กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ วิถีบริโภคเพื่อความสุขที่ยั่งยืน

กลับหน้าแรก

เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ
วิถีบริโภคเพื่อความสุขที่ยั่งยืน

สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล
BOT พระสยาม MAGAZINE ฉบับที่ 1-2561 / Relax @ Reun Pae

หลังจากที่ประเทศไทยเปิดรับเอาระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเข้ามาเป็นกระแสหลักของเศรษฐกิจไทย จากนั้นก็มีคำ 2 คำที่ดูจะเป็นดั่งเงาติดตามวัฒนธรรมทุนนิยมแบบไทย ๆ ปรากฏในสังคม ได้แก่ “บริโภคนิยม” และ “วัตถุนิยม” ซึ่งได้แพร่หลายกระจายสู่สังคมไทยทุกหย่อมหญ้า และหยั่งรากลึกจนกลายเป็นสองลัทธิที่บั่นทอนความสุขของคนไทยมาอย่างยาวนาน เพราะทั้งสองลัทธิเป็นตัวกระตุ้นสำคัญให้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณ “ความสุข” ในครัวเรือนกลับลดลงเรื่อย ๆ
              
BOT พระสยาม MAGAZINE ฉบับนี้ ได้รับความเมตตาจาก พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ พระนักเผยแผ่ธรรมะที่เป็นที่รู้จักดีรูปหนึ่งของคนไทย มาช่วยชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตที่มี “ความสุข” บนวิถีการบริโภคแนวใหม่ นั่นคือการบริโภคตามหลักเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ

“เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ” คำตอบของสังคมไทย

“เศรษฐศาสตร์ ด้านหนึ่งก็คือความรู้เพื่ออธิบายการทำงานของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็เป็นตัวกำหนดรูปแบบของระบบเศรษฐกิจไปด้วยในตัว” พระไพศาลกล่าว ก่อนจะเริ่มอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ

โดยพระอาจารย์อธิบายว่า เศรษฐศาสตร์แบบเสรีนิยมหรือทุนนิยม ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน มีพื้นฐานหรือตั้งอยู่บนชุดความคิดที่มีจุดมุ่งหมายว่า “จะทำอย่างไรให้คนมีการบริโภคมากที่สุด (Maximize Consumption) โดยใช้ทรัพยากรเพื่อการผลิตน้อยที่สุด” ด้วยความเชื่อว่าการบริโภคนำมาซึ่งความสุข ดังนั้น ยิ่งบริโภคมากเท่าไหร่ ก็น่าจะยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น

แต่ความเป็นจริงกลับพบว่า ประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวย หรือบางครั้งถูกจัดให้เป็นประเทศยากจนด้วยซ้ำไป แต่คนในประเทศเหล่านั้นกลับมีความสุขมากกว่าคนในประเทศที่ร่ำรวยมากกว่า เช่นเดียวกับที่มักจะพบว่า คนที่ฆ่าตัวตาย ไม่ใช่คนยากจนเสมอไป ตรงกันข้ามหลายคนเป็นคนมีอันจะกินหรือมีฐานะร่ำรวยเสียด้วยซ้ำ

จึงนำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย และมีความสามารถในการบริโภคน้อย ไม่ได้แปลว่าคนกลุ่มนี้จะมีความสุขน้อยไปกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้และความสามารถในการบริโภคได้มากกว่า ดังนั้น “เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก” ซึ่งได้แก่ ระบบทุนนิยม รวมถึงลัทธิบริโภคนิยมและวัตถุนิยม จึงไม่ใช่คำตอบแห่งความสุข

สำหรับเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า “การบริโภคกับความสุขไม่ใช่เรื่องเดียวกัน” เพราะมีการบริโภคมากมายที่อาจไม่นำมาซึ่งความสุขเลยก็ได้ ในทางกลับกัน การบริโภคน้อยมากอาจนำมาซึ่งความสุขในระดับที่สูงมากก็ได้เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากพระภิกษุ โดยเฉพาะพระอริยเจ้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นแบบอย่างของผู้ที่มีความสุขหรือความพึงพอใจในระดับสูง แต่กลับมีเครื่องบริขารเพียงไม่กี่ชิ้น

“จุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจของเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ ไม่ใช่การทำให้คนบริโภคมากที่สุด แต่เป็นการทำให้คนมีความพึงพอใจมากที่สุด (Maximize Satisfaction) โดยการบริโภคที่น้อยที่สุด เพราะมองว่าการบริโภคหมายถึงการทำลาย ยิ่งบริโภคมากก็ยิ่งใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากและก็ยิ่งทำลายสิ่งแวดล้อมมาก”

พระไพศาลย้ำว่า ตามหลักเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ “ความพึงพอใจ” ต้องสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่ง “คุณภาพชีวิตที่ดี” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการมีชีวิตหรูหรา มีรถหลายคัน มีบ้านหลังใหญ่ แต่หมายถึงการมีชีวิตที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น และการมีความสามารถในการเผื่อแผ่แบ่งปันผู้อื่น อันจะนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง นี่จึงเป็นที่มาว่า ทำไม “เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ” จึงเป็นคำตอบแห่งความสุข และเป็นคำตอบสำหรับสังคมไทย

“เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ” กับ “เศรษฐกิจพอเพียง”

เพื่อให้เข้าใจง่าย พระไพศาลเปรียบเทียบเศรษฐศาสตร์แนวพุทธกับแนวคิดของ “หลักเศรษฐกิจพอเพียง” ที่คนไทยคุ้นเคย โดยพระอาจารย์มองว่า ทั้งสองแนวคิดนี้มีความใกล้เคียงกันและไปด้วยกันได้

“เศรษฐกิจพอเพียง ก็คือเศรษฐกิจที่เน้นการบริโภคแต่พอดี (Optimal Consumption) แต่มีความสุขจากการมีชีวิตที่เรียบง่ายและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งความพอเพียงในที่นี้คือ ความพอเพียงในการบริโภค ไม่ใช่ความพอเพียงในคุณภาพชีวิต กล่าวคือเราบริโภคแต่พอเพียง เพื่อเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตให้มากขึ้น โดยต้องเป็นคุณภาพชีวิตที่ไม่แยกขาดจากคนอื่น หมายความว่ายิ่งคุณภาพชีวิตของนาย ก ดีขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนอื่นให้ดีขึ้นไปด้วย เพราะคนที่มีคุณภาพชีวิตตามแนวพุทธนี้จะมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อคนอื่น ซึ่งนำไปสู่การกระจายโภคทรัพย์ ที่ไม่ใช่คนแค่ 1% ของประเทศมีชีวิตที่สวยหรู แต่คนอีก 99% กลับต้องอยู่แบบขาดแคลน ดังที่เห็นในปัจจุบัน”

สำหรับสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างสองแนวคิดนี้ พระไพศาลมองว่า เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ โดยหลักการจะไม่มีการกำหนดว่าต้องบริโภคเท่าไหร่ เนื่องจากคนเรามีความหลากหลาย ดังนั้นระดับความพึงพอใจของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น พระสามารถมีความพึงพอใจแม้จะมีการบริโภคที่น้อย แต่ฆราวาสส่วนใหญ่จะมีความสุขได้ก็ต้องมีการบริโภคมากกว่าพระ ด้วยเหตุนี้ เศรษฐศาสตร์แนวพุทธจึงยอมให้มีการบริโภคที่อาจจะเกินความพอเพียงได้ แต่ก็จะมี “ระบบ” ที่จะช่วยสร้างปัจจัยที่เกื้อกูลให้คนคนนั้นค่อย ๆ ลดการพึ่งพาการบริโภคลง โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น

“ดังนั้น การบริโภคตามหลักเศรษฐศาสตร์แนวพุทธจึงมีหลายระดับตามความเจริญทางสติปัญญาและจิตใจของมนุษย์ ซึ่งถ้าทุกคนมีพัฒนาการความเจริญทางจิตใจมากขึ้น การพึ่งพาความสุขจากวัตถุหรือการบริโภคก็จะลดลงจนอยู่ระดับที่เรียกว่าพอเพียงหรือเรียบง่าย อย่างไรก็ตามเศรษฐศาสต์แนวพุทธไม่พึงส่งเสริมการบริโภคที่ฟุ้งเฟ้อเกินตัว หรือส่งเสริมการผลิตที่ทำลายสิ่งแวดล้อม” พระคุณเจ้าสรุป
              
เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ กับการวางนโยบาย  

เนื่องจากเศรษฐกิจกระแสหลักในปัจจุบัน เน้นที่การพัฒนาทางด้านวัตถุ รวมถึงปริมาณการผลิต และปริมาณการบริโภค ซึ่งนำไปสู่เป้าหมายทางเศรษฐกิจ และดัชนีชี้วัด (Indicators) ระดับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในรูปแบบของ “เม็ดเงิน” ในมิติต่าง ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้น (GNP) เป็นต้น เพราะเป็นดัชนีที่วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ชัดเจน

ขณะที่ปัจจัยทางสังคมที่อาจแปรเป็น “มูลค่าเชิงตัวเลข” ไม่ได้หรือได้ยาก อย่างความรักความกลมเกลียวในชุมชน  ความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อมที่ดี วัฒนธรรมชุมชน  ฯลฯ ระบบเศรษฐกิจกระแสหลักมักจะละเลยและมองข้ามไป ซึ่งตรงข้ามกับเศรษฐศาสตร์แนวพุทธที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญในประเด็นเหล่านี้ เพราะมองว่าเหล่านี้เป็นปัจจัยที่จะสร้างเสริมคุณภาพชีวิตและความสุขให้กับชุมชนและสังคม

“เศรษฐศาสตร์กระแสหลักอาจมองว่าสนามเด็กเล่น โรงเรียน หรือวัด ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่เศรษฐศาสตร์แนวพุทธมองว่าแม้สิ่งเหล่านี้จะไม่ก่อตัวเลขเม็ดเงิน แต่ก็สร้างคุณค่าเชิงนามธรรม เพราะจะช่วยสร้างความสุข ความพึงพอใจ และคุณภาพชีวิต ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบันจึงมีบางประเทศพยายามเปลี่ยนมาใช้ “ความสุขมวลรวมประชาชาติ หรือ GNH (Gross National Happiness) มาเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจและความเจริญของประเทศแทน”

สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่วางนโยบายเศรษฐกิจการเงินและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ พระไพศาลชี้แนะว่า ธปท. ต้องพยายามวางนโยบายโดยไม่ให้แนวคิดเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือตัวเลข GDP หรือ GNP กลายเป็นเป้าหมายสูงสุด ชนิดที่ว่าไม่สน ถ้าเป้าหมายนั้นจะต้องกระทบกับสิ่งแวดล้อมหรือกระเทือนความสัมพันธ์ในชุมชน หรือบั่นทอนความผูกพันระหว่างผู้คนกับวัฒนธรรม ฯลฯ 

“ในการกำหนดนโยบายหรือเป้าหมายใด ๆ ของแบงก์ชาติ ควรต้องมีการถ่วงดุลระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นเม็ดเงินกับคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะคุณค่าในเชิงนามธรรมและคุณค่าทางจิตใจ  หมายความว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะด้วยมาตรการใดก็ตาม จะต้องไม่ไปบั่นทอนคุณภาพชีวิต ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม รวมถึงต้องไม่ทำลายจิตวิญญาณของชุมชนและสังคม และถ้าแบงก์ชาติเห็นว่านโยบายเศรษฐกิจใด ที่เน้นแต่การบริโภคหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ จนอาจไปทำลายคุณค่าหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนไทย ก็ควรต้องท้วงติง”
 
ประยุกต์ใช้เศรษฐศาสตร์แนวพุทธในชีวิตประจำวัน
 
สำหรับปุถุชนคนธรรมดา คำแนะนำแรกจากพระอาจารย์ไพศาลในการนำเศรษฐศาสตร์แนวพุทธมาใช้ในชีวิตประจำวัน คือ ต้องตระหนักเสียก่อนว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การบริโภค

“ระบบทุนนิยมปัจจุบันกระตุ้นให้คนบริโภคมาก ๆ จนเป็นที่มาของ “บริโภคนิยม” โดยลัทธินี้พยายามทำให้ทุกคนเชื่อว่ายิ่งบริโภคมากยิ่งมีความสุข แต่ในความเป็นจริง การที่บริโภคมาก สะสมวัตถุมาก ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีความสุขมาก เราสะดวกสบายขึ้นจากการมีเครื่องปรับอากาศ รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ แต่ความสบายกับความสุขไม่เหมือนกัน สบายกายแต่ไม่มีความสุขใจก็มาก ฉะนั้น ทุกคนต้องถามตัวเองก่อนว่าสุดท้ายตัวเองต้องการอะไร ต้องการเงินมาก ๆ ต้องการความสบาย หรือที่จริงแล้วต้องการความสุข”

พระไพศาลอธิบายเพิ่มเติมว่า จริงอยู่ที่ทุกคนต้องการกินอิ่มนอนอุ่นและไม่เจ็บป่วย หรือต้องการ “ปัจจัยสี่” เพื่อก่อให้เกิดความสุขขั้นพื้นฐาน เงินและการบริโภคจึงมีความจำเป็นในระดับหนึ่ง แต่หลังจากที่ทุกคนมีปริมาณเงินและการบริโภคเกิน “จุดหนึ่ง” ที่เรียกว่าระดับ “พอมีพอกิน” จะกลับกลายเป็นว่ายิ่งมีเงินมาก ความสุขกลับยิ่งลดลง เรียกว่า “เส้นโค้งแห่งความสุข”

“มีการวิจัยชี้ให้เห็นว่า เงินทำให้เรามีความสุขได้ระดับหนึ่ง แต่พอเลยจุดนั้นไป มันจะทำให้ทุกข์เพราะวิตกกังวล นี่จึงทำให้เราได้เห็นว่า คนอเมริกันหรือคนยุโรปที่รวยมาก ๆ หลายคนเครียดแล้วก็เริ่มหันมาหาสมาธิและการภาวนา เพื่อแสวงหาคุณภาพชีวิตจากภายในจิตใจ ฉะนั้น เราต้องถามตัวเองก่อนว่าต้องการเงินหรือความสุข ถ้าต้องการความสุข ก็ต้องคิดถึงอะไรที่มากกว่าแค่การหาเงิน หรือการเสพด้วยวัตถุ เช่น การทำความดี การช่วยเหลือเกื้อกูล การมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่น การให้ความรักผู้อื่น การมีความสามัคคีในชุมชน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนช่วยทำให้เรามีความสุขที่ยั่งยืนกว่าการมีเงินหรือการบริโภควัตถุได้ทั้งนั้น”

4 เคล็ดลับสร้างความสุขในชีวิต

สุดท้ายนี้ พระอาจารย์ไพศาลเมตตาให้คำแนะนำถึง เคล็ดลับ 4 ข้อที่จะช่วยให้ทุกคนผ่านพ้นความผันผวนและความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่อาจเข้ามากระทบโดยไม่ต้องเกิดความทุกข์มาก

ข้อแรกคือ “ต้องตั้งสติ” อย่าตื่นตระหนกหรือโอดครวญ เพราะนั่นจะยิ่งทำให้เกิดทุกข์ ควรยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นให้ได้ แล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป ข้อที่สองคือ พึงตระหนักว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของชั่วคราว ไม่จีรังยั่งยืน แม้จะตกต่ำย่ำแย่เพียงใด ไม่ช้าก็เร็ว สถานการณ์ก็จะกระเตื้องและดีขึ้น ดังนั้นอย่าท้อแท้ สิ้นหวัง  ข้อที่สามคือ พึงตระหนักว่า แท้จริงแล้ว ความสุขของคนเรา ไม่ได้ผูกติดกับจำนวนเงินในกระเป๋า แต่อยู่ที่ การวางใจให้เป็น รวมทั้ง“การรู้จักพอ”     พูดอีกอย่างคือ “ความสุขอยู่ที่ใจ” และอยู่ที่ระดับความคาดหวัง เช่น เงิน 10 บาทอาจจะถือว่ามากเมื่อเทียบกับเงิน 1 บาท แต่ 5,000 ล้านบาท ถือว่าน้อยถ้าเทียบกับ 10,000 ล้านบาท ดังนั้น คนที่ได้ 5,000 ล้านบาทแต่คาดหวังอยากจะได้ 10,000 ล้านบาท อาจทุกข์ใจกว่าคนที่ได้เงิน 10 บาทก็ได้

คำแนะนำข้อสุดท้ายคือ “รู้จักแสวงหาความสุขทางใจ” เพราะถึงที่สุดแล้ว ความสุขมนุษย์เราไม่ได้อยู่ที่ว่ามีเงินมากหรือบริโภคได้มาก แต่อยู่ที่ความสุขสงบทางใจว่ามีมากหรือมีน้อย ซึ่งความสุขสงบใจ เกิดได้จากการหมั่นพัฒนายกระดับจิตใจด้วยการทำความดี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีน้ำใจไมตรี การมีความสัมพันธ์ที่อบอุ่นราบรื่นในครอบครัว ฯลฯ ดังที่พระอาจารย์กล่าวไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ยังมีอีกหนทางสำคัญในการพัฒนาจิตใจที่จะนำไปสู่ความสุขที่แท้จริง นั่นคือการปฏิบัติสมาธิภาวนา

“เมื่อเจริญสติด้วยสมาธิภาวนาเป็นประจำ เราจะพบว่าจริง ๆ แล้วความสุข ความสงบพบได้ที่ใจ ส่วนความทุกข์ก็เกิดจากการขาดความสงบใจ ไม่ใช่เพราะการมีเงินน้อยหรือการบริโภคได้น้อย ดังนั้น ทุกคนควรต้องหมั่นพัฒนาจิตใจด้วยการทำความดี และสมาธิภาวนา  เกิดความสงบใจและปัญญา จนกระทั่งเข้าถึงแก่นแท้ของชีวิต เมื่อนั้นทุกคนก็จะได้พบกับความสุขที่แท้จริงของชีวิต” พระไพศาลกล่าวทิ้งท้าย
…...............................

 

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved