กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > คำกล่าวรับรางวัลนักเขียนอมตะ

กลับหน้าแรก

คำกล่าวรับรางวัลนักเขียนอมตะ
วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ก่อนอื่นอาตมาขอสารภาพว่า เมื่อแรกได้ข่าวว่าอาตมาได้รับรางวัลนักเขียนอมตะ รู้สึกประหลาดใจมากเพราะ คำว่า “อมตะ” เป็นคำมีความหมายที่ยิ่งใหญ่มาก อาตมาไม่เคยคาดหวังว่าจะเป็นนักเขียนอมตะชั่วนิจนิรันดร์ หรือแม้แต่จะเป็นนักเขียนอมตะประเภทที่มีชื่อเสียงนานนับศตวรรษ อย่างนักเขียนยิ่งใหญ่หลายท่าน ทั้งในเมืองไทยและในนานาประเทศ เพราะว่าในฐานะที่เป็นพระ อาตมาถูกสอนมาให้เจียมเนื้อเจียมตัวว่าอะไรๆ ก็ไม่จีรังยั่งยืน คนเราเกิดมาแล้วก็มีชีวิตเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เหมือนน้ำค้างที่ปรากฏในยามเช้า แต่พอถึงตอนสายก็ระเหยหายไป เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้ประหลาดใจก็เพราะว่า เมื่อพูดถึงพรรษาและบารมีของอาตมาในฐานะนักเขียนแล้ว ยังด้อยกว่านักเขียนรางวัลอมตะก่อนหน้านี้ และอาจรวมถึงในอนาคตด้วย อาตมารู้สึกว่าพรรษาและบารมีของตนเองยังไม่แก่กล้า ยิ่งมาได้รับฟังคำประกาศที่กล่าวถึงอาตมาเมื่อสักครู่ก็รู้สึกว่า แม้อาตมาอยากจะไปให้ถึงขั้นนั้น แต่ก็ยังรู้ดีว่าความสามารถยังไม่ถึง แม้กระนั้นก็ขอขอบคุณที่คณะกรรมการได้พิจารณามอบรางวัลนี้ให้แก่อาตมา

อาตมาสำนึกมาโดยตลอดว่าตัวเองเป็นแค่นักเขียนสมัครเล่น อันที่จริงพูดถึงความใฝ่ฝันในวัยหนุ่ม โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นวัยรุ่น อาตมาฝันจะเป็นนักเขียน โดยเฉพาะเมื่อได้อ่านงานของนักเขียนหลายท่านที่ประทับใจ ผู้ที่ให้แรงบันดาลใจแก่อาตมาอย่างมากคืออาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เมื่อได้อ่านงานของท่านก็เกิดไฟที่อยากจะเป็นนักเขียน รวมทั้งคิดอยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ด้วย แต่ว่าโชคชะตาที่ผันแปรอันเนื่องมาจากสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงปี ๑๙ ได้ทำให้ความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียนต้องชะงักลง เพราะทุกท่านย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าในช่วง ๖ ตุลา ๑๙ บ้านเมืองเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ ถึงขั้นนองเลือด แล้วจวนเจียนจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง อาตมาจึงต้องแปรผันมาเป็นแอกติวิสต์ หรือนักปฏิบัติการทางสังคม แม้ว่าจะเป็นนักศึกษาในเวลานั้น ก็มาทำงานเต็มตัวเกี่ยวกับการปกป้องสิทธิมนุษยชน การสมานไมตรีระหว่างคนในชาติ เรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองโดยเฉพาะในเหตุการณ์ ๖ ตุลา ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้อาตมาต้องวางความฝันที่จะเป็นนักเขียนหรือนักหนังสือพิมพ์เอาไว้ก่อน

แต่เมื่อบ้านเมืองเริ่มคืนสู่ความปกติ ก็มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตส่วนตัวของอาตมา คือได้มีการบวชในปี ๒๖ แม้ตอนนั้นอาตมาไม่ได้คิดว่าจะบวชนาน คือบวชแค่ ๓ เดือน แต่สุดท้ายก็บวชมาถึงทุกวันนี้ จึงทำให้ความฝันที่จะเป็นนักเขียนนักหนังสือพิมพ์เป็นอันต้องยุติลง แต่มองในแง่หนึ่งก็เป็นโอกาสดีเหมือนกัน เพราะเมื่อเป็นพระอาตมาก็มีเวลาขีดเขียนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นอาตมายังมุ่งเขียนหนังสือเพื่อการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม ให้เป็นสังคมอุดมคติ เป็นสังคมที่มีความเป็นธรรม แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี พูดง่าย ๆ คือว่า เขียนหนังสือเพื่อมุ่งเปลี่ยนแปลงสังคม ตามพื้นเพที่เคยทำงานเคลื่อนไหวทางสังคม แต่จะเรียกว่าเป็นโชคก็ได้ ที่เมื่อมาบวชพระแล้ว ได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติธรรม ได้เจริญสมาธิภาวนา ทำให้เห็นถึงความจำเป็นของการบ่มเพาะชีวิตด้านในให้เจริญงอกงาม และเห็นถึงการให้ความสำคัญกับมิติด้านใน ซึ่งบางท่านเรียกว่ามิติทางด้านจิตวิญญาณ อันนี้ทำให้งานเขียนของอาตมาในเวลาต่อมามีมิติด้านนี้มากขึ้น เป็นการเชิญชวนให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับชีวิตด้านใน ให้ความสำคัญกับมิติด้านจิตวิญญาณ มีการรู้เท่าทันตัวเอง ทั้งนี้โดยอาศัยประสบการณ์ที่อาตมาได้ฝึกกับครูบาอาจารย์และจากความรู้ที่ได้เรียนมาจากพระพุทธองค์

ดังนั้นในระยะหลังงานเขียนของอาตมาจึงมีเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาชีวิตด้านในมากขึ้นเพื่อให้เกิดสันติภาวะภายใน แต่อาตมาไม่ได้มองว่านี้เป็นการหักเหหรือเปลี่ยนแปลงไปจากงานเขียนก่อนๆ ที่เคยทำ เพราะอาตมามองเห็นว่าธรรมะกับสังคมไม่ได้แยกจากกัน สังคมที่มีสันติสุขมีโครงสร้างที่เอื้อเฟื้อต่อการเปลี่ยนแปลงโดยสันติวิธี รวมทั้งเป็นสังคมที่ผู้คนเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน เป็นสังคมที่ไม่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนในสังคม ไม่ว่าเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจหรือการเมือง ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยวัฒนธรรมและจิตสำนึกของผู้คนในสังคมที่มีเมตตากรุณาต่อกันและรู้เท่าทันความเห็นแก่ตัว ไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกิเลส โดยเฉพาะความโลภ ความโกรธและความหลง เพราะฉะนั้นงานเขียนของอาตมาในตอนหลังแม้ว่าจะเป็นเรื่องการปรับเปลี่ยนภายใน แต่ก็ถือเป็นส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามโดยผ่านการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ โดยการเพิ่มมิติทางจิตวิญญาณเข้าไปในการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

อาตมาเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยสันติวิธี และคิดว่าสันติวิธีจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงภายในด้วย โดยผู้คนไม่มองซึ่งกันและกันเป็นศัตรู แม้จะมีความเห็นต่างกัน แต่ก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ด้วยใจที่เปิดกว้าง และด้วยการแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างมีเหตุมีผล ด้วยความตระหนักเช่นนี้ จึงพลอยเป็นเหตุให้อาตมามีบทบาทอยู่บ้างในเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปีที่แล้ว ในยามที่ผู้คนมีความขัดแย้งกัน จนถึงขั้นมองซึ่งกันและกันเป็นศัตรู ถึงขนาดที่มีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงต่อกัน นั่นคือช่วงเหตุการณ์ในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม อาตมาคิดว่าในฐานะที่เป็นพระ ตนเองน่าจะมีส่วนช่วยเตือนสติผู้คนในสังคม ไม่ให้มองเห็นซึ่งกันและกันเป็นศัตรู รู้เท่าทันอคติ โดยเฉพาะความโกรธความเกลียดที่มีอยู่ภายใน ซึ่งสามารถผลักดันให้ผู้คนกดขี่บีฑาหรือข่มเหงคะเนงร้ายกันเพียงเพราะมีความคิดเห็นที่ต่างกัน

สิ่งที่อาตมาพยายามทำนั้น จะว่าไปแล้วถือว่าเป็นส่วนเล็กน้อยมาก และก็ต้องยอมรับว่าเป็นการเตือนสติที่ไม่ได้ผล เพราะดังที่เราทราบ ได้เกิดความรุนแรงถึงขั้นนองเลือด มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก และมีการเผาทำลายทรัพย์สินต่างๆ สร้างความทุกข์ความเดือดร้อน สร้างบาดแผลให้กับผู้คน ซึ่งยังคงดำรงอย่างต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ แม้กระนั้นก็หวังว่า สิ่งที่อาตมาได้พยายามทำนั้นคงมีส่วนช่วยเตือนสติผู้คนหรืออนุชนรุ่นหลัง และหวังว่าจะเป็นข้อคิดให้กับผู้คนในการหันมามองซึ่งกันและกันฉันเพื่อน มองเห็นความเหมือนมากกว่าความต่าง หรือแม้จะเห็นความต่าง ก็ยอมรับความต่างนั้นได้ว่าเป็นธรรมดาของมนุษย์ปุถุชน แล้วก็ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมเพื่อให้เกิดสังคมที่เป็นธรรม สังคมที่ผู้มีอำนาจ ไม่ว่าอำนาจทางการเมือง อำนาจทางเศรษฐกิจ มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า ช่วยกันกระจายเฉลี่ยโภคทรัพย์เพื่อให้เกิดความผาสุก

อาตมาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อลดดความเหลื่อมล้ำให้น้อยลงและสร้างความเป็นธรรมให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการมีจิตสำนึกที่มองเห็นเพื่อนร่วมชาติเป็นเพื่อนมนุษย์ เป็นเพื่อนร่วมทุกข์กัน จะทำให้สังคมของเราสามารถหลุดพ้นจากปลักแห่งความรุนแรงและก้าวไปสู่สังคมที่เจริญก้าวหน้า ทั้งในทางวัตถุและทางจิตใจ เป็นสังคมที่สงบสันติได้ อันนี้เป็นความหวังและปณิธานของอาตมาที่อยากจะทำต่อไป

อาตมาได้กล่าวไปเมื่อตอนต้นว่า อาตมามีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียนเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น ขอกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากแรงบันดาลใจที่ได้จากนักคิดนักเขียนอย่างอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์แล้ว อาตมายังได้รับความสนับสนุนอย่างมากจากมูลนิธิโกมลคีมทอง ซึ่งได้เปิดเวทีให้นักเขียนหน้าใหม่อย่างอาตมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแค่ปีหนึ่งปีสอง ที่จริงตั้งแต่เพิ่งจบมศ.๕ ใหม่ๆ ด้วยซ้ำ วารสารปาจารยสารของมูลนิธิโกมลคีมทองและมูลนิธิเสฐียรโกเศศ – นาคะประทีป เป็นเวทีที่ทำให้อาตมามีงานคิดงานเขียน ต่อมายังเปิดให้โอกาสอาตมาเป็นสาราณียกรหรือบรรณาธิการให้วารสารนี้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีพิมพ์อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โอกาสดังกล่าวเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่น้อยคนจะได้รับ แต่อาตมาก็ได้รับโอกาสนั้น เรียกได้ว่าชีวิตการเขียนของอาตมาเริ่มต้นอย่างจริงจัง หรือลงหลักปักฐานได้ก็เพราะการสนับสนุนของมูลนิธิโกมลคีมทอง ซึ่งไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้อาตมาได้ขีดเขียนในวารสารของมูลนิธิ หากยังได้จัดพิมพ์หนังสือของอาตมาต่อมาอีกหลายเล่ม รวมทั้งหนังสือเล่มแรกในชีวิตของอาตมาด้วย

ด้วยความสำนึกในบุญคุณของมูลนิธิโกมลคีมทอง อาตมาจึงแสดงความเจตจำนงขอมอบเงินที่ได้จากรางวัลนี้จำนวนหนึ่งล้านบาทให้มูลนิธิโกมลคีมทอง เพื่อเป็นทุนสนับสนุนนักเขียนหน้าใหม่และส่งเสริมอุดมคติของคนหนุ่มสาว รวมทั้งขอให้มูลนิธิโกมลคีมทองนำเงินอีกครึ่งหนึ่งไปสนับสนุนองค์กรชุมชนอย่างเครือข่ายรักพระแม่ธรณีและองค์กรชาวบ้านอื่น ๆ ที่กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องวิถีชีวิตและชุมชนเกษตรกรรมของตน จากการคุมคามของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ รวมทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงสิทธิของคนเล็กคนน้อย นี้เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่อาตมาอยากจะมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมที่เป็นธรรม

อาตมาขอขอบคุณคณะกรรมการพิจารณารางวัลที่เห็นคุณค่าของงานเขียนของอาตมาและเห็นว่ามีความสำคัญที่ควรเผยแพร่และประกาศให้สาธุชนได้รับทราบ และขอขอบคุณท่านประธานที่มามอบรางวัลนี้ให้แก่อาตมา อาตมาขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในรางวัลนี้ ขออนุโมทนาด้วย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved