กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > เมืองไทยจะก้าวต่อไปอย่างไรในปี ๕๔

กลับหน้าแรก

เมืองไทยจะก้าวต่อไปอย่างไรในปี ๕๔

สัมภาษณ์โดยชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์
คลื่น FM101
วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๔

แบ่งปันบน facebook Share   

พิธีกร หลวงพี่ไพศาลครับ เราผ่านความเจ็บปวดสูญเสียมาไม่น้อยในปีที่ผ่านมา เราอยากจะมีปีใหม่ที่เราสดชื่น เบิกบาน และมีความหวังของการเปลี่ยนแปลง หลวงพี่คิดว่าเราต้องคิด ต้องทำอะไรบ้างครับในสถานการณ์เช่นนี้

พระไพศาล อย่างแรกที่ควรทำคือ การสรุปบทเรียนว่า ในรอบปีที่ผ่านมาหรือย้อนไปสามสี่ปีที่แล้ว เราได้บทเรียนอะไรบ้าง และมีความผิดพลาดตรงไหนที่ทำให้เหตุการณ์บ้านเมืองแย่ลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดการนองเลือดขึ้นมา อาตมาคิดว่ายังไม่สายที่จะสรุปบทเรียน และมองไปข้างหน้าเพื่อที่จะนำบทเรียนเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อาตมาคิดว่าถ้าเรานำบทเรียนที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและเป็นอนุสติ ก็มีโอกาสที่เราจะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในครั้งต่อไปได้ อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ควรที่จะมีเหตุการณ์นองเลือดอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วอีก

พิธีกร ก่อนที่จะถามหลวงพี่ว่า เราควรสรุปบทเรียนประเด็นใดบ้างอย่างน้อยก็เป็นตัวอย่าง อยากจะเรียนถามว่า ปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านไปแล้ว เรามีแนวโน้มการสรุปบทเรียนเป็นอย่างไรบ้างครับ

พระไพศาล โดยภาพรวมแล้ว การสรุปบทเรียนยังไม่ค่อยชัดเจนหรือตรงเป้าเท่าไหร่ เพราะว่าความชิงชัง ความโกรธเกลียด ความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันก็ยังมีมาก ที่สำคัญก็คือเรายังมองปัญหาที่ผ่านมาว่าเป็นเรื่องของตัวบุคคลซึ่งก็มีส่วนถูกอยู่ แต่เรามองไม่ค่อยเห็นถึงปัจจัยในเชิงโครงสร้างที่สะสมหมักหมมมานาน ซึ่งทำให้คนไทยกลายเป็นศัตรูกันได้ง่าย เพราะว่ามีความเห็นขัดแย้งกัน หรือมีผลประโยชน์ต่างกัน อาตมาคิดว่าเราควรมองให้เห็นถึงปัจจัยที่นำไปสู่ความรุนแรงอย่างที่เกิดขึ้นด้วย

พิธีกร เราจะสรุปกันได้อย่างไรบ้างครับ ในสถานการณ์ที่หลวงพี่ยังบอกว่า เราก็ยังไม่สรุปบทเรียนกันมากเท่าไหร่ เราก็ยังชิงชังกันมาก เราจะก้าวต่อไปในต้นปีนี้อย่างไรดี

พระไพศาล ที่ยังสรุปบทเรียนไม่ได้เพราะว่าเรายังมีอารมณ์คุกรุ่นเนื่องจากความเจ็บปวด คือเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถ้ามีการเยียวยาอย่างตรงเป้าตรงประเด็น ก็จะทำให้ความเจ็บปวดบรรเทาลง และเมื่อความเจ็บปวดบรรเทาลงก็จะมีสติกันมากขึ้น สามารถที่จะมองกลับไปยังเหตุการณ์ในอดีตและเกิดปัญญาขึ้นมาได้ แต่ตอนนี้ความเจ็บปวดยังมีอยู่ ยกตัวอย่าง เช่น จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้มีการสะสางให้ชัดเจนว่า เหตุการณ์นองเลือดที่มีคนตายมากมายนั้น ความจริงคืออะไร และคนผิดก็ควรจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตรงนี้ถ้าไม่มีการทำให้เกิดความกระจ่างแล้ว ผู้คนก็ยังรู้สึกเจ็บแค้น ทำให้มองเห็นบทเรียนได้ไม่ชัด เพราะเต็มไปด้วยอคติ คิดแต่เพียงว่าจะแก้แค้นกันได้อย่างไร อาตมาคิดว่านี่คืออุปสรรคที่สำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถสรุปบทเรียนได้ด้วยใจที่เป็นกลาง มองความจริงอย่างเป็นสภาววิสัย

พิธีกร ตรงนี้เรากำหนดไม่ได้เท่าไหร่นัก อาจจะมีบ้างที่เรายังคิดว่าน่าจะมีช่องทางของความหวังที่จะรื้อฟื้นเรื่องราวต่างๆ ออกมาอย่างยุติธรรม แต่เราก็ยังห่างไกลจากการกำหนด เราควรทำอย่างไรครับ

พระไพศาล ถ้าเราดูแนวโน้มในช่วงปลายๆ ปี ก็เริ่มจะเห็นการพยายามหันหน้าเข้าหากันของฝ่ายรัฐบาล และนปช. อย่างน้อยก็เรื่องประกันตัวผู้ต้องหา แม้จะเป็นก้าวเล็กๆ แต่ก็สามารถนำไปสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เกิดการร่วมมือกัน หรือร่วมกันคลี่คลายปัญหาต่อไป แต่อาตมาคิดว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาลและฝ่ายนปช.เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของสังคม ประชาชนต้องช่วยกันสนับสนุนและผลักดัน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหว หรือมาตรการทำนองนี้ให้มากขึ้น แต่ถ้ายังมีคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าการที่รัฐบาลทำเช่นนี้เป็นการให้ท้ายหรืออ่อนข้อให้คนกลุ่มหนึ่ง หรืออีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่าอันนี้เป็นการลูบหน้าปะจมูกของฝ่ายรัฐบาล ถ้ามองแบบนี้ก็จะเกิดการสะดุดขึ้นมา อาตมาอยากให้กระแสสังคมส่งเสริมความคลี่คลายทำนองนี้ให้เป็นมรรคเป็นผลมากขึ้น

พิธีกร ถ้าเรามองทั้งสองส่วน ส่วนที่มีส่วนในการเคลื่อนไหวเมื่อปีที่แล้วก็อาจจะเห็นว่าตัวเองทำอะไรถูกบ้างและก็รู้สึกว่าถูกกระทำอย่างไร ในขณะที่อีกส่วนก็รู้สึกว่า เป็นการเผาบ้านเผาเมือง ผมคิดว่าน่าจะต้องมีรูปธรรมที่ตัวเองยังไม่เห็นแต่ว่าควรจะได้เห็นมากขึ้นไหมครับ

พระไพศาล ใช่ เรื่องเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม ผู้คนมองต่างมุมจริงๆ ฝ่ายหนึ่งก็มองว่าเป็นเหตุการณ์นองเลือด อีกฝ่ายก็มองว่านี่คือการเผาบ้านเผาเมือง อาตมาคิดว่าการมองแบบนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสภาพที่เป็นอยู่ แต่อาตมาคิดว่าถ้ารัฐบาลมีความกล้าหาญ และมีความพยายามที่จะทำสิ่งที่อาจจะไม่ถูกใจคนจำนวนหนึ่ง แต่ว่านำไปสู่การหันหน้าเข้าหากัน อาจจะไม่ถึงกับปรองดอง แต่ว่าพยายามที่จะเยียวยาความเจ็บปวดของทั้งสองฝ่าย เช่น เรื่องเผาบ้านเผาเมือง ก็หาให้ได้ว่าใครเผา ใครถูกใครผิดก็ว่ากันไป ส่วนเหตุการณ์ที่มีคนตายเป็นจำนวนมาก ก็หาความจริงให้ได้ว่าใครเป็นคนฆ่า ใครถูกใครผิดก็ว่ากันไป คือไม่ลูบหน้าปะจมูกทั้งสองฝ่าย อาตมาก็คิดว่าถ้าทำได้อย่างนี้ก็น่าจะนำไปสู่การเยียวยาบาดแผลทางจิตใจของทั้งสองฝ่ายได้

พิธีกร อาจจะต้องทำให้เหตุการณ์ต่างๆ เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางมากขึ้นด้วยหรือไม่ครับ

พระไพศาล แน่นอนว่าต้องทำความจริงและความยุติธรรมให้ปรากฏ บทเรียนหรือประสบการณ์จากประเทศต่างๆ ที่เหตุการณ์ความรุนแรงคลี่คลายได้ก็เพราะเริ่มต้นที่ตรงจุดนี้ คือการทำความจริงให้ปรากฏและนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่ไม่ลูบหน้าปะจมูก ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองก็จะไม่สามารถเคลื่อนต่อไปข้างหน้าได้ เพราะผู้คนยังฝังใจกับเหตุการณ์ในอดีต ไม่ว่าจะทำอะไรหรือเกิดอะไรขึ้น เขาก็จะย้อนกลับมาที่เหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม ผู้คนจะไม่สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้ถ้ายังไม่ทำให้ความจริงปรากฏและทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้นมา

พิธีกร มีคนกลางที่จะผลักดันให้เกิดสันติวิธี เกิดความเข้าใจที่จะใจกว้างมากขึ้นอยู่บ้างไหมครับในสังคมนี้และมากน้อยขนาดไหน

พระไพศาล ที่ผ่านมาเราก็ต้องยอมรับว่าความรู้สึกต่อสันติวิธีค่อนข้างตกต่ำลงด้วยหลายสาเหตุ อย่างไรก็ตามไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงการใช้สันติวิธีได้ถ้าต้องการให้บ้านเมืองมีความสุข แต่สันติวิธีที่ใช้ต้องไม่ใช่สันติวิธีแบบผิวเผิน เช่น เรียกร้องให้รักกัน หรือว่ามาเจรจากันเล็กๆ น้อยๆ แต่ว่าต้องมีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและชัดเจน คือต้องมี road map ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากเหง้าของปัญหา แต่ก็ต้องเริ่มจากการหันหน้าเข้าหากันก่อน อย่าไปคิดว่าสันติวิธีมีความหมายแค่การเจรจาเท่านั้น มันมีความหมายมากกว่านั้น กระบวนการยุติธรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของสันติวิธีที่ทำให้ความรุนแรงลดน้อยถอยลง ไม่มีศาลเตี้ยเกิดขึ้น การปฏิรูปในระดับพื้นฐานหรือโครงสร้างก็เป็นส่วนหนึ่งของสันติวิธีที่เราจะต้องใส่ใจด้วย ถ้ามองว่าสันติวิธีนั้นหมายถึงการเจรจาอย่างเดียว อาตมาคิดว่ามันไม่พอแล้วสำหรับสถานการณ์ในเมืองไทยตอนนี้

พิธีกร สองประเด็นใหญ่ๆ ที่หลวงพี่พูดมาคือเรื่องความยุติธรรมและการปฏิรูป ในช่วงจังหวะนี้เราน่าจะเข้าใจว่า เราควรทำอย่างไรดี เราควรจะผลักดันตรงไหน

พระไพศาล อาตมาคิดว่าน่าจะต้องพูดถึงความจริงในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมให้ชัดเจน เราต้องช่วยกันผลักดันให้มีการพูดหรือคลี่คลายความจริงเรื่องนี้ออกมา คือคนไทยเรากลัวว่าถ้าเอาความจริงออกมาแล้ว จะทำให้คนเจ็บปวดกันอีก เราจะต้องเลิกคิดว่า ลืมเสียเถิดเพื่อที่จะได้รัก สามัคคีกันใหม่ เราควรยอมรับว่าทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว แต่เราควรทำความจริงให้ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน ความจริงจะเยียวยาความเจ็บปวดได้ อาตมาอยากให้ต้นปีหน้า คนไทยจะได้เห็นความจริงของเหตุการณ์เดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม ชัดเจนออกมาเสียที แต่ถ้าหากว่ายังอึมครึมอยู่ อาตมาเกรงว่าสถานการณ์จะไม่ดีขึ้น และอาจจะแย่ลง

พิธีกร โอกาสที่จะเกิดระเบิดก็ยังมีใช่ไหมครับ

พระไพศาล ใช่ แต่ว่าที่อาตมาพูดเมื่อกี้เป็นเป็นแค่จุดเบื้องต้นนะ ประการต่อมาก็คือ เราต้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูปอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่คนตั้งคำถามกับสองมาตรฐาน ซึ่งทำให้คนเสื่อมศรัทธาในสถาบัน ในกระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวนการ อาตมาคิดว่าน่าจะต้องฟื้นฟูความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมขึ้นมาใหม่ จากนั้นค่อยนำไปสู่การฟื้นฟูความมั่นใจในกระบวนการประชาธิปไตย ตอนนี้ในเมืองไทยมีฝ่ายหนึ่งไม่มั่นใจในกระบวนการประชาธิปไตย อีกฝ่ายหนึ่งไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม สองฝ่ายนี้ก็เลยเกิดการปะทะกัน อาตมาคิดว่าควรจะต้องทำให้ผู้คนเกิดความมั่นใจทั้งกระบวนการยุติธรรมด้วย และกระบวนการประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง มีสส.เป็นตัวแทนของประชาชน ความมั่นใจในทั้งสองกระบวนการจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการปฏิรูปพอสมควร

พิธีกร ผมมีข้อสังเกตในสองวันนี้ครับ เรื่องเหตุการณ์รถชนบนทางด่วนโทลล์เวย์ มีคนขับรถอายุไม่มากนัก มีการว่ากล่าวมีการแสดงอารมณ์ที่รุนแรงบนโลกอินเตอร์เน็ตเยอะมาก ผมคิดว่านี่เป็นการแสดงอารมณ์ที่รุนแรงมากไปหรือเปล่า และตัวอย่างที่เป็นเรื่องราวใหญ่ๆ ที่เราพูดกันมาก็ยากนะครับถ้าเราปล่อยอารมณ์ให้เป็นแบบนี้

พระไพศาล มันก็ยากนะ เพราะว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงมาก ตาย ๘-๙ คน บาดเจ็บอีก ๖ หรือ ๗ คน อาตมาคิดว่าถ้าพูดตามข้อเท็จจริง คนขับรถคนนั้นก็ผิดจริงนะ เพราะว่าไม่มีใบขับขี่และไปเกิดอุบัติเหตุชนกับรถตู้ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียมาก แต่ในความเห็นของอาตมา การรุมประณามกันทางอินเตอร์เน็ต ราวกับไม่ให้เธอได้ผุดได้เกิดเลย บางทีก็ไม่ต่างจากการประชาทัณฑ์ทางอินเตอร์เน็ต เราคงเคยเห็นผู้ต้องหาฆ่าข่มขืนมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพแล้วก็ถูกประชาทัณฑ์ อาตมาคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทางอินเตอร์เน็ตในสองสามวันที่ผ่านมานี้ก็ไม่ต่างจากการประชาทัณฑ์ แต่เป็นการประชาทัณฑ์ทางอินเตอร์เน็ต อาตมาอยากถามว่ามันโหดร้ายเกินไปไหมสำหรับเด็กอายุ ๑๖ - ๑๗ ปี

อย่างไรก็ตามอาตมาคิดว่าในความรู้สึกของคนทั่วไป ความผิดที่สำคัญของเด็กคนนั้นคงไม่ใช่การขับรถโดยไม่มีใบขับขี่แล้วเกิดอุบัติเหตุ มากเท่ากับการที่เธอดูเหมือนไม่ค่อยรู้สึกรู้สา หลังจากมีคนตายมากมายแล้วก็ยังมากดบีบีอยู่ข้างถนน นี่คือภาพเธอที่คนทั่วไปยอมรับไม่ได้

พิธีกร อีกส่วนหนึ่งก็คือคล้ายกับว่าจะมีคนใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม

พระไพศาล เป็นเพราะประชาชนไม่มีความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม เพราะว่ากระบวนการยุติธรรมมักจะปล่อยให้คนมีเส้นหรือคนรวยลอยนวล เมื่อผู้คนเห็นน้องคนนี้มีนามสกุลใหญ่ ก็เข้าล็อคของการเป็นผู้ร้ายในสายตาของประชาชนที่เบื่อหน่ายคนมีเส้นที่ทำอะไรไม่ผิด ทำอะไรแล้วลอยนวลเสมอ ความไม่มั่นใจตรงนี้ทำให้เกิดความขุ่นเคืองใจและรุมประณาม อย่างไรก็ตามอาตมาสังเกตว่าผู้คนตัดสินเธอจากภาพถ่ายว่าดูเหมือนเธอจะไม่รู้สึกรู้สากับความตายของคนแล้วมานั่งกดบีบี แต่อยากให้คิดว่าว่าเราด่วนตัดสินหรือเปล่าว่าเธอเป็นอย่างนั้นจากภาพที่เห็น ซึ่งไม่มีใครรู้ความจริงต้องถามตัวเธอเองว่า เธอทำอะไรตอนนั้น และเธอรู้สึกอย่างไร

อาตมาอยากจะเตือนสติว่าเราด่วนตัดสินกันไปหรือเปล่า จากภาพถ่ายที่เห็นเท่านั้น เลยเกิดกระแสรวมกลุ่มเป็นสองแสนสามแสนคนเพื่อที่จะประณามเธอ อาตมาคิดว่า อย่าด่วนตัดสิน และอย่าให้การลงโทษนั้นเกินเลยจากความผิดที่เธอทำ แน่นอนเธอควรจะถูกตำหนิ แต่ว่าการที่เธอถูกรุมประณามเหมือนโดนประชาทัณฑ์ทางอินเตอร์เน็ต อาตมารู้สึกว่าโหดร้ายเกินไปหน่อยสำหรับเธอ

พิธีกร กับเรื่องใหญ่ที่เราคุยกันตั้งแต่ต้น กับตัวอย่างที่เป็นเรื่องจริงที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกสาธารณะของสังคมไทย อยากขอปิดท้ายว่า เราแต่ละคนควรจะปรับเปลี่ยน เข้าใจตนเอง มีอารมณ์ที่นิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ผลักดันกันอย่างจริงจังในการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรครับ ผมคิดว่าบอกให้เป็นคนดีก็คงยังไม่พอ หลวงพี่จะแนะนำอย่างไรครับในช่วงท้าย

พระไพศาล อาตมาคิดว่าจะดีอย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญที่ต้องมีก็คือ ต้องมีสติ อาตมาพูดคำนี้มาหลายครั้ง และก็ยังพูดต่อไป เพราะถ้าเรามีสติ เราก็จะไม่ปล่อยความโกรธ ความเกลียดให้ครอบงำจิตใจ ทำให้เราไม่ด่วนสรุป หรือมองคนในแง่ร้าย และทำให้เราเห็นความจริงอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้มันเป็น และจะทำให้เราสามารถที่จะมองคนไม่ใช่จากสีเสื้อหรือจากอุดมการณ์ที่เขามี แต่ว่าเห็นความเป็นมนุษย์ของเขาด้วย ตรงนี้อาตมาเชื่อว่าจะนำไปสู่การพูดคุย หรือหันหน้าเข้าหากันได้ ไม่จำเป็นว่าต้องคิดเหมือนกัน แต่ถ้าเรามีสติ และมองเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน อย่างน้อยเราก็ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน ถึงแม้จะเถียงกันหรือทะเลาะกัน ก็เถียงอย่างสันติวิธี อย่างอารยชน ไม่ใช่ว่าเห็นเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้อาตมาคิดว่าถ้าเรามีสติ เราก็จะไม่ทุกข์มากกับความโกรธ ความเกลียด ตอนนี้คนจำนวนมากเป็นทุกข์ หลายคนรู้สึกว่า ถ้าเขามีความสุขตอนนี้ เขาจะรู้สึกผิด หรือถ้าเขาเห็นคนอื่นมีความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ ก็จะไม่พอใจ อดต่อว่าไม่ได้ว่า เธอมีความสุขได้อย่างไรในเมื่อบ้านเมืองเจ็บปวดรวดร้าวขนาดนี้ อาตมาคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นภาพสะท้อนของการตกอยู่ในอารมณ์ของความโกรธ ความเกลียด ความชิงชังมาก จึงทำให้ไม่สามารถที่จะก้าวไปข้างหน้าได้

สติยังทำให้เราไม่ยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตัว คือตอนนี้เมืองไทยถ้าจะมีการคลี่คลายไปสู่ความสงบ โดยหลุดพ้นออกจากกับดักแห่งความรุนแรง มันต้องมีการเสียสละ ต้องมีการปฏิรูปประเทศ การปฏิรูปต้องเรียกร้องความเสียสละของคนในสังคม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปที่ดิน คนที่มีที่ดินก็ต้องยอมที่จะเสียภาษีมากขึ้น หรือยอมที่จะคายที่ดินออกมาเพื่อให้มีการแบ่งปันในสังคมให้ทั่วถึง คือการปฏิรูปมันต้องอาศัยการเสียสละ และคนจะเสียสละได้ต้องมีสติ เห็นประโยชน์ในระยะยาวมากกว่าเห็นผลประโยชน์ในระยะสั้น สติช่วยให้เราไม่ติดอยู่กับความโลภ หรือมองการสั้น อาตมาคิดว่านี่คือสิ่งที่สังคมไทยต้องมี

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved