กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > หยุดยิง หยุดเปิดช่องให้กองกำลังไม่ทราบฝ่ายก่อความเสียหาย ยิ่งกว่านี้

กลับหน้าแรก

หยุดยิง หยุดเปิดช่องให้กองกำลังไม่ทราบฝ่ายก่อความเสียหาย ยิ่งกว่านี้

สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล
โดยชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์
คลื่น FM 101
วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๖.๓๐ น.

แบ่งปันบน facebook Share   
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 

พิธีกร หลวงพี่ไพศาลครับ ได้ทราบถึงกิจกรรมเมื่อวานที่วัดสุทัศน์กับชาวพุทธหลายท่าน แต่ว่าก่อนที่จะให้ท่านเล่า มองสถานการณ์ตอนนี้แล้วหลวงพี่ไพศาลและชาวพุทธที่ได้พูดคุยกันหลายๆคน คิดว่าทางออกน่าจะเป็นอย่างไรครับตอนนี้

พระไพศาล สถานการณ์ตอนนี้จากภาพที่รับรู้ก็คือ อยู่นอกเหนือการควบคุมของทั้งสองฝ่ายมากขึ้น ทั้งรัฐบาลและนปช. เพราะว่าจากกระแสข่าวที่ทราบมาว่ามีกลุ่มอื่นที่เข้ามาปะปนฉวยโอกาส อาจจะไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียว กลุ่มเหล่านี้มีอาวุธครบมือ ซึ่งพร้อมจะสร้างความสูญเสียเพื่อทำให้สถานการณ์รุนแรงและปั่นป่วนวุ่นวายมากขึ้น เพราะฉะนั้นทั้งรัฐบาลและนปช.ต้องทำอะไรซักอย่างหนึ่งเพื่อช่วยให้สถานการณ์ตอนนี้กลับคืนสู่ความสงบ สู่ความปกติ ซึ่งอาตมาคิดว่าคงไม่ใช่แนวทางที่เป็นอยู่ตอนนี้ที่จะทำให้เกิดความสงบสุข

พิธีกร ทำอะไรซักอย่างหนึ่ง ทำอะไรบ้างครับ

พระไพศาล ถ้าทั้งสองฝ่ายตระหนักว่าสถานการณ์เริ่มอยู่นอกเหนือการควบคุมแล้ว ก็จะต้องหาทางลง และจะต้องร่วมมือกันด้วย นปช.ก็ควรจะรีบยุติการชุมนุม รัฐบาลอย่างน้อยก็ควรจะระงับแผนการที่ทำอยู่ที่ชื่อว่าการกระชับวงล้อม นั่นคือต้องมาเจรจากันเพื่อที่จะทำให้ความรุนแรงตอนนี้ทุเลาเบาบาง เพื่อจะไม่เปิดช่องให้กลุ่มอื่นเข้ามาฉวยโอกาสสร้างความเสียหายให้มากกว่านี้ อาตมามองไม่เห็นทางออกอื่นนอกจากที่ว่ามา

พิธีกร ความพร้อมของอารมณ์ความรู้สึก ทำอย่างไรจึงจะลดลงได้บ้าง

พระไพศาล อันนี้อาตมาก็คิดว่าสำคัญ เพราะว่าสมรภูมิไม่ได้อยู่ที่แค่รอบ ๆ ราชประสงค์ แต่อยู่ในใจของผู้คนด้วย และสมรภูมิทางใจนี้ก็น่ากลัวมาก อย่างแรกที่อาตมาอยากเชิญชวนให้ญาติโยมทำก็คือว่า อันที่หนึ่งอย่ายินดี อย่าพอใจ ในความเสียหายหรือความตายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะฝ่ายที่เราไม่ชอบ เมื่อมีความสูญเสียเกิดขึ้นกับฝ่ายที่เราไม่ชอบ ให้เราระลึกว่ามันไม่ได้เป็นความสูญเสียของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น แต่มันเป็นความสูญเสียของญาติพี่น้องของเขา ของคนที่รักและผูกพันกับเขา และเป็นความสูญเสียของประเทศไทยทั้งประเทศ เพราะมันหมายถึงความร้าวฉานแตกแยกที่ร้าวลึก เพราะฉะนั้นไม่ว่าฝ่ายใดสูญเสียเราก็อย่าดีใจ การทำเช่นนั้นจะทำให้จิตใจเราแข็งกระด้างซึ่งจะทำลายความเป็นมนุษย์ในใจเรา เพราะความเป็นมนุษย์ในใจหมายถึงการมีความเมตตากรุณา

ประการที่สองอาตมาอยากให้คนไทยรวมทั้งชาวพุทธเจริญเมตตา ได้ ตั้งจิตปรารถนาดีให้ทุกฝ่ายอย่าได้ก่อกรรมสร้างเวรต่อกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ตั้งจิตปรารถนาดีขอให้ทุกฝ่ายกลับมามีสติ ขอให้เขามีชีวิตรอดปลอดภัยได้กลับสู่บ้าน กลับสู่เคหะสถาน กลับสู่ญาติพี่น้องพ่อแม่ที่รอคอยเขาอยู่ เราต้องพยายามสร้างหรือเพิ่มพลังแห่งเมตตาในใจเรา เราอาจจะยังให้อภัยไม่ได้แต่ก็อย่าถึงกับเกิดความสะใจเมื่อฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายที่เราไม่ชอบมีอันเป็นไป เพราะไม่ว่าเขาจะเป็นเจ้าหน้าที่ หรือคนเสื้อแดง เขาก็เป็นคนไทย และก่อนที่เขาจะเป็นคนไทยเขาก็เป็นมนุษย์ที่ร่วมเกิดแก่เจ็บตายกับเรา เพราะฉะนั้นขอให้เรารักษาเมตตาธรรมและความปรารถนาดีในใจเราเอาไว้ เพราะถ้าเราไม่มีสิ่งนี้ ก็จะทำให้เรามีความเป็นมนุษย์น้อยลง

ประการที่สามก็คือให้เราตระหนักว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้คือโทษของความรุนแรงที่กำลังปรากฏต่อหน้าเรา ถ้าไม่หันมาเจรจากัน ไม่ปรองดองกัน ไม่ใช้สันติวิธีก็จะเกิดภาพอย่างที่เราเห็นจากข่าว ก็คือบาดเจ็บล้มตายกันขึ้น ซึ่งกำลังจะนำพาทั้งประเทศไปสู่วงจรอุบาทว์นั่นคือวงจรแห่งการจองเวร เรากำลังถลำลึกเข้าสู่วงจรอุบาทว์เพราะเราไม่ใช้สันติวิธีกัน

พิธีกร หลวงพี่รู้สึกถึงความชินชาที่มากขึ้นไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวเลขคนเสียชีวิตหรือว่าการปะทะที่มันสั่งสม มันไม่ใช่เรื่องที่พิเศษไปแล้ว ตรงนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เสียหายในระยะยาวได้เหมือนกัน

พระไพศาล ใช่ อย่าเห็นความเสียหายหรือคนตายเป็นเพียงแค่ตัวเลข เมื่อวานตาย ๑๗ วันนี้ตายรวม ๒๒ คนเหล่านี้ไม่ใช่ตัวเลขนะ เขาเคยมีชีวิต เคยมีเลือดเนื้อ เขามีลูกหลาน เขามีพ่อแม่ เขามีคนรัก เขาเคยทำความดีสร้างประโยชน์ บางคนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เลยด้วยซ้ำ บางคนอาจจะเกี่ยวข้องแต่เขาก็มีคุณงามความดี ที่แน่ๆคือเขายังสามารถจะทำความดีเช่นเดียวกับเราแต่เขาไม่มีโอกาสแล้ว มีคนมากมายที่ได้สูญเสียเพราะการจากไปของเขา อยากให้เรามองเห็นความจริงด้านนี้ด้วย มันเป็นเรื่องของชีวิตเป็นมนุษย์ ถ้าเรามองเห็นอย่างนี้ จะช่วยให้ตัดใจจากความเฉยชาได้มาก อาตมาอยากให้เรามองเห็นด้านนี้ของความสูญเสีย รวมทั้งเจริญเมตตาจิต ตั้งจิตปรารถนาดี ไม่งั้นเราก็จะเกิดอาการชินชา แข็งกระด้างกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น

พิธีกร เมื่อวานได้ทราบว่ามีกิจกรรมที่วัดสุทัศน์และยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปที่วัดปทุมใช่ไหมครับ หลวงพี่พอจะเล่ารายละเอียดให้ฟังได้ไหมครับ

พระไพศาล เมื่อวานที่วัดสุทัศน์มีหลายองค์กรมาร่วม เครือข่ายสันติวิธี เครือข่ายพุทธิกาก็ไปร่วมด้วย เราไปกราบพระศรีศากยมุนีซึ่งเป็นพระประธานวัดสุทัศน์ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมใจให้มีเมตตากรุณาต่อพี่น้องประชาชนคนไทย จากนั้นเราแถลงข่าวเรียกร้องขอให้ทั้งรัฐบาลและนปช.ร่วมกันยุติความรุนแรง กล่าวคือ รัฐบาลถอนทหารออกจากพื้นที่ ส่วนนปช.ยุติการชุมนุมอย่างไม่มีเงื่อนไข และเรียกร้องถึงผู้ที่ไม่สังกัดฝ่ายที่กำลังฉวยโอกาสให้ยุติการกระทำนั้นด้วย เสร็จแล้วเราก็เดินอย่างสันติไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องให้คนไทยได้ร่วมกันระดมกำลังเพื่อให้ยุติความรุนแรง โดยไม่เลือกว่าเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ในอีกส่วนหนึ่งเราก็เป็นห่วงผู้ชุมนุมจำนวนมากที่สี่แยกราชประสงค์ เพราะมีเด็ก ผู้หญิงและคนแก่ไม่น้อย เด็กก็เป็นร้อย ซึ่งอาจได้รับความเดือดร้อนจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่หากมีการสลายการชุมนุม เราก็เลยติดต่อกับเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม เพื่อขอให้วัดประกาศเป็นเขตอภัยทาน ที่จริงก็เป็นเจตนาของท่านเจ้าอาวาสแต่เดิมอยู่แล้ว แต่คราวนี้เราต้องการแจ้งข่าวนี้เพื่อให้คนได้รู้ว่า ถ้าเกิดเหตุรุนแรงมาประชิดตัวจะไปหลบภัยที่ไหนได้บ้าง ก็มีสองที่ คือ วัดปทุมวนารามและโรงเรียนมาแตร์เดอี ทางวัดปทุมฯ ตอนนี้ก็มีอาสาสมัครไปจัดเตรียมพื้นที่ร่วมกับท่านเจ้าอาวาส จัดเป็นเขตอภัยทานที่ทุกฝ่ายจะเข้ามาหาความปลอดภัยได้หากเกิดฉุกละหุกขึ้นมา นี่คือสิ่งที่ทำไปเมื่อวาน

พิธีกร เห็นว่าเช้าวันนี้นัดกันแปดโมงครึ่งต่อเก้าโมงด้วยที่ธรรมศาสตร์

พระไพศาล เป็นงานที่เดิมจัดไว้ก่อนแล้ว คือ งานปฏิรูปประเทศไทย แต่เราจะคุยเรื่องนี้กันก่อนจะเริ่มงานแปดโมงครึ่ง ว่าจะทำอะไรได้บ้างเพื่อที่จะให้ความรุนแรงยุติลง

พิธีกร นัดกันที่ลานหน้าหอใหญ่ธรรมศาสตร์ ตั้งแต่แปดโมงครึ่งถึงเก้าโมง

พระไพศาล ใช่

พิธีกร หลวงพี่ครับมีผู้ฟังท่านหนึ่ง ชื่อคุณพรรณีบอกมาว่า อยากให้พระอาจารย์ช่วยไปเทศน์ให้ทั้งทั้งทหารและม็อบฟัง เพื่อสั่งสอนว่าอะไรคือความดีความชั่ว และสัจจะเป็นอย่างไร ให้จิตใจอ่อนลง ไม่อยากเห็นใครเสียชีวิตแล้ว หลวงพี่ครับสถานการณ์แบบนี้ การเทศน์ การสะท้อนอย่างที่หลวงพี่ว่า เคยมีประสบการณ์ในการส่งผลยังไงบ้างครับ

พระไพศาล ตอนนี้เหตุปัจจัยที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายมาถึงจุดนี้ มันมีมากมาย ไม่ใช่เป็นเพราะแค่ตัวเขาตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น อย่างคุณอภิสิทธิ์ อาตมาก็ไม่คิดว่าคุณอภิสิทธิ์อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ แต่ว่าในฐานะนายกรัฐมนตรี คุณอภิสิทธิ์ก็มีเหตุปัจจัยหลายอย่างกดดันที่ทำให้ต้องตัดสินใจอย่างนี้ และอาตมาก็คิดว่าแกนนำนปช.ก็มีเหตุปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ต้องทำอย่างนี้ ซึ่งเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่ เหตุการณ์ตอนนี้มันไม่ได้เกิดจากความคิดของเขาล้วนๆ ถึงแม้ว่าการเทศน์อาจจะเปลี่ยนความคิดเขาได้ แต่เขาอาจจะต้องคำนึงถึงเหตุผลอีกหลายอย่างที่ทำให้ต้องทำอย่างที่ทำอยู่ เช่น นปช.บอกว่าเขาเห็นด้วยกับการเลิกชุมนุม แต่ว่าตราบใดที่รัฐยังมีการกระชับวงล้อม มีการปะทะกันแบบนี้ เขาก็ยังเลิกไม่ได้ อะไรต่างๆ เหล่านี้ นี่เป็นเหตุผลที่ลำพังการเทศน์อย่างเดียวมันไม่พอ มันต้องมีการทำอะไรอีกหลายอย่าง เพื่อจัดการกับเหตุปัจจัยที่ทำให้เขาต้องตัดสินใจอย่างนั้น จะเป็นเหตุปัจจัยฝ่ายรัฐบาล เหตุปัจจัยฝ่ายนปช. เหตุปัจจัยฝ่ายคุณทักษิณ ก็แล้วแต่ เราต้องคำนึงถึงเหตุปัจจัยเหล่านี้ด้วย แล้วก็ต้องพยายามแก้ไปทีละเปลาะๆ แต่ถ้ายังแก้ไม่ได้ อย่างน้อยก็น่าจะหาความร่วมมืออะไรสักอย่างที่ทำให้ความรุนแรงลดลง ที่อาตมาเสนอไปเมื่อวานก็คือ ให้เจรจาหยุดยิงสักครึ่งวันหรือหนึ่งชั่วโมงก็ยังดี เพื่อเปิดพื้นที่ให้พาคนแก่ เด็ก และผู้หญิงออกจากที่ชุมนุมไปสู่ที่ปลอดภัยได้ เพราะตอนนี้คนเหล่านี้อาจจะกลัวถูกสลายฝูงชน แต่เขาก็กลัวว่าถ้าออกจากการชุมนุมเขาจะแย่ เพราะรอบนอกมีการปะทะกันตลอดเวลา เขากลัวถูกลูกหลงก็เลยไม่กล้าไปออกไหน เก็บตัวอยู่ในสี่แยกราชประสงค์ แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะหยุดยิงครึ่งวันหรือหนึ่งชั่วโมงเพื่อพาคนเหล่านี้ออกไป ถ้าไม่ไปวัดปทุมฯก็พาไปข้างนอกเลย ทั้งสองฝ่ายน่าหาจุดร่วมกันที่พอจะรับกันได้ อย่างน้อยสักเรื่องสองเรื่องก่อน นี่เป็นข้อเสนอที่อยากให้ทำวันนี้เลย

พิธีกร หลวงพี่ครับอีกส่วนที่ผมก็ห่วงเหมือนกัน คือชาวบ้านธรรมดาที่อยู่บริเวณที่มีปัญหาอยู่ เรื่องเผายาง เรื่องไฟไหม้ เรื่องขว้างปา รวมถึงอาจถูกยิงได้ง่ายด้วย ตรงนี้จะทำยังไงได้บ้างไหมครับ

พระไพศาล อาตมามองไม่เห็นทางออกใดที่จะดีเท่ากับการหยุดยิงหยุดปะทะกันทั้งสองฝ่าย เพราะอย่างที่อาตมาบอกไว้ตั้งแต่แรกว่า คนที่ถูกลูกหลงอาจจะไม่ได้เจอลูกหลงของฝ่ายนปช. หรือรัฐบาล แต่อาจจะโดนลูกหลงจากความตั้งใจของคนกลุ่มหนึ่งหรืออีกหลายกลุ่มที่ต้องการให้เกิดความสูญเสียมากขึ้น คนพวกนี้อาจจะตั้งใจยิงผู้สื่อข่าว อาสาสมัครกู้ภัย หรือพยาบาลก็ได้ ซึ่งอันนี้น่ากลัวมาก ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ คือเหมือนกับสภาวะสงครามนี่ คนเหล่านี้ก็จะทำงานได้สบายมาก อาตมาก็เลยมองไม่เห็นว่ามันจะมีเหตุใดที่จะลดการสูญเสีย โดยเฉพาะของผู้บริสุทธิ์ นอกจากการหยุดยิง หยุดปะทะกันจากทั้งสองฝ่ายก่อน

พิธีกร ทีนี้หวังว่าเสียงสะท้อนจะไปถึง และหวังว่าจะมีการกระทำที่เป็นจริงได้ เพราะไม่รู้ว่ามันจะอีกกี่วัน อีกกี่รอบกับสถานการณ์แบบนี้

พระไพศาล ใช่ แต่ก็อย่าท้อแท้ ใครที่ต้องการให้เกิดความสงบสันติ ต้องพูด ต้องแสดงความคิดเห็นออกมา แม้ว่าเสียงของเราอาจเป็นเสียงที่เบา คนไม่ได้ยิน แต่ถ้าเราประสานเสียงพร้อมๆ กันก็จะมีความหมายได้ ถ้าเราท้อแท้ตั้งแต่ตอนนี้ก็จะทำให้สถานการณ์ลุกลามหนักกว่าเดิม แต่เราต้องมีความหวังว่า สถานการณ์จะดีขึ้นได้ แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องพร้อม เตรียมใจรับมือกับสถานการณ์ว่ามันจะไม่เป็นไปอย่างที่เราหวัง สถานการณ์อาจเลวร้ายยิ่งกว่านี้ เพราะฉะนั้นอาตมาอยากให้เรามีทั้งความหวัง ขณะเดียวกันก็เตรียมใจไม่ประมาท ต้องทำสองอย่างนี้ และอะไรที่เราทำได้ก็ช่วยกันทำคนละไม้คนละมือ น่าจะทำให้ดีขึ้นได้

พิธีกร พูดเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าปัญหาความเครียดก็เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งนะครับท่าน ความเครียดยิ่งกดสถานการณ์ให้หนัก แม้แต่คนที่อยู่นอกพื้นที่แล้ว คือ ทำใจไม่ได้ วิธีการทำใจกับสถานการณ์แบบนี้ หลวงพี่มีข้อแนะนำไหมครับ

พระไพศาล สิ่งแรกที่ทำได้คือ อย่าไปดูข่าว ฟังข่าวตลอดทั้งวัน มีคนจำนวนไม่น้อยเลยทั้งที่เครียดกับเหตุการณ์นี้ แต่ว่าตาจะตรึงอยู่กับข่าว ดูโทรทัศน์ทั้งวัน อย่าทำอย่างนั้นเพราะว่านอกจากจะก่อผลเสียต่อจิตใจเราแล้ว มันยังไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เรามีงานมีการอะไรก็ทำไป ถึงเวลากินข้าวก็ปิดโทรทัศน์ ไม่ต้องดูหนังสือพิมพ์ เราจะเลี้ยงลูก ดูแลครอบครับก็ทำไป อย่าให้ข่าวสารการเมืองมาครอบงำจิตใจจนกลายเป็นทั้งหมดของชีวิตเรา เราลองเว้นวรรคให้กับข่าวสารบ้านเมืองบ้าง ไม่ใช่ว่าไม่ให้ดูนะ แต่ควรทำอย่างอื่นด้วย ไม่ควรดูข่าวตลอดเวลา มันจะให้จิตใจเราดีขึ้น ความเครียดจะลดลง คนที่เครียดมาก ๆ เวลาเขาเล่นกับลูก เวลาดูแลลูก จะหายเครียด เพราะว่าใจเขาไปอยู่กับลูก ใจเขาไปอยู่กับครอบครัว เวลาเรากินข้าวถ้าเราไม่คิดถึงเรื่องเหล่านี้ เราก็กินข้าวได้สบาย อาตมาคิดว่าอย่างแรกคืออย่าไปดูข่าว ฟังข่าว หรือรับรู้ข่าวสารตลอดเวลาทั้งวัน

อย่างที่สอง อยากแนะให้เราหันมาอยู่กับจิตใจตัวเองบ้าง เราเป็นห่วงบ้านเมือง แต่เราลืมห่วงจิตใจของเรา บ้านเมืองลุกเป็นไฟแล้ว แต่เราไม่รู้ตัวว่าใจเรากำลังลุกเป็นไฟ ให้หันกลับมาดูจิตใจของเราว่ากำลังเป็นอย่างไร ถ้ารู้สึกเครียดก็หายใจเข้าลึกๆ หายใจยาวๆ เอาใจมากำหนดอยู่ที่ลมหายใจ สักสิบครั้งหรือสักห้านาที หาโอกาสที่จะพรมใจให้ชุ่มเย็นบ้าง อย่าให้มันรุ่มร้อนกับข่าวสารต่างๆ ที่ได้เห็น อาตมาคิดว่านี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เราทำได้ อยู่กับปัจจุบัน

เราควรรับรู้เหตุการณ์บ้านเมืองก็จริง เพราะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่าเรามีงานการอะไรก็ทำไป จะล้างจาน ทำกับข้าว ทำอะไรก็ให้ใจอยู่กับสิ่งนั้น อาตมาเชื่อว่าถ้าทำอย่างที่อาตมาพูด ใจจะเครียดน้อยลง เบามากขึ้น และถึงเวลาเรากลับมาฟังข่าว เราก็จะฟังด้วยใจสงบมากขึ้น

พิธีกร ขอบพระคุณมากครับหลวงพี่ นมัสการครับ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved