กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > ปลูกรักและศรัทธาเพื่อฟื้นฟูป่าภูหลง

กลับหน้าแรก

ปลูกรักและศรัทธาเพื่อฟื้นฟูป่าภูหลง

สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล
นิตยสารสานแสงอรุณ
ฉบับแนวคิดพิพิธภัณฑ์แม่

ฟังคำบอกเล่าเรื่องราวจาก “พระไพศาล วิสาโล” พระนักพัฒนาที่ทุกคนรู้จักดี ในวันที่ป่าภูหลงมอดไหม้เป็นตอตะโกจากเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ความจริง ความรู้สึก และความรู้ที่จะทำให้คุณเข้าใจป่าภูหลงมากยิ่งขึ้น
และก่อเกิดเป็นความรักความศรัทธาที่จะร้อยเชื่อมโยง คน พระ ป่า ไว้ด้วยกัน
เพราะ “คนเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เรามาจากธรรมชาติ ความผูกพันระหว่างเรากับธรรมชาติจึงมีมาก”

ธรรมชาติสร้างสรรค์สรรพชีวิต
ลำน้ำหล่อเลี้ยงดั่งโลหิตเส้นใหญ่
ผืนป่าปกคลุมชุ่มชื้นชื่นใจ
รวมพลังคนไทยอนุรักษ์ภูหลงไว้คู่แผ่นดิน

ลองคิดดูเล่นๆ ว่าต้นไม้แต่ละต้น กว่าใบอ่อนจะยอมผลิงอกออกมาจากเมล็ด กว่ากิ่งก้านจะแตกใบออกสาขา กว่าดอกสวยจะแย้มบาน กว่าผลอ่อนจะแก่และสุกงอมจนกินได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องอาศัยปริมาณน้ำที่พอดี แสงแดดที่พอเหมาะและแร่ธาตุในดินที่สมบูรณ์  เมื่อต้นกล้าโตเป็นไม้ใหญ่ก็ต้องใช้เวลาอีกเป็นสิบเป็นร้อยปีกว่าจะยืนต้นจากลายเป็นป่าที่สมบูรณ์

“ภูหลง” เป็นป่าต้นน้ำลำปะทาวที่หล่อเลี้ยงชาวชัยภูมิมาเนิ่นนาน สภาพป่ายังมีความสมบูรณ์ กว่าป่าหลังเขาผืนอื่นๆ เพราะมีไม้ใหญ่และผืนป่าดั้งเดิมที่หลงรอดจากการสัมปทานป่า ประกอบกับบางส่วนก็มีการดูแลฟื้นฟู และปลูกป่าเพิ่มเติมเป็นประจำทุกปี ทำให้ป่าภูหลงยังคงเป็นป่าต้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งบนหลังเขาภูแลนคา

แต่ตอนนี้ป่าภูหลงกำลังเกิดวิกฤตเพราะถูกไฟไหม้ทำลายพื้นที่ป่าภูหลงไปเกือบ 3,000 ไร่  ภาพความสวยงามที่ผู้คนเคยเห็นหายไปในพริบตา เพียงชั่วไม้ขีดก้านเดียว มูลค่าความเสียหายถ้าประเมินจริงก็หลายพันล้านบาท แต่หากจะประเมินความสูญเสียที่เกิดกับจิตใจของคนที่นี่นั้นมิอาจประเมินค่าได้

เหตุการณ์ไฟไหม้ป่าภูหลงเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2559 ที่ผ่านมาเป็นประเด็นที่สังคมและโลกโซเชียล ให้ความสนใจติดตามอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังมีเสียงเห็นต่างที่คิดไปอีกทาง ไม่เห็นด้วยกับวิธีการปลูกถั่วเพื่อฟื้นฟูป่า เมื่อความคิดแตกออกเป็นสองทาง ธรรมชาติที่ไม่มีปาก ไม่สามารถอธิบายให้ใครรับรู้ถึงความเป็นจริงได้ คราวนี้จึงเป็นหน้าที่ของคนในพื้นที่ที่อยู่ในเหตุการณ์ ต้องส่งสัญญาณบอกเล่าความจริงให้สังคมได้รับรู้ แต่สิ่งที่พิเศษยิ่งไปกว่านั้นก็คือ คนที่จะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับธรรมชาติการฟื้นฟูป่าไม่ใช่ชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ แต่เป็น “พระ”

หลายคำถามที่ถูกตั้งขึ้นในใจ จะได้รับคำตอบจากคนที่ไม่มีวันโกหก เพราะตั้งมั่นอยู่ด้วยศีล 227 ข้อ  ฉะนั้นทุกคำพูดล้วนตรงไปตรงมา และออกมาจากความรู้สึกของคนที่ดูแลป่ามาโดยตลอดอย่าง “พระไพศาล วิสาโล” พระคุณเจ้าที่หลายคนรู้จักในฐานะพระนักเผยแผ่หรือพระนักวิชาการ เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ  ที่วันนี้มาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของป่าภูหลง ในการเล่าเรื่องราวไฟไหม้ป่าครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ภูหลงที่โหมพาความเขียวที่ชาวบ้านและพระเฝ้าดูแลกันมาหลายปีหายไปชั่วข้ามคืนให้ทุกคนได้รับรู้ นอกจากสติที่ต้องใช้ในการอ่านแล้ว ทุกคนยังต้องใช้จิตสำนึก ความรักและความศรัทธาที่มีต่อป่า ควบคู่ไปในการอ่านด้วย  

ภูหลงมีความสำคัญอย่างไรกับพระคุณเจ้าและชาวชัยภูมิ

กรมป่าไม้จัดประเภทป่าภูหลงว่าเป็นป่าต้นน้ำชั้นหนึ่งเอ เป็นจุดกำเนิดของลำปะทาว  ซึ่งเป็นลำน้ำสายหลักบนเทือกเขาภูแลนคา  ลำปะทาวไหลลงอุทยานแห่งชาติตาดโตน หล่อเลี้ยงชาวบ้านไปจนถึงตัวเมืองจังหวัดชัยภูมิ สมัยก่อนชาวบ้านพึ่งพาอาศัยน้ำลำปะทาวเป็นหลัก แม้กระทั่งการคมนาคมขนส่งก็ใช้ลำน้ำเช่นกัน หมู่บ้านแถวนี้หลายหมู่บ้านจึงมีคำว่า “ท่า” นำหน้า เช่น บ้านท่าเว่อ บ้านท่าทางเกวียน บ้านท่ามะไฟหวาน

ทุกวันนี้แม้จะไม่ได้เป็นทางคมนาคมขนส่งแล้ว แต่ผู้คนก็ยังใช้ประโยชน์จากปะทาวอยู่มาก ไม่ว่าจะใช้โดยตรงจากลำน้ำ หรือนำน้ำไปผลิตน้ำประปา น้ำประปาที่ใช้ในตัวเมืองชัยภูมิ หรือพื้นที่ใกล้เคียงก็อาศัยน้ำจากลำปะทาว เพราะฉะนั้นเมื่อผืนป่าต้นน้ำถูกทำลาย  เกิดวิกฤตน้ำขาดแคลน จึงเป็นปัญหาของคนชัยภูมิด้วย

สภาพป่าต้นน้ำลำปะทาวที่เคยเป็นต่างจากตอนนี้มากแค่ไหน

สมัยก่อนต้นน้ำลำปะทาวเป็นป่าทึบ ต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบมีมากมาย เต็มผืนป่า สัตว์มีนานาชนิด รวมทั้งช้างด้วย แต่เดี๋ยวนี้ป่าถูกทำลายไปมาก เพราะมีการทำไม้เมื่อ๔๕ ปีที่แล้ว ต่อมาชาวบ้านก็ขึ้นมาหักร้างถางพงทำไร่  ป่าจึงเหลือแค่ไม่กี่หย่อม นอกนั้นเป็นไร่ชาวบ้านหมดหรือไม่ก็เป็นพื้นที่รกร้าง ทำอะไรไม่ได้ เพราะเป็นพื้นที่ลาดชัน เต็มไปด้วยหิน  ส่วนน้ำลำปะทาวก็ลดน้อยลงมา แถมเป็นพิษด้วย เพราะสารเคมี  เนื่องจากมีการใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าหญ้ากันมาก  บนหลังเขาตอนนี้ผู้คนทำไร่เป็นหลัก โดยเฉพาะไร่มันสำปะหลัง แต่ราวสิบปีหลังก็มีสวนยางพาราตามขึ้นมาด้วย

ภูหลงกลายเป็น “ป่าดิบเขา” ผืนสุดท้ายแห่งภูแลนคา

ภูหลงเป็นป่าดิบแล้งมากกว่า เป็นป่าดิบแล้งที่ยังมีสภาพดีกว่าที่อื่นๆ บนหลังเขา จะเรียกว่าสมบูรณ์คงไม่ได้ เพราะว่าปีนี้ถูกไฟไหม้ไปถึงสองในสาม แต่ก็ยังดีกว่าที่อื่นๆ บนภูแลนคายกเว้นอุทยานตาดโตน ถ้าไม่นับอุทยานตาดโตน ป่าภูหลงมีสภาพดีกว่าป่าผืนอื่น ๆ บนหลังเขา ถึงแม้สภาพดีที่สุด แต่ก็ไม่สามารถเรียกว่าสมบูรณ์ได้แล้ว เพราะมันถูกทำลายไปตามวันและเวลา รวมถึงจากเหตุการณ์ณ์ไฟไหม้ใหญ่ครั้งนี้ด้วย

ภูหลงเคยเป็นพื้นที่ที่มีระบบนิเวศที่ดีมาก่อน

ใช่ เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว สมัยที่ป่ายังไม่แตก บนหลังเขานี้มีลักษณะเป็นป่าทึบ เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ๆ ขนาดหลายคนโอบ แต่ต่อมาก็มีการให้สัมปทานไม้  จากนั้นชาวบ้านก็ขึ้นมาทำไร่ต่อ เรียกว่า เป็นยุคป่าแตก
           
สมัยก่อนประเทศไทยส่งออกไม้เป็นสินค้าหลัก มีการให้สัมปทานป่าไม้เยอะมาก โดยเฉพาะบนหลังเขานี้ เมื่อหมดสัมปทานป่า รัฐก็ส่งเสริมให้คนเข้ามาทำการเกษตร ชาวบ้านจากข้างล่างก็เดินขึ้นมาตามทางชักลากไม้  หรือเส้นทางที่ใช้ขนไม้  ชาวบ้านพากันขึ้นมาหักร้างถางพงจนกลายเป็นไร่ ป่าจึงหายไปแทบหมดจากหลังเขา ยังเหลืออยู่เป็นหย่อมๆ เท่านั้น

ถึงแม้ว่าเมืองไทยไม่มีการให้สัมปทานป่าไม้ไปตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ แล้ว แต่พื้นที่ป่าก็ยังลดลงเรื่อยๆ เพราะมีการลักลอบตัดไม้อยู่จนถึงทุกวันนี้ ป่าภูหลงก็เช่นกัน ยังมีคนขึ้นมาลักตัดไม้ โดยเฉพาะไม้พยุงซึ่งเป็นที่หมายตาของคนมาก เพราะเป็นไม้ที่ได้ราคาดี แม้แค่ชี้เป้าชี้จุดต้นพยุงในป่าอย่างเดียวก็ได้ค่าตอบแทนหลายพันบาท

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะพลิกป่าเสื่อมโทรมมาเป็นป่าต้นน้ำ

การดูแลป่าภูหลงทำมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ จนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา ๒๖ ปีแล้ว ทำมาตลอด  ปัญหาและอุปสรรคในตอนแรกคือการลักลอบตัดไม้ และการบุกรุกป่า  เพราะว่าชาวบ้านต้องการพื้นที่ป่ามาทำไร่มันสำปะหลังจึงมีการบุกรุกป่า ส่วนอีกปัญหาหนึ่งคือการตัดไม้ แต่เมื่อมีพระมาอยู่ในพื้นที่ มีการเริ่มต้นดูแลอนุรักษ์ป่า ป่าภูหลงจึงไม่หดหายไปเหมือนป่าอีกหลายแห่งบนหลังเขานี้

เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อเดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา

ปกติไฟไม่เคยไหม้เดือนเมษา ที่ภูหลงพอถึงเดือนเมษาฝนก็ตกแล้ว อาตมาไม่เคยดับไฟเดือนนี้ มีแต่ดับราวเดือนมีนา แต่อย่างที่พวกเรารู้กัน ปีนี้แล้งมาก ฝนไม่ตกอากาศร้อนมาก ไฟที่เกิดจากฝีมือคนจึงไหม้ลุกลามเร็วมาก ตอนแรกไฟเกิดที่ภูสามชั้นซึ่งอยู่ติดกับภูหลงทางด้านทิศใต้  เกิดไฟไหม้ใหญ่ครั้งแรกวันที่ ๑ เมษาตรงบริเวณป่าชุมชนของชาวบ้าน ไหม้เป็นวงกว้างถึงพันไร่ ใช้เวลาดับไฟ ถึงเจ็ดแปดวัน ครั้งที่สองเป็นช่วงกลางเดือนเมษา? คือวันที่ 16 ครั้งนี้ไหม้ทั้งที่ภูสามชั้น และภูหลง ที่ภูหลงไหม้ตรงกลางเขาเลย ซึ่งเป็นจุดที่ดับไฟยาก เขาเข้ามาเผาในป่า ในแนวกันไฟเลย และเนื่องจากเชื้อไฟที่สะสมมานาน มีหญ้าแห้ง ใบไม้แห้งจำนวนมาก เพราะไม่มีไฟไหม้มาเป็นสิบปีแล้ว มันจึงเป็นเชื้อไฟอย่างดี ทำให้ไฟโหมแรงมาก ทำอย่างไรก็ดับไม่ได้ ต้องรอจนกว่ามันจะซาลง

หลังจากนั้นก็ใช้เวลาอีกเป็นอาทิตย์กว่าจะมอดไฟได้หมด เกิดความเสียหายเยอะมาก เพราะตรงกับช่วงสงกรานต์ด้วย ชาวบ้านไปร่วมงานสงกรานต์ที่ตำบลใกล้เคียงกันมาก เรียกว่าแทบไม่มีคนอยู่ มีแต่พระ วันนั้นอาตมาก็อยู่ด้วย  มีคนเห็นไฟตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ ราวบ่ายสองบ่ายสามแล้ว แต่อาตมาไปเห็นตอนสี่โมงเย็น เกิดไฟไหม้พร้อมกันหลายจุด ในเวลาไล่เลี่ยกัน แสดงว่ามีคนตั้งใจจุดไฟเผาป่าเลย ไม่ใช่ไฟลามมาจากที่อื่น เพราะว่าไฟเกิดบนหลังเขา ตรงยอดเขาเลย

ผลเสียและผลกระทบต่อคน พระ ป่า หลังไฟไหม้ป่าครั้งนี้

ไฟไหม้ครั้งนี้ป่าถูกทำลายไป 2,000 – 3,000 ไร่ ถ้าเราตีค่าราคาของป่า 1 ไร่ว่ามีค่า 1 ล้าน ก็หมดไป 2,000 – 3,000 ล้าน ที่ไหม้ไปมีทั้งป่าเก่าและป่าปลูก มีทั้งไม้ดั้งเดิม และไม้ที่เราปลูกขึ้นมาใหม่ บางแห่งดูแลมากว่า 10 ปีแล้ว และการปลูกป่า ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้ก็เสร็จ แต่หลังจากนั้นก็ยังต้องดูแลต่อ ต้องดูแลทั้งปี ถ้าคิดเป็นเงินก็เยอะอยู่

เพราะน้ำมือมนุษย์ป่าจึงถูกทำลาย จึงเกิดไฟไหม้ป่า

เกิดจากน้ำมือมนุษย์แน่นอน

มนุษย์ควรรับผิดชอบและตั้งรับกับเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไร

เมื่อมีไฟไหม้เราก็ต้องหาทางดับ จากนั้นก็ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ อันนี้เป็นงานเบื้องต้นที่ต้องทำ  ส่วนการป้องกันไม่ให้มีไฟไหม้นี่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะทุกวันนี้ เราก็ทำเรื่องป้องกันอยู่แล้ว มีการลาดตระเวนทั้งวัน โดยเฉพาะช่วงที่มีความเสี่ยงสูง แต่ป้องกันยังไง มันก็ยากเพราะถ้ามีคนคิดจะจุดมันก็ไหม้จนได้

แนวกันไฟเราก็ทำนะ ทำทุกปี แนวกันไฟก็คือการถางหญ้าให้เตียน  กว้างประมาณ 10 – 15 เมตร  พูดง่ายๆ คือทำเป็นถนน เมื่อไฟมาถึงถนนไม่มีหญ้าให้ไหม้ ไฟก็จะหยุดลง เรียกว่า fire break คือทำให้ไฟหยุดอยู่แค่นั้น ข้ามไปต่อไม่ได้ แต่คราวนี้มีคนตั้งใจเข้ามาจุดในแนวกันไฟเลย ดังนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป คือการทำงานกับคนด้วย

อันดับแรกก็คือการฟื้นฟูจิตใจมนุษย์

การทำงานกับคนเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องทำ และทำมานานแล้ว แต่ว่าใช้เวลานาน และในระหว่างที่ยังทำไม่สำเร็จ ก็ต้องหาทางป้องกันไปด้วย ทั้งทำแนวกันไฟ การเฝ้าระวัง ลาดตระเวนตรวจตรา เพราะว่าการทำให้คนมีจิตสำนึกในการดูแลและรักป่านั้น จะได้ผลจริงต้องทำให้ครบ 100 เปอร์แซ็นต์ คน 100 คน มีจิตสำนึก 99 คน แต่หากเหลืออยู่แม้เพียง 1 คนก็ยังสามารถเผาป่าให้วอดวายได้ 

99 เปอร์เซ็นต์นั้น ในเรื่องอื่นถือว่าสำเร็จแล้ว แต่ในการดูแลป่าถือว่ายังไม่สำเร็จ
ต้อง 100 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะถ้ายังมีใครหลงเหลือแม้เพียงคนเดียว ไม้ขีดเพียงก้านเดียว ก็สามารถจุดไฟเผาป่าได้แล้ว  เพราะฉะนั้นในระหว่างที่เรายังทำไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือแม้แค่ 80 เปอร์เซ็นต์ เราต้องทำอย่างอื่นที่เป็นการป้องกัน หรือการบรรเทาร่วมด้วย เช่น ทำแนวกันไฟ หรือลาดตระเวน

ตอนนี้คนที่ดูแลเป็นชาวบ้าน แต่ก่อนพระทำ แต่เดี๋ยวนี้ต้องมีชาวบ้านมาช่วย มีค่าตอบแทนเป็นเบี้ยเลี้ยง  ซึ่งไม่ได้สูงมาก  ชาวบ้านที่มาทำงานก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือด้วย วัดเป็นคนจ่ายเงินส่วนนี้ เป็นเงินที่ได้จากการบริจาค รวมถึงผ้าป่าที่กลุ่มแปลนและกลุ่มอื่น ๆ เช่น บางจากจัดทุกปีด้วย

ถึงเวลาต้องมีหน่วยงานเข้ามาดูแลอย่างจริงจังหรือยัง

ทุกวันนี้ก็มีสำนักงานป่าไม้อยู่หน้าวัด  แต่เจ้าหน้าที่ทำงานหลายอย่าง บางทีก็ถูกเรียกไปช่วยงานที่อื่นด้วย  จึงดูแลภูหลงได้ไม่ทั่วถึง  ถ้าไม่มีชาวบ้านเป็นกำลังสำคัญ ป่าภูหลงจะมีปัญหามากกว่านี้

ทำไมถึงเริ่มฟื้นฟูป่าภูหลงด้วยการปลูกถั่ว

เพราะว่าพืชตระกูลถั่วจะช่วยคลุมหญ้า ปัญหาใหญ่หลังไฟไหม้คือ มีหญ้าขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น หญ้าคา หญ้าพง พอหน้าแล้งมันจะกลายเป็นเชื้อไฟอย่างดี เราก็ต้องพยายามกำจัดหญ้าไม่ให้เกิดขึ้น มีหลายวิธีที่ใช้กำจัดหญ้า ถ้ารวยหน่อยก็ใช้รถไถ หรือไม่ก็ใช้ยาฆ่าหญ้า แต่สองวิธีนี้มีผลเสียเยอะ  เช่น เวลาเอารถเกรดเข้าไปไถหญ้า ต้นไม้เล็กๆ ที่กำลังโตหรือแตกหน่อก็จะตายไปด้วย แต่เราอยากรักษากล้าไม้เล็กๆ หรือต้นไม้ที่หลงเหลือจากการถูกไฟไหม้นี้เอาไว้  จึงต้องหาทางใช้วิธีการที่ก่อความเสียหายน้อยที่สุด ก้าวร้าวน้อยที่สุด ที่เราคิดได้คือการใช้ถั่วในการคลุมหญ้า ถั่วขึ้นตรงไหนหญ้าก็ไม่ขึ้นตรงนั้น และหวังว่ามันจะเลื้อยไปคลุมหญ้าที่อยู่รอบข้างได้อีกด้วย ทำให้ช่วยลดปริมาณเชื้อไฟได้มาก

ธรรมชาติของการฟื้นฟูป่าภูหลง

ป่าจะเริ่มฟื้นตัวด้วยการมีพืชคลุมดินขึ้นมาก่อน ตามด้วยพืชเบิกนำ มันเป็นธรรมชาติของป่าถ้าเป็นพื้นที่โล่ง หญ้าจะขึ้นก่อน หลังจากนั้นก็จะเป็นสาบเสือ  แล้วก็จะมีต้นไม้ที่แข็งแรงค่อยๆ ขึ้นตามมา พวกหญ้ากับสาบเสือโตเร็ว จึงมาก่อน ข้อดีของมันคือช่วยเก็บความชื้นของดินและช่วยรักษาหน้าดิน
ที่จริงหญ้ามีประโยชน์ แต่ว่าถ้ามากไปก็ไม่ดี เพราะว่ามันทำให้ต้นไม้อื่นไม่โต มันจะขึ้นมาก่อน เพื่อช่วยปกคลุมรักษาหน้าดิน เหมือนคนหรือสัตว์ที่พอหนังถลอกก็จะมีสะเก็ดมาช่วยเคลือบผิวเอาไว้ ปิดผิวไม่ให้เชื้อโรคเข้า น้ำเหลืองที่ออกมาพอแห้งมันก็จะเป็นสะเก็ดช่วยรักษาผิว
ที่ไม่มีหนัง ทีนี้พอสาบเสือมา มันก็จะบุกเบิกพื้นที่ให้ต้นไม้อื่นขึ้นตาม พวกต้นไม้ชั้นรองพวกต้นไม้ที่โตยาก ก็จะตามมาทีหลัง พวกต้นไม้ใหญ่  เช่น ตะเคียน มะค่า ยาง พะยุง พวกนี้จะขึ้นมาหลังสุด มันต้องอาศัยพืชเบิกนำขึ้นมาก่อน

คิดอย่างไรกับการที่มีคนบอกว่าน่าจะปล่อยให้ป่าฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติมากกว่า

การปล่อยให้ป่าฟื้นตัวโดยธรรมชาติเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ว่าในความเป็นจริง ป่าภูหลงฟื้นฟูเองแทบไม่ได้เลย  เพราะมีไฟไหม้มาทำลายทุกปีปีละหลายครั้ง  โดยแฉพาะปีนี้ไฟไหม้กินวงกว้างมากจนพื้นที่นับพันไร่กลายเป็นที่โล่งเตียนไปเลย หากปล่อยให้หญ้าคาขึ้นมากเกินไป ไฟก็จะไหม้อีกทุกปีๆ จนไม้เล็กไม่มีโอกาสได้เติบโต ดังนั้นที่เราคิดได้ก็คือการคลุมหญ้าด้วยถั่ว หรือว่าการชิงพื้นที่จากหญ้าโดยใช้ถั่ว

ห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้

คนเรานั้นคิดต่าง เห็นต่างกันได้ คนที่พูดเขาก็มีประสบการณ์ของเขา แต่ว่าป่าที่เขาเห็นเขารู้จักนั้น คงไม่ใช่ป่าสภาพเดียวกับภูหลง บางทีคนที่พูดอาจไม่มีความเข้าใจชัดเกี่ยวกับสภาพภูหลง เช่น บางคนบอกว่า มีหญ้าก็ไม่เห็นเสียหายเลย ทุ่งแสลงหลวง ทุ่งกะมังก็ยังมีหญ้าเลย ต้องถามว่าหญ้าอะไร  ถ้าเป็นหญ้าเพ็กก็ดีสิ  เพราะมันทำให้หญ้าคาหญ้าพงขึ้นไม่ได้ แต่หญ้าเพ็กมันไม่ขึ้นที่ภูหลงเพราะมันเป็นป่าคนละชนิด หญ้าเพ็กจะขึ้นในป่าเต็งรัง ภูหลงเป็นป่าดิบแล้งหญ้าเพ็กไม่ขึ้น อุทยานตาดโตนก็มีหญ้าเพ็กมาก ถึงแม้ติดไฟในหน้าแล้ง ก็ไม่ก่อความเสียหายเท่าหญ้าพง ซึ่งมีมากที่ภูหลง

เพราะฉะนั้นจะเอาทุ่งแสลงหลวงมาเทียบกับภูหลงไม่ได้  ถามต่อไปว่าทุ่งแสลงหลวงและทุ่งกะมังไฟมีโอกาสเข้าไปได้ไหม เข้าไปได้ยากมาก เพราะมันเป็นอุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งมีเจ้าหน้าที่ควบคุมการเข้าออกของคนอยู่แล้ว คนคงไปจุดหญ้าที่ทุ่งแสลงหลวงได้ยาก ผิดกับภูหลงคนเข้าออกง่ายมากเหลือเกิน และมีแค่ไม้ขีดก้านเดียวโยนลงไปในกอหญ้าแห้งมันก็ไหม้แล้ว ดังนั้นคนที่เขาพูด เขาก็มีเหตุผลของเขา แต่ข้อมูลที่เขามี ต่างจากภูหลง

ภูหลงตอนนี้ไฟไหม้โล่งเตียนเป็นพันไร่  มองทะลุไปไกลถึงครึ่งกิโลหรือเป็นกิโลเลย  อาตมายืนอยู่หน้าผามองเห็นคนที่เดินอยู่ในป่าข้างล่างได้ชัดเจนเลย เพราะไม่มีต้นไม้บังสายตาอีกต่อไป มันโล่งขนาดนั้น การฟื้นฟูตัวเองของภูหลงจะต้องใช้เวลานานมาก และมันฟื้นไม่ได้ด้วย ถ้าเกิดไฟไหม้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นที่โล่งเตียน

ตอนนี้ป่าภูหลงไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาได้ง่ายๆ จึงจำเป็นที่เราจะต้องช่วยเขา ที่ผ่านมาเราก็ช่วยเขาโดยการปลูกต้นไม้เสริมเพิ่มเติมอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ทำแค่นี้ไม่พอแล้ว  ต้องเร่งช่วยโดยการคลุมหญ้าก่อน เพราะถ้าหากมีหญ้าสองสามพันไร่ แล้วเราจะป้องกันไฟได้อย่างไรในหน้าแล้ง

เม็ดเล็กๆ ของเมล็ดถั่วจะช่วยฟื้นฟูภูหลงได้จริงหรือ

เราก็หวังอย่างนั้นนะ เราเอาความรู้เรื่องนี้มาจากประสบการณ์ของคนที่ทำไร่  เขาทำกับพื้นที่แค่ 20 ไร่ แต่ตอนนี้เราทำกับพื้นที่ประมาณ 2,000 – 3,000 ไร่  จริงๆ เราก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่เราก็คิดว่ามันเป็นวิธีที่มีผลเสียน้อยที่สุด ดีกว่าการเอารถมาไถ ดีกว่าการใช้ยาฆ่าหญ้า และก็ดีกว่าการปล่อยไว้เฉยๆโดยที่ไม่ทำอะไร  เราลองปลูกถั่ว และดูว่ามันจะสำเร็จไหม ถ้าสำเร็จมันก็เป็นเรื่องดี ถ้าไม่สำเร็จก็ได้ความรู้ คือมันมีแต่ก็ได้กับได้ เพียงแต่ว่าจะได้อะไร ซึ่งก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

“ปลูกถั่วทั่วภู ฟื้นฟูป่าภูหลง” จะเห็นผลเมื่อไหร่

เบื้องต้นก็ต้องรอดูว่าถั่วจะแย่งพื้นที่จากหญ้าพงหญ้าคาได้มากน้อยแค่ไหน ปีแรกอาจจะมีถั่วน้อยมีหญ้ามาก ก็ต้องคอยดูกันไปว่า หลังจากนั้น จะมีถั่วมากขึ้นหญ้าน้อยลงไหม ถ้าหญ้าน้อยลงไม้อื่นก็มีโอกาสโตได้มาก

ใช้เวลาอีกกี่ปีกว่าซากเศษไม้ตอดำจะกลับกลายมาเป็นต้นไม้เขียวขจีดังเดิม

ถ้าพูดถึงแค่ความเขียว ตอนนี้มันก็เขียวอยู่แล้ว ถ้าเทียบกับตอนไฟไหม้เมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมานั้น ภูเขากลายเป็นสีดำ เต็มไปด้วยเขม่าและเถ้าถ่าน แต่ความเขียวที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นความเขียวที่ไม่ยั่งยืน พอถึงหน้าแล้งมันก็จะเหลือง เพราะมันเป็นสีเขียวจากหญ้า ความเขียวที่ยั่งยืนนั้นเกิดจากไม้ยืนต้น พวกนี้จะเขียวทั้งปี ถึงเรียกว่าป่าดิบ ป่าดิบคือป่าที่เขียวตลอดปี มันจะไม่ผลัดใบ แต่ถ้าเขียวจากไม้ใหญ่นั้นคงต้องรออีกนาน

อีก 10 - 20 ปีข้างหน้า ทุกคนจะได้เห็นภูหลงที่สวยงามดังอดีตอีกครั้ง

ถ้าไม่มีไฟเข้าแล้วเราคุมหญ้าได้ ต้นไม้ก็จะโตเร็ว ป่าก็จะเขียวครึ้มอีกครั้ง แต่ปัญหาคือหญ้ามันคอยลดทอนความสามารถของต้นไม้ในการเติบโต เพราะมันแย่งดิน แย่งน้ำ เราจึงต้องถางหญ้า หรือคุมหญ้าจนกว่าต้นไม้จะโตได้ระดับหนึ่ง  หญ้าก็จะไม่เกิด แต่ในขณะที่ต้นไม้ยังเล็ก หญ้าก็จะไปเบียดเบียนแย่งอาหารแย่งน้ำ ทำให้ต้นไม้ไม่เติบโตแคระแกรน แต่ถ้าไม่มีปัญหาพวกนี้มันก็จะโตเร็ว ในระยะเวลาสิบปี ป่าก็จะฟื้นตัวให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ถ้าพูดถึงต้นไม้ใหญ่ๆ สิบปียังไม่ได้หรอก  ต้องใช้เวลาหลายสิบปีมันถึงจะเป็นป่าสมบูรณ์อีกครั้ง

บางคนบอกว่าถั่วเป็นพืชที่ใช้ปลูกคลุมไร่ได้จริงแต่ไม่ใช่กับป่า

สภาพป่าภูหลงที่เห็นตอนนี้ พื้นที่นับพันไร่แทบจะเป็นไร่ไปแล้ว  นอกจากนั้นพื้นที่บางส่วนบนภูสามชั้นซึ่งอยู่ติดกับภูหลง และทางวัดกับชาวบ้านดูแลอยู่ ความจริงมันเคยเป็นไร่มันสำปะหลังมาก่อน แต่ตอนหลังชาวบ้านถูกเชิญให้ออกพื้นที่ ตรงนั้นจึงได้รับการฟื้นฟู จนกลายมาเป็นป่าใหม่ เป็นป่าชั้นสองที่ฟื้นฟูมาจากป่าเสื่อมโทรม เมื่อถูกไฟไหม้ก็แทบจะคืนสู่สภาพเดิมคือเป็นไร่อีกครั้ง พื้นที่ที่เราปลูกถั่วเมื่อเดือนที่แล้ว มันแทบจะเป็นไร่ไปแล้ว เมื่อสองเดือนที่แล้ว มันโล่งเตียนเป็นพันไร่ มีสภาพไม่ต่างจากไร่  เราจึงเอาถั่วมาใช้ในการฟื้นฟู

ท้อแท้กับการดูแลรักษาผืนป่าภูหลงหรือเปล่า

ไม่หรอก เพราะว่าคาดเดาอยู่แล้วว่ามันจะเกิดไฟไหม้ใหญ่ขึ้นสักวันหนึ่ง แต่พอถึงวันที่ไฟไหม้ใหญ่จริงๆ ก็คาดไม่ถึงว่ามันจะทำลายป่าเป็นพันๆ ไร่ แต่เมื่อไหม้แล้วเราก็ต้องรับมือกับมันให้ได้   ในเมื่อเผื่อใจไว้ก่อนแล้ว  เมื่อเกิดไฟไหม้เราก็ไม่ท้อ ทำต่อไป จะท้อไปทำไมท้อแล้วก็ทุกข์ มันช่วยอะไรไม่ได้ แถมทำให้ทุกข์ด้วย สิ่งที่ต้องทำก็คือ ดูแลป่ากันต่อไปตราบใดที่ยังมีกำลังวังชา

หลายคนสงสัยว่าทำไม “พระ” ถึงต้องลงมาปลูกป่าด้วยตนเอง
พระเราอาศัยป่าในการบำเพ็ญภาวนา อาศัยความสงบสงัดของป่าเติมเต็มบางอย่าง
ในชีวิตจิตใจของเรา เราได้อาศัยป่าเป็นที่พักพิง เราเป็นหนี้บุญคุณป่า เมื่อป่ามีปัญหาเราก็ต้องตอบแทนบุญคุณของป่า การปลูกป่าก็เหมือนการเยียวยาป่า ปลูกต้นไม้เสริมหรือชดเชยเพื่อเป็นการเยียวยา เป็นการตอบแทนบุญคุณของป่า อีกอย่างถ้าพระไม่ทำแล้วใครจะทำเพราะว่าพระอยู่กับป่า ได้รับประโยชน์จากป่า เราก็ต้องดูแลป่า

"คน พระ ป่า มีความเกี่ยวข้องกันทางจิตวิญาณหรือเปล่าสองสถานภาพทางสังคม
อย่างคนทั่วไปกับพระภิกษุถึงได้ร่วมใจกันเพื่ออนุรักษ์ป่าภูหลงแห่งนี้

ป่ามีประโยชน์หลายอย่าง ให้น้ำ ให้อากาศ ให้ปัจจัยสี่ ถ้าไม่มีป่าภูหลง ลำปะทาวก็แห้งเหือด การทำมาหากินของชาวบ้านก็จะฝืดเคือง เรามีอากาศหายใจก็เพราะป่าผลิตออกซิเจน ฝนที่ตกลงมาก็อาศัยความชื้นจากป่า จะปลูกบ้านเรือนได้ก็ต้องอาศัยไม้จากป่า ถึงแม้ทุกวันนี้จะสร้างบ้านด้วยปูน แต่ปูนซีเมนต์ก็มาจากป่านั้นแหละ เพียงแต่ต้องระเบิดภูเขาทำลายป่าก่อนถึงจะได้ซีเมนต์มา

จะเห็นว่าในเรื่องกายนั้นเราผูกพันและพึ่งพาป่ามาก ส่วนเรื่องจิตใจก็ไม่ต่างกัน จิตใจของเราก็มีความเชื่อมโยงกับป่า เคยมีการศึกษาว่า คนป่วยที่ผ่านการผ่าตัดใหญ่ ถ้าหากว่านั่งอยู่ในห้องที่มองเห็นธรรมชาติ เห็นต้นไม้ จะฟื้นตัวเร็วกว่าคนที่ไม่เห็นธรรมชาติ แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เห็นต้นไม้ทางหน้าต่าง แค่มีภาพธรรมชาติ ก็ช่วยเยียวยาได้เยอะ

คนแก่ที่อยู่ในบ้านพักคนชรา เป็นโรคซึมเศร้า ไม่มีชีวิตชีวา วันๆ เอาแต่นอนติดเตียง เคยมีการทดลอง เอากระถางต้นไม้ไปไว้ในห้องนอนของคนชรา กลุ่มหนึ่งถูกชักชวนให้รดน้ำต้นไม้วันละครั้ง ส่วนอีกกลุ่มไม่ได้รดน้ำ มีคนรดให้ ผลปรากฏว่าคนชรากลุ่มแรก มีอาการดีขึ้น ใช้ยาน้อยลง มีชีวิตชีวามากกว่าเดิม  และมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นด้วย เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่มีกระถางต้นไม้อยู่ในห้องเหมือนกัน แต่มีคนอื่นรดน้ำให้

มนุษย์เรามีความผูกพันกับธรรมชาติมากและซับซ้อนมาก จนถึงทุกวันนี้ เราก็ยังเข้าใจได้ไม่หมด แต่เราก็รู้มากขึ้นเรื่อยๆ มีการศึกษาวิจัยพบว่า คนที่อยู่ในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรรอบพื้นที่ป่าหรือพื้นที่สีเขียว จะมีโรคหลายอย่างที่เกิดขึ้นน้อยเช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคหอบหืด ไมเกรน  และโรคซึมเศร้า ความวิตกกังวลก็ลดน้อยลงด้วย งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง บอกว่าคนที่อยู่กับธรรมชาติ สมองส่วนที่เกี่ยวกับเมตตากรุณาจะถูกกระตุ้น ทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น

เพราะฉะนั้นจึงพูดได้วว่าเราผูกพันกับป่าหรือธรรมชาติทั้งกายและใจ อยู่ใกล้ธรรมชาติแล้วกายก็มีสุขภาพดี จิตก็มีคุณภาพดี จึงไม่ผิดถ้าหากจะบอกว่าคนเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เรามาจากธรรมชาติ ความผูกพันระหว่างเรากับธรรมชาติจึงมีมาก แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ป่าแล้ว เรามาอยู่เมืองแต่เราก็ยังไม่อาจทิ้งสายใยดั้งเดิมไปได้ นั่นคือสายใยที่มีกับธรรมชาติ

ศรัทธามีส่วนเชื่อมโยง คน พระ ป่า เข้าไว้ด้วยกัน

พระพุทธศาสนานั้นผูกพันกับธรรมชาติมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว ประวัติของพระพุทธเจ้าก็เชื่อมโยงกับป่าแทบทุกช่วงชีวิต พระพุทธเจ้าประสูติใต้ต้นไม้ ตรัสรู้ใต้ต้นไม้ ซึ่งแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงาม ทรงพูดถถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม อันเป็นที่ที่พระองค์บำเพ็ญเพียรก่อนตรัสรู้ว่า “ภูมิสถานถิ่นนี้ เป็นที่รมณีย์หนอ มีไพรสณฑ์ร่มรื่น น่าชื่นบาน ทั้งมีแม่น้ำไหลผ่าน น้ำใส เย็นชื่นใจ ชายฝั่งท่าน้ำก็ราบเรียบ ทั้งโคจรคามก็มีอยู่โดยรอบ เป็นสถานที่เหมาะจริงหนอที่จะบำเพ็ญเพียร สำหรับกุลบุตรผู้ต้องการทำความเพียร”  พระองค์จึงเลือกที่นั่นเป็นที่บำเพ็ญภาวนา แล้วพระองค์ก็บรรลุธรรม ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ถ้าพระองค์บำเพ็ญภาวนาที่อื่นอาจจะไม่บรรลุธรรมก็ได้ เพราะฉะนั้นธรรมชาติจึงมีส่วนทำให้เกิดพระพุทธเจ้า เราจึงเป็นหนี้บุญคุณธรรมชาติ จากนั้นพระองค์ก็ทรงแสดงธรรมในป่า พระอรหันต์กลุ่มแรกคือปัญจวัคคีย์ ก็บรรลุธรรมในป่า คือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน การแสดงธรรมของพระองค์ในครั้งต่อๆ มาก็แสดงในป่าเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อพระองค์จะเสด็จดับขันปรินิพพาน ก็ทรงประทับใต้ต้นไม้ซึ่งแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่ร่มรื่น

จะเห็นได้ว่าพุทธศาสนากับธรรมชาตินั้นแยกจากกันไม่ออก พระสมัยก่อนนิยมไปธุดงค์ จาริกในในป่า บำเพ็ญภาวนาในป่า หลายท่านก็บรรลุธรรมในป่า แล้วนำธรรมะที่ท่านพบ
มาสอนผู้คน ด้วยเหตุนี้คำสอนของพระพุทธองค์จึงยังตกทอดมาถึงเราจนทุกวันนี้

อาตมาจึงพูดเสมอว่ารักษาป่าคือรักษาธรรม เพราะป่าคือต้นกำเนิดของสายธารธรรมที่หลั่งไหลจนมาถึงเราทุกวันนี้ ถ้าป่าหมด สายธารธรรมก็อาจจะแห้งเหือด จริงอยู่คนเราบรรลุธรรมที่ไหนก็ได้ แต่ว่าการบำเพ็ญเพียรในป่าจะช่วยให้บรรลุธรรมได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่ทำให้ใจสงบแต่ทำให้ใจสว่างด้วย

กล่าวได้ว่าศรัทธาทำให้การอนุรักษ์เป็นรูปธรรมมากขึ้น

มีศรัทธาแล้วต้องมีความรักด้วย คนมาปลูกป่าอาจจะศรัทธาในพระธรรม ศรัทธาในวัด บางคนอาจจะศรัทธาในตัวอาตมา แต่เท่านั้นไม่เพียงพอ ต้องมีความสำนึกรักธรรมชาติด้วย  ความสำนึกรักธรรมชาติ ทำให้เรายินดีที่จะเหนื่อย ยินดีที่จะตากแดดเพื่อปลูกต้นไม้ เพื่อฟื้นฟูป่า เพื่อสู้กับไฟป่า จะทำอย่างนั้นต้องมีความรัก เพราะความรักทำให้เกิดความห่วงใย ความเสียสละ และความอดทน

คนที่อ่านหนังสือมามากแม้รู้ว่าป่ามีประโยชน์อย่างไร แต่ถ้าใจเขายังไม่เกิดศรัทธา ยังไม่เกิดความรักป่า ก็ยากที่จะทำให้เขาทิ้งบ้านหรือความสะดวกสบายมาปลูกป่า หรือทำประโยชน์ให้กับป่า  ที่ว่ายากก็เพราะปลูกป่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มันลำบาก มันเหนื่อย ยุง แมลงก็เยอะ แดดก็ร้อน ไม่มีร่มเงาเพราะต้นไม้ถูกไฟไหม้ไปหมดแล้ว

สำนึกที่ว่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการอ่านหนังสือ แต่เกิดขึ้นได้จากการไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แล้วรู้สึกซาบซึ้ง รู้สึกขอบคุณที่ธรรมชาติให้ความสงบสงัดแก่เรา เกิดความผูกพันขึ้นมา  ดังนั้นจึงจำเป็นมากในการชักชวนคนให้มาสัมผัสกับป่า เพื่อที่เขาจะได้รักป่า เมื่อรักป่าแล้วเขาก็จะพยายามอนุรักษ์ป่า มีปลูกป่าที่ไหน ไม่ว่า ที่ภูหลง ที่น่าน ที่เชียงใหม่เขาก็ไป

คนภายนอกพื้นที่จะมีส่วนช่วยได้อย่างไร

สามารถเริ่มต้นได้เลยจากการช่วยดูแลรักษาพื้นที่สีเขียวใกล้บ้าน หรือเพิ่มพื้นที่สีเขียวในบ้านของตัวเอง ถ้ามีพื้นที่ว่างก็ลงมือปลูกต้นไม้ ถ้ามีต้นไม้อยู่ในบ้านแล้ว ก็อย่าตัดทิ้งเพียงเพราะรำคาญใบไม้ที่ร่วงลงมา แอม เสาวลักษณ์เล่าว่าเคยคุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากปลูกป่า เพื่อนรู้สึกตื่นเต้นปีติที่ได้ไปปลูกป่า ช่วยเติมพื้นที่สีเขียวให้โลก ช่วยบรรเทาโลกร้อน  แอมจึงถามเพื่อนว่าที่บ้านเธอคงมีต้นไม้เยอะสินะ   เพื่อนได้ยินก็นิ่งอึ้งและตอบว่าเพิ่งตัดต้นไม้ที่บ้านจนหมด เพราะว่าใบมันร่วงเยอะมาก เธอขี้เกียจกวาด ก็เลยตัดทิ้ง   

น่าคิดนะ ไปปลูกป่าที่อื่น แต่กลับตัดต้นไม้ในบ้านจนหมด  ที่จริงก่อนไปปลูกป่าไกลๆ ควรดูแลรักษาต้นไม้ในบ้านของเราให้ดีด้วย ถ้าไม่มีก็ควรหันมาปลูก ที่มีอยู่แล้วก็อย่าเบื่อเก็บกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่น  เขาให้ร่มเงาแก่เรา เราก็ควรช่วยดูแลเขาบ้าง

การแสดงความรักต่อป่าและวิธีการอนุรักษ์ป่าที่ถูกต้อง

ทำได้หลายอย่าง อย่าทำลาย แล้วก็อย่าเพิ่มภาระให้กับธรรมชาติ บางทีเราทำลายทางอ้อม เราอาจไม่ได้ทำลายทางตรงด้วยการตัดต้นไม้ แต่เราอาจทำลายทางอ้อมโดยการบริโภค เช่น ทิ้งขยะ  เราจะบริโภคอะไรก็ต้องดูว่ามันก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมไหม เช่น ต้นทางของมันเป็นอย่างไร ปลายทางของมันเป็นอย่างไร ทำลายธรรมชาติไหม เช่น พลาสติก แบตเตอรี่ เมื่อทิ้งไปแล้วกลายเป็นสารพิษหรือเปล่า การประดิษฐ์มันขึ้นมาทำลายสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า

อาจจะเริ่มต้นใคร่ครวญจากสิ่งใกล้ตัวที่เจอทุกวันก็ได้ เช่น น้ำดื่มบรรจุขวด  ทำอย่างไรถึงจะใช้ให้น้อยลง เพราะขวดเหล่านี้ก็มาจากโรงงานพลาสติก ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะในน้ำและในอากาศ พอบรรจุขวดเสร็จ ก็ต้องมีการขนส่งไปวางไว้ตามร้านขายปลีก  เกิดมลภาวะจากการขนส่งอีก พอเราไปซื้อน้ำบรรจุขวดแล้วบรรทุกขึ้นรถกลับมาบ้าน ก็ใช้น้ำมันและเกิดควันพิษอีก เมื่อกินน้ำหมด ขวดก็กลายเป็นขยะทันที ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมอีก เพราะฉะนั้นเราควรไตร่ตรองวิถีชีวิตของเราด้วยว่ามีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า แม้กระทั่งการใช้น้ำ ใช้ไฟ ใช้น้ำมากไปก็ก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ ใช้ไฟมากก็อาจส่งผลให้มีการสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้น เขื่อนก็ทำลายป่าอีก

วิถีชีวิตของเราสามารถทำลายสิ่งแวดล้อมได้โดยที่เราไม่รู้ตัว วิธีที่ดีที่สุดคือการอยู่ง่ายกินง่าย จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้มาก และถ้าเรามีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่าย เราจะไม่บริโภคเยอะ เมื่อเราไม่บริโภคเยอะ เราก็ไม่สร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อมมากมาย  อาตมาอยากให้คนในเมืองมองเห็นด้วยว่า ตัวเองมีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ และป่าอย่างไรบ้าง อย่าไปโทษแค่ชาวบ้านที่ถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพด หรือตัดไม้เอาไม้มาขาย นั่นเป็นแค่ปลายเหตุ แต่ต้นเหตุที่เป็นปัญหาใหญ่ คือการทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองการบริโภคอันฟุ่มเฟือยของคนเมือง
ซึ่งนำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อม โดยที่เราไม่รู้ตัว อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เราก็ควรจะรับรู้และควรตระหนักถึงความเชื่อมโยงนี้ แล้วระมัดระวังให้มากขึ้น

ส่วนเรื่องการอนุรักษ์ อะไรที่เราทำได้ก็ลงมือทำเลย เช่น การรณรงค์เพื่อให้ทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยลง ชักชวนกันลดการใช้โฟม ใช้ถุงผ้า เริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ก็ได้ แต่ก็ต้องทำอะไรมากกว่านั้นด้วย เมื่อเห็นโครงการหรือนโยบายอะไรที่อาจทำให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมก็ให้ความสนใจด้วย ตอนนี้รัฐบาลมีนโยบายหลายอย่างที่น่าเป็นห่วงว่าจะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมมาก เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมบางชนิด ซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อม ยิ่งไม่สนใจการทำ EIA คือการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็ยิ่งทำให้อุตสาหกรรมที่ทำลายธรรมชาติผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด ยิ่งยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองตามมาตรา 44 ก็ยิ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เรื่องแบบนี้เราต้องมองให้เห็นว่ามันทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไร นี้เป็นเรื่องที่คนเมืองต้องช่วยกันพิจารณาว่าทำอย่างไรเหตุการณ์แบบนี้ถึงจะไม่เกิดขึ้น

อนาคตภูหลงในกำมือคนไทย

อยากจะฝากป่าทั้งประเทศให้อยู่ในมือเราดีกว่า ไม่ใช่เฉพาะป่าภูหลง เพราะภูหลงเป็นป่าผืนเล็กแค่ 3,000ไร่ มันเล็กมากเมื่อเทียบกับป่าอีกมากมายที่กำลังถูกทำลายอยู่ในขณะนี้ อย่างเช่นที่จังหวัดน่าน ป่าถูกทำลายไม่น้อยกว่าห้าแสนไร่ หรือป่าทั้งประเทศที่ไม่มีคนเหลียวแลเลย อีกนับร้อยล้านไร่ อยากจะฝากป่าทั้งประเทศ หรือเป็นไปได้อยากฝากโลกทั้งโลกให้อยู่ในมือของพวกเรา ให้ช่วยกันใส่ใจ

นอกจากช่วยฟื้นฟูป่าแล้ว ก็ต้องช่วยรักษาป่าที่มีอยู่แล้วไม่ให้หดหายด้วย การฟื้นฟูป่าเป็นเรื่องยาก ใช้เวลานาน และได้ผลน้อยกว่าการรักษาป่าที่มีอยู่เดิมเอาไว้ เพราะป่าที่ถูกทำลายไปแล้วจะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิมนั้นยาก สิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าคือการรักษาป่าของเดิมเอาไว้ไม่ให้ถูกทำลาย ตอนนี้ยังมีป่าอีกหลายแห่ง ที่กำลังหดหายไปเรื่อยๆ  เราต้องช่วยรักษาไว้ให้ได้ เริ่มจากการรักษาพื้นที่ป่าเดิมอย่าให้เสียหายมากกว่านี้  ขณะเดียวกันก็เพิ่มพื้นที่ป่าให้มีมากยิ่งขึ้น

สำหรับป่าภูหลง อาตมาขอขอบคุณทุกคน ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ได้รับการช่วยเหลือทั้งแรงกาย และน้ำใจจากผู้คน ตั้งแต่ป่าเริ่มถูกไฟไหม้  ไฟไหม้ป่าคราวนี้ดับได้เพราะน้ำใจของผู้คนที่มาช่วยกัน ทั้งพระ ชาวบ้าน รวมถึงคนไกลที่เดินทางมาช่วยเหลือ บางคนขับรถมาจากกรุงเทพฯ จากหัวหิน เอาอาหารมาให้ เอาน้ำมาให้ รวมทั้งมาดับไฟ  ป่าภูหลงที่ถูกไฟไหม้รุนแรงก็เพราะว่ามีน้ำน้อย พอน้ำน้อยก็เลยแพ้ไฟในตอนแรก แต่ตอนหลังน้ำใจที่หลั่งไหลเข้ามา ก็ช่วยทำให้ไฟดับได้  หลังจากนั้นเมื่อเราขอแรงคนมาปลูกถั่ว คนก็มาช่วยกันเป็นพัน ๆ คน  พอขอแรงคนมาปลูกกล้วย ก็มากันมาก  ล่าสุดวันที่ 18 มิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นวันแรกของฤดูปลูกป่า คนก็มากันหลายร้อย นี่คือน้ำใจที่หลั่งไหลเข้ามาที่ป่าภูหลง

การฟื้นฟูป่าภูหลงไม่อาจทำได้ด้วยน้ำฝนเท่านั้น แต่ยังเกิดจากน้ำใจด้วย  เชื่อว่าน้ำใจของทุกคนที่หลั่งไหลมา จะทำให้ภูหลงสามารถต้านไฟได้ในระยะยาว อันนี้ทำให้เห็นว่า แม้น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ แต่น้ำใจจะชนะไฟทั้งปวง รวมทั้งไฟโทสะ ไฟโลภะในใจเราด้วย อาตมาอยากให้ศรัทธาที่ผู้คนมีต่อภูหลงแปลงเป็นน้ำใจ เพื่อมอบให้กับป่าผืนอื่นๆ ด้วย ทั้งในเมืองไทยและถ้าทั้งโลกได้ยิ่งดี

สำหรับป่าภูหลงแล้ว อนาคตจะเป็นอย่างไร ก็ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเราป่วยหนัก บาดเจ็บสาหัส แล้วทำแค่ปฐมพยาบาลเบื้องต้น กินยา พักผ่อน   โดยไม่ได้ไปหาหมอ อาการบาดเจ็บแสนสาหัสนี้จะหายได้เองหรือเปล่า คำตอบคืออาจจะหาย แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายเดิมของแต่ละคนด้วย ว่าแข็งแรงมากเพียงใด  การเยียวยารักษาตัวเองนั้นใช้เวลานานกว่าการมีหมอมารักษามีพยาบาลมาดูแลหรือเปล่า  ป่าก็เช่นเดียวกัน สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ แต่ถ้าป่าเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องเผชิญกับไฟไหม้ทุกปีปีละหลายครั้งหลายหน ป่าจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาใช้ในการฟื้นฟูตัวเอง การหยิบยื่นน้ำใจให้แก่ป่า จึงเป็นทางออกที่ชาวภูหลงคิดออกในตอนนี้ 

สิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักและเรียนรู้ก็คือการฟื้นฟูป่าแต่ละแห่ง มีวิธีการที่ไม่เหมือนกัน เพราะป่าแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน ทั้งลักษณะของธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

การชักชวนคนมาปลูกต้นไม้ที่ป่าภูหลงครั้งนี้ เปรียบได้กับการพาเด็กน้อยมาเข้าโรงเรียน เพื่อฝากให้ครูคือธรรมชาติช่วยสั่งสอนให้เขามีความรู้และเติบโตทางจิตใจ เป็นเสมือนต้นไม้ใหญ่ ที่ให้ร่มเงากับผู้คนและสรรพสัตว์ในอนาคต   

อย่าลืมว่าการปลูกป่าไม่ใช่แค่การเอาต้นกล้าลงดิน แล้วฝังกลบ จากนั้นก็รอว่าเมื่อไรฝนจะตก แดดจะออก แต่การปลูกป่ายังหมายถึงการปลูกความดีงามในจิตใจ  ปลูกป่าสามารถเป็นการฟื้นฟูใจของราได้   ขณะเดียวกันศรัทธาที่เรามีต่อป่าก็มีผลต่อป่าเช่นเดียวกัน ถ้าเราผู้ปลูกป่าด้วยใจบริสุทธิ์แน่วแน่ ต้นกล้านั้นก็จะมีแรงมีพลังในการต่อสู้เพื่องอกเงยเป็นต้นไม้ใหญ่แห่งป่านั้นต่อไป

 

 

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved