กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > รวมทัศนะและบทบาทของปาฐกมูลนิธิโกมลคีมทอง”

กลับหน้าแรก

ปาฐกงานปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง ครั้งที่ 10 ประจำปี 2527 “แสวงหารากฐานของชีวิตในโลกแห่งกิจกรรม”
เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี มูลนิธิโกมลคีมทอง
(สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563)

พระไพศาล วิสาโล

อุดมคติในความหมายอย่างกว้างๆ คืออะไร และอุดมคติที่หลวงพี่ดำเนินมาตลอดคืออะไรครับ 

อุดมคติในความเข้าใจของอาตมาคือคุณธรรมหรือคุณค่าที่เรายึดถือเป็นเครื่องชี้นำกำกับการดำเนินชีวิต เป็นสิ่งที่เรามุ่งมั่นจะทำหรือเข้าถึง อุดมคติอาจเป็นคุณธรรมที่เรายึดเป็นธรรมประจำใจ หรือเป็นจุดหมายอันสูงส่งที่เราอยากจะไปให้ถึง

ส่วนตัว อุดมคติที่ยึดถือก็คือการขัดเกลาจิตใจของตัวเองให้มีความเห็นแก่ตัวน้อยลงไปเรื่อยๆ มีความยึดติดถือมั่นในตัวกูของกูน้อยลงไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้เข้าถึงความสงบเย็น ในขณะเดียวกันก็อยากจะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่น รวมทั้งกับสังคม ถ้ามีความสามารถก็อยากจะทำประโยชน์ให้กับทั้งโลกเลย แต่นั่นเป็นอุดมคติที่ยังไปไม่ถึง 

ถ้าพูดถึงจุดหมายสูงสุดของชีวิตก็ไม่ต่างจากอุดมคติของชาวพุทธทั่วไปคือ  ความรู้แจ้งในสัจธรรม จนถึงที่สุดแห่งทุกข์  บรรลุถึงสิ่งที่เรียกว่านิพพาน


ย้อนไปสมัยที่พระคุณเจ้าได้รับเชิญเป็นปาฐกในพรรษาหนึ่ง ท่านเคยพูดเกริ่นในปาฐกถาแล้วว่าเหมือนไม่พร้อม แต่อยากจะถามเพิ่มเติม ตอนที่ท่านได้รับเชิญเคยเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับข้อมูลที่พอจะเป็นแรงบันดาลใจของโกมล คีมทองบ้างไหม และเราได้กลับไปทบทวนสิ่งที่เราพูดในวันนั้น

โกมล คีมทอง มีอิทธิพลกับชีวิตของอาตมามาก ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียน โกมล คีมทอง ตายเมื่อปี ๒๕๑๔  อาตมามารู้จักมูลนิธิโกมลและรับรู้เรื่องราวของโกมลเมื่อปี ๒๕๑๕  ตอนนั้นจำได้ว่า มีการจัดนิทรรศการโกมล คีมทอง เล็กๆ ที่ร้านศึกษิตสยาม เมื่อปี ๒๕๑๕  จึงไปที่ร้านศึกษิตสยาม และซื้อหนังสือของโกมลมาเล่มหนึ่ง อ่านแล้วประทับใจในอุดมคติของโกมล คีมทอง คือการเสียสละ การอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ยากไร้ นี่เป็นสิ่งที่เด่นชัด เพราะเป็นแรงผลักดันให้เขาไปเป็นครูที่สุราษฎร์และเสียชีวิตที่นั่น ในขณะที่อายุแค่ 25 ปี แต่ไม่ใช่แค่ความตายของเขาที่สร้างความสะเทือนใจและให้แรงบันดาลใจกับเรา จดหมายของเขา มีเนื้อหาสาระที่สัมผัสใจของอาตมาได้ไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องของชีวิตที่เรียบง่าย โกมล คีมทอง ทำให้อาตมาเห็นชัดเลยว่า ชีวิตของคนเราไม่จำเป็นต้องหรูหราฟู่ฟ่า ไม่ต้องร่ำรวย เป็นชีวิตที่เรียบง่าย อยู่กับธรรมชาติ มีเวลาว่างอ่านหนังสือ อาตมาชอบจดหมายฉบับหนึ่งของโกมลที่พูดพูดถึงความใฝ่ฝันในชีวิตของเขา จำคำพูดไม่ได้แล้ว  แต่เนื้อหาสาระคือการมีชีวิตที่เรียบง่าย คือมีความสุขที่ไม่ต้องร่ำรวยหรือเสพบริโภคอะไรมาก มาย แค่ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับผู้คน ได้สนทนาเรื่องที่เป็นสาระ ได้เขียนได้อ่านสิ่งประเทืองสติปัญญา

ตรงนี้ทำให้อาตมาคิดชัดขึ้นเกี่ยวกับจุดหมายของชีวิต โดยเฉพาะที่โกมลบอกว่าการเอาตัวรอดในสังคมไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำให้ชีวิตมีคุณค่ายากกว่า อาตมาคิดว่าจริงนะ โดยเฉพาะถ้าคุณจบอัสสัมชัญหรือจบมหาวิทยาลัยมา การเอาตัวรอดในสังคมนี้ไม่ยากเลย  ในขณะที่หลายคนในรุ่นนั้นคิดว่าถ้าเราไม่มีการศึกษาสูงๆ หรือมีเงินเดือนมาก ๆ จะอยู่อย่างไร คำถามพวกนี้ไม่มารบกวนจิตใจอาตมาเลย นี่เป็นแง่คิดที่ประทับใจ ก่อตัวเป็นอุดมคติจากการได้อ่านจดหมายของโกมล คีมทอง ซึ่งมีพลังมากกว่าบทความของเขาอีก

ยิ่งมาได้รับรู้ถึงสิ่งที่เขาทำมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาจนเรียนจบ มันเป็นแรงบันดาลใจให้อาตมาในการทำงานเพื่อสังคม อันที่จริง โกมลไม่ได้มีมิติเรื่องศาสนามาก แต่การที่เขารู้ว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ต้องทะเยอทะยานมาก ชีวิตที่แสวงหาคุณค่าที่เป็นสาระ แค่นี้ก็มีความหมายสำหรับเด็กมัธยมอย่างอาตมาแล้ว 

ตอนหลังก็เลยมาคลุกคลีใกล้ชิดกับมูลนิธิโกมลคีมทอง จนกระทั่งจับผลัดจับผลูมาทำ ปาจารยสาร ตอนอายุ 18 ปี จะว่าไป อุดมคติของชีวิตอาตมาได้รับการก่อรูปก่อร่างหรือได้อิทธิพลจากโกมล คีมทองไม่น้อย 

จะว่าไปแล้วชีวิตนักเขียนของอาตมาได้ประโยชน์หรือได้อานิสงส์จากมูลนิธิโกมลคีมทองมาก เพราะหนังสือเล่มแรกของอาตมาพิมพ์โดยมูลนิธิโกมลคีมทอง และชีวิตนักเขียนของอาตมาเริ่มต้นเป็นเรื่องเป็นราวก็ที่ ปาจารยสาร ซึ่งมูลนิธิโกมล คีมทอง สนับสนุนอยู่  รวมทั้งหนังสือเล่มอื่น ๆ ทีตามมาก็พิมพ์โดยมูลนิธิโกมลคีมทองพิมพ์ เรียกว่าชีวิตนักเขียนของอาตมาลงหลักปักฐานได้เพราะมูลนิธิโกมลคีมทอง  พูดได้ว่า ชีวิตส่วนตัวของอาตมาก็ดี ชีวิตนักเขียนก็ดี หรือชีวิตนักกิจกรรมก็ดี ได้รับอิทธิพลจากอุดมคติของโกมล คีมทองมาก


ผมอยากจะเชื่อมโยงหลวงพี่ระหว่างหลวงพี่กับอาจารย์ป๋วยนิดหนึ่ง ในเชิงศาสนา อาจารย์ป๋วยท่านถือว่าเป็นปฏิบัตินิยมด้วยซ้ำ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกสะเทือนใจไม่ใช่เพราะท่านเป็นปฐมปาฐกแล้วพูดเรื่องอุดมคติอย่างเดียว แต่ท่านยอมที่จะเป็นรองประธานมูลนิธิโกมลคีมทองตลอด จนชีวิตหาไม่ ท่านรู้สึกอย่างไร

หลัง 6 ตุลาคม อาจารย์ป่วยลี้ภัยไปอยู่อังกฤษ ท่านแทบจะไม่มีความสัมพันธ์ใดกับองค์กรทั้งหลายในเมืองไทย นอกจากเป็นประธานมูลนิธิมิตรไทย แต่มูลนิธิอื่นทั้งหลายทั้งปวงในเมืองไทย อาจารย์ป่วยลาออกหมด แต่มูลนิธิเดียวที่ท่านยังเป็นกรรมการอยู่คือมูลนิธิโกมลคีมทอง ส่วนหนึ่งเพราะมูลนิธิโกมลคีมทองเป็นสัญลักษณ์ของการพยายามทวนกระแสสังคมและการเมืองที่ย่ำแย่และเลวร้าย


อาจารย์ป่วยเป็นนักเศรษฐศาสตร์ แต่โกมลไม่สนใจเศรษฐศาสตร์เลย และโกมลก็ไม่ได้สนใจมิติในเชิงประเทศโดยรวม แต่สนใจเรื่องการพัฒนาเด็ก การทำงานในชุมชน แต่อาจารย์ป่วยกลับให้คุณค่า ย้อนหลังกลับไปอีกที ตอนที่เราอายุน้อยช่วงที่มาแสดงปาฐก มาถึงตอนนี้อุดมคติของโกมลคีมทองที่ยังเป็นแรงบันดาลใจมีขนาดไหน

อาตมายังเชื่ออยู่เรื่องของชีวิตที่เรียบง่าย แต่ว่าอิทธิพลของพุทธศาสนาทำให้อุดมคติของตนหยั่งลึกไปกว่านั้น คือมีมิติด้านจิตใจ ได้แก่การเป็นอิสระจากความทุกข์ เป็นอิสรภาพในทางจิตใจ ไม่ใช่แค่มีชีวิตที่เรียบง่ายสันโดษเท่านั้น สิ่งที่ได้พูดในปาฐกถาโกมล คีมทอง คือสิ่งที่อาตมาเชื่อ เรื่องธรรมะ 4 ข้อที่เป็นรากฐานของชีวิต รู้สึกว่าโชคดีที่เราได้มาเห็นตรงนี้ชัดเจน เรื่องอธิษฐานธรรม 4 ประการ ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นหนุ่ม ธรรมเหล่านี้ได้เป็นรากฐานให้กับชีวิต อาตมายังเชื่อในสิ่งเหล่านี้อยู่ และถือว่าเป็นรากฐานที่สำคัญของการดำเนินชีวิต ไม่ว่าในฐานะของปัจเจกบุคคลหรือคนที่ทำงานเพื่อสังคม


จะพูดถึงเรื่องกิจกรรมที่ท่านทำมาก่อนจะบวช และเป็นกิจกรรมร้อน เพราะทำเกี่ยวกับเรื่องเหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงวิกฤต และชีวิตของหลวงพี่เอง เข้าไปเกี่ยวข้องกับ 6 ตุลาคมที่มีวิกฤตรุนแรง แล้วได้มาบวชเหมือนกับเป็นการพักใจ แล้วใช้ชีวิตอยู่ในสมณเพศยาวนาน สิ่งที่ท่านได้เขียนไว้ เป็นลางบอกเลยว่าพอเราแสวงหารากฐานของชีวิตในเรื่องของการภาวนา เหมือนกับมีการตกผลึก ซึ่งถ้าเป็นคนที่กลับไปอ่านแล้วไม่รู้จักท่านเลย อาจจะไม่คิดว่าเป็นคนอายุน้อย เพราะคิดได้ขนาดนี้ แล้วเรียบเรียงเป็นระบบขึ้นมา ท่านได้กลับไปทบทวนอีกครั้งและต่อยอดจากตรงนั้นไหม

กลับไปอ่านก็ขนลุกว่าคิดได้อย่างไร ไม่ค่อยกล้ากลับไปอ่านใหม่ เขียนได้อย่างไร อหังการเหลือเกิน แต่บางประเด็น เช่น ข้อสุดท้ายเรื่องการกลับไปสู่รากเหง้าของสังคมไทย อาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ยังไม่ทิ้งหลักการเดิมๆ


เราพูดถึงกิจกรรมที่ทำมาโดยตลอด เพราะงานของผมคือการมาตามรอยของอุดมคติและด้านอุดมการณ์คู่ขนานกันไป ด้านหนึ่งเราทำกิจกรรม แต่ของท่านจะชัดกว่าคนอื่น าระหว่างที่เราทำกิจกรรมภายนอกที่เรียกว่าอุดมการณ์ที่เรามุ่งมั่น เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน สมัย 6 ตุลาคม จนทำให้เกิดอาการผิดหวังแล้วมาบวช แม้แต่อยู่ในสมณเพศ ก็ยังมีกิจกรรมอยู่ เพราะไม่ได้การภาวนากับตัวเองในป่าตลอด กิจกรรมที่เราทำกับสมดุลชีวิตด้านใน ตั้งแต่บวชมาพอจะแบ่งเป็นช่วงๆ ได้ไหม ในการเลือกทำกิจกรรมแต่ละอย่างๆ และสะท้อนด้านในของชีวิตด้วย

สิบปีแรกที่บวชเป็นพระ งานของอาตมาจะหนักไปทางด้านสังคม การอบรมด้านสันติวิธี การขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังงานต่างๆ อย่างเช่นเรื่องการอนุรักษ์ป่า การสร้างความเป็นธรรมทางสังคม รวมทั้งการผลักดันแนวคิดเรื่องนิเวศวิทยา ประเด็นหลังนั้นได้อิทธิพลจากหนังสือเรื่องจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ ซึ่งอาตมาเป็นผู้ร่วมแปลคนหนึ่ง พอแปลแล้วก็ได้ความคิดงอกเงย  จึงนำประเด็นมาเขียนขยายต่อจนเกิดหนังสือเรื่องแลขอบฟ้าเขียว ตอนนั้นงานอาตมาจะหนักไปทางด้านการขับเคลื่อนสังคมให้เป็นไปในทางที่ดีงาม ทั้งยุติธรรม เกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยสันติวิธีเป็นตัวผลักดัน 

สิบปีต่อมา งานของอาตมาจะเน้นหนักไปที่การปฏิรูปพระพุทธศาสนา เกิดหนังสือพุทธศาสนาไทยในอนาคต ตอนนั้นมีเรื่องธรรมกายเกิดขึ้นเป็นข่าวโด่งดัง  อาตมาจึงผลักดันให้เกิดเครือข่ายพุทธิกาขึ้นมา ตอนนั้นมีความหวังว่าจะปฏิรูปพุทธศาสนาได้ แต่พอเวลาผ่านไปไม่กี่ปี ก็รู้สึกว่าอุปสรรคเยอะ ปฏิรูปยาก 

สิบปีต่อมาก็เน้นหนักไปที่การเตรียมตัวตาย มีการอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ ตอนหลังก็หนักไปทางด้านธรรมะมากขึ้น 

ช่วง 10 ปีแรกอาตมาไม่ค่อยมีหนังสือธรรมะออกมา เพราะรู้สึกว่าอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า และกลัวว่าถ้าพูดเรื่องธรรมะ คนเขาจะนึกว่าเราบรรลุธรรมแล้ว  หนังสือธรรมะเล่มแรกที่ออกมาคือ สุขใจในนาคร ซึ่งเขียนให้โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง ทศวรรษที่สอง งานด้านธรรมะ ด้านศาสนา ก็เริ่มมีมากขึ้น 

ปี 2536-2547  งานที่สนใจเป็นเรื่องการปฏิรูปพระพุทธศาสนา ตอนหลังมาจับงานอบรมด้านเผชิญความตายอย่างสงบ รู้สึกว่ามาทำงานด้านนี้แล้วขับเคลื่อนได้ดีกว่า เพราะคนเรากลัวตาย จึงง่ายที่จะชวนให้มาสนใจเรื่องธรรมะ ระยะหลังๆ จะเป็นงานธรรมะมากขึ้น จนกระทั่งงานสังคมค่อยๆ ลดลง แต่ก็ยังพอมีอยู่เรื่อยๆ อย่างงานอนุรักษ์ธรรมชาติ งานสันติวิธีต่างๆ


ไม่ว่าเราจะทำเรื่องธรรมะล้วนๆ อย่างการเตรียมตัวตาย แต่จะโยงไปสู่มิติทางด้านสังคมและสิทธิในเรื่องการตัดสินใจเกี่ยวกับภาวะสุดท้ายของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ภาพข้างนอกยังมองท่านในทางการเมืองอยู่ บางพวกจะเรียกท่านว่าเป็นสลิ่มทั้งที่สอนแต่เรื่องธรรมะล้วนๆ ถึงที่สุดแล้ว กระแสอย่างนี้ยังมีลักษณะดุเดือดอยู่ เรื่องอหิงสธรรมกับเรื่องสันติวิธีมีน้อยเกินไปหรือเปล่าในปัจจุบันจนเหมือนไม่มีพลัง หรือเพียงแต่ว่าไม่มีใครหยิบเอาทรัพย์ทางปัญญาหรือสติในเรื่องอหิงสธรรมในสังคมไทยมาใช้ได้อย่างชาญฉลาดแบบคานธีหรือพลพรรค ที่หยิบฉวยวัฒนธรรมเดิมมาใช้เป็นกระบวนการทางสังคมที่ทำให้เกิดการประสานไมตรี ท่านยังให้ความใส่ใจในเรื่องดังกล่าวไหม 

ยังใส่ใจอยู่ แต่รู้สึกว่าทำอะไรได้น้อยลง เพราะตอนนี้แวดวงสันติวิธีก็แตกกันเพราะแบ่งกันเป็นเหลืองกับแดง ทำให้ภาคประชาสังคมอ่อนแรงลง  ความสนใจในเรื่องการเมืองและการแสดงความคิดเห็นจะน้อยลง เพราะรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ผู้คนไม่ฟังกันแล้ว  ฟังแต่สิ่งที่ถูกใจ เวลาอาตมาพูด คนที่ถูกใจก็ไม่ฟังเหตุผลของอาตมา แต่เอาคำพูดของอาตมาไปเป็นประโยชน์กับฝ่ายตน รวมทั้งข่มอีกฝ่ายหนึ่ง  ส่วนคนที่ไม่ถูกใจ ก็ไม่ฟังเหตุผลเหมือนกัน ด่าว่าอย่างเดียว


ท่านคิดอย่างไรกับบทบาทของท่านในทศวรรษที่ 4 

ยังอยากจะทำเรื่องมิติด้านในต่อไป แต่ทำอย่างไรให้มีมิติทางสังคมด้วย เพราะถ้าเราทำแต่เรื่องด้านในโดยไม่โยงกับสังคมภายนอก จะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ 


ในช่วง 4 ทศวรรษของการทำกิจกรรมกับการภาวนา มีงานอะไรที่ท่านรู้สึกว่ามีผลกระทบต่อสังคมพอสมควร

ในภาพรวม สิ่งที่รู้สึกว่าเป็นเนื้อเป็นหนังบ้าง คือการทำให้คนสนใจมิติด้านจิตวิญญาณ มิติด้านใน แต่ก่อนผู้คนไม่ค่อยสนใจ แม้แต่คนทำงานเพื่อสังคมก็สนใจแต่การเปลี่ยนแปลงภายนอก  แต่ระยะหลังผู้คนหันมาสนใจมิติด้านในมากขึ้น  ส่วนคนที่สนใจมิติด้านในก็หันมาทำอะไรเพื่อสังคมมากขึ้นด้วย 


แล้วคนรุ่นใหม่ที่อาจจะออกไปทางสังคม เช่น เนติวิทย์ หรือไผ่ ดาวดิน ได้พูดคุยกับลึกซึ้งไหม 

ยังไปไม่ถึงคนเหล่านี้ ไม่ค่อยได้มีการเชื่อมโยงกันเท่าไหร่ อาจเป็นเรื่องวัยด้วย เพราะอาตมาเกี่ยวข้องกับคนวัย 30 ขึ้นไป นักศึกษาปัจจุบันหรือที่เพิ่งจบไม่ค่อยได้สื่อสารกับเท่าไหร่


เขาอาจจะไม่ได้เข้าหาเราด้วย

เราไม่ได้มีกิจกรรมที่ทำร่วมกัน แต่ก่อนอาตมาทำงานเพื่อสังคมค่อนข้างมาก ทำให้รู้จักกับคนรุ่นใหม่ที่เป็นนักกิจกรรม  ถ้าอาตมาไม่ได้ทำงานเพื่อสังคม ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้สัมพันธ์กับคนกลุ่มนี้มากนัก


ท่านมีอะไรจะฝากเป็นข้อคิดจากฝ่ายสงฆ์ให้กับคนรุ่นใหม่ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งระหว่างรุ่น และในช่วงที่มีลักษณะเป็น Social Spring คือแต่ก่อนคนหนุ่มสาวเขาอยู่ในโลกโซเชียล แต่พอเขามาเจอกันในโลกจริง ทำให้เขาเห็นพลัง ท่านมีอะไรที่จะเตือนสติให้เขาสร้างสรรค์ไปข้างหน้าว่า สังคมที่เราปรารถนาจะอยู่ร่วมกันเป็นอย่างไร

อุดมการณ์จะสูงส่งอย่างไรก็ตาม ต้องมีอุดมคติเป็นตัวกำกับ อุดมการณ์เป็นเรื่องของการเมืองและสังคม อุดมคติเป็นเรื่องของชีวิต ถึงแม้จะมีอุดมการณ์สูงส่งหรือแรงกล้าอย่างไร แต่ถ้าขาดอุดมคติเป็นพื้นฐาน ก็เกิดปัญหาได้ เหมือนพวกที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมตามแนวทางสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ มีอุดมการณ์สูงส่ง ยอมตายเพื่ออุดมการณ์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สร้างรัฐทรราชย์ขึ้นมา อย่างเลนิน สตาลิน เหมา พลพต คนเหล่านี้ล้วนมีอุดมการณ์ แต่ไม่เห็นความสำคัญของอุดมคติ พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ถือคติว่าถ้าเป้าหมายดีแล้ว จะใช้วิธีการอะไรก็ได้ อย่างที่เรียก the end justifies the means  แต่อาตมาคิดว่าอุดมคติสำคัญ ช่วยกำกับไม่ให้อุดมการณ์นอกลู่นอกทาง

อาตมาเห็นว่าอุดมคติของครูโกมลน่าจะยังสื่อกับคนรุ่นใหม่ได้ คำถามคือทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกับอุดมคติของโกมล คีมทอง เพราะเป็นอุดมคติที่เข้าใจง่าย และน่าจะดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้ไม่น้อยกว่าสมัยที่อาตมาเป็นนักเรียน ตอนอาตมาอายุ 15 ปี รู้สึกว่าอุดมคติของโกมลเยี่ยมเลย  อาตมาคิดว่าคนรุ่นใหม่ในเวลานี้ ถึงจะคนละยุคกับอาตมา แต่วัยใกล้ๆ กัน น่าจะรู้สึกได้ถึงเสน่ห์ของอุดมคติโกมล คีมทอง จึงคิดว่าอุดมการณ์จะก้าวหน้าอย่างไรก็ตาม อย่าทิ้งอุดมคติที่ลึกซึ้ง


แล้วในแง่ของคนทำงานมูลนิธิโกมล ท่านมีอะไรที่จะแนะนำแนวทางการเผยแพร่อุดมคติที่ยังมีค่า มีเสน่ห์ไปในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ว่าควรจะมีรูปแบบไหน อย่างไรบ้าง

ต้องทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น อาตมายังรู้จักเขาน้อย ถ้าเรามีโอกาสควรเปิดใจรับฟังเขา ให้เขาได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอุดมคติของโกมล ว่าเขารู้สึกอะไร บางทีเราอาจจะรู้ว่าอุดมคติของโกมลมีสิ่งที่ช่วยดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้อย่างไรบ้าง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved