กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > คุยนอกรอบ ตอนที่ ๒

กลับหน้าแรก
 

รายการ : คุยนอกรอบ
ออกอากาศทาง : ASTV ช่อง NEWS1
Producer : CHAIVECH SUYAVECH
ดำเนินรายการ : นงลักษณ์ สุขใจเจริญกิจ

  ตอนที่ ๑ ตอนที่ ๒
   


พระไพศาล วิสาโล พระนักคิดหัวก้าวหน้า นักเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีภูมิหลังในการทำกิจกรรมทางสังคมมาตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๑๙ และได้ละชีวิตทางโลก เข้าสู่สมณเพศ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ ทุกวันนี้พระไพศาล วิสาโลเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ แต่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดป่ามหาวัน เพื่อช่วยชาวบ้านในการอนุรักษ์ผืนป่าไม่ให้มีการบุกรุก การป้องกันไฟป่า และกิจกรรมธรรมยาตราเพื่อสร้างความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ธรรมชาติ นอกจากปฏิบัติธรรมและทำกิจกรรมทางด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว พระไพศาล วิสาโลยังมีบทบาทในการเผยแผ่ธรรมะผ่านงานเขียนและการบรรยายธรรมอีกด้วย โดยเฉพาะแนวทางการสอนที่เน้นให้พุทธศาสนิกชนเข้าถึงความเป็นจริงของชีวิต เพื่อพบกับความสุขสงบ ปลดเปลื้องความทุกข์ด้วยการพึ่งตัวเอง

 

  ทั้งๆ ที่เป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดป่าสุคะโต ทำไมถึงมาจำพรรษาอยู่ที่นี่เจ้าคะ  
  ก็ที่นี่มีพระมาอยู่น้อย แต่ว่ามีความสำคัญเนื่องจากที่นี่มีป่าหลายพันไร่ ก็เป็นป่าของหลวงนั่นแหละ แต่ว่าวัดก็มาอยู่ได้เกือบสี่สิบปีแล้วแต่ว่าระยะหลังสภาพป่าก็ถูกทำลายไปเยอะ เนื่องจากปัญหาหลายอย่าง เช่น ปัญหาที่เกิดจากไฟป่า ปัญหาที่เกิดจากคนมาบุกรุกป่า อาตมาก็เลยตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี ๓๓ แต่ว่าก็ยังสลับกับการจำพรรษาที่วัดป่าสุคะโต แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วก็จะมาอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่มีพระน้อย  
  วิถีที่เรียบง่ายแบบนี้ ก็คงจะสอดคล้องกับแนวทางในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระไพศาลด้วย ที่ว่าอาจจะเป็นแนวทางที่เข้าถึงแก่นแท้ของคำสอนของพระพุทธศาสนามากกว่าที่จะยึดติดอยู่กับเรื่องของขนบประเพณีวัฒนธรรมโดยทั่วไป  
  คือที่นี่เราก็ถือว่าธรรมชาติเป็นใหญ่ ส่วนมนุษย์เรารวมทั้งพระก็มาอาศัยธรรมชาติเพื่อน้อมใจของผู้คนให้เห็นจิตเห็นใจของตัวเอง อันนี้ก็นอกจากเพื่อให้เกิดความสงบในใจแล้ว เราก็หวังว่าถ้ามาดูใจของตัวเองก็จะได้เกิดปัญญา แล้วก็เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ซึ่งจะช่วยทำให้คนเราสามารถที่จะปลดเปลื้องความทุกข์ได้ง่าย ถ้าเรารู้จักตัวเราเองในมุมที่ลึกซึ้ง  
  พระอาจารย์ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของธรรมชาติค่อนข้างมาก ธรรมชาติที่อยู่รายล้อมเราจะเรียนรู้สิ่งเหล่านั้น เป็นเรื่องของธรรมะได้อย่างไรเจ้าคะ  
  คือทีแรกก็อาศัยความสงบจากธรรมชาติก่อน ความวิเวกของธรรมชาติทำให้ใจสงบ เมื่อใจไม่ฟุ้งซ่าน ใจเริ่มนิ่ง ใจก็จะเริ่มใส แล้วก็จะได้เห็นอาการต่างๆ ของใจที่มันเกิดขึ้นเวลามีอะไรมากระทบแล้วใจกระเพื่อม ตรงนี้ถ้าเราดูใจของเราไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าใจของเรามันไม่เที่ยง และใจของเรานี่มันไม่ใช่ตัวเราเลย เราไปยึดว่าความรู้สึกนึกคิดต่างๆ เป็นตัวเรา แต่ที่จริงมันไม่ใช่ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ เช่นความโกรธความเกลียด มันเกิดขึ้น ถ้าเราไม่รู้ทัน เราก็ไปคิดว่า ฉันโกรธ ฉันเกลียด แต่ที่จริงมันเป็นเพียงแค่อาการหนึ่งที่เกิดขึ้นกับใจ และเรามีหน้าที่ไปดูมัน เห็นมัน เราไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน เพียงแค่ดูมันเห็นมันรู้มันมันก็หลุด มันก็ดับไป ต่อไปเราก็จะเห็นว่าจริงๆ แล้วความยึดติดถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเราไม่ใช่เฉพาะเรื่องนามธรรมแต่เรื่องรูปธรรมมันก็เป็นความหลงอย่างหนึ่ง อันนี้เราก็อาศัยธรรมชาติมาเป็นแบคกราวด์ให้เราได้เห็น แต่จริงๆแล้วธรรมชาตินี่ก็สามารถแสดงธรรมให้เราเห็นได้ตลอดเวลา เช่น แสดงธรรมให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ความแปรเปลี่ยน อนิจจัง เวลาดอกไม้ที่มันเคยบานแล้วมันก็ร่วงโรยเหี่ยวเฉา เวลาใบสีเขียวที่ถึงเวลาก็ร่วงลงสู่พื้น ทั้งหมดนี้ก็สอนสัจธรรมให้แก่เรา ตรงนี่เองที่อาจารย์พุทธทาสถึงบอกว่า เวลาไปสวนโมกข์ให้หัดฟังเสียงธรรมะจากต้นไม้ หัดฟังเสียงก้อนหินพูดบ้าง หลวงปู่มั่นก็พูดเหมือนกันว่า สำหรับผู้มีปัญญา ธรรมะมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า ธรรมะมีอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่อยู่ในพระคัมภีร์ ไม่ใช่อยู่ในพระไตรปิฎก อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นหรือเปล่า ถ้าใจเราสงบเมื่อไหร่ เราก็จะเห็นธรรมะจากธรรมชาติได้  
  ผู้คนสมัยนี้อาจจะไม่มีเวลาไปวัดฟังธรรมหรือว่าดำเนินวิถีชีวิตพุทธศาสนิกชนตามขนบประเพณี ตรงนี้จะเป็นปัญหาที่ทำให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจธรรมะได้ลดน้อยถอยลงไหมเจ้าคะ  
  คือเราสามารถที่จะเรียนธรรมะจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ระหว่างเรากับผู้อื่นได้ เช่นเวลาเราช่วยใครสักคน เวลาเราเอื้อเฟื้อใครสักคน เวลาเราลุกให้ที่นั่งแก่คนอื่น ใจเราเป็นอย่างไร ใจเราสบาย เวลาเราไปช่วยใครเรารู้สึกไหมว่าใจเราอิ่มเอิบ อันนี้มันก็สอนธรรมะให้แก่เราว่า ความสุขนั้น บางทีไม่ได้เกิดจากการเอาเข้าตัว แต่ความสุขก็อาจจะเกิดจากการให้ก็ได้ พระพุทธเจ้าก็เลยตรัสว่า ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับความสุข อันนี้เราก็จะเห็นได้จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้อื่น ขอเพียงแต่ว่าเราต้องดูใจของเราบ่อยๆ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเวลาที่เราอยากจะได้มาก เราสังเกตหรือเปล่าว่า เราได้ไปแล้ว เราก็สุขชั่วคราว เสร็จแล้วเราก็เบื่อ แล้วเราก็อยากได้ใหม่ ไอ้ตอนที่ไม่ได้ก็ทุกข์ แต่พอได้มาแล้วก็มีความสุข แต่สุขที่มันได้ก็ประเดี๋ยวประด๋าว เดี๋ยวก็เบื่อใหม่ก็อยากได้ใหม่ เราจะเห็นอาการขึ้นลงของใจจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างเรากับสิ่งแวดล้อม ตรงนี้ถ้าเราหัดดูใจของเราบ่อยๆ เราก็เห็นได้ โอ้ จริงแล้วไอ้การได้นี่ มันไม่ใช่ทำให้เรามีความสุข ความสุขมันประเดี๋ยวประด๋าว คนไปคิดว่าเงินคือความสุขแต่ไม่ใช่ เงินอาจจะไม่ใช่เป็นที่มาแห่งความสุขก็ได้ถ้าเราวางใจไม่เป็น อันนี้อาตมาคิดว่าเราสามารถที่จะเรียนรู้ได้จากชีวิตประจำวันของเรา จากการกิน การใช้ การบริโภค จากการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน  
  ก็คือเกิดจากการรู้เท่าทันจิตใจของตัวเองนั่นเอง แต่ว่าในวิถีปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปอาจจะไปยึดติดอยู่กับเรื่องของกรอบประเพณีวิถีบางประการซึ่งอาจจะ พระอาจารย์เคยบอกว่า อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่แจ่มชัดนักเรื่องการทำบุญ พระอาจารย์เลยต้องมีโครงการเรื่องฉลาดทำบุญขึ้นมา อันนี้พระอาจารย์มองอย่างไรเจ้าคะ  
  คือการทำบุญเป็นสิ่งที่ดี บุญต้องเกิดจากการทำ แล้วการทำก็ทำได้หลายวิธี ทำด้วยการให้ทานก็คือการสละสิ่งของ ถ้าเราสละสิ่งของให้แก่ผู้ที่สมควรจะได้รับ ซึ่งไม่ใช่หมายถึงพระอย่างเดียว อาจจะหมายถึงคนยากคนจนก็ได้ หมายถึงเพื่อนบ้านของเราก็ได้ เราให้เขาไปอันนั้นก็เป็นบุญ เดี๋ยวนี้เราเข้าใจว่าบุญต้องทำกับพระแต่ที่จริงแล้วเราสามารถจะทำกับใครก็ได้ กับพ่อกับแม่กับลูกก็เป็นบุญ หรือแม้ทำกับตัวเราเอง เช่นเวลาเรามีความโกรธ แล้วเราระงับความโกรธได้ก็เป็นบุญ หรือว่าเวลาเราถือตัวถือตนแล้วเราได้สติ เราก็อ่อนน้อมถ่อมตน อันนี้ก็เป็นบุญ ท่านเรียกว่า อัปปจายนมัย ชื่อฟังยาก แต่ว่าก็คือความอ่อนน้อมถ่อมตน หรือเป็นวัตถุมากเกินไปจนลืมเรื่องนามธรรม อาตมาคิดว่าถึงเวลาที่เราควรจะให้ความสำคัญกับการทำความดีหรือการส่งเสริมกิจการที่เป็นเรื่องนามธรรมบ้าง  
  พระอาจารย์คิดว่ามันจะเป็นเรื่องยากไหมเจ้าคะที่จะปฏิรูปเหมือนกับระบบการศึกษาของสงฆ์ให้มีความก้าวหน้าหรือว่าพัฒนาไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น  
  เป็นสิ่งที่ควรทำมานานแล้ว แต่ว่าทุกวันนี้ไม่ค่อยได้มีการคิดเรื่องการปฏิรูป เพราะว่ามองไม่เห็นปัญหา ตอนนี้ปัญหาเรื่องการศึกษาคณะสงฆ์เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก พระไม่มีแรงจูงใจในการเรียน ก็เรียนไปอย่างขอไปที แล้วเมื่อไม่มีแรงจูงใจในการเรียน เวลาสอบก็อดไม่ได้ที่จะทุจริตในการสอบ การทุจริตการสอบในแวดวงพระสงฆ์เป็นไปอย่างเอิกเกริกมากและโจ่งแจ้งไม่มีการปกปิดซ่อนเร้นเหมือนในแวดวงฆราวาส และทั้งหมดนี้ได้รับการเปิดไฟเขียวจากผู้มีส่วนในการศึกษาเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในชนบท เพราะว่าตอนนี้การศึกษาคณะสงฆ์อ่อนแอมาก และถ้าไม่เปิดช่องให้มีการทุจริตก็จะพบว่าพระสงฆ์ สามเณรก็จะสอบตกเป็นแปดสิบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็จะเป็นที่อับอายขายหน้าของผู้บริหารการศึกษาคณะสงฆ์เพราะฉะนั้นก็เลยแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นการทุจริต นี่คือสภาพที่ควรจะได้รับการกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวว่าตอนนี้สถานการณ์มันถึงขั้นที่เรียกว่าต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง ชนิดเรียกว่ายกเครื่องแล้ว แต่ว่าก็ไม่มีใครสนใจ คนก็ยังสนใจอยู่แต่การสร้างวัดสร้างวา สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆ ติดอันดับโลก  
  ส่วนนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้อย่างไรบ้างเจ้าคะ  
  น่าเสียดายที่ว่าผู้บริหารคณะสงฆ์ ที่ดูแลเรื่องการศึกษาของคณะสงฆ์มองไม่เห็นใครเลยที่จะตื่นตัวเรื่องนี้ ก็เรียกว่าเพียงแค่ประคับประคองให้มีพระมาเรียน มีพระมาสอบเท่านี้ท่านก็พอใจแล้ว เท่านี้ก็เป็นเรื่องยากแล้ว เพราะฉะนั้น ตอนนี้อาตมายังมองไม่เห็นว่าจะมีใครจะมาเป็นกำลังสำคัญในการปลุก หรือกระตุ้นให้มีการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์อย่างจริงจัง  
  ในส่วนของพุทธศาสนิกชน อย่างเราๆ ท่านๆ จะมีส่วนในการช่วยเหลือหรือว่าทำให้ตรงนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างไรบ้างไหมเจ้าคะ  
  ก็พยายามช่วยอุดหนุน อุปถัมภ์การศึกษาของคณะสงฆ์ ทั้งในระบบและนอกระบบ ในระบบก็หมายถึงการศึกษาแบบที่เรียกว่านักธรรมบาลี ก็ช่วยในเรื่องของอาหาร อาหารเพลที่จะช่วยทำให้ท่านมีกำลังในการศึกษาได้ เพราะในบางสำนักมีพระเณรเยอะเป็นร้อยๆ แต่ว่าบางทีอาหารก็ขาดแคลน หรือว่าเรื่องหนังสือหนังหา แต่ว่าเท่านี้ไม่พอ การศึกษาในลักษณะที่เป็นเรื่องของการปฏิบัติ เช่นการปฏิบัติกรรมฐานก็ควรส่งเสริม หรือแม้กระทั่งการศึกษานอกรูปแบบเพื่อให้พระสงฆ์ท่านมีความรู้ความเข้าใจในโลกภายนอก รู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันระบบบริโภคนิยมซึ่งกำลังรุกรานเข้าไปในวัดมากขึ้นทุกที ถ้าท่านรู้ท่านเข้าใจ ก็จะทำให้ท่านระมัดระวังตัวได้ นอกจากจะระมัดระวังตัวได้ดีแล้ว ท่านก็จะช่วยเตือนญาติโยมได้ด้วย ตรงนี้คือสิ่งที่ฆราวาสญาติโยมสามารถช่วยได้  
  ก็อยู่ที่พวกเราทุกๆคนด้วยนะคะ สำหรับผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนแล้วก็อยากจะอุดหนุนเกื้อหนุน ค้ำชูวงการศาสนาอาจจะต้องช่วยกันให้ถูกทางด้วย  
*********
  ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบเหงาวังเวงพอสมควรของวัดป่ามหาวัน ณ ที่ที่กำลังนั่งกันอยู่แถวนี้ ก็ยิ่งทำให้เงียบสงัดแล้วก็หลายคนอาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมมานั่งกันอยู่ตรงเชิงตะกอน ตรงนี้คือจุดหมายปลายทางของทุกคน  
  ทุกคนก็ต้องมาจบกันตรงนี้ ที่จริงตรงนี้ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับหลายชีวิตอีกเหมือนกัน เพราะถ้าเราเชื่อว่า คนเราไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่ความตาย ก็ยังต้องไปสู่ภพอื่นต่อไป อันนี้ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นได้  
  ระยะหลังมานี้เห็นว่าพระอาจารย์มีการพูดถึงการเผชิญความตายค่อนข้างมากทำให้หลายๆ คนนั้นรู้สึกมีความกล้าหาญที่จะพบกับความเป็นจริงอย่างหนึ่งของชีวิตด้วยเช่นเดียวกัน  
  คือเป็นที่ปฏิเสธไม่ได้นะว่า คนเราทุกคนต้องตาย คนสมัยก่อนเค้าก็มีความพร้อมที่จะตายกันมาก เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องตายก็ไม่ทุกข์ทรมาน ซึ่งตรงข้ามกับคนในยุคนี้ ซึ่งอาจจะมีชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบาย แต่บางทีเราลืมตาย เราอยู่แบบลืมตาย พอถึงเวลาที่เราจะต้องตาย หรือในระยะสุดท้ายของชีวิตก็ทุกข์มาก เพียงแค่ได้ข่าวว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ทั้งๆ ที่ตัวเองเดินเหินได้ พอรู้ข่าวก็หมดสภาพเลย อันนี้ก็แสดงว่าไม่ได้เตรียมตัวที่จะตาย เพราะฉะนั้นอาตมาร่วมกับเครือข่ายพุทธิกากับเสมสิขขาลัยก็เลยจัดอบรมเผชิญความตายอย่างสงบขึ้นเพื่อให้คนไม่เพียงแต่ตระหนักว่าตัวเองจะต้องตายเท่านั้นแต่ว่าสามารถที่จะพร้อมที่จะตายอย่างไม่ทุกข์ทรมานได้ แล้วเราก็ไปอีกขั้นหนึ่งว่า สามารถที่จะช่วยคนอื่น คนที่เรารักซึ่งกำลังเจ็บป่วยให้เขาสามารถตายอย่างสงบได้ ก็คือมีทักษะการช่วยเหลือทางจิตใจให้กับผู้ใกล้ตาย ให้เขาไปอย่างสงบ  
  อะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พระอาจารย์เห็นความสำคัญของเรื่องนี้และทำเรื่องนี้ค่อนข้างต่อเนื่องในช่วงหลัง  
  คือทั้งหมดนี้ก็เริ่มต้นจากการที่อาตมาแปลหนังสือ เรื่องประตู่สู่สภาวะใหม่ ซึ่งเป็นคำสอนทิเบตเพื่อช่วยเหลือผู้ใกล้ตายและเตรียมตัวตาย เมื่อแปลออกมาแล้วคนสนใจเยอะ ก็มาติดต่ออาตมาให้ไปช่วยเหลือคนโน้น คนนี้ที่กำลังจะตาย ก็เลยได้ทราบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่คนต้องการมาก คนต้องการใครสักคนที่ไปช่วยเหลือคนรักของเขาซึ่งกำลังจะตายให้สามารถที่จะผ่านพ้นความตายไปได้ด้วยใจสงบ ก็เลยเกิดความคิดจะจัดอบรมขึ้นมา เราก็จัดอบรมกันหลายแบบ แต่ที่ทำกันบ่อยทำกันมาก คือจัดอบรมสามวัน เพื่อให้คนได้เกิดมรณสติ คือได้ระลึกถึงความตาย ด้วยใจที่ไม่หดหู่ แต่ว่าทำให้เกิดความไม่ประมาท และขณะเดียวกันก็รู้วิธีที่จะช่วยเหลือผู้ใกล้ตาย รู้ว่าความตายไม่ใช่วิกฤตแต่เป็นโอกาส คนเราสามารถจะตายอย่างสงบได้ ขอเพียงแต่ว่าเรา ๑ ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง ทำบุญ ทำกุศล ทำความดี ๒ พิจารณามรณสติเสมอ และ ๓ รู้จักทำใจเมื่ออยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต เช่นรู้จักปล่อยวาง ปลดเปลื้องสิ่งค้างคาใจ อันนี้คือสิ่งที่เรานำเสนอในการอบรม ซึ่งหลายคนก็เอาไปใช้กับคนรักของเขา ก็เพราะว่ามันเป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยได้ ให้คนรักของเขาไปอย่างสงบได้  
  การทำความเข้าใจเรื่องของความตายจะมีผลต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบันขณะอย่างไร เพราะเท่าที่เคยทราบ ท่านพุทธทาสเคยบอกว่าตายก่อนตายในคำพูดหนึ่ง  
  คือคนเราจะตายอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่อย่างไร ถ้าเราอยู่อย่างสงบ ปล่อยวาง การตายของเราก็เป็นการตายอย่างสงบ และปล่อยวางได้ง่าย เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้จักว่าเราควรจะตายอย่างไร มันก็จะช่วยทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่ในลักษณะที่สอดคล้องกัน ที่จริงในทางพระพุทธศาสนา ถือว่าการพิจารณาความตายเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะมันจะทำให้เราไม่ประมาท เมื่อเราไม่ประมาทเราก็จะละเว้นการทำความชั่ว เราก็จะทำความดีและเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง สิ่งเหล่านี้มันเป็นโอกาสที่เราจะได้เตรียมตัวตั้งแต่ยังมีชีวิต ตั้งแต่เรายังมีสุขภาพดี  
  สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นประโยชน์ในแง่ของการดำเนินชีวิตเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่าคนยุคปัจจุบันอาจจะหลงไปอย่างที่พระอาจารย์ว่า จะมีวิธีการทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ดึงกลับมาสู่ความเป็นจริงได้อย่างไร  
  คือให้ระลึก มีภาษิตทิเบตหนึ่งบอกว่า ระหว่างวันพรุ่งนี้กับชาติหน้าไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรจะมาก่อน  

 

  คือพร้อมจะตายได้เสมอ  
  ชาติหน้าอาจจะมาก่อนวันพรุ่งนี้ก็ได้ ใช่ไหม ชาติหน้าไม่ได้อยู่ไกล ชาติหน้าอาจจะมาก่อนวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นระลึกถึงตรงนี้ เราจะรู้ว่าความตายไม่ได้อยู่ไกล บางคนบอกว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัว เพราะฉันยังอายุแค่สามสิบ แต่คนที่ตายในซานติก้าผับอายุไม่ถึงสามสิบเยอะและหลายคนเพราะกำลังไปด้วยความสุข ไปด้วยความหวังว่าจะได้โต้รุ่งอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็จบลงอย่างน่าเอน็จอนาจ อันนี้ เพราะฉะนั้นความตายมันมาได้ตลอดเวลา ความตายไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนเท่านั้น มันยังไม่แน่นอนด้วย ในแง่ที่ว่ามันจะมาถึงเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้าเราระลึกตรงนี้ เราก็อย่าปล่อยเวลาเลยเปล่าอย่างไร้ประโยชน์ ใช้เวลาที่มีอยู่ทำความดี สร้างกุศลแล้วก็เตรียมพร้อม แล้วก็ปฏิบัติต่อผู้คนอย่างนุ่มนวล เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่เราพบปะ คนที่เราคุยด้วย วันพรุ่งนี้เราจะมีโอกาสได้พบปะอีกหรือเปล่า แทนที่จะทะเลาะกัน หรือจากกันด้วยความรู้สึกหดหู่ ความรู้สึกขึ้งเครียด โกรธขึ้ง เราพยายามที่จะจากกันด้วยความรู้สึกดีๆ ต่อกัน ก็คือไม่ทำร้ายกัน ไม่เอาเปรียบกัน เอาใจใส่จิตใจของกันและกัน ถ้าเราคิดแบบนี้ทำแบบนี้ ชีวิตของเราจะเป็นสุข จะราบรื่น ความสัมพันธ์ของเราจะกลมกลืน จะไม่มีเรื่องข้องขัดให้มาเสียใจ หลายคนพอใกล้ตายมาเสียใจว่า ตัวเองไม่ได้ทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ แม้กระทั่งจะบอกรักแม่ก็ไม่มีโอกาส เพราะว่าเรากำลังจะไป หรือว่าแม่กำลังจะไป โดยที่เราไม่มีโอกาสที่จะพูดสิ่งที่ง่ายๆ แต่มีความหมายมาก  

กลับไปอ่านตอนที่ ๑

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved