กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > a day ทำไมสัตว์โลกถึงเป็นไปตามกรรม ?

กลับหน้าแรก


a day volume 9 number 108 august 2009

Main course 108

ทำไมสัตว์โลกถึงเป็นไปตามกรรม ?
พระไพศาล วิสาโล

เรื่อง ทรงกลด บางยี่ขัน
ภาพ สลัก แก้วเชื้อ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
กรรมคืออะไรครับ

ความหมายจริงๆ ของกรรมคือ การกระทำ การกระทำทุกอย่างย่อมมีผล เราเรียกผลนั้นว่า วิบาก กฎแห่งกรรมคือกฎที่สรุปได้สั้นๆ ว่า ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว มีพุทธพจน์ว่า หว่านพืชอย่างใด ย่อมได้ผลอย่างนั้น ถ้าปลูกมะม่วงย่อมได้มะม่วง ปลูกลำไยย่อมได้ลำไย มีคนถามว่าทำไมทำบุญเยอะแยะถึงสอบตก นั่นเป็นเพราะเหตุกับผลมันไม่สัมพันธ์กัน ถ้าต้องการสอบได้ก็ต้องถามกลับว่า แล้วคุณตั้งใจเรียนหรือเปล่า การสอบได้หรือไม่ได้มันไม่ได้เกี่ยวกับการทำบุญในความหมายของการใส่บาตร ถวายสังฆทาน มันขึ้นกับว่าคุณลงแรงด้วยการขยันเรียนหรือเปล่า บางคนบอกว่า ทำไมขับรถไปทำบุญทอดผ้าป่าถึงประสบอุบัติเหตุ ก็ต้องถามว่าตอนขับรถไปคุณประมาทไหม กินเหล้าหรือเปล่า กฎแห่งกรรมอธิบายแบบนี้ แต่คนมักจะมองแบบไม่สัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล

เรามักจะคุ้นกันว่ากฎแห่งกรรมหมายถึง ชาตินี้เป็นอย่างนี้เพราะชาติที่แล้วทำแบบนี้ เป็นความเชื่อที่ถูกต้องไหมครับ

มีสองสามประเด็นที่ต้องย้ำ หนึ่ง พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า ลัทธิหรือความเชื่อนอกพระพุทธศาสนามีอยู่ 3 อย่าง หนึ่ง คือความเชื่อว่าสุขทุกข์ของเราทุกวันนี้เกิดขึ้นโดยการดลบันดาลของพระเจ้า สอง คือความเชื่อว่าสุขทุกข์ของเราตอนนี้เป็นเพราะกรรมเก่าในอดีตชาติ นี่ก็ไม่ใช่ความเชื่อหรือคำสอนของพระพุทธเจ้า สาม คือความเชื่อว่าที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่มีเหตุ ไม่มีผล เป็นความบังเอิญ ก็ไม่ใช่พุทธศาสนาเช่นกัน

คนมักไม่เข้าใจข้อสอง ไปเข้าใจว่าพุทธศาสนาสอนว่า ที่คุณเป็นอยู่ทุกวันนี้เพราะกรรมเก่าในอดีตชาติ พุทธศาสนาไม่ได้สอนเช่นนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า กฎแห่งกรรมเป็นแค่หนึ่งกฎเท่านั้นในหลายกฎที่มีผลต่อเรา เช่น พีชนิยามซึ่งว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต อุตุนิยามว่าด้วยภูมิอากาศ ถ้าเราไม่สบาย อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องกรรม แต่เพราะเราไปอยู่ในถิ่นที่มีโรคระบาด นี่คือพีชนิยาม หรือเหงื่อออกก็ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับกรรม อาจเป็นเพราะอากาศมันร้อน นี่คืออุตุนิยาม ถ้าเหงื่อออกเพราะความกลัว ก็เป็นจิตนิยาม กฎแห่งกรรมเป็นเพียงคำอธิบายหนึ่งในคำอธิบายมากมาย ดังนั้นอะไรที่เกิดกับเราก็อย่าไปเหมาว่าเป็นเพราะกรรม แต่เรามักจะมองง่าย ๆ หรือเหมาคลุมว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของกรรมหมด แล้วก็ตีความต่อไปว่าเป็นกรรมในชาติที่แล้ว ถ้าเป็นกรรมเมื่อวานหรือเมื่อสิบปีก่อนยังพอสาวหาเหตุได้ แต่พอยกให้เป็นเรื่องกรรมในชาติปางก่อน ก็เป็นเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้แล้ว

พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสเรื่องกฎแห่งกรรมเพื่อให้เราไปสนใจกับเรื่องราวในอดีต ตรงกันข้าม ท่านตรัสเพื่อไม่ให้เราเป็นทาสของอดีต ไม่ให้นั่งงอมืองอเท้าเพราะคิดว่าอดีตทำมาอย่างนั้น ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว นั่นไม่ใช่สาระของกฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมในพุทธศาสนาเน้นให้เราทำปัจจุบันให้ดีที่สุด โดยละชั่ว ทำดี และพึ่งความเพียรของตัวเอง เพราะเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ ให้เชื่อว่าการกระทำของเราย่อมส่งผล ถ้าคุณคิดว่าการกระทำของคุณไม่ส่งผล คุณก็ไม่เพียรพยายาม

ถ้าอย่างนั้น ประโยคที่ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ยังเป็นจริงอยู่ไหมครับ

กรรมเป็นตัวกำหนดชีวิต จิตใจ และการกระทำของเรามากที่สุด ไม่ใช่สิ่งภายนอก พูดอีกอย่างก็คือ สุขทุกข์อยู่ที่ใจเรา คนเราจะดีจะชั่วอยู่ที่กรรมหรือการกระทำ จะสุขหรือทุกข์ ก็อยู่ที่การกระทำ ไม่มีใครมาทำให้เราได้ ถ้าคุณวางจิตวางใจเป็น คุณเป็นมะเร็งก็ยังมีความสุขได้ เหมือนอย่างคนญี่ปุ่นคนหนึ่งเขียนหนังสือเรื่อง “ไม่ครบห้า” เพราะแกไม่มีขา ไม่มีแขน มีแต่ตัวกับหัว อายุ 40 กว่า เขาเขียนตอนหนึ่งว่า ผมเกิดมาพิการ แต่ก็มีความสุขและสนุกทุกวัน เขาพิการมาตั้งแต่เกิด อาจเป็นเพราะแม่เขากินยาอันตรายเข้าไปทำให้พิการ หรือบางคนบอกว่าพิการเพราะกรรมในอดีตชาติ ไม่เป็นไร จะพิการเพราะกรรมหรือไม่ใช่กรรมก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆ เมื่อเกิดมาพิการแล้ว เขาสามารถทำใจให้มีความสุขและสนุกทุกวันได้ การวางใจถือว่าเป็นกรรมอย่างหนึ่ง เรียกว่ามโนกรรม สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมมีความหมายอย่างนี้ คือจะสุขหรือทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของตน เหมือนกับที่มีบางคนพูดว่า “สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ” นี่เป็นเรื่องของกรรมทั้งนั้นเลย เป็นกรรมในปัจจุบันด้วย ไม่ใช่กรรมในอดีต เพราะกรรมในอดีตมันมีนัยยะคล้ายๆ พรหมลิขิตซึ่งห่างไกลพุทธศาสนามาก

ชาติที่แล้วคุณทำอะไรมาก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญอยู่ที่ปัจจุบันชาติ สิ่งที่คุณมีอยู่ตอนนี้จะมาจากไหนก็ตาม สิ่งสำคัญอยู่ที่คุณจะทำอย่างไรกับสิ่งที่มีอยู่ เหมือนคุณจั่วไพ่ มันไม่สำคัญว่าคุณได้ไพ่อะไรมา สิ่งสำคัญคือคุณจะเล่นไพ่ในมืออย่างไรต่างหาก คุณจะเอาสิ่งที่คุณมีมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรนี้คือประเด็นที่สำคัญ เปรียบเหมือนแม่ครัวสองคน คนหนึ่งมีเครื่องปรุงทุกอย่างในครัว อีกคนในครัวไม่ค่อยมีอะไรเลย ทำไมแม่ครัวคนหลังถึงทำอาหารได้อร่อยกว่า มันอยู่ที่ฝีมือ อยู่ที่ความใส่ใจในขณะปรุง นี่คือเรื่องของกรรมโดยตรง กฎแห่งกรรมไม่ได้เน้นว่าการที่คุณมีของในครัวน้อยเป็นเพราะชาติที่แล้ว แต่เน้นว่า คุณจะนำของที่มีอยู่ไม่กี่อย่างนั้นมาทำให้อร่อยได้อย่างไร แต่คนยุคนี้กลับสนใจว่าทำอย่างไรฉันถึงจะมีของในครัวครบทุกอย่าง แต่ไม่สนใจที่จะฝึกปรือวิชาทำครัว หรือพยายามทำครัวให้ดีที่สุดไม่ว่าจะมีของมากหรือน้อยก็ตาม การที่คุณหมั่นฝึกปรือวิชาทำครัว ใส่ใจทำอาหารให้ดีให้อร่อยแม้จะมีเครื่องปรุงแค่ไม่กี่อย่าง เป็นเรื่องของกรรม

ทำไมเวลาสอนกันเรื่องทำบุญ ละบาป เราถึงเน้นว่า ตายแล้วจะได้ไปสวรรค์ หรือชาติหน้าเกิดมาจะได้สบายล่ะครับ

ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากความเชื่อแบบชาวบ้าน ซึ่งโยงไปถึงประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย คือคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วงที่พระเจ้าลิไทแต่งสมัยสุโขทัย เป็นคัมภีร์ที่มีอิทธิพลต่อพุทธศาสนาไทยมาตลอดช่วงเวลา 700 ปี จิตรกรรมฝาผนังของวัดทุกวัดที่เป็นเรื่องนรกสวรรค์ เป็นอิทธิพลจากไตรภูมิพระร่วง ไตรภูมิพระร่วงทำให้ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์แพร่หลาย จนดูเหมือนพุทธศาสนาสอนแต่เรื่องนี้

อีกเหตุผลก็คือ เราต้องการหาคำอธิบายสำเร็จรูปที่ตอบคำถามได้ในทุกเรื่อง มนุษย์เรามีคำถามที่ต้องการคำตอบอยู่เสมอ ทำให้วิทยาศาสตร์เคลื่อนไหวไม่หยุดยั้ง แต่คำตอบแบบวิทยาศาสตร์บางครั้งซับซ้อนเกินกว่าชาวบ้านจะเข้าใจได้ ความคิดเรื่องอดีตชาติหรือการเกิดใหม่สามารถอธิบายได้ง่ายกว่าว่า ทำไมเราถึงเกิดมารวยจนไม่เหมือนกัน อายุยาวอายุสั้นไม่เท่ากัน เรื่องกรรมในอดีตชาติอธิบายเรื่องแบบนี้ได้ ทำให้คนยอมรับชะตากรรมหรือสภาพที่เป็นอยู่ได้ แต่ที่สอนกันนั้นฉาบฉวยมาก เป็นสูตรสำเร็จเกินไป

บุญต่างจากบาปอย่างไรครับ

บุญมีหลายความหมาย ความหมายหนึ่งคือการทำดี เช่น ทำดีทางกาย วาจา ใจ ด้วยการรักษาศีล อีกความหมาย คือ ความเย็นใจ ความสุข ความสงบใจ เป็นผลมาจากการทำความดี แต่ถ้าพูดให้เคร่งครัด บุญแปลว่าเครื่องชำระใจ คือชำระใจจากกิเลส จากความยึดมั่นถือมั่น เมื่อชำระใจได้ จิตใจย่อมเป็นสุข ใจที่เป็นบุญคือใจที่เป็นสุข ความสุขเป็นผลจากการทำความดี

นี้เป็นสิ่งซึ่งพุทธศาสนาเชื่อว่าเป็นสากล ถ้าคุณทำบุญหรือทำความดี ย่อมได้รับความสุขเหมือนกันในทุกที่ทุกเวลา บาปก็หมายถึงการกระทำที่ไม่ดี ทำให้เกิดทุกข์ เป็นจริงในทุกที่ทุกเวลาเหมือนกัน เช่น คุณไปฆ่าคน คนอื่นก็ทุกข์ คุณก็ทุกข์ ต้องคอยหลบหนี ไม่มีความสุข แต่ถ้าคุณเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใจคุณก็สบาย คนอื่นก็มีความสุข

สังคมยุคนี้ซับซ้อนขึ้น ความหมายของบุญและบาป เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนไหมครับ

ความหมายที่แท้จริงไม่เปลี่ยน แต่พฤติกรรมของคนอาจจะเปลี่ยน คือมีความซับซ้อนขึ้น อย่างการคดโกง คอรัปชั่น เป็นอกุศล จัดว่าเป็นบาปเหมือนกัน โรงงานปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ ก็เป็นบาป เป็นการผิดศีลในความหมายของการเบียดเบียนผู้อื่น ศีลหมายถึงการไม่เบียดเบียน ศีลห้าเป็นแค่เกณฑ์ขั้นต่ำที่จะทำให้สังคมอยู่ได้อย่างเป็นสุข แม้ว่าไม่ผิดศีลห้าแต่ไปเบียดเบียนคนอื่น ก็เรียกว่าผิดศีล การต่อยกันหรือรับน้องโหด ดูเหมือนจะไม่ผิดศีลห้าเพราะไม่ได้ฆ่า แต่ก็ถือว่าผิดศีลเพราะถือเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น

อย่างไรก็ตามความเข้าใจของคนไทยเกี่ยวกับบุญและบาปก็เปลี่ยนไปไม่น้อย เช่น เข้าใจว่าบุญหมายถึงคะแนนสะสม ที่หากคุณสะสมได้ถึงจุดหนึ่งสามารถแลกเอาของหรือเงินรางวัลได้ ก็เลยทำบุญเพราะอยากได้โน่นได้นี่

ที่จริงบุญ ถ้าจะให้นิยามคือ การทำประโยชน์เกื้อกูลทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น อันนำไปสู่ความสุขที่เที่ยงแท้และยั่งยืน การดูหนังฟังเพลงก็เป็นความสุข แต่ไม่เที่ยงแท้ และไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น จึงเป็นบุญไม่ได้ บาปก็ตรงกันข้าม การทำลายประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ซึ่งขัดขวางการเข้าถึงความสุขที่เที่ยงแท้และยั่งยืน ก็คือบาป สาเหตุที่ต้องเน้นเรื่องประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน เพราะการเอาเปรียบบางอย่าง เราได้ประโยชน์เข้าตัวก็จริงแต่มันไม่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น หรือมองดีๆ นอกจากไม่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นแล้ว ยังไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองด้วย เป็นการก่อบาปให้กับตัวเอง

บุญที่เราได้มาอยู่ที่ไหนครับ

อยู่ที่ใจของเรา ไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย มันเป็นกฎธรรมชาติ เมื่อเราช่วยคนตาบอดข้ามถนน มีคนเห็นหรือไม่ก็ตาม คุณก็จะมีความสุข เหมือนกับเรากินข้าวแล้วอิ่ม ไม่มีใครทำให้เราอิ่ม เราอิ่มเพราะมันเป็นกฎธรรมชาติ ถ้ากินอาหารที่ไม่เป็นโทษมันก็อิ่ม บุญนั้นถ้าทำแล้วเกิดผลทันทีคือที่ใจ แต่ก็ยังมีอานิสงส์บางอย่างที่ให้ผลในเวลาต่อมา เช่น เมื่อเราเอื้อเฟื้อใคร เขาก็ซาบซึ้งน้ำใจของเรา ทำให้เขาทำดีต่อเราหรือช่วยเหลือเราในเวลาต่อมา

การทำความดีมีโอกาสเป็นทุกข์ไหมครับ

มันอยู่ที่การวางใจด้วย เช่น เวลาเราทำดี แต่ถ้าทำด้วยความปรารถนาจะให้ผู้คนชื่นชมเรา เห็นความดีของเรา ตอบแทนบุญคุณของเรา เราก็อาจทุกข์ได้หากยังไม่มีคนเห็นความดีของเรา หรือตอบแทนบุญคุณได้ไม่ถึงใจเรา เราไม่ได้ทุกข์เพราะการทำดี แต่ทุกข์เพราะใจที่มุ่งผลของความดี หรือยึดติดคาดหวังจากผลของความดี การทำความดีแล้วอยากให้คนอื่นเห็นความดีของคุณ หรือทำดีเพราะหวังผลตอบแทนเข้าตัว ถือเป็นตัณหาอย่างหนึ่ง อาจนำไปสู่ทุกข์ได้ เช่น อยากทำบุญทอดผ้าป่า แต่ทอดมาแล้วได้เงินน้อย เลยรู้สึกเสียหน้า เพราะคิดว่าหน้าตาขึ้นกับจำนวนเงิน จัดว่าเป็นความหลงอย่างหนึ่ง หากทำบุญด้วยความอยากและความหลงก็ทำให้ทุกข์ได้ง่าย แต่ถ้าเราทำดีด้วยเจตนาบริสุทธิ์ และทำด้วยปัญญา คือปล่อยวางในผลที่จะเกิดขึ้น ย่อมทุกข์ได้ยาก

การทำบุญเพราะอยากได้บุญเยอะๆ ตายไปชาติหน้าจะได้สบาย เป็นความคิดที่ถูกไหมครับ

คิดแบบนี้ไม่ผิด เพราะอย่างน้อยก็ยังเป็นการทำความดีอยู่ แต่พระพุทธเจ้าเคยเตือนไว้ว่า การทำบุญให้ทานที่มีอานิสงส์น้อย คือการให้ทานด้วยใจที่มีเยื่อใย ด้วยจิตที่หวังสะสมบุญหรือหวังเสวยสุขในภพหน้า เป็นการทำด้วยจิตที่มีกิเลส ได้บุญเหมือนกันแต่ได้น้อยกว่าการทำบุญโดยไม่หวังผลตอบแทน

ที่จริงถ้าจะทำบุญควรทำใจให้เป็นกุศล เช่น ทำด้วยใจที่ปรารถนาดีต่อผู้รับ อยากให้เขาได้รับความสุข พ้นจากทุกข์ ถวายสังฆทานแก่พระก็เพราะอยากอุปถัมภ์ท่านให้มีกำลังในการบำเพ็ญศาสนกิจ หรือต้องการส่งเสริมพุทธศาสนา การทำบุญแบบนี้นอกจากเกิดประโยชน์แก่ผู้รับแล้ว ยังช่วยลดกิเลสหรือลดความเห็นแก่ตัวได้ เพราะไม่ได้คิดถึงประโยชน์เข้าตัวเลย

ทำไมคนในยุคนี้ถึงหวังว่าการทำบุญจะช่วยให้ร่ำรวยครับ

มันเป็นผลของยุควัตถุนิยม บริโภคนิยม คนสมัยก่อนเวลาใส่บาตร เขาไม่ได้อธิษฐานว่าขอให้รวย ขอให้มั่งมีศรีสุข อย่างคำอธิษฐานของคนอีสานเขาจะบอกว่า ข้าวคือดอกบัว ยกขึ้นเหนือหัว ถวายแด่พระสงฆ์ จิตใจจำนง ตรงต่อพระนิพพาน ขอให้ถึงเมืองแก้ว ขอให้แคล้วบ่วงมาร ขอให้ถึงพระศรีอาริย์ในอนาคตกาลเทอญ สังเกตว่าไม่มีเรื่องรวย เรื่องถูกหวยเลย มีแต่นิพพาน ขอให้ได้เกิดในยุคพระศรีอาริย์ พ้นกิเลส พ้นอำนาจของมาร ท่านพุทธทาสบอกว่า สมัยที่ท่านเป็นเด็ก แม่ให้ไปเฝ้านา แม่จะให้ถาคากันขโมยว่า นกกินก็เป็นบุญ คนกินก็เป็นทาน เวลาที่ทำไร่ไถนาคนสมัยก่อนไม่ได้คิดถึงตัวเอง เขาคิดถึงนก คิดถึงคนอื่น นี่คือบุญโดยตรงเลย เป็นบุญที่ไม่หวังประโยชน์อื่นเข้าตัว ที่หวังว่าทำบุญแล้วขอให้รวย เป็นค่านิยมที่เพิ่งเกิดขึ้นระยะหลังนี่เอง โดยไม่มีใครตั้งคำถามว่า รวยแล้วมีความสุขหรือเปล่า

การทำบุญเพราะหวังรวย ถือเป็นความคิดที่ผิดไหมครับ

ไม่ผิดหรอก แต่อาจจะขาดปัญญา เพราะไปคิดว่ารวยแล้วจะมีความสุข ความสุขไม่ได้อยู่ที่เงินทอง แต่อยู่ที่ใจ ถ้าฉลาดเราสามารถทำบุญให้ดีกว่านี้ได้ การทำบุญเพราะหวังรวยไม่ได้ช่วยให้เราปล่อยวาง จุดหมายสูงสุดของการทำบุญคือ การช่วยลดละความยึดติดถือมั่น ช่วยลดละกิเลส จนหมดความเห็นแก่ตัว การทำบุญในศาสนาพุทธมีอยู่ 3 ระดับ คือ ทาน ศีล ภาวนา ทำไมต้องเริ่มที่ทานก่อน เพราะการสละสิ่งของของเราให้ผู้อื่นนั้นง่ายกว่าอย่างอื่น เพราะมันเป็นของนอกกาย ศีลเป็นเรื่องของการสละความเห็นแก่ตัว ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เมื่อเราคิดถึงหัวจิตหัวใจของผู้อื่น เราก็ไม่อยากเบียดเบียนใคร แถมอยากจะช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเขา ส่วนภาวนาเป็นสิ่งที่ทำยากที่สุด คือการสละความยึดติดถือมั่นในตัวตน ไม่ว่าจะเป็นตัวตนที่ดีหรือไม่ดีก็ต้องสละ การทำดีในพุทธศาสนาในที่สุดแล้วก็คือ การลดละขัดเกลากิเลส ลดละความเห็นแก่ตัว ละวางความยึดติดถือมั่นในตัวตน ถ้าเราทำบุญให้ทานแล้วเรายังอยากได้ อยากมีเยอะๆ มันก็ไม่ผิดนะ แต่ทำให้เราไม่สามารถละวางความยึดติดถือมั่นในตนได้ กลับทำให้เรายึดติดถือมั่นมากขึ้น

ตราบใดที่เรายังมีความยึดติดอยู่ เราก็ยังทุกข์ แม้ว่าทำบุญแล้วจะรวยสมปรารถนา แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามีความสุข พุทธศาสนาบอกว่า ความร่ำรวย ชื่อเสียง อำนาจ ไม่ได้เป็นหลักประกันแห่งความสุขเลย คุณจะมีความสุขที่แท้จริงก็ต่อเมื่อปล่อยวางความยึดติดถือมั่น ไม่ยึดไม่อยากหรือแบกอะไรต่ออะไรไว้ในใจ อย่างที่อาตมาได้พูดไปแล้วว่า พระพุทธเจ้าท่านเน้นว่า ทานที่มีอานิสงส์น้อยคือทานที่ทำด้วยใจที่มีเยื่อใจ ใจที่หวังสะสมบุญ หวังเสวยสุขในภพหน้า หรือหวังไปสวรรค์

การฆ่าโจรเพื่อปกป้องคนอ่อนแอ เป็นการกระทำที่เป็นบุญหรือบาปครับ

การปกป้องคนอ่อนแอเป็นสิ่งดี ถือว่าเป็นบุญ แต่การฆ่าใครก็ตาม ถือเป็นบาป เพราะเราทำด้วยความเกลียด ไม่ได้ทำด้วยความรัก จิตที่เจือด้วยความเกลียดหรือความโกรธ มันเป็นบาป ทำแล้วก็ต้องทุกข์ใจ และต้องรับผลอย่างอื่นตามมาด้วย เรื่องนี้ต้องมองแบบแยกแยะว่าส่วนไหนเป็นบุญ ส่วนไหนเป็นบาป

การทำบุญสามารถช่วยลบล้างบาปที่เคยทำได้ไหมครับ

ไม่ได้ เปรียบเหมือนกับการหยดหมึกลงไปในแก้วน้ำ น้ำย่อมดำ เราไม่มีทางที่จะทำให้หยดหมึกนั้นหายไปได้ แต่เราสามารถทำให้มันเจือจางได้ด้วยการเติมน้ำสะอาดเข้าไปเยอะๆ แล้วถ้าเปลี่ยนจากแก้วเป็นกะละมังแล้วเติมน้ำลงไปอีก มันก็จะยิ่งจาง หมึกยังอยู่ที่นั่นครบถ้วน แต่จางไปแล้ว

เราสามารถมีความสุขโดยไม่ทำบาป แต่ก็ไม่ทำบุญได้ไหมครับ

ยากนะ เพราะแค่มีจิตที่คิดเห็นแก่ตัว คิดมุ่งร้ายผู้อื่น ก็เป็นบาปแล้ว ในชีวิตคนเรามีโอกาสทำบาปมากกว่าทำบุญ และถ้าไม่ทำบุญด้วยแล้ว ก็อย่าหวังว่าจะมีความสุขที่แท้จริงได้ อาจได้แค่ความสุขทางกาย แต่ไม่มีความสุขใจ จนกว่าจะได้ทำความดีหรือทำบุญ การทำดีหรือทำบุญเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจและทำให้ชีวิตเจริญก้าวหน้า ถ้าคุณไม่ทำดีเลย ชีวิตคุณก็จะถอยหลัง เพราะอดไม่ได้ที่จะต้องทำบาปโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เหมือนกับนกถ้าอยากลอยอยู่บนฟ้าก็ต้องกระพือปีกบิน ถ้าหยุดกระพือปีกเมื่อไหร่ก็ต้องตกลงดิน คนเราถ้าไม่ทำความดีเลย ก็ยากที่จะมีอะไรมาขัดเกลากิเลสความเห็นแก่ตัวให้บรรเทาเบาบางลงได้ และหากกิเลสไม่เบาบาง ก็ต้องเจอความทุกข์ไม่หยุดหย่อน

การกินข้าวยังมีอิ่ม การทำบุญมีจุดที่อิ่ม คือไม่ต้องทำเพิ่มอีกแล้วไหมครับ

มี คือวันที่คุณเข้าถึงนิพพาน ถึงตอนนั้นคุณก็อยู่เหนือบุญเหนือบาป ไม่มีกรรมใด ๆ ที่จะปรุงแต่งขึ้นให้เป็นสุขหรือทุกข์ได้ต่อไป แต่ตราบใดที่เรายังเป็นมนุษย์ปุถุชนที่ยังวนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร เราต้องทำความดีเรื่อยไป ตราบใดที่เราเป็นมนุษย์ก็ต้องกินอาหารทุกวัน กินข้าวเช้าอิ่มแล้วไม่ได้แปลว่าจะอิ่มไปตลอด ตอนเที่ยงก็ต้องกิน วันรุ่งขึ้นก็ต้องกิน ตราบใดที่เรายังอยู่ในวัฏฏสงสารเราก็ต้องทำบุญไปเรื่อยๆ แต่อย่าติดที่การทำบุญด้วยทานและศีล ควรทำบุญด้วยภาวนาจนเกิดปัญญา เห็นความจริงของชีวิตว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเราหรือของเราได้ และไม่มีอะไรที่ยึดถือหรือน่ายึดถือได้เลย ถึงตอนนั้นก็จะละวางความยึดติดถือมั่นทั้งปวงได้ ไม่ยึดติดแม้กระทั่งบุญ และไม่มีอะไรจะผลักดันให้ทำบาปได้อีกแล้ว เพราะไม่มีความเห็นแก่ตัว พูดง่าย ๆ คืออยู่เหนือบุญเหนือบาป และทำให้พ้นจากวัฏฏสงสารได้ในที่สุด

สัตว์มีโอกาสที่จะทำบุญเหมือนมนุษย์ไหมครับ

อาตมาเชื่อว่าสัตว์สามารถที่จะทำความดีได้ โดยเฉพาะสัตว์ที่มีสมองพัฒนามาระดับหนึ่ง สัตว์หลายชนิดก็มีคุณธรรมอยู่ในหัวใจ เช่น ช่วยเหลือกัน หรือช่วยเหลือข้ามเผ่าพันธุ์ มีตัวอย่างมากมาย

แต่จะว่าไปแล้วมนุษย์เรามีโอกาสทำความดีมากกว่าสัตว์ เพราะเรามีเหตุมีผล มีสมอง มีเจตจำนง มนุษย์จึงมีโอกาสพ้นทุกข์เยอะกว่า พุทธศาสนาบอกว่า การจะเกิดเป็นมนุษย์ได้ต้องใช้กรรมดีเยอะมาก การเกิดเป็นมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก พระพุทธเจ้าบอกว่า มีห่วงไม้ลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ แล้วในมหาสมุทรแห่งนี้ก็มีเต่าตาบอดอยู่ตัวหนึ่ง ร้อยปีจึงจะโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำสักครั้งหนึ่ง โอกาสที่มันจะโผล่ขึ้นมาพอดีตรงกลางห่วงเป็นเรื่องยากแค่ไหน การเกิดเป็นมนุษย์ยากยิ่งกว่านั้น การเกิดเป็นสัตว์ถือว่าเป็น ทุคติภูมิ อาจจะทำกรรมไม่ดีไว้เลยต้องเกิดเป็นสัตว์ เมื่อพ้นกรรมนั้นแล้วก็อาจได้เกิดเป็นมนุษย์ ถ้ามนุษย์เรามีโอกาสทำดีแต่ไม่ทำ ตายไปก็มีโอกาสเกิดเป็นสัตว์ได้ นี่พูดแบบไตรภูมิพระร่วงเลยนะ แต่ก็สอดคล้องกับคำสอนในพระไตรปิฎกด้วย

บุญ บาป มันจะตามเราไปชาติหน้าไหมครับ

พุทธศาสนาเชื่อว่าเมื่อเราตายไป เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง มีแต่บุญและบาปเท่านั้นที่จะตามไปยังภพหน้า รวมทั้งผลบุญและวิบากอันเป็นผลของกรรม การให้ผลของกรรมนั้นมีความหลากหลาย บางอย่างให้ผลทันที บางอย่างให้ผลในปัจจุบันชาติ บางอย่างให้ผลในภพหน้าหรือภพถัด ๆ ไป

เราจะแน่ใจได้อย่างไรครับว่า ชาติหน้ามีจริง

การที่เราจำชาติที่แล้วไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าชาติที่แล้วไม่มี การมีหรือไม่มี ไม่ได้ขึ้นกับความรับรู้หรือความจำของเรา แต่จะว่าไปแล้วพุทธศาสนาไม่อยากเสียเวลาถกเถียงเรื่องชาติหน้า แต่ขอให้ทำความดีเป็นสำคัญ พระพุทธเจ้าแนะให้เราพิจารณาอย่างนี้ว่า ถ้าเราทำความดี หากชาติหน้ามีจริง เราก็จะได้รับความสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้า แต่ถ้าไม่มีชาติหน้า ก็ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะอย่างน้อยเราก็ได้รับความสุขในชาตินี้ ความดีที่ทำไม่มีวันสูญเปล่า ในทางตรงข้ามถ้าเราไม่เชื่อว่าชาติหน้ามีจริง เราเลยใช้ชีวิตอย่างเสเพล เอาเปรียบคนอื่น ชาตินี้เราก็ต้องอยู่อย่างมีความทุกข์ และถ้าเกิดชาติหน้ามีจริงจะเป็นอย่างไร ก็ต้องรับกรรมหรืออาจถึงกับตกนรกเลยก็ได้ สรุปก็คือถ้าไม่เชื่อว่าชาติหน้ามีจริงแล้วทำชั่ว ก็จะเสียประโยชน์ทั้งชาตินี้และชาติหน้าด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คุณควรจะเชื่อว่ามีชาติหน้าไหม ลองไตร่ตรองดูว่าถ้าเชื่อแล้วมีประโยชน์ ก็ควรเชื่อ ถ้ามีก็เชื่อ ไม่มีก็ไม่ต้องเชื่อ แต่ที่สำคัญก็คือต้องหมั่นละชั่ว ทำดี ทำจิตให้บริสุทธิ์

จริง ๆ แล้วอาตมาไม่ค่อยสนใจว่าควรเชื่ออะไรดี แต่สนใจว่าเชื่ออย่างไรมากกว่า ถ้าเชื่อผีสางนางไม้แล้วไม่กล้าทำลายธรรมชาติ อาตมาว่าดี แต่ถ้าเชื่อวิทยาศาสตร์แล้วใช้ชีวิตแบบเสพสุข ไม่กลัวบาปไม่เชื่อบุญ แล้วเอาเปรียบคนอื่น อาตมาว่าอันตราย ถ้าเป็นแบบนี้เชื่อผีสางนางไม้ดีกว่า นรกสวรรค์ก็เหมือนกัน ไม่ต้องเชื่อก็ได้ถ้ายังทำความดีอยู่ ไม่เชื่อนรกสวรรค์แต่ทำความดีอาตมาว่าดีกว่าเชื่อว่ามีนรกสวรรค์แต่ไม่สนใจทำความดี

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved