กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > ชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์

กลับหน้าแรก

ชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์
พระไพศาล วิสาโล

จากหนังสือ a day
VOLUME 20 ISSUE 232
DECEMBER 2019

            37 พรรษา คือช่วงเวลาที่ ‘ไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์’ เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตมาเป็น ‘พระไพศาล วิสาโล’
            จากเด็กชายที่ตั้งคำถามกับการเรียน สู่คนหนุ่มที่สนใจการเคลื่อนไหวแบบสันติวิธี ก่อนมาปักหลักเป็นนักบวชที่วัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ (ปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต) แต่ละช่วงเวลาได้มอบบทเรียนในแง่มุมต่างๆ ทั้งเพิ่มความเข้าใจ สร้างการเติบโต จนกระทั่งชัดเจนในเส้นทางชีวิตของตัวเอง
            เท่าที่ความทรงจำจะอนุญาต เราชวนท่านย้อนไปในแต่ละช่วงชีวิต เพื่อใคร่ครวญถึงบทเรียนที่ผ่านมา

 

เรียนเพื่อความรู้ อยู่เพื่อผู้อื่น
            ไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์ เกิดเมื่อ 10 พฤษภาคม 2500เขาเติบโตมาในครอบครัวคนจีน แม้ว่าไม่ได้ฐานะร่ำรวย แต่ไม่ถึงกับยากลำบาก ชีวิตในโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก เขาทำคะแนนสอบอยู่ในเกณฑ์ดี จนกระทั่งตอน มศ.2 อยู่ๆ เขาเกิดคำถามว่า ‘เรียนไปเพื่ออะไร’ ครั้งนั้นคำตอบคือ ‘เรียนเพื่อความรู้’ เขาเลยมุ่งมั่นกับการอ่านหนังสือ และสนุกกับการเรียน เพราะคะแนนไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป  และสนใจในวิทยาศาสตร์ ถึงขนาดมีเป้าหมายเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก
            แต่หนังสือ ‘ชวนอ่านวิจารณ์หนังสือต่างๆ’ ของ ส.ศิวรักษ์ ได้เข้ามาหันเหชีวิตเด็กหนุ่มเรียนดี เขาค่อยๆ เคลื่อนย้ายความสนใจไปสู่เรื่องราวทางสังคม ต่อด้วยการอ่านวารสาร ‘สังคมศาสตร์ปริทัศน์’ จนกระทั่งเป้าหมายของเด็กนักเรียน มศ.3 คือการช่วยเหลือคนยากไร้
            เขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนา ออกไปจัดกิจกรรมในที่ต่างๆ รวมไปถึงค่ายอาสาในต่างจังหวัด แต่ละกิจกรรมพาไปเห็นความทุกข์ยากของคนอื่น วิชาในห้องเรียนไม่ใช่เรื่องน่าสนใจอย่างเคย นั่นเพราะการเรียนรู้ที่ล้ำค่ามาจากชีวิตผู้คนนอกห้องสี่เหลี่ยม

ชีวิตของเด็กชายไพศาลเป็นแบบไหน
            เป็นเด็กที่เรียนอย่างเดียว ไม่ค่อยทำกิจกรรมเลย ตอนหลังมาเล่นฟุตบอลบ้าง จนกระทั่ง มศ.2 เกิดคำถามว่าเรียนไปเพื่ออะไร ก็ได้คำตอบตามประสาเด็กว่า เราไม่ได้เรียนเพื่อคะแนน แต่เรียนเพื่อความรู้ แล้วเอาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตอนนั้นความสนใจคือเรื่องวิทยาศาสตร์ สนใจทั้งความรู้และกิจกรรมนอกหลักสูตร แต่ยังไม่ได้คิดถึงคนอื่น ไม่ได้คิดถึงสังคม
            พ่อแม่ไม่ได้ปลูกฝังอะไร พวกเขามองการเรียนเป็นสิ่งที่จะช่วยให้มีอาชีพที่ดี มีชีวิตที่มั่นคง เนื่องจากเราเป็นเด็กเรียนดี เลยคาดหวังให้เป็นหมอ (ภายหลังพี่ชายของเขาสอบได้หมอ เลยลดความคาดหวังในเรื่องนี้ไป) สมัยนั้นเด็กเรียนดีเป็นหมอเป็นส่วนใหญ่ แต่ในใจชอบวิศวะมากกว่า เพราะสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถึงขนาดตั้งเป้าไว้ว่าอยากเรียนต่อที่ MIT (Massachusetts Institute of Technology)

เห็นว่าหนังสือที่เป็นจุดเปลี่ยนคือ ชวนอ่านวิจารณ์หนังสือต่างๆ ของ ส.ศิวรักษ์ เริ่มอ่านได้ยังไง
            ช่วง มศ.3 อ่านหนังสือมากขึ้น แล้วได้อ่านงานของอาจารย์สุลักษณ์ (ส.ศิวรักษ์) เริ่มจากหนังสือ ‘ชวนอ่านวิจารณ์หนังสือต่างๆ’ ต่อด้วย สังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับภัยเหลือง (เนื้อหาเล่าถึงการเอาเปรียบทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในขณะนั้น) เราเห็นสังคมกว้างขึ้น เป็นครั้งแรกที่รู้ว่าประเทศไทยถูกเอาเปรียบจากญี่ปุ่นอย่างมาก เลยเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง คิดว่าควรมีอุดมคติของชีวิต การงานที่มั่นคงไม่พอแล้ว เราควรทำอะไรเพื่อประเทศชาติด้วย
            ตอนนั้นมาเจอกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนา เป็นกลุ่มที่ทำกิจกรรมช่วยเหลือคนยากจน เช่น เยี่ยมเด็กที่บ้านราชวิถี เยี่ยมคนแก่ที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ และออกค่ายในภาคอีสาน ระหว่างทำกิจกรรม รุ่นพี่ก็กระตุ้นให้มาสนใจคนยากจน เลยมีบรรยากาศพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสังคม การถกเถียงในชมรมทำให้ค่อยๆ มีสำนึกทางสังคมมากขึ้น เลยเปลี่ยนเป้าหมายจากวิศวกรมาอยากทำอะไรเพื่อสังคม

ช่วงเวลานั้นทำความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างบ้างไหม
            น้อยมาก แต่ตอนนั้นเริ่มรับรู้ว่าเมืองไทยถูกเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจจากญี่ปุ่น พอสนใจเรื่องนี้ ก็เลยมาสนใจเรื่องนักการเมือง ทำไมรัฐบาลถึงยอมให้ญี่ปุ่นทำอย่างนั้น  สนใจเรื่องการคอร์รัปชั่นของนักการเมือง แล้วโยงไปเรื่องประชาธิปไตย เพราะตอนนั้นเป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร ความสนใจค่อยๆ ขยายจากการพูดคุยและการอ่านเพิ่ม โดยเฉพาะอ่านงานหนังสืออีกหลายเล่มของอาจารย์สุลักษณ์

บทเรียนจากช่วงเวลานั้นคืออะไร
            งานสังคมสงเคราะห์สร้างสำนึกทางมนุษยธรรม คนรวยก็ควรช่วยคนจน แต่พอไปออกค่าย เราเกิดสำนึกทางสังคม ทำไมในเมืองกับชนบทถึงแตกต่างกัน ทำไมสังคมถึงมีช่องว่าง บ้านตัวเองไม่ได้รวยหรอก ก็มีปัญหาการเงินเป็นครั้งคราว แต่ถือว่ามีมากกว่าคนในชนบท ชีวิตไม่ต้องดิ้นรนหาเงิน หลังจากนั้นค่อยๆ เกิดสำนึกทางการเมืองตามมา

สันติวิธี : การเคลื่อนไหวที่บรรลุเป้าหมายโดยไม่ละเลยวิธีการ

          ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ระหว่างการเคลื่อนไหวของขบวนการนิสิตนักศึกษาเพื่อขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหาร ‘ไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์’ เป็นนักเรียน มศ.4 ที่เข้าไปฟังปราศรัยในการชุมนุมอยู่บ่อยครั้ง ถ้าวันเคลื่อนขบวนไม่ติดภารกิจที่โรงเรียนเสียก่อน เขาก็คงอยู่ท่ามกลางมวลชนนับแสนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า
            หลังจากขบวนการนิสิตนักศึกษาได้รับชัยชนะ เวลาผ่านไปสองปี เขาเข้าเรียนที่คณะศิลปศาสตร์ วิชาเอกประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แน่นอนว่าเขาสนใจเรื่องการเมืองอย่างเข้มข้น แต่ท่ามกลางนักศึกษาที่เชื่อในแนวคิดแบบ ‘ซ้าย’ เขาเป็นหนึ่งในนักศึกษาส่วนน้อยที่สนใจการเคลื่อนไหวแบบสันติวิธี
            ปี 2519 การกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร (บรรพชาเป็นสามเณรจากสิงคโปร์ แล้วมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดบวรนิเวศวิหาร) ทำให้นักศึกษาและประชาชนชุมนุมเพื่อขับไล่ เขาและเพื่อนจากชมรมพุทธศาสตร์ ตัดสินใจประท้วงด้วยการอดอาหาร เพื่อเรียกร้องให้สถาบันสงฆ์ออกมารับผิดชอบ แต่ท้ายที่สุดได้เกิดการล้อมปราบในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
            ความรุนแรงครั้งนั้น ทำให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อีกทั้งกว่าสามพันคนยังถูกจับเข้าเรือนจำ ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในนั้น เวลาผ่านไปคนส่วนใหญ่ได้รับการปล่อยตัว แต่บางคนยังถูกขังต่อด้วยข้อหาร้ายแรง เขาและเพื่อนที่ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ตัดสินใจรวมตัวรื้อฟื้นกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) เพื่อรณรงค์ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง

ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ติดตามการเมืองขนาดไหน
            เราคิดว่ารัฐบาลทำไม่ถูกกรณี 13 กบฏรัฐธรรมนูญ พวกเขาเรียกร้องรัฐธรรมนูญ คุณไปจับได้ยังไง รวมไปถึงกรณีทุ่งใหญ่ (การลักลอบล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร) ตัวเองเข้าฟังบรรยายต่างๆ ของนักศึกษามาตั้งแต่ 2515 ทำให้เกิดสำนึกทางการเมือง เป็นความเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตย ความไม่เป็นธรรมในสังคม การคอร์รัปชั่น

ขณะที่นักศึกษาจำนวนมากไปในแนวทางซ้าย ความสนใจในการเคลื่อนไหวแบบสันติวิธีเกิดขึ้นได้ยังไง
            หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เราก็สนใจในแนวทางปฏิวัติ ตอนนั้น เช เกวารา และฟิเดล คาสโตร เป็นไอดอลเลย ยิ่งมาเห็นหลายประเทศทำสำเร็จ ก็เลยคิดว่าการปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธเป็นคำตอบ แต่ช่วงปี 2517 เราได้ฟังและอ่านคำบรรยายของอาจารย์สุลักษณ์เรื่องอหิงสา (เป็นแนวคิดว่าด้วยการหลีกเลี่ยงความรุนแรง ไม่เบียดเบียน และเคารพในชีวิตของผู้อื่น) เลยคล้อยตามทางนั้น การปฏิวัติด้วยอาวุธทำให้คนจำนวนมากล้มตาย นำไปสู่เผด็จการที่รุนแรงกว่าเดิม แต่สันติวิธีไม่สร้างสิ่งนั้น แล้วยังได้ผลในทางการเมืองด้วย เช่น การเคลื่อนไหวของคานธีในอินเดีย ตอนนั้นมีงานวิชาการของของจีน ชาร์ป ที่พูดเรื่องนี้ หนังสือของเขาชี้ว่า สันติวิธีบรรลุผลในทางการเมืองยังไง มีทฤษฎีทางการเมืองรองรับยังไง เช่น  อำนาจต้องเกิดจากการยอมรับ ไม่ได้เกิดจากอาวุธหรือกระบอกปืน

การเป็นคนส่วนน้อยในมหาวิทยาลัย เกิดความลังเลสงสัยบ้างไหม
            ก็สงสัยนะ (เงียบคิด) แต่คิดว่าตัวเองมีพื้นฐานเรื่องจริยธรรม โรงเรียนอัสสัมชัญปลูกฝังเรื่องนี้ แม้ว่าเป็นคุณธรรมในฝ่ายคริสต์ แต่มีจุดร่วมของในฝ่ายพุทธด้วย เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ความเสียสละ คุณจะบรรลุถึงสังคมที่ดี ต้องใช้วิธีการที่ดีที่ถูกต้อง ตัวเองไม่เชื่อว่าเป้าหมายที่ดีจะใช้วิธีการอะไรก็ได้

การเชื่อในสันติวิธี ช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็อดอาหารประท้วง แต่สุดท้ายมีการล้อมปราบ คนตายจำนวนมาก มันสั่นคลอนความเชื่อบ้างไหม
            มันสั่นคลอนศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ ทำไมเขาถึงโหดร้าย ฆ่านักศึกษา จับแขวนคอ เอามาเผา ทำไมถึงทำกันขนาดนี้ แต่การถูกกวาดล้างไม่ได้สั่นคลอนความเชื่อเรื่องสันติวิธี เพราะการต่อสู้แบบสันติวิธีไม่ใช่การเลี้ยงฉลอง มันมีความเสี่ยงอยู่แล้ว ตอนหลังก็มารู้ว่าความรุนแรงในเหตุการณ์วันนั้นเป็นการจัดตั้ง ตัวการไม่ใช่คนทั่วไป ความเสื่อมศรัทธาในมนุษย์จึงลดลง แต่ต้องยอมรับว่าคนทั่วไปก็ยินดีด้วยกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันนั้น

ขณะเกิดการล้อมปราบไม่ได้เห็นเหตุการณ์ ตอนรู้ว่ามีความรุนแรงมากมาย ในใจรู้สึกยังไง
            ห่อเหี่ยวอยู่นาน ท้อแท้ ทำไมคนเราถึงทำกันได้ถึงขนาดนี้ ผ่านไปสักสองอาทิตย์ ก็คิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง สิ่งที่ทำได้คือการช่วยคนที่ติดคุกอยู่ เลยไปรื้อฟื้นกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมให้มาทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง

หลังจากความรุนแรง โกรธเกลียดใครบ้างไหม
            ไม่ได้โกรธ ตอนขึ้นรถโดยสารซึ่งขนคนไปขังคุก เราต้องวิ่งขึ้นรถเป็นแถว ก็มีประชาชนผู้รักชาติสองแถวขนาบข้าง คอยเตะ คอยถีบ เจ็บมาก แต่ไม่ได้โกรธนะ เขาเป็นแบบนี้ เพราะความโกรธ เกลียด และกลัวนักศึกษา ท่านติช นัท ฮันห์ บอกว่า “ศัตรูของเราไม่ใช่มนุษย์ แต่ศัตรูคือความโกรธ ความเกลียด ความหลง” ตัวเองก็เชื่อแบบนั้น ชั่วขณะหนึ่งมองหน้าพวกเขา เหมือนไม่ใช่มนุษย์เลย เลยไม่ได้โกรธ แต่เป็นความสงสารที่เขาถูกความโกรธเกลียดครอบงำจนไม่มีความเป็นมนุษย์หลงเหลือ

บทเรียนจากช่วงเวลานั้นคืออะไร
            อุดมการณ์ใด ๆ แม้จะดี แต่ถ้ายึดติดถือมั่น ก็เป็นอันตรายทั้งนั้น รวมทั้งอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์  เพราะมันสามารถผลักดันให้เราทำร้ายคนอื่นถึงตายได้  แม้กระทั่งความดี ถ้ายึดติดถือมั่น เราก็สามารถทำชั่วได้  คนเราสามารถทำร้ายกันได้ในนามของความดี หรือฆ่าผู้อื่นในนามของความถูกต้อง  เพราะเมื่อยึดติดถือมั่นในอุดมการณ์ใด ก็ง่ายมากที่จะมองเห็นคนที่คิดต่างเป็นศัตรู หรือเห็นเขาเป็นคนชั่วร้าย ซึ่งสมควรที่จะถูกกำจัด  แม้กระทั่งความดี ถ้าเรายึดติดถือมั่นมาก  ใครที่ไม่ดีเหมือนเรา เราก็พร้อมจะจัดการกับเขาด้วยความรุนแรง

ชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์
          ขณะยังเป็นนักศึกษา ‘ไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์’ คือเจ้าหน้าที่กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) ที่เข้าเยี่ยมและรณรงค์ให้รัฐบาลปล่อยตัวนักโทษการเมืองจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ขณะยังเป็นนักศึกษาเช่นกัน ปี 2522 เป็นปีเด็กสากล ข้อมูลบอกว่าเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ขวบมีภาวะขาดอาหารถึง 60 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มเลยขยายงานไปสู่งานพัฒนาชนบท ทั้งรณรงค์เรื่องเด็กขาดสารอาหาร และสนับสนุนกองทุนอาหารกลางวัน ทำให้เขาได้พบกับ หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ เจ้าอาวาสวัดภูเขาทอง อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ พระสายปฏิบัติที่ทำงานพัฒนาชนบท ผู้ก่อตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็กแห่งแรกของชัยภูมิ
            การเรียนที่ควบคู่ไปกับการทำงานลุล่วงเป็นใบปริญญาเมื่อปี 2523 หลังจากนั้นเขาทำงานอย่างต่อเนื่อง แต่เวลาผ่านไปกลายเป็นความเครียดสะสม เกิดความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน เขาหาทางออกผ่านความบันเทิงที่ชื่นชอบ แต่ภาพยนตร์เรื่องแล้วเรื่องเล่าผ่อนคลายอารมณ์ได้เพียงชั่วคราว สุดท้ายแล้ว เขาตัดสินใจว่าจะบวช 3 เดือนเพื่อให้เวลากับตัวเอง
            หลวงพ่อคำเขียนให้คำแนะนำว่า เขาควรฝึกปฏิบัติกับหลวงพ่อเทียน (หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ) ที่วัดสนามใน นนทบุรี เพราะหลวงพ่อคำเขียนอยู่ในพื้นที่กันดาร ต้องออกเดินทางไปข้างนอกตลอด เกรงว่าจะไม่มีเวลาดูแลพระใหม่
            ‘พระไพศาล วิสาโล’ บวชที่วัดทองนพคุณ อยู่ที่นั่นสามสัปดาห์ แล้วย้ายมาวัดสนามใน อยู่ที่นั่นห้าเดือน ก่อนจะย้ายมาอยู่วัดป่าสุคะโต (วัดป่าสุคะโตอยู่ไม่ไกลจากวัดภูเขาทอง ซึ่งหลวงพ่อคำเขียนดูแลอยู่ทั้งสองแห่ง) และอยู่ที่นั่น 37 พรรษา

ก่อนบวชสนใจพุทธศาสนาแค่ไหน
            ช่วงที่สนใจสังคมก็สนใจพุทธศาสนาด้วย แนวทางอหิงสาก็เป็นแนวทางของศาสนา แต่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติหรอก ส่วนใหญ่อยู่กับความคิด นั่งสมาธิไม่ได้นาน ว้าวุ่น กระสับกระส่าย ด้วยความเครียด ความล้า และความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน ถ้าไม่นับการกินเหล้าเมายา ตอนนั้นทำทุกอย่างแล้ว เช่น ดูหนังจนติด ตอนดูก็สบาย ออกจากโรงก็อยากดูอีก ไปเที่ยวทะเลเที่ยวต่างจังหวัด ก็ไม่ช่วย กลับมาก็เครียดอีกแล้ว เลยตัดสินใจว่าควรบวชเพื่อให้ตัวเองได้ทำสมาธิอย่างจริงจัง

ตอนแรกตั้งใจบวชแค่สามเดือน ทำไมถึงตัดสินใจบวชต่อ
            พอได้ปฏิบัติกับหลวงพ่อเทียน  ได้เจริญสติ จิตใจสงบลง เสียงในหัวเงียบลง สิ่งดึงดูดใจคือ เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในจิตใจ เช่น รู้ทันความคิด เมื่อก่อนคิดแล้วไหลไป ทำให้เครียด แต่หลังจากบวชไปสักพัก เผลอคิดแล้วรู้ รู้แล้ววาง เลยตัดสินใจบวชต่อ เพราะอยากปฏิบัติให้ก้าวหน้ามากกว่านี้ หลังจากผ่านไปสามเดือน ก็ต่ออีกหกเดือน แล้วต่อจนครบปี อีกปี อีกปี อีกปีมาเรื่อย ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะบวชถึงวันนี้เลย

ช่วงแรกๆ เคยอยากสึกบ้างไหม
            มี แต่ไม่ได้จริงจัง แค่อยากดูหนัง หรือสึกไปมีเมีย เราไม่เคยมีแฟน แล้วจะไม่มีสิ่งนี้ได้ยังไง เป็นเรื่องสัญชาติญาณของผู้ชาย ยังมีกามราคะ โหยหาความสัมพันธ์ทางเพศ แต่ไม่ได้รุนแรง ที่สำคัญคือ เรายังเข็ดหลาบกับความทุกข์แบบฆราวาส สึกไปคงกลับมาทุกข์เหมือนเดิม หรืออาจทุกข์ยิ่งกว่าเดิมด้วย
            หลังจากบวชไปสักระยะ พบว่า การเป็นพระแล้วมีความสุขทำได้ง่ายกว่า แล้วจะกลับไปเป็นฆราวาสทำไม เราเป็นพระ ทั้งมีความสุขและยังทำประโยชน์ให้สังคมได้ด้วย แต่มีข้อจำกัดของความเป็นพระอยู่ ซึ่งตัวเองอยากทดลองว่าขอบเขตของมันมีได้แค่ไหน เช่น ถ้าพระไปรณรงค์เรื่องการทำลายป่า แค่ไหนที่สังคมยอมรับได้

คนเคยไปไหนมาไหนตลอด พอมาอยู่วัดยาวๆ เบื่อบ้างไหม
            ตอนอยู่วัดสนามใน ก็ออกไปช่วยงานเพื่อนบ้าง พอย้ายมาวัดป่าสุคะโต ก็อยู่แต่วัดเลย ช่วงนั้นงานใหม่ที่อยากทำคือการดูแลรักษาป่า แล้วมีคนมาชวนไปบรรยาย ชวนให้เขียนบทความ ช่วงแรกก็บรรยายให้คนตื่นตัวเรื่องชีวิตด้านในใด ตอนหลังก็มีเรื่องสิ่งแวดล้อม ตัวเองมองว่าการรักษาป่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมดีขึ้น  ตอนหลังก็ทำงานประเด็นอื่นด้วย แต่ก็เลือกบทบาทที่พระยังทำได้ งานที่ทำทั้งหมดนั้น ลึกๆ แล้วเราต้องการทำให้สังคมมีมิติด้านจิตวิญญาณมากขึ้น

เป็นพระที่เดินทางอยู่ตลอด เป็นชีวิตที่เหนื่อยเกินไปไหม
            เมื่อก่อนอยู่วัดเป็นหลัก นานๆ จะไปกรุงเทพฯ นั่งรถไปหกเจ็ดชั่วโมง เทียบกับตอนเป็นฆราวาสก็อยู่บนถนนหลายชั่วโมง สรุปแล้วเป็นพระเดินทางน้อยกว่า  ส่วนตัวมองว่าเป็นพระดีกว่าฆราวาส เพราะยังได้กลับมาพักที่วัด หนึ่งเดือนไปสักครั้งหรือสองครั้ง

ถ้ามองการบวชเป็นโรงเรียน ชอบวิชาไหน กิจกรรมไหน
            การรณรงค์ทางสังคมแบบสันติวิธี และการอบรมปฏิบัติการสันติวิธี เป็นสิ่งที่ชอบ มันได้นำมิติทางจิตวิญญาณเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ในใจคิดอยู่เสมอว่า ทำยังไงถึงจะขับเคลื่อนสังคมโดยไม่ใช้ความโกรธเกลียด แต่เคลื่อนไหวด้วยแรงผลักดันทางมนุษยธรรมและเมตตาธรรม แม้จะยากแต่ก็เป็นงานที่ท้าทาย

ถ้ามองเป็นวิชาเรียน วิชานี้สอนอะไร
            มันยืนยันในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พึงเอาชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ เราสามารถชนะใจคนด้วยความรัก ด้วยธรรมะได้ เพราะลึกๆ มนุษย์ทุกคนมีคุณธรรมอยู่ในจิตใจ หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ปณิธานอย่างหนึ่ง คือการตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับความโกรธเกลียด เพราะมันทำให้เกิดการสังหารโหดในวันนั้น จึงตั้งปณิธานว่า ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวอะไร ก็ขอใช้พลังของความรักและความเมตตา เพื่อชนะความโกรธความเกลียด ทั้งในใจตัวเองและในใจผู้อื่น สันติวิธีตอบโจทย์ในเรื่องนี้เลยมาทำงานเรื่องนี้ ทั้งในแง่ความคิด การอบรม หรือไปสนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนไหว

ถ้างานนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เช่น ทุ่มเทรณรงค์เรื่องสันติวิธี แต่ยังมีคนใช้ความรุนแรงต่อกัน แบบนั้นทุกข์ไหม
            ไม่ทุกข์นะ ที่ผ่านมาก็ถามใจตัวเอง เพราะในภาพรวมสังคมยังไม่ดีขึ้นเท่าไรนัก (เงียบคิด) อาตมามองว่าการทำงานป็นการขัดเกลาจิตใจตนเองด้วย ทำแล้วตัวเองก็ควรจะทุกข์น้อยลง พบอิสรภาพในจิตใจ แม้สังคมจะไม่ได้ดีขึ้นอย่างหวัง แต่ไม่สูญเปล่า เพราะมิติด้านในของเรามีพัฒนาการที่ดีขึ้น เวลาทำงาน ตัวเองคิดเสมอว่า อย่าหวังแค่ให้สังคมดีขึ้น แต่ควรทำให้ข้างในตัวเองงอกงามด้วย การทำงานเพื่อสังคมในอีกแง่คือการขัดเกลาตัวเองด้วย ถ้าสังคมดีขึ้น แต่จิตใจเราแย่ลง ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องหรอก

[ล้อมกรอบ]

ทุกวันนี้มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร
            เพื่อทำตัวเองให้เจริญงอกงาม เข้าถึงความสงบเย็นและเป็นอิสระมากขึ้น พร้อมกับช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ สรุปด้วยคำของอาจารย์พุทธทาสว่า “ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์” สงบเย็นคือเรื่องภายใน ส่วนประโยชน์คือสิ่งที่เราทำกับสังคม

เหตุการณ์ที่มอบบทเรียนสำคัญในชีวิต
            6 ตุลาฯ คือเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิต ถ้าไม่มีก็อาจเรียนต่อจนจบปริญญาเอกจากต่างประเทศ กลับมาทำงานวิชาการ หรือเป็นนักหนังสือพิมพ์หรือนักเขียน เหตุการณ์นั้นทำให้ตัวเองอยู่เฉยไม่ได้แล้ว เพราะบ้านเมืองลุกเป็นไฟ เลยมาทำงานกับกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิมนุษยชน ตอนนั้นคิดว่าพร้อมทุกอย่างแม้กระทั่งติดคุก อย่างเดียวที่ไม่พร้อมคือตาย หลังจากนั้นคือทำอะไรก็ได้ที่มีประโยชน์กับสังคม การเป็นพระถือเป็นความบังเอิญเพราะไม่ได้คิดว่าจะบวชนานถึงขนาดนี้ แต่ถ้าเป็นแล้วทำประโยชน์ให้สังคมได้ ก็ทำ และทำประโยชน์ให้ตัวเองได้ ก็ทำ

อยากให้คนจดจำตัวเองในช่วงชีวิตไหน-อย่างไร
            (เงียบคิด) ใครจะจดจำชีวิตอาตมาอย่างไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะในที่สุด อาตมาก็จะถูกลืม  แต่หากว่าวันใดที่อาตมาสิ้นลมอย่างสงบ จดจำตรงนั้นดีกว่าจะได้เห็นว่าการตายอย่างสงบเป็นไปได้ แต่คุณจะตายอย่างสงบได้ คุณต้องใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ตอนนี้อาตมาก็พร้อมตายในทุกวัน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved