่ที่ผ่านฟ้า ก็พบว่าเขาก็มีความรู้สึกนึกคิดไม่ต่างจากผู้ชุมนุม บางคนก็เป็นห่วงบ้าน โทรศัพท์ถึงคนที่บ้านเพราะคนที่บ้านมีความเป็นห่วง มันก็เป็นอาการเดียวกันกับที่เราเห็นในหมู่ผู้ชุมนุมเสื้อสีแดง จะว่าไปแล้วทั้งสองฝ่ายไม่ต่างกันเลยในแง่ของความเป็นมนุษย์ มีความรักความห่วงกังวล ทั้งสองฝ่ายอยากกลับบ้านทันทีที่เรื่องยุติ และก็มีคนที่รอเขากลับบ้านอยู่ ยังไม่ต้องพูดว่าทั้งสองฝ่ายเป็นคนไทยพูดภาษาเดียวกัน ถ้ามีคนเข้าไปสัมผัสกับคนทั้งสองฝ่ายคือทหารและนปช.แล้วก็จะพบว่าไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่ใส่เครื่องแบบหรือว่าใส่เสื้อต่างกันเท่านั้น นี้อาจไม่เหมือนกับภาพที่เราเห็นเวลามองเขาไกลๆ เช่นผู้ชุมนุมก็มองทหารในทางที่เป็นลบ ทหารหรือคนกรุงเทพ ฯก็อาจจะมองผู้ชุมนุมเป็นลบ คือเราไม่สามารถที่จะมองทะลุเสื้อสีแดงหรือเครื่องแบบของกันและกันได้ แต่ถ้ามองทะลุก็จะเห็นได้ว่า เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนเรา ไม่ต่างจากเราเลย แถมยังเป็นคนไทยด้วยกัน

มันก็น่าเศร้าว่าอะไรทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องมาเผชิญหน้าแล้วก็ทำร้ายกันจนถึงกับเสียชีวิต สิ่งที่สันติอาสาสักขีพยายนไปพบมา ได้เขียนเป็นรายลงลงในเว็บไซต์ของเครือข่ายสันติวิธี เราทำบันทึกเปิดเผยมาตั้งแต่เริ่มชุมนุมคือวันที่ ๑๔ มีนาคม จนถึงเมื่อมีการปะทะกันที่สถานีไทยคม และที่รัฐสภาเราก็ทำรายงาน ล่าสุดก็ทำบันทึกเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายนขึ้นเว็บไซต์และเฟซบุ๊คของเครือข่าย นสพ.บางแห่งก็เอารายงานของเราไปลง อันนี้ก็คือสิ่งที่เราได้ทำ

พิธีกร ทีนี้เท่าที่ติดตามดูมันก็มีรายละเอียดหลายอย่างเหมือนกันที่ต้องระวัง อันหนึ่งที่ผมฟังดูก็คือว่าถึงแม้จะมีความพยายามให้เกิดความเคลื่อนไหวอย่างสันติวิธีจากฝ่ายต่างๆ แต่ก็เหมือนกับมีบางคนที่เค้าอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้แต่อาจจะเป็นความเคยชินที่รู้สึกว่าจะต้องเป็นอย่างนู้นเป็นอย่างงี้อะไรอย่างนี้นะครับ ก็อาจจะกดดันความรู้สึกนึกคิดที่อาจจะทำให้เกิดความรุนแรงได้ หลวงพี่ไพศาลเคยพูดเรื่องอย่างนี้อยู่ใช่ไหมครับ

พระไพศาล ใช่ มีหลายคนที่ลุแก่โทสะ ไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดปัญหาแต่ว่าความกดดันความเครียดก็ทำให้ระบายอารมณ์ออกมา และก็ยังมีพวกที่คอยสร้างสถานการณ์ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าพวกนี้เป็นพวกไหน ที่เรารู้แน่ก็คือเขาแสดงตัวให้เราเห็นในวันเสาร์ที่ผ่านมาจากภาพข่าวที่ปรากฏ ตรงนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ก่อนหน้านี้เครือข่ายสันติวิธีเรียกร้องทั้งสองฝ่ายอยู่เสมอว่า พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากัน พยายามหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการเชิงรุกที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าเพราะว่าจะทำให้เกิดสู่การปะทะกันได้ แต่ว่ามันก็เกิดแล้ว และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแบบกะทันหันพอสมควรเท่าที่อาตมาทราบ

เพราะฉะนั้นทั้งสองฝ่ายจะต้องกลับมาทบทวนดูว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นตรงไหน อาตมาไม่อยากให้ทุกฝ่ายมัวแต่กล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นผู้ผิด แต่อยากจะให้แต่ละฝ่ายกลับมาทบทวนตัวเองด้วยว่าเราได้ทำอะไรผิดพลาดบ้างที่ทำให้เกิดความสูญเสียขึ้น ถ้าเราโทษกันไปโทษกันมาแต่ไม่สนใจปรับปรุงแก้ไขตัวเอง มันก็จะเกิดความผิดพลาด หรือเปิดช่องให้บางคนฉวยโอกาสก่อความวุ่นวายได้อีก

พิธีกร ทีนี้ในขณะที่อารมณ์ความรู้สึกหลายส่วนก็ยังแรง เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นนะครับ หลายๆส่วนเลยละหลายๆองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่ง อาจจะยังรู้สึกรุนแรง รู้สึกขัดข้องใจไม่สบายใจหรืออาจจะเคียดแค้น จะทำอย่างไรในภาวะอย่างนี้ครับ

พระไพศาล ความสูญเสียที่มีคนล้มตาย เรามองได้สองแง่ จะมองในแง่ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโทสะเพื่อแก้แค้นก็ได้ หรือว่าเราจะมองเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงโทษของการใช้ความรุนแรงก็ได้ อาตมาอยากให้มองในแง่หลัง ว่าถ้ามีความรุนแรงกันแล้วมันย่อมเกิดความสูญเสีย คนที่คิดว่าอยากจะให้เรื่องนี้จบไวๆ อยากจะให้ความสงบสุขกลับมาไวๆ มีความสูญเสียบ้างก็ไม่เป็นไร แต่พอเจอของจริงเข้าหลายคนก็รู้สึกว่า เสียใจที่ไม่น่าคิดแบบนั้น ส่วนผู้ชุมนุมที่ต้องการให้แกนนำเผด็จศึกไวๆ จะสูญเสียแค่ไหนก็ยอม แต่พอมีการสูญเสียเกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนใจก็มี แต่ว่าความแค้นก็มีอยู่เมื่อเห็นเพื่อนตัวเอง พี่น้องตัวเองมีอันเป็นไป อาตมาอยากจะให้เราหันกลับมาใช้สติไตร่ตรองดูว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมันชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ถ้าเรามองอย่างนี้เราจะได้สติ จะได้หาทางป้องกันและช่วยกันเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหันมาเจรจากัน หรืออย่างน้อยก็ลดทิฐิ มานะของกันและกัน

ตอนนี้อาตมาคิดว่ามีคนไม่น้อยที่ไม่อยากจะให้มีความสูญเสียอีกแล้ว อยากจะให้ความขัดแย้งยุติจะเสียนิดเสียหน่อยก็เอา แต่ขอให้มันจบลงด้วยดี ไม่มีความสูญเสีย ก่อนหน้านี้มามีคนจำนวนไม่น้อย คิดว่าถ้าจะมีข้อยุติฉันจะต้องเป็นผู้ชนะ จะต้องได้รับความสำเร็จเต็มๆเลย จะไม่ยอมเสียเลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้อาตมาสังเกตได้ว่ามีคนเริ่มยอมรับแล้วว่าแม้จะเสียบ้าง แม้จะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์หกสิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังดี ขอให้มันจบซะที เพราะว่าทนไม่ได้กับความสูญเสีย อาตมารู้สึกคนที่คิดแบบมีเยอะขึ้น อารมณ์แบบนี้ในสังคมเริ่มมีเยอะขึ้น ซึ่งอาตมามองว่ามันเป็นข้อดี เพราะที่ผ่านมาแต่ละฝ่ายไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว แต่ตอนนี้หลายคนจำนวนมากรู้สึกว่าถอยบ้างก็ไม่เป็นไร ได้สักนิดสักหน่อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้เผชิญหน้ากันอยู่อย่างนี้ซึ่งจะมีการปะทะจนล้มตายอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

อาตมาอยากให้พวกเราใช้วิกฤตอย่างนี้ให้เป็นโอกาส คือทำให้เกิดความรู้สึกแบบนี้บ้าง เพื่อเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายที่เคยยืนกรานว่าจะไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียวทั้งที่เห็นตรงกันในเรื่องของการยุบสภาเพียงแต่ไม่เห็นพ้องต้องกันในเรื่องกรอบเวลา ยอมถอยคนละก้าวสองก้าว อาตมาคิดว่าถ้าสังคมมีอารมณ์ที่อยากให้เรื่องยุติ ถ้าเกิดทั้งสองฝ่ายยังไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว อาตมาเกรงว่าทั้งสองฝ่ายจะตกเป็นจำเลยของสังคม จะสูญเสียความชอบธรรมมากขึ้น ความชอบธรรมตอนนี้ก็ลดน้อยอยู่แล้วจากความรุนแรงที่ผ่านมา ดังนั้นอาตมาอยากจะให้เราช่วยกันสร้างบรรยากาศขึ้นใน สังคมเพื่อให้เรื่องทั้งหมดจบลงอย่างไม่มีการปะทะกันอีก โดยที่ทุกฝ่ายก็ได้ ไม่ใช่ว่ามีฝ่ายได้ฝ่ายหนึ่งชนะอีกฝ่ายหนึ่งแพ้ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องยอมรับว่าทางออกโดยสันติตอนนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้อยู่ โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เต็มร้อย แต่นั่นหมายความว่าทั้งสองฝ่ายต้องยอมถอยบ้าง

พิธีกร ครับ แต่ว่าการกระทำการเคลื่อนไหวบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนบ้างก็ตาม ถ้าไม่ระวังก็นำพาไปสู่ความสูญเสียหรือว่าอารมณ์ที่รุนแรงกันได้อีกใช่ไหมครับ

พระไพศาล อันนี้คือเหตุที่ทำให้อาตมาอยากจะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันกลับมามองดูตัวเอง อย่าไปมัวแต่กล่าวโทษฝ่ายอื่นว่าเขาผิด ให้มาดูว่าเราผิดพลาดที่ตรงไหน เราใช้ความรุนแรงเกินขอบเขตไหม อยากให้ผู้ชุมนุมมีการปรับขบวนกันใหม่ ทบทวนดูว่าที่ผ่านมามีการควบคุมผู้คนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้มากน้อยแค่ไหน ในเมื่อประกาศว่ายึดมั่นในสันติ อหิงสาแล้ว สามารถทำให้ผู้ชุมนุมทำตามนั้นได้หรือไม่ หรือว่าพูดอย่างหนึ่งแต่พอลงมือปฏิบัติแล้วทำไปอีกอย่างหนึ่ง มันเกิดความผิดพลาดตรงไหนจึงเกิดมีการใช้ความรุนแรงขึ้น หรือว่าเปิดช่องให้บางคนสวมรอย ปะปน มาก่อความวุ่นวายจนเกิดความรุนแรงขึ้น เท่าที่ทราบยังไม่มีการะเมินหรือทบทวนตัวเองเพียงพอเท่าไหร่ อาตมาคิดว่าเฉพาะหน้าในตอนนี้จะต้องหลีกเลี่ยงการปะทะ หรือการเผชิญหน้ากันให้ได้ เพราะถ้ามีการเผชิญหน้ากันเมื่อไหร่ก็จะบันดาลโทสะได้ง่าย

ตอนนี้ควรมีการตกลงร่วมกันให้ได้ระหว่างสองฝ่าย ว่าเราจะช่วยกันลดอุณหภูมิความขัดแย้งได้อย่างไร ทั้งสองฝ่ายอาจจะยังไม่อาจหาข้อยุติได้ว่าจะยุบสภาเมื่อไหร่ แต่ว่าควรหาข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการชุมนุม เช่นว่าจะชุมนุมอย่างไรให้ไม่มีการเผชิญหน้ากัน ควรยกเลิกการชุมนุมที่ราชประสงค์แล้วไปรวมกันที่ผ่านฟ้าที่เดียวดีไหม อาจจะมีการเจรจาเรื่องการใช้สื่อของทั้งสองฝ่าย ทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นตัวยั่วยุให้เกิดความโกรธแค้น การพยายามของรัฐบาลที่จะปิดทีวีของฝ่ายเสื้อแดง อาตมาคิดว่าควรระงับไปก่อน ส่วนผู้ชุมนุมก็ควรจะงดการเคลื่อนขบวนไปจุดต่างๆ ควรตั้งอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งที่ตัวเองเคยอยู่แล้วก็หันมาเจรจากันในเรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้า เพื่อสร้างความมั่นใจความไว้ใจซึ่งกันและกัน

อาตมาคิดว่าเมื่อมีความไว้ใจกันในเรื่องประเด็นเล็กๆแล้ว ก็จะมีความไว้ใจพอที่จะคุยกันในประเด็นใหญ่ คือประเด็นเรื่องยุบสภา ประเด็นการสร้างกติกาให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การปฏิรูปการเมืองเศรษฐกิจสังคมเพื่อให้ไม่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ซึ่งต้องเป็นความเห็นร่วมกันทั้งสองฝ่าย อาตมาคิดว่ามันเป็นไปได้ เรื่องใหญ่ๆแบบนี้ถ้าเราไม่มีความไว้ใจกันแล้วมันคุยกันได้ยาก เหตุการณ์ที่ผ่านมามันทำลายความไว้ใจซึ่งกันและกัน แต่ว่าเราจะต้องกลับมาสร้างความไว้ใจกันใหม่ จากเรื่องเล็กๆ แต่มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องลดทิฐิ มานะด้วย ฉะนั้นอาตมาคิดว่าสังคมควรเรียกร้องทั้งสองฝ่ายให้หันมาเจรจากัน อย่างน้อยในเรื่องพื้นฐานที่จะทำให้ไม่เกิดการเผชิญหน้าหรือการปะทะกันอีก โดยเฉพาะในช่วงนี้ก็เป็นช่วงสงกรานต์ ไม่ควรจะมีเหตุการณ์ตึงเครียดหรือการเผชิญหน้ากันอีกแล้ว หลังสงกรานต์ค่อยว่ากันใหม่ แต่ถ้าไม่เกิดขึ้นได้เลยตลอดไปก็ดีเหมือนกัน

พิธีกร เรื่องที่พูดถึงดูจะเป็นการยากเหมือนกันนะครับ ที่จะปรับเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิด ปรับเปลี่ยนความเคยชิน ปรับเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองเชื่ออะไรอย่างนี้นะครับ จะใช้อะไรบ้างที่จะช่วยทำให้มีเงื่อนไขที่จะทำเรื่องเหล่านี้ได้มากขึ้นการปรับเปลี่ยนต่างๆนี้ได้มากขึ้นครับ

พระไพศาล ความสูญเสียที่เกิดขึ้นมันน่าจะเป็นสัญญาณเตือนหรือเป็นตัวกระตุ้นให้เราหันกลับมาลดราวาศอกกัน เท่าที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายพร้อมที่เผชิญหน้า แต่พอเกิดความสูญเสียขึ้นแล้วอาตมาคิดว่าคนจำนวนไม่น้อยไม่อยากจะเผชิญหน้าแล้ว เพราะว่าเผชิญหน้าแล้วมีการสูญเสียตามมา อาตมาคิดว่าควรใช้โอกาสนี้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมถอยก่อน อันนี้อาตมาคิดว่ามันไม่น่าจะยากเกินไปเพราะว่ามันไม่ได้แปลว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้โดยไม่ได้อะไรเลย ถ้ายอมถอยก็อาจได้อะไรติดมือพอสมควร แม้จะไม่ได้ทั้งหมด เรื่องถูกเรื่องผิดว่าคนตายเกิดจากฝีมือของใครก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องหาคำตอบและหาคนรับผิดชอบ นั่นเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่เฉพาะหน้าก็ควรจะหาทางลงให้ได้ จะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากันอย่างสุ่มเสี่ยงอีก

อย่างไรก็ตามจะเกิดอย่างนี้ได้ต้องอาศัยกระแสสังคมช่วยด้วย สื่อด้วย แทนที่จะเรียกร้องให้มีการเผชิญหน้าหรือกระตุ้นให้มีการเผชิญหน้ากัน ก็เรียกร้องหรือกดดันให้มีการหันเข้ามาเจรจากัน อาตมามองไม่เห็นทางอื่นนะ เพราะว่าเราสูญเสียขนาดนี้แล้ว ถ้าเรายังไม่สำนึกอีกเราก็จะต้องสูญเสียมากกว่านี้ เหตุการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จะเรียกว่าเทวทูตมาเตือนก็ได้ คือเตือนว่าถ้ายังดึงดันกันเหมือนเดิมจะสูญเสียหนักว่านี้อีก

พิธีกร ประเด็นเรื่องของการเจรจาต้องการเงื่อนไขอย่างไร ในมุมมองของหลวงพี่ไพศาลที่สามารถจะให้เกิดการพูดคุยกันและก็ส่งผลที่น่าจะเป็นได้มากขึ้น

พระไพศาล การเจรจากันอาจจะทำในระดับล่างก่อน อย่าไปติดกับคุณอภิสิทธิ์กับแกนนำ อาจจะคุยในระดับล่างแล้วก็ไม่ควรเกี่ยงว่าเป็นใคร คือที่ผ่านมาแกนนำผู้ชุมนุมบอกว่าต้องเป็นคุณอภิสิทธิ์เท่านั้น ซึ่งก็ได้ทำไปแล้ว แต่ว่าตอนนี้อาตมาคิดว่าไม่ควรกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเจรจากับคนนั้นคนนี้ แม้จะมีผู้เจรจาในระดับที่ต่ำกว่า ก็คือเรื่องทำอย่างไรการชุมนุมจะไม่เสียหายไปมากกว่านี้ เอาแค่นี้ก่อน ยังไม่ต้องเจรจาว่าจะให้ยุติการชุมนุมหรือว่าให้ยุบสภาก็ได้ แต่มาคุยว่าในเมื่อผู้ชุมนุมอยู่ที่ราชประสงค์หรือผ่านฟ้าก็ดีทำอย่างไรถึงจะอยู่กันได้โดยที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปมากกว่านี้ ทำอย่างไรถึงจะไม่มีการเผชิญหน้ากัน จะต้องไม่มีการปิดสื่อของผู้ชุมนุมหรือว่าปิดเว็บไซต์ต่างๆ อันนี้อาตมาคิดว่าเราต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อน เพราะเราไม่แน่ใจว่าสื่อพีทีวีเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการฆ่ากัน นำไปสู่การกดดันยั่วยุแค่ไหน อาตมาคิดว่าเอาเรื่องเล็กๆ ประเด็นย่อยๆ ที่มันจะกระตุ้นให้เกิดความโกรธแค้นหรือว่าการเผชิญหน้ากัน เรื่องเหล่านี้นี่ผู้เจรจาจะเป็นใครก็ได้ แต่มีอำนาจที่จะตัดสินใจได้อาตมาคิดว่าเป็นตัวกลางก็ได้นะถ้าหากว่าจำเป็น แล้วอาตมาก็ไม่คิดว่าเจรจาระดับนี้จะต้องถ่ายทอดสด

พิธีกร ที่ผ่านมาเขาอาจกลัวว่าเดี๋ยวจะไปงุบงิบอะไรกันหรือเปล่า

พระไพศาล ถ้าคุยเรื่องใหญ่ๆ อย่างเช่นการยุบสภาก็ต้องระวังการกล่าวหากัน แต่ถ้าเป็นการตกลงกันในเรื่องการชุมนุม อาตมาคิดว่าน่าจะไว้ใจกันและกัน และก็ไม่มีผลเสียหาย ตกลงกันอย่างไร ผู้ชุมนุมก็ยังอยู่ต่อไม่ได้เลิกไป รัฐบาลก็ยังเดินหน้าต่อไป สภาก็มีต่อไปจนกว่าจะมีการประกาศยุบ แต่ว่าในระดับพื้นที่ ระดับการเผชิญหน้าระหว่างทหารกับผู้ชุมนุมก็จะคลี่คลายลง อาตมาคิดว่าบรรยากาศร้อนแรงตอนนี้ทำเท่านี้ก็น่าจะพอ ส่วนเรื่องใครผิดใครถูกก็ต้องว่ากันไป ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง อันนี้ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ว่าในบรรยากาศที่ร้อนแรงอยู่ตอนนี้อาตมามองไม่เห็นว่าจะความร้อนแรงจะลดลงได้อย่างไร ถ้าหากว่าไม่มีการเจรจาหรือว่าถอยกันคนละก้าว พอบรรยากาศความร้อนแรงลดลงแล้ว ความเดือดร้อนที่จะเกิดกับคนกทม. ก็ไม่มาก เพราะไม่มีการเคลื่อนย้ายไปที่ต่างๆ เมื่อละฝ่ายอยู่ในที่ตั้ง รวมทั้งตั้งหลักได้ มีสติกันมากขึ้น ตอนนี้แหละที่อาตมาคิดว่าการจะคุยเรื่องยากๆ เรื่องใหญ่ๆ ก็จะเป็นไปได้ แต่สิ่งที่ควรทำเฉพาะหน้าตอนนี้คือจะทำอย่างไรให้ไม่มีการปะทะกันไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อกัน เพราะถ้าทำอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่รู้ว่าประชาธิปไตยจะยังอยู่หรือเปล่า เพราะว่าคนที่จ้องจะรัฐประหารหรือว่าทำอะไรที่ผิดครรลองประชาธิปไตยก็มีอยู่ และพร้อมจะฉวยโอกาสตลอดเวลา

พิธีกร พระไพศาลครับ กับเรื่องที่เป็นความรู้สึกที่แตกต่างกันมาก คืออาจจะพูดได้ว่า ๓-๔ ปีนี้เป็นขั้วความคิดขั้วความรู้สึก วันที่ ๑๑ เมษายนนี้อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ก็เขียนบทความสั้นๆ สองสามเรื่อง เรื่องหลังพูดถึงสังคมสองมาตรฐาน ซึ่งจะเกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องการมอง การปราบ หรือว่าเรื่องการใช้สิทธิเสรีภาพต่างๆ ผมคิดว่าประเด็นนี้ยังคาอยู่ครับหลวงพี่ไพศาล

พระไพศาล เดิมสังคมไทยก็มีสองมาตรฐานอยู่แล้ว แต่มันหนักขึ้นเพราะความกลัวความเกลียดความโกรธ เมื่อมีความกลัวความเกลียดความโกรธ โดยเฉพาะมีการป้ายสีตีตราว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพวกเลวร้าย การใช้สองมาตรฐานก็เกิดขึ้นได้ง่ายมาก เพราะว่าเมื่อเราเห็นว่าใครเลว เราก็คิดว่าจะใช้วิธีการใดกับเขาก็ได้ แม้จะเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องก็ตาม จะเอากฎหมายมาใช้เล่นงานคนกลุ่มนี้ยังไงก็ได้ จะต้องบิดกฎหมายก็ยอม หรือจะเลือกปฏิบัติกับคนพวกนี้ก็ได้ เพราะมันเลว ทั้งหมดนี้มันเกิดจากความกลัวความเกลียดความโกรธที่ฝังลึก

จะว่าไปสองมาตรฐาน ไม่ได้มีเฉพาะกับฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายที่กุมอำนาจ ฝ่ายที่เป็นผู้ชุมนุมก็ใช้สองมาตรฐานอยู่ไม่น้อย เช่น ถ้าพวกตัวเองทำอะไรก็ถูกหมด ถ้าฝ่ายตรงข้ามทำ แม้จะทำอย่างเดียวกัน ก็ถูกมองว่าผิดหมด เรื่องอย่างเดียวกันฉันทำได้แต่คนอื่นห้าม อย่างนี้เป็นต้น สองมาตรฐานมันอยู่ในใจคนไม่ได้อยู่ที่ระบบหรือโครงสร้างอย่างเดียว ะตราบใดที่เราไม่สามารถลบสองมาตรฐานในใจเราได้ สังคมไทยก็จะมีสองมาตรฐานอยู่เรื่อยไปในโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม สองมาตรฐานในจิตใจเรานั้นเกิดจากความกลัวความเกลียดความโกรธที่ทำให้เกิดอคติต่อกัน

นี้เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขไปพร้อมกันทำให้โครงสร้างหรือกลไกทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะถ้าเรายังมีความกลัวความเกลียดความโกรธอัดแน่นในจิตใจ เราก็พร้อมที่จะใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องกับอีกฝ่ายหนึ่ง จะมีใบสั่งให้จัดการกับคนนั้นคนนี้ก็ทำได้เพราะว่าฝ่ายนั้นเลวฝ่ายนั้นไม่ดี ทำอะไรกับเขาก็ได้ทั้งนั้น อย่างไรก็ตามตอนนี้การชุมนุมของเสื้อแดงก็ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับกันไม่มากก็น้อยแล้วว่าสังคมเรามีสองมาตรฐานจริงๆ ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์พูดว่าจะให้มีการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ก็มีเสียงขานรับและเสียงสนับสนุนจากหลายฝ่ายมาก อาตมาคิดว่ามันน่าจะเป็นโอกาสที่จะผลักดันให้มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง อาตมาคิดว่านี้เป็นความสำเร็จของนปช. ที่ทำให้ประเด็นสองมาตรฐาน และการปฏิรูปโครงสร้างเป็นวาระของประเทศขึ้นมา แต่ทำอย่างไรถึงจะเกิดการขับเคลื่อนได้ไม่ใช่แค่การหาเสียง ตรงนี้ต้องหาข้อตกลงร่วมกัน มีกลไกสักอย่างหนึ่งที่เป็นหลักประกันว่าจะเกิดการปฏิรูปเพื่อทำให้สังคมไทยมีสองมาตรฐานน้อยลง จะให้ดีกว่านั้นทั้งสองฝ่ายต้องมาร่วมมือกันลดความกลัวความเกลียดความโกรธในใจลงด้วย ความกลัวความเกลียดความโกรธเกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายไม่รู้จักกันดีพอ เราสร้างภาพที่เลวร้ายให้แก่กันและกัน แล้วเราก็เชื่อจริง ๆว่าอีกฝ่ายเลวร้าย เสื้อแดงก็ไม่ค่อยรู้จักเสื้อเหลือง เสื้อเหลืองก็ไม่ค่อยรู้จักเสื้อแดง เพราะว่าทั้งสองฝ่ายดูแต่ทีวีของตัวเอง เสื้อเหลืองรู้จักเสื้อแดงผ่านเอเอสทีวี ส่วนเสื้อแดงก็รู้จักเสื้อเหลืองผ่านพีชาแนล ก็เลยเห็นซึ่งกันและกันเป็นยักษ์มาร เพราะรับฟังข้อกล่าวหาที่ผิดๆ ถูกๆ เกี่ยวกับอีกฝ่ายหนึ่ง จึงทำให้เกิดความคิดแบบความสุดโต่งมากขึ้น

อาตมามีเฟซบุ๊ค คนที่แอดเข้ามามีทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดง อ่านความเห็นของทั้งฝ่ายแล้วก็เห็นเลยว่าเต็มไปด้วยอคติมาก เห็นได้ชัดว่าทั้งสองฝ่ายไม่ค่อยรู้จักมากเท่าไรก็เลยกล่าวหากันอย่างเสียๆ หายๆ ทำอย่างไรจึงจะให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน มองเห็นซึ่งกันและกันเป็นมนุษย์มากขึ้น วิธีหนึ่งคือฟังกันให้มากขึ้น ตอนนี้เราฟังกันน้อยเพราะเราสรุปแล้วว่าทั้งสองฝ่ายไม่ดีทั้งคู่ เสื้อเหลืองก็ว่าเสื้อแดงเป็นพวกทักษิณ เสื้อแดงก็บอกว่าเสื้อเหลืองเป็นพวกอำมาตย์ นี่เป็นมายาคติที่ฝังลึกมาก ก็เลยไม่ฟังกันอีกต่อไป ทุกฝ่ายคิดว่าตัวเองรู้ดีแล้วว่าพวกนี้มันเลว ที่ผ่านมาเราตัดสินคนจากสีเสื้อหรือยี่ห้อ อาตมาคิดว่าทั้งฝ่ายต้องมารู้จักกันในแง่บุคคลต่อบุคคลให้มากขึ้น หันมาคุยกัน หันมามีปฏิสัมพันธ์กัน

ที่อาตมาอยากเห็นการเจรจาของรัฐบาลกับแกนนำนปช. โดยเริ่มจากประเด็นง่ายๆ ก่อน ข้อดีคือมันจะทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน และไว้ใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จริงตอนที่มีการเจรจากันโดยถ่ายทอดสด วันแรกก็ช่วยให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายก็รู้จักกัน มีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ว่าพอวันที่สองมายาคติเดิมๆ ก็กลับมาใหม่ ต่างกล่าวหากันไปกล่าวหากันมา ถ้าเราไม่ทำอะไรกับมายาคตินี้ ความกลัวความโกรธความเกลียดก็จะยังอยู่และรุนแรงมากขึ้น ต้องแก้ตรงนี้ด้วย

พิธีกร คงสนทนากันเป็นประเด็นสุดท้ายแล้วครับ ผู้ฟังทุกท่าน ประชาชนทั่วไปที่มีความหวังความตั้งใจอยากจะให้เกิดการพัฒนาบ้านเมืองที่ดีด้วย ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง ไม่อยากให้เกิดสงครามกลางเมือง อยากให้กลับสู่ภาวะปกติ แต่ว่าหลายส่วนก็ได้แค่ติดตามสถานการณ์ เราจะมีส่วนร่วมกับเรื่องราวต่างๆ อย่างเข้าใจ และช่วยผลักดันในสิ่งที่ดีได้อย่างไรบ้างครับ

พระไพศาล ตอนนี้ประเทศไทยมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมาก การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจะทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้ยาก เพราะว่าการขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูป เพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยต้องอาศัยฉันทามติจากสังคม แต่ตอนนี้ฉันทามติเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะเรามองไปคนละทิศละทาง เพราะความโกรธความเกลียดความกลัว ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไรก็ตามอยากให้ฟังอีกฝ่ายหนึ่ง คนเหล่านี้บางทีก็อยู่บ้านเดียวกันนั่นแหละ พ่อเสื้อเหลือง แม่เสื้อแดง หรือแม่เสื้อเหลือง ลูกเสื้อแดง อาตมาคิดว่าแม้แต่ในบ้านเราก็คุยกันน้อย ในพุทธศาสนามีคำว่าสัจจานุรักษ์ คือการคุ้มครองสัจจะหมายความว่าการไม่ยึดติดหรือยืนกรานว่าสิ่งที่ฉันรู้หรือคิดนั้นถูกต้องเป็นจริง ถ้ามีสัจจานุรักษ์เรากะเปิดใจฟังความคิดที่เห็นที่ต่างจากตัว แต่ถ้าคิดว่าฉันรู้หมดแล้ว ฉันถูก แกผิด ถ้าเราไม่มีสัจจานุรักษ์การเผชิญหน้ากันจะต้องมีต่อไป ดังนั้นเราจึงต้องเริ่มจากการเปิดใจฟังซึ่งกันและกัน ถ้าทำอย่างนี้ได้ ทีละเล็กละน้อยบ้านเมืองก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น ไม่แตกแยกกันอย่างนี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved