กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > ความตายและความหมายของชีวิต

กลับหน้าแรก

ความตายและความหมายของชีวิต |
พระไพศาล วิสาโล
หนังสือ Bridge สะพานข้ามเวลาของ "รงค์ วงษ์สวรรค์" และเพื่อนหนุ่ม
สำนักพิมพ์ openbooks

 

ที่ผ่านมา หลายๆ คนบอกว่าเราเรียนรู้หลายๆ สิ่งจากชีวิต เมื่อ 1-2 วันก่อน ผมคุยกับท่านอาจารย์ระพี สาคริก ผมก็ถามท่านอาจารย์ระพีว่า อาจารย์ครับ อาจารย์ทำเรื่องการศึกษามาเยอะ โดยส่วนตัวแล้วอาจารย์เรียนรู้จากอะไร อาจารย์ระพีก็บอกว่า เรียนรู้จากชีวิตจริงๆ ไม่ได้เรียนรู้จากหนังสือ ก่อนที่จะคุยกันถึงเรื่องความตาย ผมถามหลวงพี่ก่อนว่า มนุษย์เราเรียนรู้จากชีวิตอย่างไรบ้าง

อาตมาคิดว่า ส่วนหนึ่งเรียนรู้จากคนรอบตัว จากการสังเกต แต่สิ่งที่เป็นพลังมากๆ ในการเรียนรู้ของคนเรา โดยเฉพาะถ้าเรามองเด็กทารกที่เรียนรู้จากความผิดพลาด ความล้มเหลว ยกตัวอย่างเช่น ก่อนที่เขาจะเดินเป็น เขาต้องลุกต้องล้มอยู่หลายครั้ง เด็กเดินเป็นเพราะว่าเขาล้มบ่อยๆ จนกระทั่งเขารู้ว่าจะยืนให้ตรงและเดินอย่างไร จะทรงกายอย่างไรจึงจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินได้และจุดเริ่มต้นของการเดินทางไกลเป็นหมื่นเป็นแสนกิโลเมตรเริ่มต้นจากความล้มเหลวหรือความผิดพลาด แน่นอน เราเรียนรู้จากความสำเร็จได้ด้วย แต่สำหรับมนุษย์เรา ซึ่งอาจจะเริ่มต้นหรือเกิดมาแทบจะเป็นศูนย์ เราคงไม่เป็นศูนย์เสียทีเดียว แต่เราก็เกือบจะเป็นศูนย์ กว่าเราจะเขียน ก.ไก่ ได้ เราต้องเขียนตัวโย้เย้ก่อน ตอนเด็กๆ อาตมาจำได้ว่าระหว่าง ว.แหวน กับ อ.อ่าง นั้นแยกไม่ออกว่ามันต่างกันอย่างไร แต่เราก็เรียนรู้จนได้ว่ามันต่างกัน

ทีนี้เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ เราเริ่มจะลืมความรู้สึกแบบนั้น เรานึกว่าเราผิดพลาดไม่ได้ เราค่อนข้างที่จะกลัวความผิดพลาด ในวัยที่เราเป็นผู้ใหญ่ เราควรจะเรียนรู้อะไร หรือเราควรจะย้อนอดีตกลับไปว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ หรือเราควรจะแสวงหาความสำเร็จเป็นที่ตั้ง เพราะว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับทุกวันนี้

ใช่ เพราะเราไม่เห็นประโยชน์ของมัน ถ้าเราเห็นประโยชน์ของความผิดพลาด เราจะกลัวมันน้อยลง ที่จริงเรื่องนี้มันโยงถึงเรื่องความตายเพราะเรารู้จักความตายน้อย เราไม่เห็นประโยชน์ของความตาย เราก็เลยกลัว แต่ถ้าเราเห็นประโยชน์ของความตาย เราก็จะกลัวน้อยลง ความผิดพลาดก็เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อเราเกิดมาในสังคมที่ให้คุณค่ากับ?เรื่องหน้าตา เรื่องของความสำเร็จมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเราก็จะรู้สึกว่า ถ้าเราไม่มีความสำเร็จเลย ชีวิตของเราดูไร้ค่า เป็นศูนย์ หรืออาจจะยิ่งกว่านั้น คือเราเป็น nobody เป็น nobody ?หมายความว่าเราไม่มีตัวตนในสายตาของคนอื่น การที่เราไม่มีตัวตนในสายตาของคนอื่น มันก็แทบจะเหมือนกับตายทั้งเป็น นี่คือความเจ็บป่วยของคนในยุคปัจจุบัน และลึกๆ แล้ว คนเราต้องประกาศตัวว่าฉันเป็น somebody ถ้าคุณไม่สำเร็จอะไรสักอย่างหนึ่ง คุณก็ต้องหาทางให้คนอื่นเขารู้จักคุณให้ได้ว่ามีคุณอยู่ในโลกนี้

อาตมาไปประเทศจีน ไปดูกำแพงเมืองจีน กำแพงเมืองจีนนี่ยิ่งใหญ่มาก แต่สิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ในหนังสือก็ไม่เคยพูดถึง ว่ากำแพงเมืองจีนมันมีเส้นสายลายมือบอกชื่อแซ่คนเยอะแยะไปหมด ใครไปก็เขียนชื่อ ไม่ใช่ลายเซ็นนะ เพราะลายเซ็นอ่านไม่ออก แต่จะเขียนชื่อ เพื่อที่จะบอกว่าฉันคือใคร ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาไทยนี่น้อย ส่วนมากจะเป็นภาษาอังกฤษ ถึงแม้จะเป็นคนไทย แต่ว่าเขียนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะอะไร ใช่หรือไม่ว่าเพราะเขาต้องการประกาศตัวว่ามีกูอยู่บนโลกนี้นะโว้ย กูไม่ใช่ nobody นะโว้ย

ในยุคปัจจุบัน เราให้ค่ากับความสำเร็จมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้สึกว่าเราไม่สำเร็จ เราก็คือ nobody ซึ่งอาตมาคิดว่าคนสมัยก่อนเขาไม่ได้คิดแบบนี้ คือเขายังมีพื้นที่ให้กับเรื่องของความดี ความรัก ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ถึงฉันจะไม่สำเร็จ แต่ฉันก็ตายอย่างมีความสุข เพราะฉันมีคนรัก ฉันมีสายสัมพันธ์กับผู้คนมากมาย ความสำเร็จก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่เราจะวัดว่าเราเป็นใคร หรือเป็นเครื่องแบบว่าเราเป็น nobody หรือ somebody

ศาสนาพุทธบอกว่าเป็น nobody ดี อย่ามีอัตตาเยอะ อยู่แล้วจะสบายตัว เบาตัว แต่ชีวิตจริงทุกวันนี้ ถ้าคุณไม่เป็นใครซักคนหนึ่ง คุณทำงานลำบาก จะไปขอความช่วยเหลือจากใครก็ไม่ได้ จะจัดงานอย่างวันนี้ ถ้าไม่รู้จักใครเลย ก็คงไม่มีใครมา เพราะฉะนั้นความพอดีอยู่ตรงไหนระหว่าง nobody กับ somebody

ศาสนาพุทธไม่ได้บอกว่า nobody นี่ดีนะ ในความหมายที่อาตมาเข้าใจ แต่ศาสนาพุทธต้องเริ่มต้นจากความรู้สึกว่าคุณเป็น somebody คือฉันควรทำความดี การทำความดีทำให้ฉันเป็น somebody การเป็นsomebody ของศาสนาพุทธก็คือการที่คุณทำความดี คุณเกื้อกูลคนอื่นคุณไม่จำเป็นต้องรวยก็ได้ คุณไม่จำเป็นต้องดังก็ได้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง คุณต้องก้าวข้าม somebody ไป จนกระทั่งคุณเห็นด้วยปัญญาว่า ที่แท้มันไม่มีอะไรที่เป็นฉันเลย

ศาสนาพุทธบอกให้เรากลับมามองตนเอง มองตนจนกระทั่งเริ่มต้นจากการทำให้ตนเป็นคนดี มีความเห็นแก่ตัวน้อย มีกิเลสน้อย ยอมรับความผิดพลาด ยอมรับว่าฉันมีกิเลส แต่เมื่อไปถึงจุดหนึ่ง เป็นจุดที่เรียกว่าคุณไม่เห็นตัวเองเลย มองตนจนไม่เห็นตน คือมันไม่มีตัวตนตั้งแต่แรก แต่เราไปยึดว่ามันมีตัวตน ศาสนาพุทธบอกให้เรามองตนจนกระทั่งเห็นเลยว่าเราไม่มีตัวตน ก็คือมองตนจนไม่เห็นตน เมื่อคุณมองไม่เห็นตน มันก็ไปพ้นจากเรื่อง nobody หรือ somebody แต่จุดเริ่มต้นนั้นเริ่มต้นจากการที่คุณต้องก้าวข้ามการเป็น nobody ก่อน ถ้าเป็น nobody เลย อัตตามันยอมรับไม่ได้?มันจะเกิดปมด้อย อาจารย์พุทธทาสเรียกว่าปมเขื่อง ปมเขื่องคือความรู้สึกว่าฉันต้องมีอะไรซักอย่าง ถ้าฉันเด่นในทางดีไม่ได้ ฉันก็จะเด่นในทางร้าย นี่เป็นเรื่องของปมเขื่อง ซึ่งฝรั่งเรียกว่าปมด้อย หรือเป็นเรื่องของตัวตนที่ต้องการประกาศอัตตา ถ้าเรารู้ว่าตัวตนไม่มีอยู่จริง มันก็ก้าวข้ามเรื่อง nobody หรือ somebody ไป

หลวงพี่ใช้คำว่าเพ่งมองไปที่อัตตา แล้วก้าวข้ามอัตตาไป แต่ส่วนใหญ่เราก็ได้จากการอ่านหนังสือ ในชีวิตจริง ถ้าเราอ่านหนังสือ แล้วก็เพ่งไปเรื่อยๆ เราจะก้าวข้ามได้หรือไม่

อาตมาคิดว่าหนังสือเป็นแค่ภาคทฤษฎี หนังสือที่ดีน่าจะเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นตัวเรา เราอาจจะเห็นตัวเราในตัวละครบางตัวอย่างเช่นหลายคนที่ชื่นชม Harry Potter เพราะเห็นตัวเราเองในแฮร์รี พอตเตอร์ เห็นตัวเราเองในพระเอก เห็นตัวเราเองในตัวละครแต่ต่อไปเราก็จะเริ่มเห็นตัวเราเองในตัวผู้ร้าย ในตัวพระรอง เด็กบางคนก็จะเริ่มเห็นว่าตัวแกเองคล้ายกับ เนวิลล์ ลองบอตทอม นี่ก็จะเริ่มออกจากตัวเองแล้ว แล้วต่อไปก็จะเริ่มเห็นว่า เมื่อซื่อสัตย์กับตัวเองมากขึ้น ก็จะเริ่มเห็นว่ามันมีตัวเราเองอยู่ในตัวอิจฉา ในตัวผู้ร้าย ซึ่งอาตมาคิดว่า ถ้าเราดูให้ดี ใน ดาร์ท เวเดอร์ มันมีตัวเราอยู่ในนั้น ในลอร์ด?โวลเดอร์มอร์ มันมีตัวเราอยู่ในนั้น

ดาร์ท เวเดอร์ คืออนาคิน อนาคินนี่มันคล้ายเราเลย มันกล้ามันเสียสละ หรือถ้าเราดู Harry Potter เราก็จะรู้ว่าลอร์ดโวลเดอร์มอร์มันคล้ายเราเลย ถ้าเราซื่อสัตย์กับตัวเอง เราจะเริ่มเห็น เราเริ่มเห็นแล้วว่าคนชั่วมันเริ่มต้นจากการเป็นคนดี เพราะมันอยากเป็นอมตะ อยากเป็นเจ้าโลก อยากปราบคนชั่วให้หมด ดัมเบิลดอร์ก็เกือบจะเป็นไปแล้ว เพราะดัมเบิลดอร์อยากจะได้เครื่องรางยมทูตสามอย่าง มีแล้วจะเป็นอมตะ ดัมเบิลดอร์ในเรื่องนี่ดีมาตลอด แต่ถึงจุดหนึ่ง จากประวัติของเขา เราจะรู้ว่าเขาเป็นคนที่มีความอยากจะครองโลก เขาก็อยากจะกำจัดพวกมักเกิล และเขารู้เลยว่าเขาเกิดความโลภ เขาเกิดความมักใหญ่ และเขากล้าพอที่จะทิ้งมันไป และเขาก็พยายามหาทางไม่ให้ แฮร์รี พอตเตอร์ เป็นแบบนั้น

อย่าง Harry Potter มันก็มองได้หลายระดับ ถ้าเราดูดีๆ มันเป็นกระจกสะท้อนตามวัยของเรา ว่าเราเห็นตัวเราอยู่ในใคร เราเห็นตัวเราอยู่ใน แฮร์รี พอตเตอร์ แต่ต่อไปเราเห็นตัวเราอยู่ในพระรอง แม้กระทั่งเห็นตัวเราอยู่ในผู้ร้าย ตอนที่เราซื่อสัตย์กับตัวเอง เราจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเราว่า เรานี่มันแย่จริงหรือเปล่า เรานี่มันดีจริงหรือเปล่า มันเริ่มที่จะรู้เท่าทันอัตตา แต่ถามว่าเท่านี้พอไหม ไม่พอ เพราะว่าเรารู้เมื่อเราอ่าน แต่พอเราไปทำงาน เราไปเจอผู้คน เราก็เผลอตัว ลืมตัว เพราะฉะนั้นการปฏิบัติ อย่างเช่นในทางพุทธศาสนา ปฏิบัติเพื่อให้เราได้เห็นเราอย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งมันประจักษ์แจ้งแก่ใจเลยว่า จริงๆ แล้วความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตนมันไม่ใช่ มันไม่จริง หรืออย่างน้อยเรารู้เท่าทันอัตตาที่มันเข้ามาครองใจ รู้เท่าทันอัตตาที่มันอยากใหญ่ มันทนไม่ได้ที่เห็นคนที่คิดต่างจากเรา มันทนไม่ได้ที่มีคนเก่งกว่าเรา เราเก่งไม่พอ ต้องเก่งกว่าด้วย เรารวยอย่างเดียวไม่พอ ต้องรวยกว่าด้วย เราสวยอย่างเดียวไม่พอ ต้องสวยกว่าด้วย มันจะเริ่มเห็น เมื่อเราเห็นแล้ว เราก็จะไม่ตกหลุมของมัน แล้วเราก็จะค่อยๆ ก้าวข้ามอัตตาได้

เราจัดการกับความโกรธ ความริษยา อย่างไรครับ คือเราก็เข้าใจว่ามันเป็นอย่างที่หลวงพี่ว่ามา แต่เวลามันยัวะ มันยัวะจริงๆ ครับหลวงพี่

เวลาเรายัวะ คนส่วนใหญ่ก็ทำสองอย่าง ถ้าไม่รู้เท่าทันตัวเองก็ระบายความโกรธออกไป อีกอย่างหนึ่งก็คือ รู้ว่าความโกรธไม่ดี แล้วก็จะพยายามไปกด ไปห้าม ไปกำจัด อย่างหลังนี่เป็นปัญหามาก โดยเฉพาะนักปฏิบัติธรรมที่มีความทุกข์เมื่อตัวเองโกรธ มีคนเคยถามหลวงปู่ดูลย์ว่า หลวงปู่ ทำอย่างไรถึงจะตัดความโกรธได้ หลวงปู่ดูลย์ท่านเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกๆ ของหลวงปู่มั่น หลวงปู่ดูลย์ก็บอกว่า ความโกรธมันตัดไม่ได้หรอก ต้องรู้เท่าทันมัน ต้องเห็นมัน แล้วมันก็จะดับไป อาตมาคิดว่าเมื่อเราโกรธ เราควรจะรู้เท่าทัน อย่าไปพยายามที่จะกำจัดความโกรธ บางทีเราอยากจะกำจัดความโกรธ ซึ่งอาตมาคิดว่าเป็นผลเสีย แต่ถ้าไม่เห็นโทษของความโกรธเลยก็ไม่ดี

อาตมาไปอภิปรายกับพระพยอม ท่านบอกว่าท่านชอบรายการอยู่รายการหนึ่ง ชื่อรายการ พลเมืองเด็ก เป็นรายการของทีวีไทย นำเด็กอายุ 11-12 ปีมาทำกิจกรรมบางอย่าง แล้วก็ดูว่าเด็กเขาแก้ปัญหาอย่างไรท่านบอกว่าท่านประทับใจอยู่ตอนหนึ่ง คือเอาเด็กสามคนมาขนของขึ้นรถไฟ รถไฟมันมีเวลาออก เด็กก็ต้องทำหน้าที่ขน แล้วของก็หนัก ต้องใช้เวลา ปรากฏว่าวันนั้นมีการถ่ายทอดการชกมวย สมจิต จงจอหอนักชกโอลิมปิกกำลังจะขึ้นชก เด็กผู้ชายสองคนก็อยากไปดูสมจิต ส่วนเด็กผู้หญิงไม่ดู พิธีกรก็เลยถามว่า หนูคิดยังไงกับเด็กสองคนนั้น เธอก็บอกว่า ก็เห็นใจเขา เพราะว่าเขาเป็นคนชอบมวย พิธีกรก็เลยแหย่ไปว่า แล้วหนูไม่โกรธ ไม่คิดจะด่าว่าเขาเหรอ เธอตอบว่า ถ้าหนูขนของขึ้นรถไฟ หนูก็เหนื่อยอย่างเดียว ถ้าหนูไปโกรธหรือไปด่าว่าเขา หนูก็เหนื่อยสองอย่าง

ถ้าเป็นเรา เราจะเลือกอะไร เราก็ต้องเลือกเหนื่อยอย่างเดียว แต่คนส่วนใหญ่ทำไมเลือกเหนื่อยสองอย่าง เพราะไม่รู้ทัน ใช่ไหม ถ้าเรารู้ทันเราก็เหนื่อยอย่างเดียวดีกว่า คือเหนื่อยกาย แต่เราไม่เหนื่อยใจ อาตมาคิดว่าเราต้องอาศัยการรู้ทัน

ในฐานะนักปฏิบัติธรรม หลวงพี่ใช้เวลานานเท่าไหร่ที่จะทำให้ความโกรธในเรื่องทั่วๆ ไปสลายไปได้

ถ้าโกรธมากๆ นี่ไม่ค่อยมี อาจจะมีความระอาบ้าง ความเบื่อบ้างแต่โดยปกติจะไม่ข้ามวัน ยกเว้นว่ามีเรื่องอื่นมากระทบ อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้ามีเรื่องเดียวมากระทบ มันก็จะอยู่ได้ไม่นาน ความโกรธจะไม่มากเท่าความหงุดหงิด ความหงุดหงิดจะมากกว่า

มันต่างกันอย่างไรครับ

มันจะไม่ลามเป็นความโกรธ เรารู้สึกว่าความเข้มข้นมันไม่มาก เดี๋ยวนี้พอเราเจริญสติมากขึ้น เรารู้สึกว่าเราพอจะรู้ทันความโกรธ อาจจะไม่หาย แต่มันก็ลดความเข้มข้นลง จนกระทั่งมันอยู่ในระดับที่เราพอจะจัดการได้ ถ้ามันรบกวนจิตใจ บางทีอาตมาก็ใช้วิธีง่ายๆ คือเราก็ไปทำอย่างอื่นซะ การอ่านหนังสือก็เป็นวิธีลดความโกรธได้ดี เพราะอ่านแล้ว?มันลืม สมัยก่อนมีอีกวิธีหนึ่งในการลดความโกรธ คือเล่นฟุตบอล แต่พอเป็นพระแล้วเล่นฟุตบอลไม่ได้

สิ่งนี้เราเรียกว่าการเปลี่ยนอารมณ์ จากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง เหมือนกับเวลาเราปวดเมื่อย ถ้าเราทำอะไรเพลินๆ เราก็ลืมปวดลืมเมื่อย

แล้วความริษยาล่ะครับ เราจะอยู่กับมันอย่างไร

ริษยาไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกอิจฉาอาจจะเจ็บมากกว่าริษยา

มันต่างกันอย่างไรครับ

มันจะมีความรู้สึกเปรียบเทียบ เช่น เขาเก่งกว่าเรา เขาดีกว่าเราแล้วมันเกิดความไม่พอใจขึ้นมา เขาเรียกว่าอิจฉาใช่ไหม ทางพุทธเราเรียกว่ามันเป็นการขาดมุทิตาจิต ตรงนี้แหละ อาตมาคิดว่าสิ่งที่เราต้องทำคือรู้ทันมัน ไม่ใช่ไปกดมันเอาไว้

ในระยะหลัง เมื่อมันเกิดขึ้น อาตมารู้สึกว่าเราทันมันมากขึ้น เพราะเรารู้ว่าไอ้ตัวนี้มันไม่ใช่เรา แต่มันคือกิเลส มันเป็นกิเลสที่โกรธ มันเป็นกิเลสที่โมโห มันเป็นกิเลสที่เสียหน้า มันเป็นกิเลสที่อิจฉา พอเรารู้อย่างนี้ เราหลุดเลย แต่ก่อนเราเคยเอาความทุกข์ของมันมาเป็นความทุกข์ของเรา เอาความทุกข์ของกิเลส ของอัตตา มาเป็นของเรา แต่ทันทีที่เรารู้ว่า ไอ้ที่โกรธ ที่เสียหน้า ที่อิจฉา มันคือกิเลส มันคืออัตตา พอเรารู้ปุ๊บ เราไม่เอาความทุกข์ของมันมาเป็นของเรา กูไม่เอากับมึง

อาตมารู้สึกว่าวิธีนี้มันได้ผลสำหรับอาตมา คือพอเรารู้ทันมันแล้ว เราก็เห็นมันเลย ก็ปล่อยให้มันทุกข์ไป ปล่อยให้มันทุรนทุรายไป ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเอาความทุรนทุรายมาเป็นของเรา เรานอนไม่หลับ เราหงุดหงิด เรารำคาญ ทันทีที่เราสลัดมัน ว่ามันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่แค่คิดนะ แต่มันรู้สึกขึ้นมาเลย แล้วเราก็รู้สึกว่าเราเห็นไฟของมัน แต่ก่อนไฟมันอยู่ข้างในใช่ไหม แต่พอเรารู้ทัน ไฟมันอยู่ข้างนอก แล้วเราก็ค่อยๆ วางระยะห่างจากมัน

ทั้งหมดนี้เราคิดได้ไหม หรือเราต้องเจริญสติอย่างเข้มข้น

คิดไม่ได้ คิดเท่าไหร่มันไม่ไป ใจมันไม่ไป คนเรามีสองส่วน ความคิดกับจิตใจ เหตุผลกับอารมณ์ เวลาเพื่อนอกหัก เรารู้เลยว่าจะแนะนำเพื่อนอย่างไร แต่ถ้าเราอกหักเอง ไอ้ที่เราแนะนำไปใช้ไม่ได้เลย คิดไม่ออกเลย เพราะอะไร เพราะตอนที่เราแนะนำเพื่อน เราใช้เหตุผล แต่ตอนที่เกิดขึ้นกับเราเอง มันเกิดอารมณ์ มันจมในความเศร้า ความเสียใจ ความเสียหน้า เหตุผลมันไม่ทำงาน หรือคนที่บอกว่าไม่กลัวตาย ไม่กลัวตายเป็นความคิดแต่พอเจอเข้าจริงๆ มันกลัว หรือบางคนบอกว่า รู้นะว่ากินเหล้าไม่ดี สูบบุหรี่ไม่ดี กินไอศกรีมมากๆ ไม่ดี กินช็อกโกแลตมากๆ ไม่ดี มันอ้วน แต่ทำไมยังกินอยู่ ก็ใจมันไม่ไปด้วย ใจมันเห็นมันก็อยากกิน กินแล้วก็รู้สึกอิ่ม บางคนอยากลดความอ้วน ไม่กินนม ไม่กินเนย ไม่กินช็อกโกแลต แต่ไปกินไอศกรีม เพราะอะไร เพราะมันมีความขัดแย้งระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ หรือความคิดกับความรู้สึก

อาตมาคิดว่าการปฏิบัติมันก็คือการมาทำงานกับอารมณ์ความรู้สึก จนกระทั่งมันก้าวหน้า มันเจริญไปควบคู่กัน หรือมันไล่ตามเหตุผลกระชั้นชิดมากขึ้น แต่ตอนหลัง โดยเฉพาะปัญญาชน เหตุผล ความคิด มันจะนำไปข้างหน้า แต่อารมณ์ ความรู้สึก หรือหัวใจ มันถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อาตมาคิดว่าเราจะต้องพัฒนากล่อมเกลาอารมณ์ ความรู้สึก หรือหัวใจ ให้มันเข้าใกล้ หรือเป็นหนึ่งเดียวกับเหตุผลให้ได้

ถ้าถามว่าโกรธแล้วใช้เหตุผลได้ไหม ก็ได้ แต่ยาก ถ้าเราไม่มีการอบรมเรื่องของความรู้สึก หรือความอิจฉาริษยา ความรู้สึกว่าเขาเด่นกว่าเรา เขาดังกว่าเรา เรื่องนี้มันต้องใช้จิตที่มีการพัฒนา ซึ่งในพุทธศาสนา สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือสติหรือเมตตา เช่น เงินเดือนเขามากกว่าเรา เขาได้โบนัสมากกว่าเรา แต่ถ้าเขามีพ่อหรือมีแม่ที่ป่วย หรือเขามีลูกเยอะ ?เขาได้เงินเดือนมากกว่าเราก็ไม่เป็นไร มันมีเมตตากรุณา เราก็ไม่ทุกข์ นี่เป็นเรื่องของเมตตา และถ้ามีสติควบคู่ไปด้วย มันก็จะช่วยทำให้เราไม่ทุกข์ไปกับการเปรียบเทียบต่างๆ

หลวงพี่บอกว่า เวลาเราคิดว่าเราไม่กลัวความตาย มันไม่น่ากลัว เพราะว่าเราคิด แสดงว่าเมื่อความตายมันมาหาเราจริงๆ เราต้องเผชิญหน้ากับมัน มันน่ากลัวกว่าที่คิด

อะไรที่ไกล เราไม่ค่อยกลัวใช่ไหม บางคนเขาบอกว่า เรากล้าเมื่อมันอยู่ไกล เมื่อมันยังอยู่ไกล มันก็เป็นเพียงแค่ความคิด ความคิดคือการวางระยะกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เมื่อสิ่งนั้นมันอยู่ต่อหน้า มันไม่ใช่ความคิดแล้ว มันไปปลุกเร้าอารมณ์ เช่น กลัว วิตก ตรงนี้แหละ ความกล้ามันก็จะหายไป เพราะอารมณ์ความรู้สึกมันมาทำงานแทนเหตุผล

อาตมาคิดว่า การที่เรายังอยู่ไกลจากความตาย เราก็อาจจะพูดถึงความตายยังไงก็ได้ แต่สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าเราแน่จริงหรือเปล่า คือเมื่อเราอยู่ใกล้กับความตายหรือเผชิญหน้ากับความตาย แล้วเรายังสงบได้ แต่ถึงแม้เรายังตระหนกตกใจก็ไม่เป็นไร ถ้าเราซื่อสัตย์กับตัวเอง เราก็ต้องรู้ว่าเราไม่ได้แน่จริงอย่างที่คิด เรายังมีความกลัวอยู่ กลัวก็ไม่เป็นไร ปัญหาอยู่?ที่ว่าเรายอมรับไหม เมื่อเรายอมรับแล้ว เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้ความกลัวมันแปรเปลี่ยนไป ไม่ใช่หายไป แต่เปลี่ยนสภาพไป

ที่ผ่านมาเราสนทนาว่าเราเรียนรู้อะไรจากความโกรธ ความริษยา ทีนี้ถ้าเป็นความตาย เราเรียนรู้อะไรจากความตายได้บ้างครับ

อย่างแรกก็คือ ต้องรู้ว่าความตายคืออะไร ถ้าเรารู้ว่าความตายคือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นกับเราและคนทั่วไปอย่างแน่นอน และขณะเดียวกันเมื่อรู้แล้ว เราระลึกถึงเสมอว่าเราจะตายเมื่อไรก็ได้ การระลึกถึงความตายเสมอก็ทำให้เราไม่ประมาท ทำให้เราเห็นคุณค่าของชีวิต อาตมาคิดว่าความตายมันช่วยให้ความหมายของชีวิตเด่นมาก เพราะอะไรก็ตามที่อยู่กับเราไปนานๆ เราจะไม่เห็นค่า เราจะเริ่มเห็นคุณค่าของมันเมื่อเรารู้ว่ามันจะอยู่กับเราได้ไม่นาน ไม่ว่าจะเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นหลาน เป็นสามีเป็นภรรยา หรือแม้กระทั่งข้าวของเครื่องใช้

เคยเป็นไหม อาจจะเป็นปีที่เราไม่เคยได้ใช้สิ่งของบางอย่างเลย แล้วเราก็รู้สึกว่ามันไม่สำคัญด้วย แต่ทันทีที่มีคนมาขอหรือว่ามันหายไป เราเสียดายขึ้นมาเลย เราเริ่มเห็นคุณค่าของมันแล้ว แต่มาเห็นเมื่อมันไปซะแล้ว ความตายก็เหมือนกัน มันทำให้เราเห็นคุณค่าของชีวิต เห็นคุณค่าของวันเวลาที่มีอยู่ เห็นคุณค่าของสุขภาพที่เรามี เพราะเวลาเจ็บป่วย เราจะรู้เลยว่าทรมานเพียงใด และย่อมจะรู้สึกโชคดีที่เรายังเดินเหินได้ ถ้าเรารู้ว่าซักวันหนึ่งเราต้องตาบอด เราจะรู้สึกเลยว่าการที่เราตาดี มันมีคุณค่ามาก

อาตมาคิดว่าความตายสอนให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่ เพราะเรามักจะคิดไปว่าสิ่งเหล่านี้มันจะเป็นอมตะ เราลืมไปว่าเราจะต้องตาย เราลืมไปว่าเราจะต้องแก่ เราลืมไปว่าเราจะต้องป่วย เราลืมไปว่าของที่เรามีอยู่มันจะต้องจากไป ไม่ว่าจะเป็นรถ โทรศัพท์ พอมันหาย พอมันเสียไป เราถึงเสียใจ เราถึงเศร้าใจ แต่ถ้าเรานึกถึงความตายบ่อยๆ มันจะเตือนให้เราระลึกว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่เรามีอยู่ มันจะอยู่กับเราไม่ได้นาน และอาตมาคิดว่าความตายมันยํ้ากับเราว่า ในวิกฤตมันมีโอกาสเสมอ ความตายไม่ใช่การแตกดับ อาจจะเป็นการแตกดับทางกาย แต่มันก็คือการยกระดับทางจิตวิญญาณด้วย คนที่ใกล้ตายหลายคน ยิ่งใกล้ตายก็ยิ่งรู้สึกพบกับความสงบ อาตมาเกี่ยวข้องกับคนใกล้ตายหลายคน หลายๆ คนก็บอกว่า ตอนที่เขากำลังจะตาย เขาสงบมาก เพราะอะไร เพราะความตายมันสอนสัจธรรมว่า มันเอาอะไรไปไม่ได้ซักอย่าง ต้องวาง ถ้าคุณวาง คุณจะไปอย่างสงบ แล้วเขาก็พร้อมที่จะวาง พอวางแล้วก็โปร่ง เบาสบาย อาตมาคิดว่า คุณค่าของความตาย เมื่อมันมาประชิดตัว มันมาใกล้ตัว มันสามารถจะทำให้เราพบกับความสงบ แล้วก็ปล่อยวางได้ หรืออาจจะทำให้เราเปลี่ยนแปลง มีชีวิตใหม่ขึ้นมา

มีผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นคนมีเงิน เป็นสาวไฮโซ มีสามีรวย วันๆ หนึ่งไม่ต้องทำอะไร วันหนึ่งเธอพบว่าสามีสุดที่รักไปเป็นกิ๊กกับคนทำงานที่บ้าน เธอโกรธมาก รู้สึกกระฟัดกระเฟียด ชีวิตของเธอไม่มีความสุขตั้งแต่วันนั้น วันหนึ่งมีเพื่อนฝรั่งชวนไปเที่ยวเขาหลัก เมื่อเพื่อนชวนสามี กิ๊กก็ต้องไปด้วยก็ไปกันสี่คน ตัวเธอ สามี กิ๊กของสามี แล้วก็เพื่อนฝรั่ง ก็ไปกันตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม พอวันที่ 26 สามีกับกิ๊กอยู่บนหาด ส่วนเธอกับเพื่อนฝรั่งไปล่องเรือดูปะการัง และเช้าวันนั้นก็อย่างที่เราทราบ คลื่นมา แต่คลื่นตอนที่อยู่กลางทะเลมันไม่แรงมาก มันก็พลิกเรือให้ควํ่า เพื่อนฝรั่งหลุดออกจากเรือ ตัวเธอถูกเรือครอบเอาไว้ แต่ก็รอดมาได้ พอเธอกลับมาที่หาด พบว่าสามีกับกิ๊กไม่รอด ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปนับตั้งแต่วันนั้น หลังจากวันนั้น เธอรู้สึกเลยว่าชีวิตมันอยู่ใกล้กับความตาย เมื่อเธอรอดจากความตายมาได้ เธอก็รู้สึกว่าสิ่งอื่นๆ ไม่สำคัญอีกแล้ว

เราคุยกันถึงเรื่องความตาย หลวงพี่พยายามจะบอกว่าความตายไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าอย่างเดียว แต่ว่าให้บทเรียนที่ยิ่งใหญ่กับชีวิต แต่ทำไมธรรมชาติถึงให้บทเรียนที่ยิ่งใหญ่กับชีวิตในช่วงเวลาที่เราเอาไปใช้ต่อไม่ได้

ปัญหาก็คือ ทำไมเราต้องเรียนรู้บทเรียนนี้ในขณะที่เรากำลังเตรียมตัวตาย เราสามารถที่จะเรียนรู้จากความตายได้ในขณะที่เรายังหนุ่มยังแน่น ยังมีสุขภาพดี ได้หรือไม่ เราได้เห็นความตายของคนที่เรารัก เราได้เห็นความตายของพ่อแม่ ของเพื่อน สิ่งเหล่านี้มันน่าจะเตือนให้เราตระหนักว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องเดินไปสู่จุดนั้น เพราะฉะนั้นความตายมันสามารถ?เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ตลอดเวลา และอาตมาคิดว่าเราควรจะเรียนรู้จากความตายตั้งแต่ในขณะที่เรายังมีกำลังวังชา ยังมีสุขภาพดี แต่แน่นอนล่ะว่าเราไม่ได้สนใจ เพราะเราเผลอไปกับชีวิต เราไปเพลิดเพลินกับสิ่งที่มันไม่ใช่สาระสำคัญของชีวิต แต่เมื่อเราเดินเข้าไปใกล้ความตายมากขึ้นทุกที อาตมาก็คิดว่ามันยังมีโอกาสที่เราจะเรียนรู้จากมันได้ และถ้าหากว่าเราเปิดใจเรียนรู้ความตายอย่างแท้จริง ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่าจะบรรลุธรรมได้

ในพระไตรปิฎกมีเรื่องเล่าของคนจำนวนมากที่กำลังจะตาย ไม่ว่าจะตายเพราะป่วย ตายเพราะโรคที่สังคมรังเกียจ หรือเพราะถูกไฟคลอก หรือขณะที่กำลังจะฆ่าตัวตาย เพราะอะไรคนเหล่านั้นจึงบรรลุธรรม นั่นก็เพราะว่าในช่วงที่ทุกขเวทนากำลังบีบคั้น จะเห็นได้ว่าสังขารร่างกายนั้นมันเป็นทุกข์ มันไม่น่ายึดถือ และยึดถือไม่ได้ แต่เราก็ไปยึดมัน เพราะคิดว่ามันเป็นสุข เพราะคิดว่ามันเป็นของเรา แต่อันที่จริงมันไม่ใช่ของเราเลย กายที่กำลังจะตายนั้นไม่ใช่เราเลย เพราะถ้าหากว่ามันเป็นเรา มันต้องไม่ตาย ใจที่เปิดรับสัจธรรมจากความตายที่มาแสดงต่อหน้านั้น มันทำให้หลุดพ้นได้ อาจารย์พุทธทาสเลยเรียกว่านี่เป็นนาทีทองของชีวิต

ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง อาตมาคิดว่าในแง่ของชาวพุทธ ความตายก็คือทางผ่าน อาตมาเห็นภาพสะพานชุดนี้ (ภาพถ่ายของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์) แล้วนึกถึงความตาย ความตายเปรียบเหมือนสะพาน มันเป็นสะพานที่พาเราข้ามจากโลกหนึ่งไปสู่อีกโลกหนึ่ง ฝั่งกรุงเทพฯ ตรงโรงไฟฟ้าวัดเลียบที่เห็นในภาพนั้น มันดูแล้ววุ่นวาย มันมีกิจกรรมคึกคักมาก แต่อีกฝั่งหนึ่ง เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร และคนที่อยู่บนสะพานนั้นต่างก็เดินเหมือนกันหมด ทุกคนไม่คุยกันเลย ทุกคนมองไปข้างหน้า เวลาตาย เราก็ตายคนเดียวแบบนี้แหละ

ฉะนั้นความตายก็เปรียบเหมือนสะพานที่พาเราข้ามจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง เรารู้ว่าฝั่งด้านหลังเรานั้นก็คือโลกที่วุ่นวาย แต่เราไม่รู้เลยว่าข้างหน้าที่เรากำลังเดินไปนั้นมันคืออะไร อาจจะเป็นนรกสำหรับบางคน อาจจะเป็นสวรรค์สำหรับบางคน อาจจะเป็นนิพพานสำหรับบางคนก็ได้ และอาตมาคิดว่า ถ้าเรามองความตายเป็นสะพาน มันก็สามารถเป็นสะพานที่พาเราไปสู่ภพภูมิที่ดีงามได้ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตของเราด้วย ว่าเราดำเนินชีวิตแบบไหน

ถ้าเรามองว่าความตายเป็นสะพาน เราก็จะมีความกลัวน้อยลง เพราะเราจะมองว่าความตายไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของทุกสิ่งทุกอย่าง มันอาจจะเป็นสะพานไปสู่ภพภูมิใหม่ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับการเลือกของเรา ไม่ใช่การเลือกในขณะที่กำลังเดินข้ามสะพาน แต่เป็นการเลือกในขณะที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่

คำถามนี้ถามสำหรับป้าติ๋ม (สุมาลี วงษ์สวรรค์) ซึ่งใช้ชีวิตคู่กับคุณ’รงค์ วงษ์สวรรค์ มานาน จนลูกเต้าโตกันหมดแล้ว ใช้ชีวิตจนเหมือนจะเป็นคนคนเดียวกัน เมื่อคนหนึ่งต้องมาตายจากไป มันก็เหมือนกับเราตายไปด้วย แต่จริงๆ แล้วเรายังไม่ตาย แล้วหลังจากนี้เราจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร

อาตมายังไม่เคยพบภาวะเช่นนั้น เพราะไม่มีคู่ แต่อาตมาเคยสูญเสียพ่อแม่ อาตมารู้สึกอยู่เสมอว่าพ่อและแม่ยังอยู่ในสายเลือดและความทรงจำของอาตมา ในสายเลือดของอาตมายังมีพ่อและแม่อยู่ ถ้าพูดตามหลักวิทยาศาสตร์ก็คือ มันมีโครโมโซมสองสาย สายหนึ่งมาจากพ่อ อีกสายหนึ่งมาจากแม่ อาตมาคิดว่ากับคู่ครองก็เช่นเดียวกัน แม้จะไม่ได้อยู่?ในสายเลือด แต่ก็อยู่ในความทรงจำ และอยู่ในทุกอย่างที่เคยเป็นโลกของเรา อยู่ในใบไม้ อยู่ในต้นไม้ อยู่ในผลงาน เวลาที่เรามองเห็นแต่ละมุมของบ้าน มันไม่ใช่แค่เราเห็นต้นไม้ แต่มันมีส่วนประกอบของความเป็นเขาอยู่ในนั้นด้วย เพราะที่ตายไปนั้นก็สลายไปแต่ร่าง ที่เผาไปนั้นก็หายไปแต่ร่าง แต่ชีวิต ผลงาน และความทรงจำก็ยังอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนสภาพไป

มันก็คงเหมือนกับที่ท่านติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) เคยยกตัวอย่างว่า เมื่อนํ้าระเหยกลายเป็นเมฆ เราไม่เคยตั้งคำถามว่า เมื่อเมฆตายแล้วจะไปไหน เพราะที่แท้แล้ว เมฆก็เพียงแค่เปลี่ยนสภาพกลายเป็นฝนตกลงมา แล้วกลับสู่แม่นํ้า และระเหยกลับไป ความตายมันไม่ได้เป็นการสิ้นสุด แต่มันเป็นการเปลี่ยนสภาพ หรืออาจจะหมายถึงการเปลี่ยนที่สถิต แทนที่จะสถิตกับกาย ก็ไปสถิตอยู่กับต้นไม้ ไปสถิตอยู่กับสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เท่าที่สายตาหรือจิตของเราจะหยั่งไปถึง

อาตมาคิดว่า ถ้าเรามองออกไปให้พ้นความเป็นตัวตนในลักษณะที่เป็นเรื่องของรูปร่าง เราก็จะพบว่าผู้ที่เรารักนั้นเขาไม่ได้จากไป เขาเพียงแค่เปลี่ยนสภาพ เปลี่ยนที่สถิตเท่านั้นเอง ท่านติช นัท ฮันห์ บอกว่า มนุษย์เราไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้น แต่มนุษย์เราคือการแสดงออกต่างลักษณะซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนกับเมฆ เหมือนกับนํ้า ฉะนั้นการตายจากมันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายไปเสียทั้งหมด เพราะเราเองก็ต้องไปสู่สภาวะนั้นเช่นเดียวกัน

ท่ามกลางความลำบากของชีวิตในปัจจุบัน เราจะอยู่อย่างไรเพื่อทำให้เมื่อเดินลงสะพานไปแล้ว เราจะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี

อาตมาคิดว่า สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าความหมายของชีวิตคืออะไร คำนี้มันตีความได้เยอะ ถ้าตีความว่ามันคือคุณค่า เวลาที่คุณบอกว่าชีวิตฉันไม่มีความหมายเลย นั่นก็หมายความว่าชีวิตไม่มีคุณค่า ส่วนอีกความหมายหนึ่ง ถ้าหมายถึงจุดมุ่งหมายของชีวิต ถ้าเรารู้จุดมุ่งหมายของชีวิต เราก็รู้ความหมายของชีวิต หรืออีกความหมายหนึ่งที่อาจจะหมายถึงตัวเนื้อหาสาระของชีวิต หรือว่าแง่มุมต่างๆ ของชีวิต

อาตมาคิดว่า ถ้าเรามองว่าชีวิตคือผ้าขาว เราก็คงจะผิดหวังกับชีวิต เพราะชีวิตมันไม่ใช่ผ้าขาว แต่หากมองว่าชีวิตคือสีดำ มันก็จะทำให้เราหดหู่ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตก็ไม่ใช่สีดำ ความหมายของชีวิตนั้นมันมีทั้งสีขาวและสีดำ ชีวิตมันมีทั้งบวกและลบ อาตมาคิดว่าคุณ’รงค์ วงษ์สวรรค์ พยายามชี้ให้เห็นถึงความหมายของชีวิตในแง่นี้ ว่าชีวิตมันมีทั้งสองด้าน ไม่ว่าขาวหรือดำ เราก็ต้องยอมรับ

คนที่อยู่ในมุมมืดของสังคม เช่น โสเภณี เขาก็มีความขาวในจิตใจของเขาเหมือนกัน และในกลุ่มคนที่อยู่ในมุมสว่างของสังคม ก็มีความดำมืดอยู่ในหัวใจด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะอาชญากรหรือผู้ร้าย ต่างก็มีแง่ดีอยู่

ในนวนิยายบางเรื่องหรือหนังบางเรื่องก็สะท้อนแง่มุมแบบนี้ออกมา เช่นเรื่อง The Reader เราจะเห็นได้ว่าผู้หญิงที่เป็นตัวการทำให้ชาวยิวผู้บริสุทธิ์หลายๆ คนต้องตาย ผู้หญิงที่เป็นผู้คุมในค่ายกักกันเอาชวิตซ์ เขาก็มีความดีหลายอย่าง ซึ่งคนจำนวนมากหรือผู้ชมจำนวนมากยอมรับไม่ได้ว่าทำไมถึงให้ภาพคนเยอรมันที่คุมค่ายนรกแห่งนี้ในลักษณะที่เป็นผู้หญิงสวย แต่อาตมาคิดว่านั่นล่ะคือความหมายของความจริงที่มีทั้งสองด้าน ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราก็จะเข้าใจจุดมุ่งหมายของชีวิต ว่าตัวเราจะต้องทำลายส่วนที่มืดดำให้มันค่อยๆ หายไป หรือทำให้มันเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตของเราให้น้อยลง

ในพระไตรปิฎกจะมีเรื่องราวของคนที่บรรลุธรรมจากความโลภ เช่น กาละ ลูกของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่ไม่สนใจอะไรเลย ทำตัวเป็นเพลย์บอย จนกระทั่งพ่อต้องจ้างให้ไปฟังธรรมะจากพระพุทธเจ้า และเนื่องจากความงกอยากได้ค่าจ้างจากพ่อ ก็เลยไป แต่ไม่ได้ฟัง ฝ่ายพ่อก็รู้ว่าลูกไม่ได้ฟัง ก็เลยบอกว่า ไปอย่างเดียวไม่พอนะ กลับมารายงานด้วยว่าได้ฟังอะไร ด้วยความงกก็เลยไปอีก แต่พระพุทธเจ้าก็ได้บันดาลให้กาละฟังอะไรไม่รู้เรื่อง ก็เลยต้องตั้งใจฟัง พอตั้งใจฟังมากๆ ด้วยความงก ก็เลยบรรลุธรรม เพราะยิ่งฟังก็ยิ่งเข้าใจว่าที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นดี แบบนี้เรียกว่าใช้ตัณหาละตัณหา เรื่องแบบนี้มีอยู่เยอะในพระไตรปิฎก

อาตมาคิดว่า เราต้องพยายามที่จะรู้ว่าความมืดดำในใจเรามีอิทธิพลมากแค่ไหน แล้วเราก็พยายามไม่ให้มันมอิทธิพลไปในทางลบ หรือเปลี่ยนให้เป็นไปในทางบวก หรือเปลี่ยนความมืดให้กลายมาเป็นความสว่างให้ได้พุทธศาสนาบอกว่า ต้องอาศัยเมตตา ปัญญา และกรุณา เป็นพลังขับเคลื่อนท่านพุทธทาสเรียกว่า สงบเย็นและเป็นประโยชน์ สงบเย็นนั้นต้องอาศัยปัญญา เพราะถ้ามีปัญญาแล้ว เราจะทุกข์น้อยลง เมื่อเราพบกับความพลัดพรากสูญเสีย เราจะสงบได้ เพราะเรารู้ว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิต เมื่อมีใครมานินทาเรา ด่าว่าเรา เราก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครที่ไม่ถูกนินทา เราก็วางได้ ที่เราทุกข์นั้นเพราะเรามีอัตตา ไปหลงยึดในอัตตา ทั้งๆ ที่อัตตาไม่มีจริง เมื่อเราเห็นว่าอัตตาไม่มีจริง มองตนจนไม่เห็นตน มันก็เรียกว่าสงบเย็นอย่างแท้จริง เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตใจจะเกิดกรุณาอย่างกว้างขวาง และจะเกิดความรักอย่างท่วมท้น จนสามารถที่จะเป็นประโยชน์แก่?ผู้อื่นได้

ทุกวันนี้หลวงพี่วางเป้าหมายในชีวิตอย่างไร หรือมีวัตรปฏิบัติอย่างไร ที่พวกเราจะได้นำมาประยุกต์ใช้

อาตมาก็เจริญรอยตามท่านพุทธทาส ท่านสรุปไว้สั้นๆ ว่า สงบเย็นและเป็นประโยชน์ เจริญสติปัญญาจนถึงขั้นที่เรียกว่าเมื่อมีอะไรมากระทบ เราก็เป็นปรกติได้ ตามความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถควบคุมให้สิ่งแวดล้อมเป็นไปตามใจเราได้ เราไม่สามารถที่จะเรียกร้องหรือคาดหวังให้เราต้องมีพ่อแม่ที่ดีเลิศ เราไม่สามารถเลือกได้ว่าจะต้องมีเพื่อนร่วมงานที่ดี หรือคาดหวังให้ทุกคนสรรเสริญผลงานของเรา เราไม่สามารถที่จะอยู่เป็นอมตะ แต่เราสามารถที่จะเลือกได้ว่าเราจะให้มันมีอิทธิพลต่อเราแค่ไหน แม้ว่ามันจะไม่น่าพึงพอใจ แม้ว่ามันจะผันผวนแปรปรวนแค่ไหน ตรงนี้มันอยู่ที่ใจของเรา และเรามีสติและปัญญาเป็นเครื่องรักษาใจ มีอะไรมากระทบ เราก็สงบเย็นได้

อยากให้หลวงพี่ทิ้งท้ายก่อนจบการสนทนาครับ

วันนี้เราก็มาเนื่องในโอกาสระลึกถึงคุณ’รงค์ วงษ์สวรรค์ อาตมาเองอ่านงานของคุณ’รงค์น้อย ส่วนใหญ่ที่อ่านก็เมื่อได้บวชพระแล้ว อาตมารู้สึกว่าสิ่งที่คุณ’รงค์เขียนนั้นก็คือการพยายามที่จะทำให้เรายอมรับความจริงในฐานะที่เป็นปัจเจกบุคคล คือยอมรับในส่วนที่เป็นด้านมืดหรือด้านที่ตํ่าต้อย ด้านที่เป็นซอกหลืบมุมมืดของสังคม ซึ่งส่วนนี้อาตมาคิดว่าเป็นคุณูปการ เพราะมันพูดถึงเรื่องกิเลสตัณหา กามารมณ์ พูดถึงคนยากไร้ในสังคม เช่น โสเภณี หรือคนที่สังคมไม่ยอมรับ การนำเสนอสิ่งเหล่านี้ อาตมาคิดว่าไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะในทางวรรณกรรมหรือในทางสังคมเท่านั้น แต่มันมีประโยชน์ในทางธรรมะด้วย มันทำให้เราซื่อตรงต่อตัวเองมากขึ้น เมื่อเรายอมรับได้ว่าตัวเรามีด้านมืด เราก็สามารถเอามันมาเล่นตลกได้ เหมือนกับที่คนโบราณเอาเรื่องกามารมณ์มาทำให้เป็นของตลก ทั้งๆ ที่เรื่องกามารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่สวนทางกับคำสอนทางพุทธศาสนาตามความเข้าใจของบางคน แต่จริงๆ แล้วเราจะเห็นได้ว่าเรื่องกามารมณ์มันปรากฏอยู่ตามฝาผนังวัด ตามคัมภีร์ต่างๆ

อาตมาคิดว่าถ้าเราศึกษางานของคุณ’รงค์ ทั้งในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่ใฝ่ฝันถึงชีวิตที่ดีงาม หรือศึกษามันในฐานะที่เป็นงานวรรณกรรม เราก็น่าจะก้าวให้เลยคุณ’รงค์ออกไป อาตมาคิดว่าคุณ’รงค์คงพอใจถ้ามีคนรุ่นใหม่ยืนอยู่บนไหล่ของคุณ’รงค์ เพราะคุณ’รงค์เองก็เคยยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์อีกหลายคน อาตมาคิดว่าถ้าเรายืนอยู่บนไหล่ของคุณ’รงค์ เราจะมีทัศนะต่อชีวิต ต่อสังคม และต่องานวรรณกรรมกว้างไกลขึ้น เพราะถ้าเรายืนอยู่บนพื้น เราจะเห็นอะไรได้ไม่ไกล

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved