กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > มองโลกเห็นธรรม มองธรรมเห็นโลก

กลับหน้าแรก

มองโลกเห็นธรรม มองธรรมเห็นโลก

สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล
โดยจอมขวัญ หลาวเพชร์
รายการคมชัดลึก เนชั่นแชแนล
วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
ดูเทปรายการย้อนหลังที่

http://www.nationchannel.com/home/news/program/คม-ชัด-ลึก/15294/

ดาวโหลดเอกสาร

แบ่งปันบน facebook Share   
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

พระไพศาล วิสาโล มีนามเดิมว่า ไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์ เกิดเมื่อ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ก่อนสู่ร่มกาสาวพัตร เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ปี ๑๙ โดยชุมนุมอย่างสงบในตึกเรียนธรรมศาสตร์ ด้วยการอดอาหารเรียกร้องคณะสงฆ์ที่จะพิจารณาประเด็นที่เปิดโอกาสให้ จอมพลถนอม กิตติขจร บรรพชาเป็นสามเณรถนอม และถูกจับได้ในขณะที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายขวาบุกเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ในจังหวัดชัยภูมิ พระอาจารย์ไพศาลเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในฐานะพระนักคิด นักวิชาการ นักเขียน นักกิจกรรม และถือว่าเป็นผู้ที่วิพากษ์เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้อย่างเท่าทัน พระไพศาลจะมีมุมมองต่อเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอย่างใด ติดตามได้ใน คม ชัด ลึก

จอมขวัญ นมัสการพระอาจารย์ค่ะ

พระไพศาล เจริญพร

จอมขวัญ ในช่วงนี้ ทางรายการคมชัดลึก ตามพระอาจารย์มาหลายเดือนแล้วค่ะ ในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองต่อเนื่องมาหลายปีแล้วนะคะ และก่อนที่จะบวช พระอาจารย์ได้ผ่านรอยต่อการต่อสู้ทางประชาธิปไตยมาด้วยช่วง ๖ ตุลาคม ปี ๑๙ พระอาจารย์จะสามารถจะเปรียบเทียบความร้อนแรงหรือว่าวิธีการต่อสู้ทางประชาธิปไตยช่วงที่พระอาจารย์ผ่านมาและ ณ วันนี้ ได้ไหมคะ

พระไพศาล อาตมายังรู้สึกว่าช่วงเหตุการณ์ปี ๑๘, ๑๙ และ ๒๐ น่าเป็นห่วง และรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นตอนนี้ อันนี้พูดในบางแง่นะ ตอนนั้นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวามีความรุนแรงมากถึงขั้นลอบยิง ลอบฆ่าและในที่สุด ถึงขั้นจับอาวุธสงครามสู้กันในป่า และตามเขตป่าเขาจนน่ากลัวว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง ในช่วงปี ๒๐ อาตมากลัวมากเลยว่าบ้านเมืองจะเกิดสงครามกลางเมือง แต่ว่าเราก็ผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ ความขัดแย้งในเมืองไทยระหว่างสีตอนนี้ในแง่หนึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่าเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว แต่ในแง่ของการขยายตัวของความขัดแย้ง มันไม่เคยปรากฏมาก่อน คือว่า มันเกิดขึ้นในทุกระดับ ในครอบครัว ในที่ทำงาน ในสถาบัน เกิดความขัดแย้งระหว่างภาค เรียกว่าเป็นความขัดแย้งแบบ cross section เลย ผิดกับเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว ในครอบครัวไม่มีความขัดแย้งระหว่างกันมากขนาดนี้

เพราะฉะนั้นอาตมาคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ในแง่หนึ่งก็น่าเป็นห่วงมาก และที่น่าวิตกอีกอันหนึ่งก็คือว่า เราไม่มีความเห็นสอดคล้องกันเลยว่าจะใช้วิธีการอะไรแก้ปัญหา สมัยก่อนเรายังเชื่อว่า อย่างน้อยถ้าเรามีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง ก็คงจะแก้ปัญหาได้ อันนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ฝ่ายซ้ายวางอาวุธ เข้าสู่เมือง และมาเล่นการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตย เพราะทั้งซ้ายและขวาเชื่อว่า ประชาธิปไตยเป็นคำตอบ แต่ปัจจุบันนี้หลายฝ่ายไม่เชื่อหรือไม่ยอมรับประชาธิปไตยที่เป็นการเลือกตั้ง มีการเสนอเรื่อง “การเมืองใหม่ ๗๐: ๓๐” ซึ่งมันไม่เคยมี อย่างน้อยแต่ก่อนพอมีความขัดแย้งกัน ไม่เห็นพ้องต้องกัน เราเชื่อว่าการเลือกตั้งจะแก้ปัญหาได้ ใครได้คะแนนเสียงมากก็ชนะไป แต่เดี๋ยวนี้บางฝ่ายบอกว่า ไม่ได้ ขืนเลือกตั้งแบบนี้ฉันต้องแพ้แน่ เพราะฉะนั้นต้อง ๗๐: ๓๐

ตอนนี้ความเห็นพ้องต้องกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมันแทบไม่มี ตอนพฤษภาทมิฬก็เชื่อว่าถ้าในหลวงมาเป็นคนกลางทุกอย่างก็จบ แต่ตอนนี้หลายฝ่ายไม่เห็นด้วย หรือไม่ยอมรับพระมติของพระองค์ เพราะฉะนั้นจึงมาถึงจุดที่เรียกว่า หาจุดร่วมในเชิงวิธีการไม่ค่อยได้ ว่าจะใช้วิธีการอะไรที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้าใช้วิธีการนี้แล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ยอมรับผลนั้น ตอนนี้มันไม่มี

จอมขวัญ มีคนพูดสมานฉันท์มาหลายปีแล้ว พระอาจารย์เคยใช้แนวทางนี้ในการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นิยามของสมานฉันท์ ถ้าเราจะพูดว่าเรานำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาการเมือง ณ ตอนนี้ สมานฉันท์ มันเป็นความเข้าใจที่ตรงกันในตอนนี้ไหมคะ

พระไพศาล ไม่ตรงกัน คือตอนนี้สมานฉันท์ เราเข้าใจว่าหมายถึงความสามัคคี ความสามัคคีที่คนไทยเข้าใจก็คือว่า คิดเหมือนกัน เห็นเหมือนกัน เป็นสมานฉันท์ที่ไม่ค่อยยอมรับความแตกต่าง ตอนนี้เราต้องยอมรับว่า มันไม่มีทางที่จะเป็นอย่างนั้นได้ เพราะสังคมไทยมาถึงจุดที่เรียกว่า สังคมแตกตัวจนเกิดความหลากหลายมาก หลากหลายทั้งในเชิงผลประโยชน์ หลากหลายในเชิงวัฒนธรรม ในเชิงวัฒนธรรมหมายถึง รสนิยม ความคิด และความเชื่อ เป็นต้น บางเรื่องที่เราเห็นว่าถูก หลายฝ่ายบอกว่าผิด บางเรื่องเราเห็นว่าดี คนอื่นบอกว่าไม่ดี อันนี้เป็นเรื่องของโลกาภิวัตน์ ซึ่งทำให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรมและผลประโยชน์ อันนี้ยังไม่ได้พูดถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจน ซึ่งเป็นความเหลื่อมล้ำในเชิงแนวดิ่ง ส่วนในแนวราบ ก็เกิดความหลากหลายในหมู่คนชั้นกลางด้วยกัน เกิดความหลากหลายในเชิงผลประโยชน์และวัฒนธรรมมาก

ในโครงสร้างแบบนี้ สมานฉันท์ที่แปลว่าเห็นพ้องต้องกัน คิดอะไรเหมือนกัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ และไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ด้วยการเรียกร้องให้เกิดความสามัคคีให้มีน้ำใจต่อกัน คือการเรียกร้องแบบนี้มีประโยชน์ แต่ไม่พอ เราจะต้องเข้าไปจัดการกับโครงสร้างที่ทำให้เกิดปัญหาที่ว่ามาด้วย เช่นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางเศรษฐกิจตอนนี้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน โครงสร้างแบบนี้ไม่ควรจะมี

อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถปฏิเสธการที่สังคมแตกตัวเป็นความหลากหลายได้ เพราะแม้แต่สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำในทางรายได้น้อยอย่างเช่น ญี่ปุ่น หรือสแกนดิเนเวีย ก็มีความหลากหลายสูงมาก มีความแตกตัวเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยมากมาย แม้ฐานะผู้คนจะมีฐานะทางเศรษฐกิจไม่แตกต่างกันมากก็ตาม ตรงนี้จะต้องมีการจัดการทางด้านโครงสร้าง การเมือง และเศรษฐกิจใหม่ เพื่อทำให้ทุกฝ่ายมีที่ทางในสังคม มีพื้นที่ที่จะแสดงความเห็น และต่อรองผลประโยชน์เท่าเทียมกัน พื้นที่สำหรับชนชั้นกลางหาไม่ยาก แต่พื้นที่สำหรับคนระดับล่าง ซึ่งยากจน ยังไม่ค่อยมีเท่าไร

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสี อาตมาเชื่อว่ามันเกิดจากปัญหาในเชิงโครงสร้างสองอย่าง คือความเลื่อมล้ำระหว่างรวยกับจน และระหว่างเมืองกับชนบท หรือระหว่างกรุงเทพกับหัวเมือง ซึ่งทำให้เขาต้องการนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมือนกัน อีสานต้องการนายกรัฐมนตรีแบบประชานิยม คนกรุงเทพ ฯอาจจะต้องการนายกรัฐมนตรีแบบคุณอภิสิทธิ์ มันก็เลยเกิดความขัดแย้งทางการเมือง และความหลากหลายทางด้านผลประโยชน์ ฉะนั้นอาตมาคิดว่าสมานฉันท์นี่ ถ้าเอาแต่รณรงค์โฆษณา ให้เคารพธงชาติเช้าเย็น มันไม่พอ จะต้องเข้าไปจัดการกับโครงสร้างเศรษฐกิจและเปิดพื้นที่ทางการเมืองแก่ทุกคน ทุกฝ่ายอย่างเสมอกัน และลดความเหลื่อมล้ำให้เหลือน้อยที่สุด

จอมขวัญ พระอาจารย์สามารถวิจารณ์การเมืองได้อย่างบุคคลปกติใช่ไหมคะ แม้ว่าจะเป็นภิกษุสงฆ์ก็ตาม

พระไพศาล ก็พูดได้ แต่ในฐานะของพระนี่ การที่เราก็จะพูดวิจารณ์ในเชิงบุคคล อาจจะทำได้ยาก

จอมขวัญ ถามพระอาจารย์ในเชิงโครงสร้างค่ะ พระอาจารย์บอกว่าเป็นความเหลื่อมล้ำสองอย่าง ชนบทกับเมือง และก็เรื่องของความร่ำรวยกับความยากจน ถ้าจะต้องแก้ไขโครงสร้างก็จะมีแต่ทุกพรรคและก็ตัวแทนนายกจากแต่ละพรรคที่ยกมือขึ้นมาและก็ต้องการแก้ไขปัญหาที่พระอาจารย์บอก ซึ่งอย่างไรปัญหาก็ยังวนอยู่ที่เดิม มันก็ไม่มีทางออกอยู่ดี

พระไพศาล อาตมาไม่ค่อยแน่ใจว่า พรรคการเมืองจะเห็นด้วยกับที่อาตมาพูดไหม เพราะว่าการเมืองเวลานี้เป็นตัวแทนของคนที่อยู่บนยอด เป็นตัวแทนของทุนท้องถิ่น ทุนชาติ ทุนโลกาภิวัตน์ เขาไม่สนใจจะหาเสียงด้วยการปฏิรูปที่ดิน เพราะประชาชนระดับล่างไม่ใช่เป็นฐานเสียงหรือผู้สนับสนุนที่แท้จริงของเขา เขาไม่สนใจที่จะหาเสียงด้วยการปฏิรูปภาษีมรดก เพราะว่าคนที่ได้รับประโยชน์จากภาษีนี้ ไม่ใช่เป็นฐานเสียงหรือผู้สนับสนุนที่แท้จริงของเขา เพราะฉะนั้นเขาจะชูประเด็นอื่นมากกว่า เวลามีปัญหาความขัดแย้งในเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่นกรณีเหมืองแร่โปแตช หรือกรณีโรงถลุงเหล็กที่บางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ ก็ไม่เห็นมีพรรคการเมืองไหน ที่รู้สึกอนาทรร้อนใจกับความเดือดร้อนของชาวบ้านที่นั่น เพราะฉะนั้นพูดโดยสรุปก็คือ พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลในเวลานี้ หรือแม้กระทั่งฝ่ายค้านก็ยังเป็นตัวแทนของคนกลุ่มน้อยที่ได้รับผลประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบันคือชนชั้นกลาง ดังนั้นอาตมาไม่เชื่อว่าเขาจะเห็นด้วยกับสิ่งที่อาตมาพูดมา อาจจะเห็นด้วยในแง่การหาเสียงแต่ไม่มีนโยบายที่เป็นรูปธรรม

จอมขวัญ ถ้าเปรียบเทียบกลับไป สมัยปี ๑๙ มีขวามีซ้ายชัดเจน ในขณะที่วันนี้ก็มีเหลืองมีแดงชัดเจน พระอาจารย์มองว่าการแก้ไขปัญหาสมัยนั้น กว่าจะผ่านพ้นวิกฤตตอนนั้นมาได้ มาจนถึง ณ ช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมานี้ ปัญหามันมีความยากพอๆกันที่จะแก้ได้ไหมคะ

พระไพศาล อาตมาคิดว่าปัญหาตอนนั้นมันแก้ได้ยากกว่า เพราะว่ามีเรื่องของการเมืองของระหว่างประเทศเข้ามา ตอนนั้นมีสงครามเย็น ระหว่างสหรัฐฝ่ายหนึ่งกับรัสเซียและจีนคอมมิวนิสต์อีกฝ่ายหนึ่ง ตอนนั้นอย่าลืมว่า เวียดนาม ลาว เขมรนี่เป็นคอมมิวนิสต์แล้ว คนไทยกลัวคอมมิวนิสต์แบบขึ้นสมองเลย ฉะนั้นไม่สามารถจะยอมรับความคิดแบบฝ่ายซ้ายได้ แต่ว่าความที่ผู้นำบ้านเมืองตอนนั้นเห็นปัญหาและสามารถที่จะทำให้เกิดคำสั่ง ๖๖/๒๓ ขึ้นมาในปี ๒๓ อันนี้นับว่าเป็นความกล้าอย่างหนึ่งเพราะว่าคนจำนวนมากไม่ยอมรับที่จะให้ผู้ที่จับอาวุธต่อสู้อยู่ในป่ากลับเข้าเมืองโดยที่ไม่ต้องดำเนินคดีใด ๆ ทั้งสิ้น ตอนนั้นจะว่าไปแล้ว มันยาก

แต่ตอนนี้ก็ยากอีกแบบหนึ่งนะ ที่อาตมาว่ายากเพราะที่มันมีปัญหาเชิงโครงสร้างเข้ามา ทำให้การแก้มันยากขึ้น สมัยก่อนก็แค่ทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ไม่มีเผด็จการทหาร ถ้าการเมืองเป็นประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง ทุกอย่างก็จบ มันง่าย ก็แค่เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ หรือทำให้ประชาธิปไตยครึ่งใบเป็นประชาธิปไตยค่อนใบ จัดให้มีการเลือกตั้งก็จบ แต่ตอนนี้ถ้าจะให้มีการเลือกตั้งบางฝ่ายก็ไม่เอา แก้รัฐธรรมนูญบางฝ่ายก็ไม่เอา ยิ่งไปปรับปรุงโครงสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ก็ไม่เอาเพราะต้องไปทำเรื่องปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปภาษี ภาษีมรดก สรุปก็คือหนึ่ง ไม่มีความเห็นร่วมกันว่าอะไรจะเป็นทางออก สอง แม้มองเห็นร่วมกันก็เป็นเรื่องยาก เพราะต้องไปแตะโครงสร้างซึ่งตอนนี้ฝังรากลึกมาก

จอมขวัญ พูดถึงเรื่องโครงสร้างเนื้อหาหลายๆจุดในรัฐธรรมนูญก็พูดถึงพุทธศาสนาเอาไว้ เคยมีการเรียกร้อง นานพอสมควรแล้วนะคะว่า ควรจะมีการบรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ พระอาจารย์มองอย่างไรคะ

พระไพศาล อาตมามองว่า ความคิดนี้เกิดจากความเข้าใจว่า สาเหตุที่พุทธศาสนาอ่อนแอลงไปเป็นเพราะว่าพุทธศาสนาได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐน้อย ก็เลยอยากจะให้มีการบรรจุมาตรานี้ลงไปในรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐอุดหนุนพุทธศาสนาให้มากขึ้น พุทธศาสนาจะได้เข้มแข็ง แต่อาตมาไม่เห็นด้วยกับสมมุตติฐานข้อนี้ อาตมาเห็นว่าที่พุทธศาสนาอ่อนแอ เป็นเพราะหนึ่ง ใกล้ชิดกับรัฐมากเกินไป และสอง เป็นความอ่อนแอที่เกิดจากคณะสงฆ์ และชาวพุทธด้วยกันเองที่ไม่สนใจ ปล่อยปะละเลย ยกตัวอย่างเช่น เราปล่อยให้มีวัดที่ยากจน ไม่มีการศึกษาได้อย่างไร ในเมื่อมีวัดจำนวนมากสร้างโบสถ์ราคาเป็นพันล้าน ทำไมวัดเหล่านี้ไม่คิดจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่วัดที่ยากจนบ้าง ทำไมจึงต้องให้รัฐบาลมาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่วัดที่ยากจนในเมื่อวัดที่ร่ำรวยไม่ทำอะไรเลย อาตมาจึงบอกว่านี่เป็นความอ่อนแอที่เกิดขึ้นจากการที่คณะสงฆ์ และชาวพุทธ ไม่สนใจ ไม่เอื้ออาทรกันเอง

เปรียบไปก็เหมือนกับรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจทำไมเราถึงต้องแปรรูป เพราะว่ากิจการหรืออุตสาหกรรมใดก็ตามที่ได้รับการอุปถัมภ์คุ้มครองจากรัฐมาก มันจะอ่อนแอ ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม เพราะถึงอย่างไรรัฐบาลก็อุดหนุนอยู่แล้ว สาเหตุที่เขาแปรรูปก็เพื่อให้กิจการนั้นหัดพึ่งลำแข้งของตัวเอง เพราะยิ่งให้รัฐบาลคุ้มครอง ให้เงินอุดหนุน มีการปกป้องทางภาษี วิสาหกิจนั้นยิ่งอ่อนแอ อันนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไป ศาสนาก็เหมือนกันนะ ถ้าศาสนจักรได้รับความอุปถัมภ์คุ้มครองจากรัฐมาก ศาสนจักรนั้นกลับอ่อนแอยิ่งขึ้น ปรากฏการณ์ที่เห็นอยู่ทุกวันก็ยืนยันอยู่แล้วว่านับวันศาสนจักรจะอ่อนแอมากขึ้นเพราะว่า พึ่งพาแต่รัฐ ไม่ค่อยตอบสนองความต้องการของชาวบ้านเท่าไร

ฉะนั้นอาตมาจึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดที่ว่า ศาสนาพุทธอ่อนแอเพราะรัฐอุปถัมภ์น้อย และดังนั้นทางแก้คือรัฐต้องอุปถัมภ์มากขึ้น นั่นไม่ใช่ทางออก สิ่งที่เราควรทำคือทำให้พุทธศาสนากลับมาเป็นของประชาชนใหม่ ไม่ใช่ทำให้พุทธศาสนาเป็นของรัฐบาลมากขึ้น อาตมาไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดที่ว่าต้อง nationalize พุทธศาสนา แต่ควร socialize พุทธศาสนามากกว่า มันต่างกันมากเลยนะระหว่าง nationalize พุทธศาสนากับ socialize พุทธศาสนา

จอมขวัญ พระอาจารย์พูดถึงความใกล้ชิดของประชาชนกับศาสนา ในช่วงนี้คงปฏิเสธยากเพราะเห็นญาติโยมเข้าวัดกันมากขึ้น สาเหตุมาจากความวุ่นวายทางการเมืองหรือว่ากังวลเรื่องเศรษฐกิจมากกว่ากันคะพระอาจารย์

พระไพศาล อาตมาเห็นแนวโน้มนี้มานานแล้วนะ ตั้งแต่ก่อนที่การเมืองจะวุ่นวาย อาตมาสรุปว่าเป็นเพราะชีวิตของคนในเมือง ชีวิตของคนสมัยใหม่มันเครียดมาก นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไปก็คือว่า พอสังคมมีการพัฒนามากขึ้น มีการทำให้เป็นทันสมัยมากขึ้น คนจะมีความทุกข์มากขึ้น เพราะว่ามีความต้องการในชีวิตมากขึ้น ยิ่งต้องการมาก ยิ่งมีความโลภมาก ก็ยิ่งเครียด หลายคนพบว่าหลังจากประสบความสำเร็จในชีวิต มีเงินมีทองมากแล้ว ชีวิตกลับมีความสุขน้อยลง เขาจึงเริ่มแสวงหา เลยไปวัด หรือเข้าหาสมาธิภาวนา

อันนี้อาตมาคิดว่า มันเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาก่อนที่จะเกิดความผันผวนทางการเมือง เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นจากการที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตมากขึ้น แต่ไม่ทำให้คนมีความสุขเพิ่มขึ้น กลับมีแต่ความเครียด ในหลายประเทศเห็นได้ชัดเลยว่าเวลาคนเครียดมากๆ คนก็พากันเข้าหาธรรมะ ยอมจ่ายเงินเพื่อเข้าคอร์สแพงๆเพื่อเรียนวิธีทำสมาธิ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยด้วย

ประการที่สอง คนไทยเรามีต้นทุนเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เพราะใกล้ชิดวัดตอนเด็ก ๆ ดังนั้นเมื่อมีความทุกข์ก็เลยนึกถึงวัด พอเข้าวัดแล้ว ใจก็สบาย

ประการที่สามอาตมาคิดว่า เป็นอิทธิพลจากความคิดแบบบริโภคนิยม คือบริโภคนิยมทำให้คนอยากรวย คนไทยพออยากรวยก็เลยนึกถึงการทำบุญ เชื่อว่าถ้าทำบุญมากขึ้นก็จะรวยเร็ว จะมั่งมีศรีสุขเร็ว เป็นความร่ำรวยโดยที่ไม่ต้องทำอะไร ชาวพุทธไทยหรือคนไทยจะมีทัศนคติชอบทางลัด คือคิดแต่ว่าจะรวยอย่างไรโดยไม่ต้องเหนื่อย รวยอย่างไรโดยไม่ต้องทำงาน เหมือนกับนักเรียนที่คิดแต่ว่าทำอย่างไรถึงจะได้เกรดเยอะๆโดยไม่ต้องเรียนหนังสือ ความคิดแบบนี้ทำให้คนเข้าหาวัดมากขึ้น เพราะเชื่อว่าการทำบุญเป็นทางลัดที่จะทำให้รวย อันนี้เป็นเหตุผลเดียวกับที่ว่าทำไมคนไทยชอบซื้อหวย ชอบซื้อลอตเตอรี่ เพราะมันทำให้คุณรวยทางลัด สรุปก็คือมีเหตุปัจจัยหลายอย่างมาผสมผสานกันทำให้คนเข้าวัดมากขึ้น แต่ก็หนีไม่พ้นจากการที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือมีความวุ่นวายทางการเมืองเข้ามา

จอมขวัญ ในช่วงนี้มีนักการเมืองหรือว่าคนที่มาสนทนากับพระอาจารย์ในหัวข้อเรื่องการเมืองมากไหมคะ เนื่องจากพระอาจารย์ผ่านช่วงการเรียกร้องประชาธิปไตยมาด้วย

พระไพศาล ไม่ค่อยมี ตอนหลังมักจะมีคนมาถามอาตมาว่า ทำอย่างไรถึงจะตายอย่างสงบ คนสนใจเรื่องนี้เยอะขึ้น เดี๋ยวนี้อาตมาเขียนและพูดเรื่องการตายอย่างสงบเยอะมากเลย การบรรยายและการอบรมส่วนใหญ่ที่ทำก็เรื่องนี้ อาตมาคิดว่าดีนะ เพราะว่าคนเรา รวมทั้งนักการเมืองด้วย ถ้าหากระลึกอยู่เสมอว่า ซักวันหนึ่งเราต้องตาย และเมื่อตายแล้ว เราเอาอะไรไปไม่ได้ซักอย่าง เงินก็ไม่ช่วยอะไรเรา เกียรติยศ ชื่อเสียงอำนาจ ก็ช่วยอะไรเราไม่ได้ ที่จะให้เราตายอย่างสงบ คนเราถ้าคิดถึงความตายบ่อย ๆ เราจะโลภน้อยลง เราจะเห็นว่าอำนาจ วาสนา เป็นเรื่องสำคัญน้อยลง แล้วเราจะทำบุญสร้างความดีมากขึ้น เพราะเมื่อถึงเวลา ถ้าเราสร้างบุญกุศลไว้ เราจะตายสงบ อาตมาเห็นมาเยอะแล้วว่า คนที่มั่งมี ร่ำรวย แต่ถึงเวลาตายก็ตายอย่างทุรนทุรายมาก เพราะว่า ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ และก็ยังติดยึดกับกับอำนาจ วาสนา บารมีและเงินทองจนกระทั่งไม่พร้อมที่จะยอมรับความตาย

จอมขวัญ พระอาจารย์มองอย่างไรคะว่า ไม่ว่าจะเป็นระดับนำของกองทัพ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดก็แล้วแต่ ที่มาพึ่งพาเกจิอาจารย์ชื่อดัง หรือเจ้าสำนักชื่อดังที่ไม่ได้เป็นสงฆ์ก็แล้วแต่ เพื่อสะเดาะเคราะห์ ต่อชีวิต ต่อดวงชะตา ให้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้น มันเป็นการสะท้อนถึงสังคมไทยว่า ไม่สามารถจะพัฒนาได้มากกว่านี้ไหมคะ ในเมื่อคนที่มีบทบาทจะนำสังคม ยังเชื่อในด้านแบบนี้อยู่เลย

พระไพศาล มันเป็นทั่วทั้งสังคม ชาวบ้านก็เข้าหาวัตถุมงคลและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งจตุคามรามเทพ คือสังคมไทยยังเชื่อเรื่องอำนาจลี้ลับและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนรู้สึกขาดความมั่นคงในจิตใจ ชาวบ้านก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าพรุ่งนี้จะมีข้าวกินไหม เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร วิธีหนึ่งที่เขาเชื่อว่าจะสร้างหลักประกันให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจก็คือวัตถุมงคล สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไสยศาสตร์ อันนี้ก็เกิดขึ้นกับชนชั้นนำด้วย ไม่ว่าในวงการเมืองหรือทหาร เพราะข้างบนนี้ความผันผวนมันเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าข้างล่าง คนรวย รวยเป็นร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน วันดีคืนดีล้มละลาย ถูกจับเข้าคุก เกิดขึ้นมาก ในอเมริกาเห็นอยู่บ่อยเลย นักการเมืองที่เคยยิ่งใหญ่ แล้ววันหนึ่งหาแผ่นดินไม่ได้ ผู้คนเกลียดชังทั่วประเทศ ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง บางคนถูกประหารชีวิต บางคนเข้าคุก ยิ่งอยู่ข้างบน ก็ยิ่งขาดความมั่นคงในจิตใจ เพราะว่ามันผันผวนปรวนแปรรวดเร็วมาก

ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อมีความไม่มั่นคงแบบนี้ ก็ต้องหาที่พึ่ง แล้วคนส่วนใหญ่จะหาที่พึ่งจากอะไร ก็ต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แน่นอนที่พึ่งอย่างอื่นก็เข้าหา เช่น พยายามเข้าหานักการเมือง พยายามสร้างเครือข่ายพรรคพวก แต่ว่าก็ยังไม่สบายใจ ก็ต้องไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออำนาจลี้ลับที่จะทำให้ตัวเองเกิดความมั่นคงในจิตใจ อันนี้ก็เลยทำให้เราเห็นทหาร นักการเมืองเข้าหาเกจิอาจารย์และผู้วิเศษมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นธรรมดาของมนุษย์

จอมขวัญ นี่เป็นแบบอย่างที่คนในสังคมยอมรับมากขึ้นไหมคะในเมื่อคนที่อยู่บทบาทระดับนำก็ยังมีความเชื่อแบบนี้อยู่เลย ทั้งๆที่ควรจะมีแนวคิดที่พัฒนาไปก่อนคนอื่น เพราะว่าได้รับข้อมูลข่าวสาร หรือว่ายืนอยู่ในจุดที่เป็นผู้นำเสียอีก

พระไพศาล อาตมาคิดว่าถ้าเขามีความคิดที่พัฒนาแล้ว ก็อาจจะไม่ขวนขวายไต่เต้าเอาดีในทางการเมืองก็ได้ เพราะคนที่อยากไต่เต้าเอาดีทางการเมือง ก็คือคนที่เชื่อว่าอำนาจคือสรณะ ความมั่งคั่งคือสรณะ คนพวกนี้จึงหนีไม่พ้นที่จะจมอยู่กับการสร้างความมั่นคงโดยอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่อาตมาก็ยอมรับว่า อันนี้เป็นลักษณะอย่างหนึ่งของสังคมไทยด้วย สังคมไทยเราปลูกฝังความเชื่อเรื่องนี้มานาน เราไม่เชื่อเรื่องการพึ่งความเพียรของตัวเอง สังคมไทยเป็นสังคมที่เชื่อเรื่องโชคมากนะ ถ้าเทียบกับญี่ปุ่นนะ คนญี่ปุ่น เวลาลูกมาลาพ่อแม่ พ่อแม่จะให้พรว่า กัมบัตเต๊ะ เวลาลูกศิษย์มาลาครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ก็จะให้พรว่ากัมบัตเต๊ะ กัมบัตเต๊ะแปลว่าขอให้เธอมีความเพียร ขอให้เธอมีความขยัน แต่คนไทย ถ้าล่ำลากัน ก็จะให้พรว่า ขอให้โชคดี คือสังคมไทยเป็นสังคมที่เชื่อเรื่องโชคมาก

จอมขวัญ แม้แต่คำพูดก็สะท้อนสังคมนะคะ

พระไพศาล ใช่ จะเห็นเลยว่าคนญี่ปุ่นไม่พึ่งโชคมากเท่ากับพึ่งความเพียรของตัว คนญี่ปุ่นก็เข้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน แต่น้อยกว่าคนไทย เขาจะทำงานขยันขันแข็งอย่างหนัก คนไทยถึงแม้มีความมักใหญ่ใฝ่สูง อยากรวย อยากมีอำนาจ ถ้าเรามีความคิดว่า ต้องพึ่งความเพียรของตัวเอง มันก็จะไม่เกิดภาพที่ผู้คนวิ่งเข้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่อาตมาเชื่อว่า ถ้าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ยอมรับพฤติกรรมแบบนี้ นักการเมืองก็จะไม่กล้าทำ หรือว่าถ้าทำก็จะทำแบบแอบๆซ่อนๆ ถามว่าทำไมตอนนี้ทำแบบเปิดเผย เพราะไม่เห็นเป็นเรื่องน่าอับอาย ทำไมถึงเห็นว่าเป็นเรื่องไม่น่าอับอาย ก็เพราะประชาชนยอมรับได้ ถ้าประชาชนเขาไม่ยอมรับ ทหาร นักการเมืองจะไม่ทำแบบนี้ จะทำแบบแอบๆซ่อนๆ จะไม่เปิดเผย

ฉะนั้นในแง่หนึ่ง เราจะคาดหวังให้คนเหล่านี้เขาเป็นผู้นำไม่ได้ เพราะที่จริง เขาเป็นผู้ตาม เขาตามกระแส สังคมว่าอย่างไร เขาก็ทำแบบนั้น คือเราไปเข้าใจผิดว่า คนเหล่านั้นคือผู้นำ ที่ผ่านมาคนเหล่านั้นคือผู้ตาม คนที่อยู่บนยอดเขาคือผู้ตาม ตามกระแสสังคม เพราะถ้าไม่ตามก็จะเป็นใหญ่ไม่ได้ ถ้าสังคมอยากเห็นนายกรัฐมนตรีร้องเพลง นายกรัฐมนตรีก็ต้องร้องเพลง ฝึกร้องเพลงเอาไว้ มีนายกรัฐมนตรีประเทศไหนบ้างที่ฝึกร้องเพลงเป็นเรื่องเป็นราวอย่างบ้านเรา ถ้าคนไทยต้องการแบบนี้ นายก ฯก็ต้องทำตาม ถึงแม้ว่าจบออกซ์ฟอร์ดมา ไม่ชอบร้องเพลงแต่ก็ต้องร้อง อันนี้แสดงว่าเป็นผู้ตามสังคมนะไม่ใช่ผู้นำ

จอมขวัญ พระอาจารย์ช่วยมองภาพการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นะคะ เพราะว่าผู้แทนส่วนใหญ่จากพรรคประชาธิปัตย์ก็มาจากภาคใต้ ก็น่าจะมีแนวคิดใกล้ชิดปัญหามากกว่าพรรคอื่นๆถ้าเป็นรัฐบาล ในขณะเดียวกันทหารเอง ก็ดูจะมีบทบาทมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ ต่อการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และก็เริ่มมีความแย้งกันบางประการที่พยายามจะแบ่งอำนาจพัฒนากับความมั่นคง พระอาจารย์ซึ่งอยู่ในคณะกรรมการสมานฉันทน์มองว่าจริงๆ ณ ตอนนี้ รัฐบาลกับทหาร ณ วันนี้ มองภาพสามจังหวัดถูกต้องไหมคะ

พระไพศาล อาตมาไม่ได้ติดตามรายละเอียดมากนัก แต่อาตมาคิดว่าปัญหาพื้นฐานที่นั่นยังไม่ได้แก้หรือยังไม่ได้จับเท่าที่ควร ปัญหาพื้นฐานคือความรู้สึกของคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เขาเป็นพลเมืองชั้นสอง ความคิดนี้จะถูกหรือผิด เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อาตมาเชื่อว่ามันมีเหตุ มันมีปัจจัยทั้งภายในภายนอกทำให้เกิดความคิดแบบนี้ ปัจจัยภายในก็คือระบบการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง ยังปฏิบัติต่อเขาด้วยความไม่เป็นธรรม ในเรื่องเศรษฐกิจ ชาวบ้านที่ยากจน เขารู้สึกว่า เขาถูกเอาเปรียบจากคนที่มีเงิน มีสถานภาพ หรือนายทุน ชาวประมงรายย่อยนี่เดือดร้อนมาก จากการที่นายทุนทำผิดกฎหมาย ใช้เรืออวนรุนอวนลาก ผิดกฎหมายชัดๆก็ไม่มีการจับกุม ชาวบ้านถูกยิงตาย บางทีถูกยิงตายในมัสยิด และเขาเชื่อ ซึ่งอาตมาเชื่อว่าเป็นความจริงก็คือ เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่บางคน บางทีเจ้าหน้าที่ก็รู้ แต่ก็ไม่ทำอะไร ปรากฏการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังไม่พูดถึงเรื่องวัฒนธรรม เรื่องภาษายาวี เรื่องศาสนาอิสลาม เรื่องประวัติศาสตร์ สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นพลเมืองชั้นสอง

นอกจากนั้นยังมีปัจจัยภายนอกเพิ่มเข้ามาก็คือบทบาทของพวกหัวรุนแรงทางศาสนา ที่ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกแบบนี้จริงจังมากขึ้น รวมทั้งความคิดที่จะเอาศาสนามาปลุกระดมให้เกิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อต้านรัฐบาล ต่อต้านรัฐไทย อาตมาเชื่อว่ามีทั้งปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกที่ทำให้ประชาชนที่นั่นรู้สึกว่าเขาเป็นพลเมืองชั้นสอง ปัญหาเหล่านี้ยังไม่มีความพยายามที่จะแก้ไขอย่างจริงจัง นโยบายความมั่นคงของรัฐบาลหรือทหารก็ยังไปเน้นที่ เรื่องการใช้กำลังเพื่อจัดการผู้ก่อการร้าย หรือผู้ก่อความไม่สงบเป็นจุดๆไป เน้นในเรื่องยุทธวิธีมากกว่าเรื่องยุทธศาสตร์

ที่แย่กว่านั้นก็คือ หน่วยงานแต่ละหน่วยงานก็ไม่ประสานงานกัน แย่งชิงผลงานและแย่งชิงผลประโยชน์กัน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงไม่มี แม้กระทั่งในหน่วยงานทหาร ระหว่างนาวิกโยธิน ทหารบก ก็เห็นต่างกัน ระแวงกัน แย่งผลงานกัน จึงทำให้การแก้ปัญหาทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ และรวมถึงเชิงยุทธวิธีด้วยไม่สัมฤทธิ์ผล

อันนี้ยังไม่พูดถึงความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ที่เขารู้สึกว่า เขาถูกละเลย ถูกเอาเปรียบ เพราะว่างบประมาณที่ให้มาไม่รู้ว่าหายไปไหน หายไประหว่างทาง ในที่สุดก็ตกถึงเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยน้อยมาก ความรู้สึกนี้ทำให้เจ้าหน้าที่หมดกำลังใจ ทำให้ไม่มีกำลังใจเสียสละเพื่อประเทศชาติ เขาจะยอมตายเพื่อประเทศชาติได้อย่างไรในเมื่อผู้นำเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว ยังมีการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เท่าที่ตนเองจะหาโอกาสได้ ตรงนี้ทำให้การแก้ไขปัญหาในภาครัฐ นอกจากจะผิดทางแล้ว ยังไม่มีประสิทธิภาพด้วย เพราะคนทำงานขาดขวัญและกำลังใจ

จอมขวัญ พระอาจารย์ จนถึงทุกวันนี้ มีคนทำสถิติตัวเลขเอาไว้ ว่าในช่วงซักเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา จำนวนภิกษุสงฆ์ในประเทศไทยมีจำนวนลดลงค่อนข้างมากมีการตั้งข้อสังเกตไหมคะว่า เกิดขึ้นจากอะไร

พระไพศาล อาตมาก็สงสัยว่าผู้ที่รับผิดชอบเช่น มหาเถรสมาคมได้ตระหนักถึงปัญหานี้มากแค่ไหน คือตัวเลขส่วนหนึ่งมันเป็นภาพลวงตา เพราะตัวเลขที่ระบุว่า มีพระสองแสนสามแสน เป็นตัวเลขที่รวมพระที่บวชช่วงเข้าพรรษาด้วยซึ่งจะมีเยอะ แต่ถ้านับเฉพาะพระที่อยู่นอกพรรษาตัวเลขจะลดลงมาก อาจจะไม่ถึงสองแสน แล้วถ้าตัดพระที่บวชไม่ถึงสามเดือนออกไป อาตมาเชื่อว่าประมาณร้อยละ ๗๐ บวชแค่ เจ็ดวันถึงหนึ่งเดือน ถ้าตัดพระที่บวชระยะสั้นออกไปแล้ว อาจจะเหลือไม่ถึงแสน อาตมาเคยศึกษาดู ก็ประมาณว่ามีพระประมาณแปดหมื่นกว่าที่จะบวชระยะยาว ซึ่งก็เกือบเท่าจำนวนหมู่บ้านในเมืองไทยคือหกหมื่น เจ็ดหมื่นหมู่บ้าน สรุปแล้วพระที่บวชระยะยาว หนึ่งหมู่บ้านก็ประมาณหนึ่งรูปเศษๆ แต่เท่าที่ทราบยังไม่เห็นว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้มีความกระตือรือร้นที่จะแก้ปัญหานี้

นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บางสำนักพยายามทำกิจกรรมบวชพระหนึ่งแสนรูป ซึ่งอาตมาเชื่อว่าได้ผลชั่วคราว อาจจะเป็นแค่การสร้างกระแส แต่ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ ปัญหานี้ก็จะยังคาราคาซัง จำนวนพระก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

จอมขวัญ ต้นตอของปัญหาที่พระอาจารย์หมายถึงคืออะไรคะ

พระไพศาล อย่างแรกก็คือว่า คนไม่รู้จะบวชพระไปทำไม เพราะว่าสมัยก่อนคนมาบวชพระเพื่อมาศึกษา ศึกษาแล้วก็สึกออกไป ก็เรียกว่าเป็นคนสุก มีครอบครัว เป็นผู้นำ เวลาคนมาบวชเรียนในวัด เขาไม่ได้เรียนเรื่องธรรมวินัยอย่างเดียว แต่เรียนวิชาทางโลก ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การดำเนินชีวิตเมื่อสึกไปเป็นฆราวาส ศิลปะบางอย่างก็มาศึกษาในวัด เช่นการทำเครื่องเหล็ก เครื่องเขิน หรือหล่อพระ แต่ว่าสมัยนี้คนไปเรียนวิชาเหล่านี้ในโรงเรียนแทน โรงเรียนมาทำหน้าที่นี้ วัดก็เลยมีบทบาทน้อยลงในด้านนี้

อีกสาเหตุหนึ่งก็คือเดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยบวชเณรกันแล้ว เพราะว่าการศึกษาภาคบังคับกำหนดไว้ว่า ๑๒ ปี อย่างต่ำก็ ม.๓ เพราะฉะนั้น พ่อแม่จะส่งลูกไปโรงเรียนแทน กว่าจะจบก็ม.๓ หรือม.๖ เด็กก็ไม่สนใจที่จะบวชเณรแล้ว เพราะว่าสมัยก่อนบวชเณรเพื่อเป็นโอกาสไต่เต้าทางการศึกษา แต่สาระสำคัญก็คือ คนไม่เห็นประโยชน์ของการบวชพระ เพราะเห็นว่ามีสถาบันอื่น หรือมีช่องทางอื่นที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่า

นอกจากนี้มันยังเป็นผลของโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป เดี๋ยวนี้คนไทยมีลูกครอบครัวละสองคน สมัยก่อนชาวบ้านมีลูกกันเจ็ดแปดคน ถ้ามีลูกคนหนึ่งบวชพระ พ่อแม่ก็ไม่เดือดร้อน แต่เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งในชนบท ในหมู่บ้านที่อาตมาอยู่ ชาวบ้านมีลูกกันสองคน ถ้าคนหนึ่งมาบวช พ่อแม่ก็ขาดกำลังที่จะมาช่วยทำไร่ เพราะฉะนั้นคนจึงนิยมมาบวชแค่สองอาทิตย์ แล้วก็ต้องสึกไป ถามว่าสึกไปทำอะไร ก็สึกออกไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ บางคนบวชได้นานเกินสามเดือน แต่ก็ต้องสึกไป เพราะต้องไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ เนื่องจากที่บ้านขาดแรงงาน อันนี้เป็นผลจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลกระทบกับทุกแวดวง เดี๋ยวนี้โรงเรียนบางแห่งก็ต้องปิดเพราะว่าไม่มีนักเรียนมาเรียนเนื่องจากคนมีลูกน้อยลง ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ทางคณะสงฆ์ อาจจะไม่ตระหนัก และไม่มีกำลังพอที่จะแก้ไขได้

จอมขวัญ ลูกชายบวชแล้ว พ่อแม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ จริงไหมคะ

พระไพศาล อันนั้นจะเเรียกว่าเป็นคำเชิญชวนก็ได้ เกาะชายผ้าเหลืองนี่หมายความว่า เมื่อลูกชายบวชแล้ว พ่อแม่ก็ตามลูกชายมาฟังเทศน์ฟังธรรมในวัด มาทำบุญในวัด เพราะคนธรรมดาไม่ค่อยเข้าวัด เมื่อลูกบวชพ่อแม่ก็เลยเข้าวัด แล้วก็มาฟังธรรม ฟังธรรมแล้วจิตก็เป็นกุศล รักษาศีล มีธรรมะ เมื่อจิตใจเป็นสุขสงบเย็นก็เรียกว่าขึ้นสวรรค์ตั้งแต่ยังไม่ตาย หรือถ้าตาย อานิสงส์จากใจที่เป็นบุญก็ทำให้ไปสวรรค์ได้ คำว่าเกาะชายผ้าเหลืองมีความหมายในเชิงอุปมาอุปมัยแบบนี้

จอมขวัญ เป็นลูกชาย เป็นผู้ชาย ต้องบวชไหมคะในชีวิต

พระไพศาล สมัยก่อนต้องบวชนะ เพราะว่าวัดเป็นสถาบันการศึกษาที่สำคัญ สมัยก่อนไม่มีโรงเรียน เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นผู้นำครอบครัวคุณต้องมีการศึกษา การศึกษาทั้งทางโลกทางธรรม รวมทั้งเรื่องกิริยามารยาทของคนไทยสมัยก่อน ถ้าเป็นชาวบ้านก็ต้องมาที่เรียนวัด เพราะว่าวัดเป็นแหล่งการศึกษา ชาวบ้านจึงมีความเชื่อว่า ถ้ายังไม่บวจะมาแต่งงานกับลูกสาวเขาไม่ได้เพราะว่า ยังไม่สุก ยังไม่มีการศึกษา นี่คือความเชื่อ แต่สมัยนี้ อย่างที่อาตมาบอกไว้แล้วว่า มีสถาบันอื่นเข้ามาทำหน้าที่แทนวัด หรือสถาบันสงฆ์ คนก็รู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องบวชพระก็ได้ ก็สามารถมีชีวิตที่สงบสุข และเป็นคนดีได้

จอมขวัญ ไม่ใช่ข้อกำหนดไว้ว่า เมื่อเป็นลูกชายแล้วต้องบวชในชีวิตใช่ไหมคะ

พระไพศาล อันนี้คือความเชื่อของคนสมัยก่อนซึ่งคนในชนบทยังมีความเชื่อแบบนี้อยู่ เพราะเชื่อว่าเป็นหลักประกันให้พ่อแม่ได้ขึ้นสวรรค์ ยังมีความเชื่อแบบนี้อยู่ ในหมู่บ้านของอาตมาก็ยังมีความคิดแบบนี้อยู่

จอมขวัญ เป็นลูกสาว บวชเป็นภิกษุณีได้ไหมคะ

พระไพศาล ความเชื่อของคนไทยในปัจจุบัน รวมทั้งสถาบันสงฆ์ในเวลานี้ไม่ยอมรับว่าการบวชภิกษุณี เป็นไปได้ บวชได้แค่แม่ชี แต่เรื่องนี้กำลังมีการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยเพราะหลายคนเชื่อว่าบวชภิกษุณีได้ ไม่ใช่แค่ในพุทธศาสนามหายานแต่ว่าในพุทธศาสนาแบบเถรวาทก็บวชได้

จอมขวัญ คำตอบของพระอาจารย์คือ มีภิกษุณีได้ ใช่ไหมคะ

พระไพศาล ภิกษุณีมีได้อยู่แล้ว อย่างน้อยก็ในมหายาน คราวนี้ในเรื่องของเถรวาท ความเห็นของอาตมาประการแรกก็คือว่า ภิกษุณีสมควรมีในพุทธศาสนาไม่ว่านิกายใด สอง ในเมื่อภิกษุณีไม่มีแล้วในเถรวาทอย่างเป็นทางการ หรือว่าเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ก็ควรที่จะส่งเสริมให้มีสถาบันนี้ขึ้นในพุทธศาสนาแบบเถรวาท อันนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ทางเลือกคือการตีความในธรรมวินัย ให้เอื้อเฟื้อต่อการบวชภิกษุณี ที่ผ่านมาเขาบอกว่าบวชภิกษุณีไม่ได้ก็เพราะว่า การบวชภิกษุณีจะต้องมีภิกษุณีสงฆ์ร่วมพิธีอุปสมบทด้วย แต่เนื่องจากไม่มีภิกษุณีสงฆ์ในเมืองไทยแล้วจะทำอย่างไร นี่คือข้อกีดขวางในพระธรรมวินัย ซึ่งชาวพุทธไทยจำนวนมากโดยเฉพาะพระสงฆ์ เห็นว่าเป็นอุปสรรค หรือทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะบวชภิกษุณี

แต่ตอนนี้มีหลายฝ่ายพยายามตีความว่า มันเป็นไปได้นะ อาจจะเริ่มต้นจากการให้มีภิกษุณีสงฆ์ในนิกายอื่นมาช่วยบวชให้ แล้วก็มีภิกษุสงฆ์มาให้การรับรองอุปสมบทอีกครั้งหนึ่ง คือภิกษุณีต้องบวชสองครั้ง ครั้งแรกต้องได้รับการอุปสมบทจากภิกษุณีสงฆ์ ครั้งที่สองได้รับการอุปสมบทจากภิกษุสงฆ์ ในเมื่อเถรวาทไม่มีภิกษุณีสงฆ์ก็เลยแก้ปัญหานี้ด้วยการนิมนต์ภิกษุณีจากนิกายอื่นที่มีวินัยไม่ต่างจากเถรวาทมาบวช ซึ่งทำไปแล้ว ที่ประเทศอินเดีย เมื่อสิบสองปีก่อน

แต่ก็มีคำถามว่า ภิกษุณีที่ผ่านการบวชแบบนี้จะเป็นภิกษุณีในเถรวาทไหม เขาก็แก้ปัญหาด้วยการมาจัดให้มีอุปสมบทอีกครั้งหนึ่งโดยภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาทเป็นครั้งที่สาม อันนี้เป็นภิกษุสงฆ์ของเถรวาทล้วนๆเลย ก็เหมือนเป็นการรับรองว่าภิกษุณีชุดนั้นที่บวช เมื่อสิบสองปีที่แล้ว เป็นภิกษุณีในเถรวาทได้ และภิกษุณีที่ว่านี้เมื่อเป็นสงฆ์แล้วก็สามารถให้การบวชผู้หญิงตามพระวินัยได้ นี่คือการตีความ ซึ่งทำให้ตอนนี้มีภิกษุณีในเถรวาทจำนวนมาก แต่ปัญหาคือว่า ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเห็นพ้องต้องกันหมด ในลังกาภิกษุณีที่บวชแบบนี้ได้รับการยอมรับมากขึ้นโดยสงฆ์บางนิกาย แต่ในเมืองไทยยังไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการโดยคณะสงฆ์ฝ่ายไทยหรือมหาเถรสมาคม แต่ว่าภิกษุณีหลายท่าน ถึงแม้ไม่ได้รับการยอมรับจากมหาเถรสมาคม แต่ท่านก็ถือว่าท่านเป็นภิกษุณีอยู่

จอมขวัญ มหาเถรสมาคมมองอย่างไรคะพระอาจารย์ ถึงไม่ยอมรับ ทั้งๆที่จริงๆแล้วถ้าเรากลับไปดูพระวินัยก็จะเห็นได้ว่า มีการเขียนไว้ในพระไตรปิฏกถึงพุทธบริษัท ๔ มีความแตกต่างในบริบทเมืองไทยหรือว่าเถรวาทในเมืองไทยหรือคะ

พระไพศาล ทางคณะสงฆ์ไทยเห็นว่าภิกษุณีจะบวชได้ต้องมีภิกษุณีสงฆ์ร่วมพิธีอุปสมบทด้วย แต่ภิกษุณีสงฆ์สูญไปนานแล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่มีภิกษุณีสงฆ์จะบวชให้ได้ พูดง่าย ๆ คือผู้หญิงมีสิทธิบวช แต่ไม่มีใครที่จะมีสิทธิบวชให้ผู้หญิงเพราะว่าคนที่มีสิทธิบวชให้นั้นสูญสลายไปนานแล้ว นี่คือเหตุผลของมหาเถรสมาคม เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ยอมรับภิกษุณีในเถรวาท อีกทั้งยังห้ามพระไม่ให้บวชผู้หญิงด้วย มีพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชเมื่อปี๒๔๗๑ ก็คือเมื่อ ๘๐ปีที่แล้ว และมหาเถรสมาคมเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วก็ยืนยันคำสั่งนี้อีกครั้งหนึ่ง

จอมขวัญ พระอาจารย์ได้ติดตามข่าวที่มีการบวชภิกษุณี สำหรับสาขาวัดป่าที่ออสเตรเลีย พระอาจารย์มองข่าวนี้ในมุมไหนคะ

พระไพศาล เท่าที่อาตมาทราบ ท่านยังไม่ถึงขั้นถูกถอดออกจากเจ้าอาวาส เพียงแค่ว่าถูกตัดออกจากสาขาของหนองป่าพง เพราะว่าการเป็นเจ้าอาวาสขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ในวัด ถ้าคณะสงฆ์และกรรมการวัดเห็นว่า อาจารย์พรหมวังโสทำสิ่งที่ถูกต้อง ก็ยังคงสถานภาพการเป็นเจ้าอาวาสได้ โดยที่คณะสงฆ์ไทยหรือมหาเถรสมาคม ทำอะไรไม่ได้เพราะว่าอยู่นอกเหนืออำนาจของมหาเถรสมาคม เนื่องจากเหตุเกิดที่ออสเตรเลีย มหาเถรสมาคมมีอำนาจแค่ในแผ่นดินไทย ทีนี้วัดของท่านได้ถูกขับออกจาการเป็นสาขาของวัดหนองป่าพง ของหลวงพ่อชา เท่าที่อาตมาทราบนี่คือโทษสูงสุดที่ท่านได้รับ

เรื่องนี้ก็ต้องเข้าใจว่าทางหนองป่าพงมีระเบียบวินัยเพื่อควบคุมให้สาขาซึ่งมีนับสองร้อยสาขามีแบบแผนเดียวกัน ยิ่งกรณีภิกษุณี ซึ่งเป็นกรณีที่มีข้อถกเถียงโต้แย้งกันมาก ทางหนองป่าพงยังไม่ยอมรับ คือหมู่สงฆ์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการบวชภิกษุณี เมื่อท่านฝ่าฝืนมติของหมู่สงฆ์ หมู่สงฆ์ก็เลยขับออกจาการเป็นสาขาของหนองป่าพง แต่ถามว่ามีผลกระทบถึงภิกษุณีสี่ท่านที่บวชไหม ตอบได้ว่าไม่มีผลกระทบ ก็ยังถือว่าเป็นภิกษุณีได้ แต่ว่าคณะสงฆ์ไทยไม่รับรอง เพราะคณะสงฆ์ไทยไม่ยอมรับว่ามีภิกษุณีสงฆ์ตั้งแต่แรกแล้ว แต่ว่าในหมู่ภิกษุณีสงฆ์นานาชาติยอมรับ และญาติโยมที่นั่นก็ยอมรับ

ความเป็นนักบวชหรือภิกษุ จะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสามแหล่ง หนึ่งพระวินัย สองกฎหมายของประเทศนั้นๆ สามการยอมรับของประชาชน อย่างสมณะของสันติอโศก กฎหมายไม่ยอมรับว่าเป็นพระ แต่เขายืนยันว่าเขาปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ถือศีล ๒๒๗ ข้อ ทำสังฆกรรมตามที่มีบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎก และญาติโยมก็นับถือว่าเขาเป็นพระ ดังนั้นเขาจึงถือว่าเขายังเป็นพระอยู่ เพียงแต่ไม่เรียกว่าพระ เรียกว่าเป็นสมณะแทน กรณีของอาจารย์พรหมวังโส

จริงๆแล้ว เรื่องนี้จะไม่มีปัญหามากถ้าไปบวชภิกษุณีที่วัดอื่น แต่พอไปบวชที่วัดที่เป็นสาขาของหนองป่าพง ก็มีปัญหาขึ้นมาทันที เนื่องจากวัดนี้ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ และมติของคณะสงฆ์หนองป่าพง สิ่งที่ท่านทำขัดกับมติของคณะสงฆ์หนองป่าพง จึงเป็นธรรมดาที่จะถูกเชิญออก แต่ถ้าท่านไปบวชที่อื่น คือท่านไปร่วมพิธีอุปสมบทด้วย แต่พิธีนี้จัดที่วัดอื่น ปัญหาจะน้อยมากหรือไม่มีเลย เพราะว่าภิกษุณีรูปอื่นก็บวชกันแบบนี้ ไม่ได้บวชที่วัดสาขาหนองป่าพง มาบวชในเมืองไทยยังมีเลย ก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าพระในสังกัดไม่เอาเรื่อง ก็ไม่เป็นข่าว

จอมขวัญ อย่างนั้นถ้ามองแล้ว จริงๆเราไม่ได้มีแนวทางปฏิบัติที่ยอมรับร่วมกันอย่างชัดเจนใช่ไหมคะ ขึ้นอยู่กับกรณี ขึ้นอยู่กับความเฉพาะเจาะจงของเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์แต่ละคราวที่เกิดขึ้น

พระไพศาล จริงๆเรื่องนี้ถึงเวลาแล้วที่คณะสงฆ์เถรวาทอย่างน้อยในเมืองไทย และควรจะรวมถึงที่อื่นด้วยจะต้องพิจารณาดูว่า ทำอย่างไรถึงจะเอื้อเฟื้อให้เกิดนักบวชหญิงในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทได้ ตอนนี้ก็รู้อยู่แล้วว่า ความสนใจและกระตือรือร้นของผู้หญิงที่อยากบวชในนิกายเถรวาทมีเยอะมาก แต่คณะสงฆ์ก็ยังไม่ใส่ใจ ทั้งๆที่เป็นนิมิตดี เพราะคนอยากบวชย่อมดีกว่าอยากไปเป็นโสเภณี ดีกว่าอยากไปเป็นโจร เป็นการส่งเสริมพุทธศาสนา คณะสงฆ์ไทยจะต้องคิดกันว่า ในเมื่อกระแสมันเป็นอย่างนี้แล้ว ทำอย่างไรถึงจะเปิดช่องให้ผู้หญิงบวชได้ และสามารถอยู่กันอย่างเป็นสงฆ์ได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนคณะสงฆ์ไทยไม่ใส่ใจ เมื่อไม่ใส่ใจ ก็ต้องเกิดปัญหาอย่างอาจารย์พรหมวังโสขึ้นมา เพราะฝ่ายที่ต้องการบวช เขาก็ต้องพยายามบวชภิกษุณีให้ได้

ตอนนี้จึงควรมีข้อตกลงร่วมกัน มีสองทางเลือกที่จะให้มีภิกษุณีในเมืองไทย คือหนึ่งตีความพระธรรมวินัยให้เอื้อเฟื้อต่อการมีภิกษุณี ตอนนี้ก็มีบางคนตีความแล้วนะว่า ภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้ชายสามารถบวชภิกษุณีได้ โดยไม่ต้องมีภิกษุณีสงฆ์ เขาให้เหตุผลว่า พระพุทธองค์เคยมีพุทธานุญาตให้ภิกษุสงฆ์บวชภิกษุณีได้ คือตอนนั้นยังไม่มีภิกษุณี พระพุทธเจ้าก็เลยอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์บวชภิกษุณีได้โดยลำพัง เนื่องจากพุทธานุญาตข้อนี้ยังไม่ยกเลิก เพราะฉะนั้นภิกษุสงฆ์จึงยังบวชภิกษุณีได้ และบวชโดยฝ่ายเดียวด้วย มีการตีความอย่างนี้ คำถามคือว่าคณะสงฆ์เถรวาทยอมรับไหม

ถ้าไม่ยอมรับก็มีวิธีที่สองก็คือ มีสงฆ์สองฝ่ายให้การอุปสมบทภิกษุณี คือมีทั้งภิกษุสงฆ์ และภิกษุณีสงฆ์ แต่ภิกษุณีสงฆ์ จะเอาจากต่างนิกายมาทำพิธีบวชได้ไหม โดยถือว่านิกายมหายานบางนิกายเช่นนิกายธรรมคุปต์มีพระวินัยใกล้เคียงกับฝ่ายเถรวาท ก็น่าจะอนุโลมได้ อันนี้เป็นช่องทางหนึ่ง

ถ้าไม่ได้ทางออกที่สามก็คือสร้างรูปแบบใหม่ของนักบวชหญิงขึ้นมา ตกลงกันให้ชัด ว่าต่อไปนี้เราจะไม่มีภิกษุณี แต่จะมีนักบวชในรูปแบบอื่นมาแทน และมีวัตรข้อปฏิบัติเหมือนภิกษุณีทุกอย่าง เพียงแต่ไม่ได้เรียกว่าภิกษุณี ถ้าหาข้อตกลงร่วมกันได้ไม่ข้อใดก็ข้อหนึ่ง ปัญหาก็จะหมดไป ผู้หญิงจะบวชได้ง่ายขึ้นในพุทธศาสนาแบบเถรวาท

เรื่องนี้มีการศึกษามานานกว่า ๓๐ ปีแล้ว แต่ยังไม่มีข้อสรุป คือมีแต่การศึกษา แต่ไม่มีการเอาไปปฏิบัติ ทางฝ่ายผู้หญิงก็บอกว่าในเมื่อคณะสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธิเบต ลังกาหรือไทย ไม่สนใจ ไม่ขยับ เขาก็เลยทำกันเอง ตอนนี้ลังกามีภิกษุณีอยู่ ๖๐๐ รูป เมืองไทยมีเกิน ๒๐ แล้ว

จอมขวัญ เท่าที่ได้สนทนากับพระอาจารย์มาไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของสิ่งของที่เกิดจากเกจิอาจารย์ชื่อดัง วัดที่มีคนนับถือ หรือแม้แต่เรื่องจะจัดการระบบระเบียบกับบุคคลที่จะบวชเป็นสงฆ์เพื่อเผยแผ่ศาสนา รวมถึงเรื่องของภิกษุณี พระอาจารย์มองว่าเรื่องนี้ควรเป็นเรื่องที่มหาเถรสมาคมน่าจะใช้เวลาในการจัดการให้กระชับกว่าช่วงที่ผ่านมาไหมคะ เพราะว่าน่าจะส่งผลต่อความเข้าใจของประชาชนทั่วไปหลายต่อหลายคนทีเดียว

พระไพศาล ตอนนี้ มหาเถรสมาคมพูดได้ว่าแทบไม่มีศักยภาพ หรือไม่มีใจคิดเรื่องพวกนี้เลย เพราะว่าอันที่หนึ่ง กว่าท่านจะมาเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ท่านก็อายุ ๗๐- ๘๐ แล้ว และท่านก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องพวกนี้ ส่วนใหญ่ท่านใช้เวลาไปกับการรับกิจนิมนต์ต่าง ๆ รวมทั้งเปิดป้ายห้างร้าน พูดอย่างรวบรัดคือโครงสร้างมหาเถรสมาคม ไม่เอื้อให้มหาเถรสมาคมเป็นกำลังในเรื่องนี้ ยกตัวอย่างเช่น มหาเถรสมาคมไม่มีสถาบันศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัญหาคณะสงฆ์เลย ทุกวันนี้ข้อมูลของคณะสงฆ์ที่มหาเถรสมาคมได้รับล้วนมาจากสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ ก็เหมือนกับยืมจมูกคนอื่นหายใจ

สิ่งที่เป็นปัญหาพื้นฐาน เช่น จำนวนพระเณรที่ลดน้อยลงไปทุกที บางอำเภอ เช่น อำเภอสาวไห้ สระบุรีได้ทราบว่ามีสามเณรแค่หนึ่งรูปเท่านั้น เอาแค่ปริมาณที่ลดลง ยังไม่ต้องพูดถึงคุณภาพ มหาเถรสมาคมก็ไม่มีกำลังที่จะใส่ใจ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะหนึ่ง ความชราภาพของกรรมการมหาเถรสมาคม อันที่สองคณะสงฆ์มีโครงสร้างที่รวมศูนย์มาก ทำให้ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงของพระสงฆ์ทั้งประเทศมากองอยู่กับบุคคล ๒๐ คนที่เป็นกรรมการ ท่านก็เลยไม่สามารถที่จะคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้

จอมขวัญ ซึ่งจะมีวี่แววว่าโครงสร้างของมหาเถรสมาคมจะมีความคล่องตัวมากกว่านี้กับสังคมที่ต้องการแก้ปัญหาในเชิงศาสนาค่อนข้างจะหลายเรื่องไหมคะ

พระไพศาล ก็ต้องปฏิรูปการปกครองสงฆ์ ที่ผ่านมาเราอารูปแบบการปกครองสงฆ์มาจากสมัยรัชการที่ ๕ ก๊อบปี้มาเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ทั้งๆที่โลกเปลี่ยนไปมากแล้ว ร้อยปีผ่านมาเราก็ยังใช้องค์กรสงฆ์ในรูปแบบเดิม จึงไม่สามารถที่จะรับมือกับปัญหา และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

จอมขวัญ สงฆ์สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวด้านใดด้านหนึ่ง กับมิติใดมิติหนึ่งกับการเมืองได้ไหมคะ

พระไพศาล ก็ต้องตีความว่าการเมืองแบบไหน ถ้าเป็นการเมืองเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจรัฐ หรือการเมืองแบบระบบพรรค ที่เรียกว่า party politics พระเราเกี่ยวข้องไม่ได้เลย เพราะว่าเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย พระทำได้แค่การเตือนสติ หรือว่าการให้ข้อชี้แนะ ซึ่งใครจะนำไปใช้ก็ได้ ในอดีตก็มีพระผู้ใหญ่หลายรูปท้วงติงผู้ปกครอง เช่น หลวงพ่อโต อันนี้ทำได้ แต่ถ้าจะไปฝักใฝ่ฝ่ายใด พระทำไม่ได้ ท่านต้องเป็นกลางในทางการเมือง

แต่ถ้าเราตีความการเมืองว่า เป็นเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์เพื่อให้เกิดความสงบในบ้านเมือง หรือเพื่อความถูกต้องในสังคม ในบางเรื่องพระน่าจะทำได้ เช่น การทำให้สังคมมีความยุติธรรมมากขึ้น มีความเหลื่อมล้ำน้อยลง การพัฒนาจะต้องช่วยให้มีการกระจายรายได้อย่างเสมอภาค ยุติธรรม อันนี้พระสงฆ์น่าจะทำได้ในแง่ของการให้ข้อคิดความเห็น แต่จะไปสนับสนุนพรรคใดหรือนักการเมืองคนใด เป็นสิ่งที่พระไม่สมควรทำ

จอมขวัญ ณ วันนี้สภาพความเป็นจริงที่พระอาจารย์มองเห็น การเมืองกับศาสนามีการสมผลประโยชน์ร่วมกันไหมคะ อย่างเช่นการเมืองอาจจะดึงศาสนาเข้ามาเป็นเครื่องมือเพื่อขยายอำนาจ อิทธิพล หรือว่าการเมืองเองก็ถูกดึงเข้าไปเพื่อสร้างความมั่นคง เข้มแข็งให้กับศาสนาทางใดทางหนึ่งก็ได้

พระไพศาล ตอนนี้มันเป็นทั้งสองทาง คือธรรมชาติของคณะสงฆ์ไทยในช่วงร้อยปีที่ผ่านมามีความสนิทแนบแน่นกับรัฐมาก หลังจากที่มีการปฏิรูปการปกครองสงฆ์ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน คณะสงฆ์โดยเฉพาะมหาเถรสมาคมจะใกล้ชิดกับรัฐมาก ปัจจุบันการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมจะต้องได้รับการเห็นชอบจากรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นพระสงฆ์จึงมีวัฒนธรรมที่ค่อนข้างจะเกรงใจรัฐบาลและนักการเมือง รวมทั้งมีความเห็นที่สอดคล้องกับรัฐบาลอยู่บ่อยๆ รัฐบาลขอให้ทำอะไรพระสงฆ์ก็ทำ ที่ดีก็มี ที่ไม่ดีก็มี ที่ดีก็อย่างเช่นขอร้องให้พระสงฆ์ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหน่อย ช่วยสร้างศูนย์เด็กเพื่อช่วยเด็กขาดอาหารหน่อย รัฐบาลขอร้องคณะสงฆ์ก็สนองตอบ หรือช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี ๔๐ คณะสงฆ์ก็ช่วยสนองนโยบายรัฐบาลในเรื่องความประหยัด แต่ที่ไม่ดีก็มีเช่น สมัยจอมพลสฤษดิ์มีการขอร้องให้พระเลิกสอนเรื่องสันโดษ พระก็ทำตาม

เราจะเห็นท่าทีแบบนี้อยู่บ่อยๆของมหาเถรสมาคมและของคณะสงฆ์ไทยจนกระทั่งกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรัฐบาล เรื่องแบบไม่ควรจะเกิด เพราะว่าบางครั้งรัฐบาลก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม หรือมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง พระก็ควรท้วงติง เหมือนกับที่หลวงพ่อโตท้วงติงรัชกาลที่ ๔ อยู่บ่อยๆ พระควรเป็นเตือนสติผู้ปกครอง ความสัมพันธ์กับรัฐจึงควรจะห่างมากกว่านี้ จะต้องไม่ใกล้ชิดอย่างตอนนี้ อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

แต่ระยะหลังเราพบว่า พระใช้ประโยชน์จากนักการเมืองมากขึ้น หรือใช้ประโยชน์จากรัฐบาลก็มี เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เช่น เพื่อสมณศักดิ์ ทุกวันนี้การวิ่งเต้นเพื่อสมณศักดิ์คือความจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้ และเข้มข้นไม่น้อยไปกว่าการวิ่งเต้นในวงการตำรวจหรือทหาร เพียงแต่ไม่ค่อยเป็นข่าว และบางครั้งก็โจ่งแจ้งกว่าด้วย มีการให้เงินเป็นเรื่องเป็นราวเลยในรูปของการทำบุญวันเกิด ถ้าเป็นในวงการทหารตำรวจหรือข้าราชการทำอย่างนี้ไม่ได้ แต่ว่าในแวดวงคณะสงฆ์การทำอย่างนี้เป็นเรื่องธรรมดา นอกจากนั้นยังมีการใช้อำนาจ บารมีของนักการเมืองเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับสำนักบางสำนัก หลายปีก่อนมีบางสำนักที่ใกล้ชิดกับคุณทักษิณ และใช้บารมีของคุณทักษิณเพื่อประโยชน์ของสำนัก เช่น ช่วยให้เจ้าสำนักพ้นจากคดีที่มีการฟ้องร้องในศาล ขณะเดียวกันก็พยายามอำนวยอวยประโยชน์ให้คุณทักษิณเป็นการตอบแทน แม้กระทั่งในเวลานี้

อันนี้เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นว่า ไม่ใช่แค่นักการเมืองใช้ประโยชน์จากพระ ตอนนี้พระก็ใช้ประโยชน์จากนักการเมือง

จอมขวัญ บางสำนักที่พระอาจารย์พูดถึงก็นึกถึงได้ไม่ยากนะคะว่าเป็นที่ไหน คำถามก็คือมหาเถรสมาคมไม่สามารถจัดการกิจกรรมในลักษณะนั้นได้ เพราะมหาเถรสมาคมเองก็มีปัญหาในลักษณะนั้นเหมือนกัน

พระไพศาล มหาเถรสมาคมมีปัญหาเยอะ อย่างไรก็ตามอาตมาก็ไม่ทราบว่ามหาเถรสมาคมได้รับผลประโยชน์มากน้อยเท่าไหร่จากสำนักนั้น ประการที่สอง กรรมการมหาเถรสมาคมจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะฝ่ายมหานิกายเห็นว่าสำนักนั้นสามารถเป็นมือเป็นไม้ให้กับฝ่ายมหานิกายได้ อย่างน้อยก็เป็นการถ่วงดุลกับธรรมยุต นี่ก็เป็นการเมืองของคณะสงฆ์ ซึ่งคนข้างนอกไม่ค่อยรู้ คือมหาเถรแบ่งเป็นสองฝ่ายคือมหานิกายกับธรรมยุต มหานิกายตอนนี้อ่อนเปลี้ยมาก แม้จะมีจำนวนพระมากกว่า ฝ่ายมหานิกายจึงอยากให้สำนักนี้ซึ่งเป็นมหานิกายเหมือนกัน ช่วย เป็นมือเป็นไม้เพื่อให้มหานิกายมีผลงาน เช่นบวชพระหนึ่งแสนรูป เรียกได้ว่าเป็นผลงานของมหานิกายโดยตรง แต่เกิดจากการขับเคลื่อนของสำนักนั้น เป็นต้น

ประการที่สาม กรรมการมหาเถรสมาคมหลายรูป จะว่าไปแล้วก็มีบาดแผลเยอะข้างใน มีปัญหาความไม่โปร่งใส เพราะฉะนั้นจะทำอะไร จึงไม่สะดวก ก็เลยมีลักษณะลูบหน้าปะจมูก เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความเข้มแข็งทางจริยธรรม ปัญหาก็เลยถูกปล่อยทิ้งเอาไว้

จอมขวัญ เราสามารถตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์มหาเถรสมาคมในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ไหมคะ

พระไพศาล ในฐานะที่เป็นองค์กรของชาวพุทธ มหาเถรสมาคมย่อมต้องอยู่ในฐานะที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และยิ่งเป็นชาวพุทธที่น้อมนำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องพร้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะพระพุทธเจ้าให้ความสำคัญมากกับการเปิดใจรับฟังคำตำหนิ เวลาพระจะออกพรรษา จะมีพิธีปวารณา ในหมู่พระ พระเราเรียกวันออกพรรษาว่าวันมหาปวารณา คือเป็นวันที่พระทุกรูปจะบอกกล่าวกับคณะสงฆ์ว่า ถ้าท่านได้เห็นก็ดี ได้ยินก็ดี สงสัยก็ดีว่าข้าพเจ้าทำอะไรไม่ถูกต้อง ก็ขอให้ว่ากล่าวตักเตือนด้วยความเอ็นดู เมื่อข้าพเจ้ารับทราบก็จะไปปฏิบัติ นี้เป็นพิธีกรรมที่ส่งเสริมให้พระสงฆ์น้อมรับคำวิจารณ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ที่มีปัญญาพึงถือว่าผู้ตำหนิคือผู้ชี้ขุมทรัพย์ เพราะฉะนั้นมหาเถรสมาคมซึ่งเป็นผู้นำของคณะสงฆ์และมีธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นหลักปฏิบัติ ก็ต้องพร้อมที่จะเปิดใจกว้าง พร้อมรับฟังคำวิจารณ์ แต่ว่าเดี๋ยวนี้เราเปิดใจรับฟังคำวิจารณ์น้อย เพราะฉะนั้นการพยายามที่จะออกกฎหมายปิดกั้นไม่ให้มีการวิจารณ์พระสงฆ์จึงเป็นเรื่องที่เกินเลยไป อาตมาคิดว่าเป็นท่าทีที่ไม่น่าจะถูก

จอมขวัญ รัฐกับศาสนาควรแยกออกจากกันอย่างชัดเจนไหมคะ

พระไพศาล ไม่จำเป็น เราไม่จำเป็นต้องเป็นแบบอเมริกาที่ว่ารัฐกับศาสนาจะต้องแยกกัน ในประเทศประชาธิปไตยบางประเทศเช่นอังกฤษ รัฐกับศาสนาใกล้กันมาก ใกล้กันขนาดที่ว่าประมุขของประเทศเป็นประมุขของศาสนจักรด้วย นิกายแองกลิแคน พระราชาหรือพระราชินีเป็นประมุขของนิกายนี้เลยทีเดียว นอกจากนั้นการแต่งตั้งผู้นำของศาสนจักรก็ต้องได้รับรับรองโดยรัฐบาล สรุปก็คือว่า ไม่จำเป็นต้องมีการแยกกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในฝ่ายเถรวาทมีความเชื่อมานานแล้วว่า รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมอุปถัมภ์คณะสงฆ์ด้วย เพราะฉะนั้นก็หมายความว่ารัฐกับคณะสงฆ์จะต้องสัมพันธ์กัน อันนี้เป็นธรรมเนียมของเถรวาทมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกเมื่อ ๒,๒๐๐ ปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตามคณะสงฆ์กับรัฐไม่ควรใกล้ชิดกันมากอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ตามธรรมเนียมของเถรวาท คณะสงฆ์จะสัมพันธ์กับรัฐและประชาชนในลักษณะที่สมดุลกัน พระสงฆ์เป็นตัวกลางระหว่างประชาชนกับรัฐบาลหรือผู้ปกครอง แต่ตอนนี้พอพระสงฆ์ไปใกล้ชิดกับรัฐ ก็เลยห่างจากประชาชน พระเป็นเสมือนข้าราชการ มีความรู้สึกเหมือนข้าราชการ เรียกว่าเป็นข้าราชการคณะสงฆ์ เมื่อพระเป็นราชการก็หมายความว่าห่างจากประชาชนแล้ว นี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น เดี๋ยวนี้ชาวบ้านรู้สึกว่าวัดไม่ได้เป็นของชาวบ้าน วัดเป็นของมหาเถรสมาคม อาตมาคิดว่าให้คณะสงฆ์ควรมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่านี้ และก็ห่างจากรัฐให้มากขึ้น ถึงจะเหมาะสม

จอมขวัญ เวลาที่เราพูดถึงวัดป่า ณ ตอนนี้ในความเข้าใจของประชาชนดูเหมือนว่าจะมีความน่าเชื่อถือศรัทธาและพึ่งพาได้มากกว่าวัดทั่วๆไปที่ไม่ได้มีคำว่าวัดป่าเป็นชื่อนำ อันนี้เป็นเพียงแค่ค่านิยมหรือเป็นเพียงกระแสที่คนกำลังหาที่พึ่งซึ่งไม่ได้มีข้อตะขิดตะขวงใจที่เข้าจะไปพึ่งพาคะ

พระไพศาล ผู้คนทุกวันนี้เสื่อมศรัทธากับวัดในเมือง เพราะว่าวัดในเมืองได้รับอิทธิพลจากวัตถุนิยมมาก มีศีลาจารวัตรที่ไม่ค่อยน่านับถือ อีกทั้งเน้นเรื่องปริยัติจนลืมปฏิบัติ ขณะที่วัดป่า เรื่องปริยัติอาจจะน้อยแต่ว่าท่านเน้นเรื่องการปฏิบัติมาก โดยเฉพาะวัดป่าในภาคอีสาน และฉะนั้นจึงมีพระสงฆ์จำนวนมากที่ชาวบ้านนับถือ ตอนแรกก็ชาวบ้านก่อน ต่อมาก็ชาวเมือง ตรงนี้ทำให้วัดป่ามียี่ห้อดี เป็นที่ศรัทธาของญาติโยมมาก ทำให้วัดใหม่ๆมักจะตั้งชื่อว่าวัดป่า วัดป่าอย่างโน้น วัดป่าอย่างนี้ จนกระทั่งมีหลวงพ่อบางรูปตั้งชื่อวัดของท่านว่า วัดป่าธรรมดา เพราะส่วนใหญ่วัดป่านี่ไม่ค่อยธรรมดาเท่าไหร่ ท่านเลยตั้งชื่อล้อว่าวัดป่าธรรมดา ทั้งๆที่วัดของท่านตั้งอยู่ริมถนน ก็เลยปลูกต้นไม้กันเป็นการใหญ่เพื่อให้เป็นป่า

ประเด็นก็คือว่าตอนนี้คนศรัทธาวัดป่าก็เพราะว่าพระป่าท่านเน้นเรื่องการปฏิบัติทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสนากรรมฐาน สอง ท่านอยู่อย่างเรียบง่าย และสาม หลายท่านมีคุณวิเศษทางจิตที่ทำให้คนในเมือง ซึ่งว้าเหว่ ขาดความมั่นใจ ในสภาพเศรษฐกิจ หวังจะไปพึ่งพา แต่พอไปแล้วปรากฏว่า เอาวัตถุไปให้ เอาเงินเอาทองไปให้ท่าน เดี๋ยวนี้เราจะเห็นว่า วัดป่าจำนวนมากมีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตมาก ราคาหลายร้อยล้านก็มี และเต็มไปด้วยคอนกรีต มีการตัดต้นไม้เป็นจำนวนมาก นี่คือสภาพที่เกิดขึ้นจากการที่ญาติโยมศรัทธาวัดป่า จนกระทั่งวัดป่าค่อยๆสูญสภาพของวัดป่าไป

จอมขวัญ เคยมีคำพูดที่เขามักจะพูดติดปากกันถึง การให้คำนิยามการเมืองไทยนะคะว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ แต่ถ้านำมาเปรียบเทียบกัน มีคำเรียกไหมคะ ว่าเป็นพุทธศาสนาแบบไทยๆ

พระไพศาล ใช่ พุทธศาสนาแบบไทยๆนี่แน่นอนเลย ซึ่งอาจจะไม่เหมือนพุทธศาสนาในพระไตรปิฎก และก็เป็นเรื่องที่คนไทยมีความเข้าใจน้อย

จอมขวัญ มีลักษณะแบบไหนคะ พุทธศาสนาแบบไทยๆ

พระไพศาล คือเชื่อเรื่องบุญเรื่องกรรม และเป็นเรื่องบุญเรื่องกรรมที่ผิดเพี้ยนไปเรื่อยๆ นอกจากที่ได้คุยกันเมื่อกี้แล้วว่าทำบุญเพื่อหวังรวย เดี๋ยวนี้มีความคิดประหลาด ๆ อย่างเช่น เดี๋ยวนี้มีการพูดกันว่า อย่าไปแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้ใครนะ เดี๋ยวบุญกุศลของเราจะเหลือน้อยลง ความคิดแบบนี้ไม่มีในพระพุทธศาสนา บางทีก็พูดกันว่า อย่าไปช่วยคนที่กำลังเดือดร้อน หรือคนที่กำลังจะตาย ถ้าเราไปช่วยเขา เดี๋ยวเจ้ากรรมนายเวรของคนนั้นจะมาเล่นงานเราแทน นี้เป็นความเชื่อแบบไทยๆมากเลย ซึ่งไม่มีในพระไตรปิฎก คนไทยสมัยก่อนก็ไม่ได้คิดแบบนี้ แต่ว่าเดี๋ยวนี้คิดแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

จอมขวัญ แนวโน้มจะยิ่งเชื่อกันในด้านนี้มากขึ้นเรื่อยๆหรือว่าจะสักวันหนึ่งจะเกิดการเรียนรู้และกลับมาสู่จุดเริ่มต้นของพุทธศาสนาเองคะ

พระไพศาล ความคิดแบบนี้จะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าเดี๋ยวนี้คนคิดถึงตัวเองมากขึ้น ความแปรปรวนผันผวน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจทำให้คนขาดความมั่นคงในจิตใจและจะนึกถึงตัวเองมาก การนึกถึงตัวเองมากก็จะทำให้ตีความเรื่องบุญเรื่องกรรม ในลักษณะที่เห็นแก่ตัวมากขึ้น และคิดถึงคนอื่นน้อยลง นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาก และเป็นพุทธศาสนาแบบไทยจริงๆ

ในระยะหลังพุทธศาสนาในไทยเป็นพุทธศาสนาแบบปัจเจกมาก คือคิดถึงแต่ตัวเอง ไม่สนใจสังคม และก็ไม่สนใจที่จะฟื้นฟูพุทธศาสนาให้ดีขึ้นด้วย พุทธศาสนากลายเป็นที่พึ่งหรือสรณะของคนที่หนีปัญหา คนที่หนีปัญหาเวลานี้ไปอยู่วัดเยอะ เพราะฉะนั้นวัดก็เลยเต็มไปด้วยคนที่จิตใจอ่อนแอบอบบาง และคิดถึงแต่ตัวเอง อันนี้เป็นลักษณะของพุทธศาสนาแบบไทยๆ

จอมขวัญ พระอาจารย์คงเคยได้ยินฉายาของพระอาจารย์ เวลาที่ญาติโยมเรียกหรือว่าคนแต่ละกลุ่มเรียกพระอาจารย์ใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นพระนักวิชาการ พระปัญญาชน แต่ที่ได้ยินมากกว่าคงเป็นพระเอ็นจีโอ พระอาจารย์รู้สึกอย่างไรกับฉายาที่ประชาชนเรียกคะ

พระไพศาล คนเขามีความคาดหวังว่าพระจะต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ โดยเฉพาะคิดเหมือนกับกระแสหลัก เผอิญอาตมาเป็นคนที่คิดไม่ค่อยเหมือนกระแสหลักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่อาจจะเป็นเพราะว่าอาตมาเคยอยู่ในแวดวงเอ็นจีโอมาก่อน เพราะฉะนั้นความคิดบางอย่างก็อาจจะมีอิทธิพลของเอ็นจีโอ แต่ว่าอาตมาก็เชื่อว่าได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนามาไม่น้อย เพราะฉะนั้นความคิดบางอย่างเอ็นจีโอก็อาจจะไม่เข้าใจ แต่ว่าเนื่องจากอาตมาคิดไม่เหมือนกระแสหลัก บางครั้งก็ทวนกระแส นี่ประการที่หนึ่ง

ประการที่สองอาตมาไม่เกรงกลัวที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือระบบทุนนิยม บริโภคนิยม ซึ่งพระส่วนใหญ่ไม่พูด ไม่พูดเพราะอาจจะคิดว่ารัฐบาลนี้ดีแล้ว หรือไม่คิดว่ามีสิ่งที่เรียกว่าบริโภคนิยมอยู่ แต่อาตมาพูดเรื่องพวกนี้ ซึ่งคนทั่วไปไม่คิดไม่คาดว่าพระจะพูดเรื่องแบบนี้ ก็เลยคิดว่าคนที่พูดแบบนี้ต้องเป็นพระเอ็นจีโอ แต่อาตมาก็ว่าดีนะที่เขาไม่ว่าเลวร้ายไปกว่านั้น อย่างน้อยก็ยังไม่เคยมีใครว่าอาตมาเป็นพระการเมือง หรือว่าเป็นพระนายทุน เป็นพระที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นอาตมาก็เลยรับได้กับคำพูดแบบนี้

จอมขวัญ ซึ่งจริงๆแล้วในพุทธศาสนาของเมืองไทยมีพระการเมือง และพระนายทุน หรือพระบริโภคนิยมเยอะไหมคะ

พระไพศาล มี อย่างหลังนี่มีมากขึ้นเรื่อยๆนะ เพราะว่าพระท่านไม่เห็นโทษของบริโภคนิยม ว่าเป็นภัยต่อชีวิต จิตใจ สังคม รวมทั้งพุทธศาสนา อาตมาคิดว่าภัยที่สำคัญของพุทธศาสนาคือบริโภคนิยม โดยเฉพาะที่แฝงเข้ามาในวัดวาอารามในพุทธศาสนา ทุกวันนี้เราไปมองว่าภัยของพุทธศาสนาคือศาสนาอื่น แต่อาตมาเห็นชัดเลยว่าบริโภคนิยมคือภัยที่สำคัญของพระพุทธศาสนา ที่น่ากลัวกว่าคอมมิวนิสต์เสียอีก เพราะบริโภคนิยมกระตุ้นกิเลส กระตุ้นความโลภ ความหลงและนำไปสู่โทสะ การเอาเปรียบเบียดเบียนกัน และทำให้พระไม่สามารถรักษาพรหมจรรย์ไว้ได้ ที่เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นก็เพราะว่าท่านตกอยู่ในอำนาจของบริโภคนิยม อาตมาคิดว่าเรื่องนี้ชาวพุทธเราโดยเฉพาะพระสงฆ์จะต้องใส่ใจมาก ไม่มีอะไรที่สำคัญมากเท่ากับเรื่องนี้

จอมขวัญ ถ้ามีคำนิยามในลักษณะแบบนั้นที่ก็แล้วแต่จะเรียกใครหรือพระรูปใดก็แล้วแต่ในแบบนั้น มีการแบ่งอีกแบบไหมคะว่า เป็นพระซ้ายจัด พระขวาจัด

พระไพศาล สมัยก่อนเคยมีนะ แต่ว่าเดี๋ยวนี้คำว่าซ้ายและขวามีความหมายน้อยมากในเมืองไทย เพราะความขัดแย้งของเมืองไทยตอนนี้ไม่ใช่เรื่องซ้ายขวา แต่ถามว่ามีพระสีเหลืองมีพระสีแดงไหม อาตมาเชื่อว่ามีนะ แต่ว่าสีเหลืองสีแดงไม่ค่อยมากระทบอาตมามากเท่าไหร่

จอมขวัญ คำถามสุดท้ายค่ะ พระอาจารย์คิดว่าวิธีที่เหมาะที่สุดที่จะมีการหาผู้เป็นผู้นำของสงฆ์ควรจะมาจากการแต่งตั้งหรือควรจะมาจากการเลือกตั้งกันเองคะ

พระไพศาล อาตมาคิดว่าต้องผสมผสาน อาตมาไม่ได้ศรัทธาการเลือกตั้งไปเสียทั้งหมด แต่เห็นว่าควรมีการเลือกตั้งและการแต่งตั้งผสานกัน อย่างเช่นในระดับสภาสงฆ์ สภาสงฆ์ทำหน้าที่ออกกฎหมาย หรือเป็นเวทีในการพิจารณานโยบายของฝ่ายบริหารคณะสงฆ์ อาตมาคิดว่าการเลือกตั้งน่าจะดี แต่ว่าในระดับฝ่ายบริหารอาตมาคิดว่าการเลือกตั้งล้วนๆไม่น่าจะเหมาะ ควรมีการเลือกตั้งอย่างจำกัด หรือมีการเลือกตั้งกันเองควบคู่กับการแต่งตั้ง อาตมาคิดว่าน่าจะเหมาะกับวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมสงฆ์มากกว่า

จอมขวัญ สำหรับวันนี้กราบขอบพระคุณพระอาจารย์ค่ะ สมกับที่ทางรายการได้พยายามติดต่อพระอาจารย์มานานหลายเดือนจริงๆ แต่ก็อย่างที่ทราบค่ะว่า กิจของพระอาจารย์มีมากจริงๆ อย่างที่เรามาในวันนี้ เรามาที่นครนายก เราไม่ได้ไปหาพระอาจารย์ที่ชัยภูมิ ซึ่งเป็นวัดของพระอาจารย์เอง เพราะว่าวันนี้พระอาจารย์ก็มากิจของพระอาจารย์เองเช่นเดียวกัน เราก็เลยมานัดที่นี่ก็ได้ค่ะ เพราะว่าถ้าช้ากว่านี้จะมีหลายประเด็นที่หลุดจากความอยากจะรู้ในมุมมองของพระอาจารย์แล้วนะคะ วันนี้กราบนมัสการพระอาจารย์ค่ะ

พระไพศาล ขอเจริญพร

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved